แก้สมการ ‘อยู่ดี-แก่ดี-ตายดี’ ความเปราะบางเกินต้านในสังคมสูงวัย
Reading Time: 3 minutesจะสร้างสังคมสูงวัยที่อยู่ดี แก่ดี และตายดี คงไม่ใช่แค่คณิตศาสตร์ประชากรสูงวัย แต่คือคำถามว่ารัฐและสังคมพร้อมจะรับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกช่วงวัยมากแค่ไหน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ “เวทีฟังเสียงประชาชน ประเทศไร้ทิศ เศรษฐกิจไร้ทาง” โดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ผ่านคณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ร่วมกับเครือข่ายภาคธุรกิจ ได้แก่ สมาพันธ์เอสเอมอีไทย สภาเอสเอ็มอี และสมาคมการค้าสตาร์ตอัปไทย มีตัวแทนจากภาคประชาชน ผู้ประกอบการ และตัวแทน 5 พรรคการเมืองเข้าร่วมเพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะประเด็นที่ส่งผลต่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการจ้างงานและกิจกรรม ทางเศรษฐกิจระดับรากฐาน
ปฏิมา กรรมาเศรษฐกิจ ผู้แทนฝ่ายวุฒิสภาได้ชี้ให้เห็นบริบทภาพรวมทางเศรษฐกิจว่า นอกจากความร้อนแรงทางการเมืองภายในประเทศแล้วความเปลี่ยนแปลงของการเมืองโลก และเศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากระบบการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง และสร้างความท้าทายใหม่ต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีข้อจำกัดด้านทุนและศักยภาพการปรับตัว
อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญของเวทีไม่ได้หยุดอยู่ที่ปัจจัยภายนอกประเทศ แต่สะท้อนว่าปัญหาที่ SME เผชิญอยู่ในปัจจุบันเป็นผลจากโครงสร้างเศรษฐกิจภายในที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันเป็นระบบจนการแก้ปัญหาแบบแยกส่วนไม่สามารถทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน
ประเด็นทุนเทาถูกอภิปรายอย่างเข้มข้นในเวที ในฐานะโครงสร้างเศรษฐกิจคู่ขนานที่แทรกอยู่ในหลายระดับและสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ
สุปรีย์ ทองเพชร ผู้แทนสภาเอสเอ็มอี ได้ชี้ให้เห็นว่า หากการมองปัญหาทุนเทาถูกจำกัดไว้เพียงการหลีกเลี่ยงภาษี หรือการฟอกเงิน การแก้ปัญหาอาจไม่สามารถกระทบต้นตอที่แท้จริงได้ เพราะทุนเทาในทางปฏิบัติส่งผลต่อโครงสร้างการแข่งขันโดยตรง โดยเฉพาะความสามารถในการตั้งราคาต่ำ การใช้ช่องทางธุรกิจนอมินีและการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปยังภาคส่วนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทุนเทาไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่สามารถเชื่อมโยงไปสู่ “เงินกู้นอกระบบ” และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่นอกการกำกับของรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก ถูกบีบให้อยู่ในสภาวะเสียเปรียบ ทั้งในแง่ต้นทุนและโอกาสในการเข้าถึงตลาด
SME ที่ดำเนินกิจการภายใต้กติกาในระบบต้องแบกรับต้นทุนการเสียภาษี การทำบัญชี การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และภาระทางการเงิน ขณะที่ทุนเทาสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้ต้นทุนต่ำกว่า และแทรกตัวเข้าไปในห่วงโซ่อุปทาน ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อมาตรฐานเดียวกัน
เศรษฐกิจไทยมีความกระจุกตัวสูง โดยบริษัทขนาดใหญ่ในระบบมีสัดส่วนเพียง 0.2% แต่ครองสัดส่วนทางเศรษฐกิจมากกว่า 85% ขณะที่ SME มีสัดส่วนประมาณ 98% และกระจายตัวเป็นจำนวนมาก แต่กลับมีอำนาจต่อรองต่ำ และถูกกระทบจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง
ในมุมมองนี้ ทุนเทา จึงไม่ใช่เพียง ศัตรูของรัฐ แต่เป็นศัตรูของตลาดที่เป็นธรรม และทำให้เศรษฐกิจที่ควรเปิดกว้างต่อการแข่งขัน กลับกลายเป็นสนามที่ผู้เล่นบางกลุ่มได้เปรียบโดยโครงสร้าง โดยสุปรีย์ได้อ้างถึงการประเมินว่า ขนาดเศรษฐกิจของทุนเทาอยู่ที่ประมาณ 48.8% ของ GDP ซึ่งสะท้อนความท้าทายของรัฐในการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่อยู่นอกกติกาในสัดส่วนขนาดใหญ่เช่นนี้
นายอุดมธิปก ไพรเกษตร ผู้แทนจากสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการทำความเข้าใจ SME ของรัฐอาจยังไม่ครอบคลุมผู้ประกอบการทั้งหมดในความเป็นจริง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียน หรือผู้ประกอบการในภาคบริการและแรงงานลักษณะใหม่ เช่น ผู้รับจ้างรายสัปดาห์ หรือผู้ขับรถแท็กซี่ ซึ่งไม่ถูกนับรวม อยู่ในชุดข้อมูล SME 3.2 ล้านรายตามการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เนื่องจากวิธีสำรวจมักอิงสถานประกอบการที่มีที่ตั้งชัดเจน
อุดมธิปก เสนอให้มองลงไปในระดับชุมชน โดยชี้ว่าในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด กลุ่มผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจไม่ได้มีเพียงหน่วยงานข้าราชการ แต่ยังรวมถึง “เจ้ามือหวยใต้ดิน” และ “คนปล่อยเงินกู้” ซึ่งสะสมทุนโดยไม่เสียภาษี และสามารถขยายอำนาจทางเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง เมื่อผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากอยู่นอกระบบและเข้าไม่ถึงกลไกคุ้มครองของรัฐ และความจำเป็นในการพึ่งพาแหล่งเงินทุนทางเลือกจึงเพิ่มขึ้น และทำให้ทุนเทาในระดับชุมชนสามารถเข้ามาแทรกตัวเป็นส่วนหนึ่งของวงจรเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น
“SME ที่ถูกนับไม่ครบ” และ “ทุนเทาในระดับชุมชน” จึงเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อเนื่องกันเมื่อรัฐมองไม่เห็นผู้ประกอบการตัวเล็ก การช่วยเหลือและการกำกับดูแลย่อมไม่ครอบคลุม และยิ่งเปิดช่องให้ระบบเศรษฐกิจนอกกฎหมายเติบโตจนกลายเป็นโครงสร้างที่บีบให้รายย่อยต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยง และความไม่เป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง
สถาพน พัฒนะคูหา ผู้แทนสมาคมการค้าสตาร์ตอัปไทย ได้อภิปรายว่าเมื่อเกิดปัญหาทุนเทาหรือสแกม สิ่งแรกที่รัฐมักถูกคาดหวังคือการเพิ่มกฎเกณฑ์และมาตรการกำกับดูแล แต่ผลที่ตามมาคือเมื่อเกณฑ์สูงขึ้น ต้นทุนการปฏิบัติตาม (compliance) ก็สูงขึ้นตาม และเมื่อสูงถึงระดับหนึ่ง สถาบันการเงินหรือคู่ค้าระหว่างประเทศอาจเลือกไม่ทำธุรกรรมกับประเทศนั้นเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถด้านการค้า และการส่งออก
ในบริบทประเทศไทย ผู้ประกอบการใหม่หรือผู้ประกอบการที่ใช้ virtual office อาจประสบปัญหาในการเปิดบัญชีธนาคาร รวมถึงการจด VAT และกิจกรรมทางการเงินอื่น ๆ เพราะธนาคารเลือกตัดความเสี่ยงจากความกังวลเรื่องทุนเทา ผลคือผู้ที่ได้รับผลกระทบในขั้นแรกกลับเป็น SME และสตาร์ตอัปที่พยายามอยู่ในระบบ และส่งผลต่อพนักงานในกิจการเหล่านั้นเป็นผลกระทบต่อเนื่อง
ประเด็นที่ถูกอภิปรายร่วมกับทุนเทาและทุนผูกขาดคือเงินไหลออกนอกประเทศ โดยเฉพาะเงินที่เคลื่อนผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติและระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งมีผลกระทบต่อ SME ในฐานะผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพาตลาดภายในประเทศและกระแสเงินสดในระบบเศรษฐกิจไทย
สุปรีย์ ทองเพชร เสนอภาพรวมเชิงโครงสร้างว่าในปัจจุบันมีเงินจำนวนมากถูกดูดออกไปผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติในแต่ละปี (มีการกล่าวถึงระดับปีละ 1 ล้านล้านบาท) และท้ายที่สุดส่งผลต่อการหดตัวของรายได้ภายในประเทศกระทบต่อกำลังซื้อและความสามารถในการดำรงอยู่ของ SME ที่พึ่งพาการหมุนเวียนของเงินในประเทศเป็นหลัก
แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะขยายตัวผ่านแพลตฟอร์ม แต่การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมทางการเงินนั้นไม่ได้เท่ากับ การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย หากประเทศไทยยังอยู่ในสถานะผู้ซื้อ มากกว่าผู้ผลิต หรือผู้ให้บริการที่สามารถเก็บมูลค่าเพิ่มไว้ภายในประเทศ
สถาพน ได้ขยายความในเชิงโครงสร้างของ supply chain ดิจิทัลว่า หากประเทศไทยเป็นเพียงผู้บริโภคในระบบดังกล่าว เม็ดเงินจะไหลออกไปยังต่างประเทศโดยไม่กลับมาหมุนเวียนในประเทศอย่างเพียงพอ แต่หากไทยสามารถเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในห่วงโซ่เดียวกันเงินที่จ่ายออกไปจะมีโอกาสวนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น
ไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทย เสนอว่าปัญหาทุนเทาและทุนนอกระบบส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากไม่สามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ เมื่อเข้าสู่ระบบไม่ได้ย่อมหมายถึงไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ ส่งผลให้เงินนอกระบบ ทุนเทากลายก็เป็นทางเลือกของผู้ประกอบการ โดยเสนอแนวทางให้นำผู้ประกอบการนอกระบบเข้าสู่ระบบโดยไม่คิดภาษีย้อนหลัง พร้อมอ้างถึงการประเมินว่ามูลค่า SME นอกระบบ (ปี 2566) มีสัดส่วนใกล้เคียง 49% ของ GDP หรือประมาณ 8.99 ล้านล้านบาท
สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ตัวแทนพรรคประชาชน มองทุนเทาและนอมินีคือ หลุมดำ ในระบบเศรษฐกิจไทยที่ดูดเงินออกไปและถูกขยายไปในหลายอุตสาหกรรม โดยเสนอการแก้ปัญหาแบบ ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ตั้งแต่การจดทะเบียนและเปิดเผยข้อมูลนิติบุคคลให้เป็นสาธารณะ การจัดระบบรับแจ้งข้อมูลจากประชาชนให้เป็นระบบ ไปจนถึงการเพิ่มบุคลากร ,เทคโนโลยี และความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอว่ากฎหมายไทยไม่พัฒนาไปตามรูปแบบเศรษฐกิจในแต่ละยุคและชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างหลังปี 2540 ที่ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก พร้อมอภิปรายประเด็นเครดิตบูโรว่าเป็นกลไกที่ “แช่แข็งคน” และสะท้อนความไม่สมดุลในระบบการเงิน โดยมองว่า SME ในความหมายหนึ่งคือ ประชาชนในระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงห้างร้าน
แม้ประเด็นเงินไหลออกจะถูกพูดร่วมกับทุนผูกขาดในหลายช่วงของเวที แต่ในเชิงโครงสร้างสามารถแยกให้เห็นชัดว่า ทุนผูกขาดเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศ และสัมพันธ์โดยตรงกับความสามารถในการอยู่รอดของ SME ผ่านอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทาน
ตัวแทนภาคประชาชน สุปรีย์ ทองเพชร อภิปรายว่าปัญหาของ SME ถูกตีความผิดมาเป็นเวลานาน เพราะรัฐและระบบเศรษฐกิจมักเข้าใจว่า SME ต้องการทุนเป็นหลัก จึงออกแบบมาตรการช่วยเหลือผ่านสินเชื่อ แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ “สภาพคล่อง” ที่ถูกบีบคั้นจากโครงสร้างตลาดและความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างทุนใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย หนึ่งในกลไกสำคัญที่ถูกหยิบยกคือ “เครดิตเทอม” ซึ่งสะท้อนความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทาน เมื่อทุนใหญ่สามารถกำหนดระยะเวลาการชำระเงินที่ยาวนาน ส่งผลให้ SME ขาดกระแสเงินสด แม้จะมีการขายสินค้าและบริการได้จริงก็ตาม
ข้อเสนอที่ถูกย้ำคือ การผลักดันให้เครดิตเทอมอยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น ภายใน 45 วัน และการกำกับให้ภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน เนื่องจากภาครัฐมีศักยภาพในการกำหนดธรรมาภิบาลด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการชำระเงินได้ด้วยตนเอง แต่ในทางปฏิบัติกลับมีปัญหาการชำระเงินล่าช้าที่กระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อย
ในภาพรวม ทุนผูกขาดยังเชื่อมโยงกับการควบคุมห่วงโซ่อุปทานและการกระจุกตัวของตลาด ซึ่งทำให้ SME มีพื้นที่แข่งขันลดลง และอาจกลายเป็นช่องว่างให้ทุนเทาเข้ามาแทรกตัวในระบบได้ง่ายขึ้น เมื่อ SME ไม่สามารถอยู่รอดภายใต้กติกาเดิมได้ ก็อาจต้องหันไปพึ่งพาแหล่งทุนทางเลือกหรือกิจกรรมที่อยู่นอกระบบมากขึ้น
นายอุดมธิปก ไพรเกษตร ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าข้อเสนอจากพรรคการเมืองบางส่วนมีลักษณะกว้าง และยังไม่สามารถตอบโจทย์เชิงปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยชี้ให้เห็นว่า SME ในชุมชนต้องเผชิญการแข่งขันจากทุนขนาดใหญ่และเครือข่ายค้าปลีกที่ขยายตัวเข้าไปในพื้นที่ ขณะที่รายได้และภาษีไม่ได้หมุนกลับมาพัฒนาชุมชนอย่างสมดุล ส่งผลให้เศรษฐกิจท้องถิ่นอ่อนแรงลง
ผู้แทนผู้ประกอบการจึงเน้นย้ำว่า การแก้ปัญหา SME ที่มุ่งเน้นมาตรการเฉพาะหน้า เช่น การปล่อยสินเชื่อเพิ่มหรือการเพิ่มกฎเกณฑ์เพื่อจัดการทุนเทา อาจไม่เพียงพอ หากไม่แตะเรื่อง “วงจรเศรษฐกิจ” ที่ทำให้ SME อยู่ในสถานะเสียเปรียบเชิงโครงสร้าง
ท้ายที่สุด ข้อสรุปที่สะท้อนออกมาจากเวทีคือ SME ไม่ได้ขาดเพียงทุน แต่ขาด “ตัวตน” ในระบบเศรษฐกิจในความหมายเชิงนโยบายและเชิงข้อมูล กล่าวคือแม้รัฐจะกล่าวถึง SME ในฐานะกลุ่มสำคัญ แต่กลับไม่สามารถนิยามและออกแบบกลไกที่ทำให้ SME มีอำนาจต่อรอง มีพื้นที่แข่งขัน และมีระบบคุ้มครองที่เป็นรูปธรรมได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ภาคประชาชน เรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายการแข่งขันทางการค้าเพื่อยับยั้งการควบรวมกิจการ สร้างฐานข้อมูลเรื่องทุนผูกขาด และเพิ่มความโปร่งใสด้านเครดิตเทอมของบริษัทขนาดใหญ่ เช่น การเปิดเผยข้อมูล เครดิตเทอมเป็นรายไตรมาส รวมถึงการตั้งศูนย์ติดตามหนี้และระบบรับเรื่องร้องเรียนของ SME และข้อเสนอให้มีสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย เพื่อสร้างโครงสร้างตัวแทนที่ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีตัวตนในเชิงนโยบายและสามารถตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของหน่วยงานรัฐได้จริง