Reading Time: 6 minutes
เรานัดพบกันที่ร้านกาแฟของเขา ในจังหวัดสกลนคร บรรยากาศเท่ ๆ ในลักษณะที่ถ้ามานั่งแอ็ค ๆ ก็สามารถกลมกลืนไปกับกลิ่นกรุ่นกาแฟและเฟอร์นิเจอร์วินเทจได้อย่างเป็นเนื้อเดียว
นอกจากเป็นร้านกาแฟแอ็ค ๆ แล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นที่รวมตัวกันของ ‘นักสร้างสรรค์’ ที่เรียกกลุ่มตัวเองว่า ‘สกลเฮ็ด’ พวกเขาคุ้นหน้าคุ้นตากันจากการไปออกบูทเทศกาลงานคราฟต์ งานศิลปะในหลายจังหวัด
“ทุกที่มีบทสนทนาของพวกเราคนสกลหมดเลยนะ” เขาเล่า
ที่อุดรฯ เกิดบทสนทนาของคนสกล
ที่เชียงใหม่เกิดบทสนทนาของคนสกล
ที่กรุงเทพฯ ก็เกิดบทสนทนาของคนสกล
บทสนทนาของนักสร้างสรรค์ชาวสกลมีอยู่ทุกที่ แต่ที่เดียวที่ไม่เคยเกิดขึ้นคือ ‘สกลนคร’
นั่นเพราะพื้นที่ของความสร้างสรรค์ไม่อยู่ที่นี่ เมืองอีสานเล็ก ๆ แห่งนี้จึงกลายเป็นเพียงที่ที่หลายคนจากมา มากกว่าพื้นที่รวมตัวเพื่อสร้างสิ่งใหม่ แน่นอนนั่นเพราะวัตถุดิบชั้นยอดของการทำงานสร้างสรรค์ ตั้งแต่โอกาสทางอาชีพ เครือข่าย ไปจนถึงตลาด เกาะกระจุกอยู่ที่เมืองมหานคร ผู้คนจึงต้องออกเดินทางเพื่อไปเติบโต สร้างสิ่งใหม่ใส่จานเสิร์ฟเมืองใหญ่ และบทสนทนาที่ควรจะเกิดขึ้นในบ้านของตัวเองก็ไหลออกไปพร้อมกับพวกเขา
นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้คนทำงานสร้างสรรค์ชาวสกลรวมตัวกัน และ ‘ทำอะไรใหม่ ๆ’ ที่บ้านเกิดของตัวเอง ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด
การรวมตัวกันของนักสร้างสรรค์ในพื้นที่ ตั้งแต่ร้านกาแฟเล็ก ๆ งานคราฟต์ ไปจนถึงการทดลองทำย่านสร้างสรรค์ ค่อย ๆ ทำให้ย่านเมืองเก่าของสกลนครมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง และกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องสำคัญของการพยายามผลักดันสิ่งที่เรียกว่า ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’
หากว่ากันด้วยเรื่องความหมาย หรือคำนิยามของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA (Creative Economy Agency) อธิบายไว้ว่า คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์บนฐานองค์ความรู้ ทรัพย์สินทางปัญญา และการศึกษาวิจัยที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม พื้นฐานทางประวัติศาสตร์ การสั่งสมความรู้ของสังคม เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อใช้ในการพัฒนาธุรกิจ การผลิตสินค้าและบริการในรูปแบบใหม่ ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หรือคุณค่าทางสังคม
กล่าวอย่างรวบรัด การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะต้องอาศัยการร่วมมือจากทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา รวมทั้งผู้คนที่จะมารังสรรค์งานในพื้นที่นั้น ๆ ทั้งหมดเป็นไป เพื่อสะสมต้นทุนนำมาต่อยอดเป็นไอเดียใหม่
ความคาดหวังต่อโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงไม่ได้เล็กนัก…
ในภูมิภาคที่ผู้คนจำนวนมากยังต้องออกจากบ้านไปทำงานในจังหวัดอุตสาหกรรม หรือกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ การไหลออกของแรงงานกลายเป็นความจริงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำถามที่ปรากฏขึ้นในวงสนทนาของคนขับเคลื่อนเรื่องนี้ในสกลจึงไม่ใช่เพียงว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะทำให้เมืองคึกคักได้มากแค่ไหนแต่คือ เศรษฐกิจในท้องถิ่นเติบโตขึ้นได้จริง การ ‘กลับบ้าน’ จะเป็นไปได้มากขึ้นหรือเปล่า
และหากคำตอบคือ ใช่ คำถามต่อไปก็คือ โครงสร้างแบบไหนกันที่จะทำให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้จริงในเมืองเล็กอย่างสกลนคร
คำถามนี้เอง ที่กำลังถูกทดลองหาคำตอบผ่านการทำงานของนักสร้างสรรค์ นักวิชาการ และภาคเอกชนที่นำโดยคนรุ่นใหม่ในเมืองแห่งนี้
จุดเริ่มต้นพื้นที่นำร่องย่านสร้างสรรค์
ร้านกาแฟที่กลายเป็นจุดนัดพบของนักสร้างสรรค์สกลนครแห่งนี้มี ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ แกนหลักของกลุ่ม ‘สกลเฮ็ด’ เป็นเจ้าของ
สำหรับยิปซี การกลับมาเปิดร้านกาแฟและชวนผู้คนมารวมตัวกัน ไม่ได้เป็นเพียงการทำธุรกิจ แต่เป็นความพยายามเล็ก ๆ ที่จะหยุดการไหลออก อย่างน้อยก็คนในแวดวงนักสร้างสรรค์
เขาเล่าว่า คนสกลจำนวนไม่น้อยรวมถึงตัวเขาเอง เคยต้องออกไปแสวงหาโอกาสในเมืองใหญ่ เพราะมองไม่เห็นว่าบ้านเกิดจะรองรับความฝันหรือการทำงานสร้างสรรค์ได้อย่างไร แต่ยิ่งออกไปไกลเท่าไร คำถามเรื่อง ‘ถ้าไม่กลับมา แล้วบ้านเราจะเหลืออะไร’ ก็ยิ่งชัดขึ้นเท่านั้น การชวนเพื่อน ๆ กลับมาลองทำอะไรบางอย่างในสกลนครจึงไม่ใช่แค่การสร้างกิจกรรม แต่เป็นการทดลองตั้งคำถามกับโครงสร้างเดิมของเมือง ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่คนรุ่นใหม่จะไม่ต้องเลือกระหว่าง การเติบโต กับ การอยู่บ้าน
หลังจากเริ่มรวมกลุ่มกันได้ สิ่งที่ทุกคนตั้งคำถามเหมือนกันคือ หากต้องการทำให้เมืองมีชีวิตชีวาขึ้นจะต้องเริ่มจากตรงไหน คำตอบ ที่เห็นตรงกันคือ ‘การทดลองจัดงาน’ เมื่อได้คำตอบเช่นนั้น เทศกาลเล็ก ๆ ที่ถูกเรียกขานว่า ‘ยิปซีแคมป์’ จึงถูกจัดขึ้น และกลายเป็นเหมือนสนามทดลองสำหรับการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ในเมือง สมาชิกสกลเฮ็ดหลายคนมาร่วมกันลองผิดลองถูก ตั้งแต่การจัดพื้นที่ร้านค้า ดนตรี อาหาร ไปจนถึงกิจกรรมอันหลากหลาย
“มันทำให้เราเห็นว่าถ้าจะจัดงานจริง ๆ เมืองต้องมีอะไรบ้าง ต้องมีพื้นที่ มีร้านค้า มีคน มีที่นั่งกิน มีที่นั่งคุย ทุกอย่างเริ่มตกผลึกจากตรงนั้น” ยิปซีเล่า
จากการทดลองนั้น เทศกาลสกลเฮ็ด ครั้งแรกจึงเกิดขึ้นในเวลาต่อมา โดยสมาชิกแต่ละคนรับผิดชอบในขอบข่ายที่ตัวเองถนัด หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือกิจกรรมของเพื่อนนักสร้างสรรค์คนหนึ่งที่ทำเซรามิก ยิปซีเล่าว่าเพื่อนคนนี้เชิญเชฟจากหลายสารทิศในประเทศมาทำ chef’s table โดยใช้วัตถุดิบจากป่าภูพาน และเสิร์ฟบนภาชนะเซรามิกที่เขาปั้นเองกับมือ
โต๊ะและเก้าอี้พลาสติกธรรมดาถูกจัดวางกลางพื้นที่จัดงาน ขณะที่เชฟต้องเดินเข้าป่าไปเก็บวัตถุดิบท้องถิ่นก่อนจะนำมาปรุงอาหารและเล่าเรื่องสกลนครผ่านแต่ละจาน
อีกมุมหนึ่งของงาน กลุ่มทอผ้าคราม ‘ภูคราม’ พาป้า ๆ ยาย ๆ จากชุมชนมาสาธิตการเข็นฝ้ายและย้อมคราม พร้อมเวิร์กช็อปให้ผู้คนได้ลองทำด้วยตัวเอง ขณะที่เครือข่ายกาแฟและงานคราฟต์จากจังหวัดต่าง ๆ ก็ถูกชวนมาร่วมตั้งร้านในงาน
“เหมือนทุกคนชวนเพื่อนมาบ้านตัวเอง” ยิปซีเปรียบเปรย
หลังจากจบเทศกาลครั้งแรก สมาชิกกลุ่มกลับมานั่งถอดบทเรียนร่วมกัน และทดลองจัดกิจกรรมเล็ก ๆ ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นยิปซีแคมป์หรือกิจกรรมย่อยอื่น ๆ เพื่อให้ผู้คนยังคงเชื่อมต่อกัน
เมื่อถึงเทศกาลสกลเฮ็ดครั้งที่สอง งานเริ่มใหญ่ ผู้คนจากจังหวัดอื่น ๆ ก็เริ่มเดินทางมาร่วมมากขึ้น และเครือข่ายของนักสร้างสรรค์ก็ขยายออกไป
ส่วน สกลเฮ็ดครั้งที่สาม กลุ่มตัดสินใจทดลองสิ่งใหม่อีกครั้ง ด้วยการย้ายพื้นที่จัดงานออกไปนอกเมือง เพื่อดูว่าจะได้รับผลตอบรับจากผู้คนกี่มากน้อย ซึ่งยิปซีกล่าวว่างานครั้งนั้นเกินความคาดหมายทีเดียว เพราะแม้ว่าสถานที่จะอยู่ห่างจากตัวเมืองหลายกิโลเมตร แต่ผู้คนยังเดินทางไปเข้าร่วมงานจนที่จอดรถสองสนามฟุตบอลยังไม่เพียงพอ
สำหรับยิปซี สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงจำนวนคนที่มาร่วมงาน แต่คือการได้เห็นว่า กิจกรรมสร้างสรรค์สามารถปลุกพลังบางอย่างในเมืองได้จริง
ควันบาง ๆ ยังลอยอยู่เหนือแก้วกาแฟดริป ยิปซีนั่งเอนหลังบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิมขณะเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการทดลองจัดทั้งงานเล็กใหญ่ของกลุ่มสกลเฮ็ดอยู่หลายครั้ง การลองผิดลองถูกเหล่านั้น ค่อย ๆ พาผู้คนจากวงเล็กของนักสร้างสรรค์ไปสู่ความร่วมมือที่กว้างขึ้น และในที่สุดก็กลายเป็นงานที่ชื่อว่า ‘สกลจังซั่น’ (Sakon Junction)
งานนี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันของหลายฝ่าย ตั้งแต่นักสร้างสรรค์ในพื้นที่ กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ สถาบันการศึกษา ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ โดยมีสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA เข้ามาร่วมผลักดันให้ย่านเมืองเก่าสกลนครกลายเป็นพื้นที่ทดลองของแนวคิดย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์
พื้นที่ย่านเมืองเก่าสกลนครมีลักษณะเป็นแอ่ง ติดกับหนองหารซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของอีสาน บ้านเรือนที่อยู่อาศัยโดยรอบถูกเรียกว่าเป็นการสร้างตามหลัก ‘คุ้มบ้าน คุ้มวัด’ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงที่อยู่อาศัยกับศาสนสถาน ด้วยการตั้งถิ่นฐานของบ้านเรือนรอบวัด
เทศกาลสกลจังซั่น จัดขึ้นครั้งแรกระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2564 ในพื้นที่ย่านเมืองเก่าที่ว่า โดยตั้งใจใช้กิจกรรมสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือปลุกย่านเก่าที่เคยเงียบเหงาให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง แนวคิดของงานไม่ได้ต้องการเป็นเพียงเทศกาลที่จัดแล้วจบไป แต่ต้องการเป็นเหมือนแพลตฟอร์มที่เชื่อมคนจากหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ศิลปิน นักออกแบบ ผู้ประกอบการท้องถิ่น เกษตรกร ไปจนถึงเจ้าของอาคารเก่าในเมือง เพื่อทดลองว่าความคิดสร้างสรรค์จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ให้เมืองเล็กอย่างสกลนครได้อย่างไร
กิจกรรมต่าง ๆ ถูกกระจายไปทั่วเมืองเก่า มีทั้งเส้นทาง Junction Walk ที่ชวนคนเดินสำรวจย่านและเรื่องราวของเมืองเก่า นิทรรศการศิลปะและงานออกแบบ ตลาดคราฟต์ เวิร์กช็อป ไปจนถึงกิจกรรมพาเดินเที่ยวเมืองและพาแวะชิมร้านอาหารท้องถิ่นของชาวสกล
บางกิจกรรมจัดอยู่ในอาคารเก่าที่ผู้คนอาจเคยเดินผ่านทุกวันโดยไม่ทันสังเกต บางกิจกรรมเกิดขึ้นกลางลานเมืองหรือซอยเล็ก ๆ ในคุ้มเก่า เมืองทั้งเมืองจึงเหมือนกลายเป็นพื้นที่จัดนิทรรศการขนาดใหญ่ที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้
ยิปซีเล่าว่า สิ่งที่น่าสนใจของสกลจังซั่นไม่ใช่เพียงจำนวนคนที่มาร่วมงาน แต่คือการที่ผู้คนในเมืองเริ่มมองเห็นศักยภาพของบ้านตัวเอง จากตึกเก่าที่เคยถูกมองว่าไม่มีอะไร จากถนนที่เคยเป็นแค่ทางผ่าน วันหนึ่งกลับกลายเป็นพื้นที่จัดกิจกรรม ดนตรี ศิลปะ และตลาดคราฟต์
ในระดับนโยบาย งานนี้ยังถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเครือข่ายย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ หรือ Thailand Creative District Network ที่พยายามผลักดันเมืองต่าง ๆ ให้ใช้วัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่นเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ เมืองสกลนครกำลังถูกตีความใหม่ให้เป็นพื้นที่ทดลองของความคิดสร้างสรรค์
ยิปซีหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบ ก่อนจะพูดประโยคที่ขมวดทุกอย่างได้พอดี
“เมืองอาจไม่ได้เปลี่ยนทันทีหลังจบเทศกาล แต่สิ่งที่เปลี่ยนแน่ ๆ คือ สายตาของผู้คนที่มองเมืองของตัวเอง และบางครั้งการเปลี่ยนสายตานั้น ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนเมืองทั้งเมืองได้เหมือนกันนะ”
หลังงานใหญ่อย่างสกลจังซั่นเกิดขึ้น ธุรกิจแวดล้อมเริ่มเติบโต มีโรงแรมขึ้นใหม่ นักลงทุนเริ่มเข้ามาลงทุน และจากสายตาของคนพื้นที่อย่างยิปซีเขานิยามว่า ‘เมืองเริ่มเปลี่ยนแล้ว’ ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงนั้นก็ยังตั้งอยู่บนคำถามสำคัญว่า มันจะดำรงอยู่ได้แค่ในช่วงเวลาของเทศกาล หรือจะกลายเป็นชีวิตประจำวันของเมืองได้จริง
“แต่เราก็ไม่ได้คิดว่านี่คือสูตรสำเร็จของเมืองสร้างสรรค์ หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์นะ แต่เวลานี้ สิ่งนี้กำลังตอบโจทย์ผู้คนในเมืองเรา อีเวนต์หรือเทศกาลเป็นแค่จุดเริ่มต้น หลังจบงานเราเห็นตลอดว่าพลังงานของผู้คนยังส่งต่อให้กัน นอกจากการสนับสนุนด้านอื่น ๆ นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เกิดความยั่งยืน” ยิปซีบอก
หากมองให้ลึกลงไป การขับเคลื่อนเมืองด้วยอีเวนต์คงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ในด้านหนึ่ง เทศกาลอย่างสกลเฮ็ดหรือสกลจังซั่นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความคิดสร้างสรรค์สามารถดึงผู้คนให้กลับมามองเห็นเมืองได้อีกครั้ง ทั้งในสายตาของคนนอกที่เดินทางเข้ามา และคนในที่เริ่มค้นพบศักยภาพของบ้านตัวเองใหม่ พื้นที่ที่เคยเงียบเหงาถูกปลุกให้มีชีวิต เครือข่ายใหม่ ๆ เกิดขึ้น และเศรษฐกิจบางส่วนเริ่มขยับตาม
แต่อีกด้านหนึ่ง อีเวนต์ก็มีลักษณะไม่ต่างจากการยิงพลุ สว่างวาบ สร้างแรงกระเพื่อม และจบลงในเวลาไม่นาน
ดังนั้น อีกหนึ่งคำถามสำคัญคือ หลังจากไฟในงานดับลงแล้ว เมืองจะยังคงมีแรงพอให้ผู้คนอยู่ต่อด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้ชีวิตเพื่อรอเทศกาลครั้งถัดไปได้หรือไม่
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้องย่างไปกับทุกองคาพยพ
สิ่งที่ทำให้กิจกรรมต่าง ๆ ของสกลนครขยับไปได้ใน ‘ช่วงแรก’ คือ เครือข่ายของผู้คนในเมือง เพื่อน พี่ น้อง และคนทำงานสร้างสรรค์ที่ช่วยกันลงแรงเท่าที่แต่ละคนจะทำได้ พลังแบบไม่เป็นทางการนี้ค่อย ๆ สร้างแรงกระเพื่อมในเมือง จนกระทั่งหน่วยงานอื่นเริ่มหันมามอง ทั้งภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา ไปจนถึงหน่วยงานรัฐ
ธนวดี ละม่อม นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร หนึ่งในคนที่เข้ามามีบทบาทในช่วงหลังในฐานะผู้ทำงานโครงการวิจัยเรื่องเมืองในพื้นที่ เธอมองว่า แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นคำที่ถูกพูดถึงในประเทศไทยมานานกว่าสิบปี แต่หลายครั้งยังดูเป็นนามธรรมสำหรับผู้คนในท้องถิ่น
“เพราะมันกว้างมาก” เธอพูดขึ้นก่อนจะขยายความต่อ
“ตั้งแต่งานหัตถกรรม ดนตรี ประเพณี ไปจนถึงซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมก็ถูกนับเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์หมด”
ในกรณีของสกลนคร ภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์เริ่มชัดขึ้นหลังการจัดเทศกาลสกลจังซั่น ผ่านการใช้สอยพื้นที่ย่านเมืองเก่าที่มีต้นทุน ซึ่งทำให้ผู้คนเห็นว่าทรัพยากรทางวัฒนธรรมของเมือง ตั้งแต่งานคราฟต์ ผ้าคราม ไปจนถึงอาคารเก่าในย่านเมือง สามารถนำมาต่อยอดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้จริง
แต่สำหรับนักวิชาการอย่างธนวดี จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเทศกาลเพียงเท่านั้น สิ่งสำคัญกว่าคือ การขยายฐานของผู้มีส่วนร่วม
“ถ้าเศรษฐกิจสร้างสรรค์มีเพียงแค่นักสร้างสรรค์ก็จะโตยาก โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ชุมชนหรือคนที่ไม่คิดว่าตัวเองเป็นนักสร้างสรรค์ ได้เข้ามาใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองด้วย” เธอกล่าว
แนวคิดนี้ทำให้การพัฒนาย่านสร้างสรรค์ไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดเทศกาลหรือสร้างแลนด์มาร์กใหม่ ๆ แต่หมายถึงการทำให้ชุมชนรู้สึกว่าตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจของเมืองได้
ธนวดี ยกตัวอย่างกรณีปากคลองตลาด ที่มีกลุ่มคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เข้าไปทำกิจกรรมในพื้นที่ ทำให้พ่อค้าแม่ขายที่ขายบริเวณนั้นคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ขึ้นมาเอง เมื่อเกิดการสังเกต ก็เริ่มใส่ไอเดียของตัวเองเข้าไป
อีกกรณีหนึ่ง เธอยกตัวอย่างการจัดงานของตัวเองและคณะทำงาน ‘จะเลิร์นเมือง’ ที่คุ้มกลางธงชัย พื้นที่หนึ่งในย่านเมืองเก่า เป็นการทดลองสร้างกระบวนการทำงานกับผู้สูงอายุ โดยเข้าไปพูดคุยให้ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความคิด เสนอไอเดียต่องานที่จะจัดขึ้น เห็นได้ชัดว่าหลายคนให้ความสนใจและอยากมีส่วนร่วม แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่ได้มีกระบวนการต่อเนื่องที่ชวนให้คนในพื้นที่ได้คิดต่อว่าควรพัฒนาอะไรเพื่อให้เกิดการสร้างเศรษฐกิจร่วมกัน
ฉะนั้นการทำงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หากคิดแค่ว่าต้องไปดึงคนจากข้างนอกเข้ามาทำให้เศรษฐกิจโตอาจจะเป็นไปได้ยาก แต่หากเริ่มจากกลุ่มนักสร้างสรรค์ที่มีอยู่แล้วขยายไปยังกลุ่มคนอื่น ๆ ที่เป็นคนในพื้นที่ น่าจะดูเป็นไปได้มากขึ้นในความเห็นของ ธนวดี
“จริง ๆ กลุ่มคนกลับบ้านก็สำคัญนะสำหรับการสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่ แต่กลุ่มคนในพื้นที่ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ กลุ่มนี้ก็สำคัญเหมือนกัน ถ้าเราทำให้คนในชุมชนเขารู้ว่าย่านสำคัญอย่างไร คนในชุมชนนั่นแหละก็จะสร้างบรรยากาศให้น่าเที่ยว น่าเดิน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็จะค่อย ๆ ก่อรูปอย่างเข้มแข็งได้ ฉะนั้นบรรยากาศในพื้นที่ต้องสร้างจากคนท้องถิ่นด้วย” เธอกล่าว
คำว่า ‘บรรยากาศ’ นั้นดูเหมือนจะจับต้องได้แต่มันก็จับต้องไม่ได้ในเวลาเดียวกัน หากแต่กลับเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการทำให้เกิดคำว่า ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ในแบบฉบับของสกลนคร ซึ่งธนวดีกล่าวอย่างไม่อ้อมค้อมว่า การจะไปถึงเป้าหมายที่ว่านั้นต้องไปกันทั้งองคาพยพ แม้ว่าเทศกาลใหญ่ที่ผ่านมาจะเห็นการร่วมไม้ร่วมมือกัน มีหน่วยงานรัฐเข้ามามีบทบาท แต่ท้ายที่สุดรัฐก็ยังห่างไกลจาก ‘ความต่อเนื่อง’ ณ ปัจจุบันจึงยังไม่มีคณะทำงานร่วมกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ มีเพียงกลุ่มที่ active อย่าง สกลเฮ็ด กลุ่ม YEC และสถาบันการศึกษา
ในสมการนี้ สถาบันการศึกษาจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์หรือผู้ทำวิจัยอยู่ภายนอก แต่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญที่ช่วยแปลความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นกระบวนการที่ผู้คนในพื้นที่เข้าถึงได้ งานของนักวิชาการ จึงมีบทบาทในการเชื่อมต่อระหว่างไอเดียของนักสร้างสรรค์กับประสบการณ์ของคนในชุมชน ให้ทั้งสองส่วนค่อย ๆ ขยับเข้าหากัน
ในกรณีของสกลนคร บทบาทของมหาวิทยาลัยและนักวิจัยอย่างธนวดีจึงไม่ใช่เพียงการศึกษาเมือง แต่เป็นการลงไปทำงานร่วมกับผู้คนในพื้นที่ เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่ทำให้คนในชุมชนเริ่มเห็นว่า ตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเศรษฐกิจของเมืองได้เช่นกัน
“ตอนนี้นักสร้างสรรค์ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ขึ้นรถบัสคันเดียวกันแล้ว เหลือแค่รัฐอย่างเดียวว่าจะไปกับเราถึงแค่ไหน”
สิ่งที่เกิดขึ้นในสกลนครช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มักเป็นการเริ่มจาก แรงขับแบบ bottom-up คือกลุ่มนักสร้างสรรค์ ชุมชน หอการค้า และมหาวิทยาลัยที่ช่วยกันขยับเมืองเท่าที่ตัวเองทำได้
เธอสะท้อนต่อว่า ถ้าหน่วยงานรัฐเอาด้วยก็จะทำให้สิ่งที่ทุกฝ่ายกำลังลงแรงอยู่นั้นยั่งยืนได้ เธอยกตัวอย่าง หากจังหวัดมีนโยบาย หรือมียุทธศาสตร์เกี่ยวกับงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กันงบประมาณไว้สำหรับทุกปีเพื่อจัดงานเทศกาลสร้างสรรค์ งานก็จะขับเคลื่อนต่อไปได้ ฉะนั้นหากจะเดินต่อไปได้ทั้งองคาพยพจึงต้องเริ่มจากการบรรจุเข้าไปในแผนยุทธศาสตร์ และแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะหน่วยงานรัฐในพื้นที่ก็ยังไม่มีภาพความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เป็นภาพเดียวกัน
อีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่สำคัญมากเช่นกัน คือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน อันเป็นเรื่องที่ไม่ว่าอย่างไรรัฐก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการทำให้เกิดขึ้นจริง
เธอยกตัวอย่างพื้นที่จัดงานเทศกาลในสกลนครที่มักถูกใช้บ่อยที่สุด คือบริเวณที่เรียกว่า ‘ลาน ร.5’ ใกล้ศาลากลางจังหวัดสกลนคร พื้นที่โล่งกว้างแห่งนี้จัดงานแทบทุกประเภท ตั้งแต่งานพาณิชย์จังหวัด งานขายผลไม้ ไปจนถึงเทศกาลอาหาร
ข้อดีคือจัดงานง่าย จอดรถสะดวก แต่ข้อเสียคือไม่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของเมือง เพราะเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลจากผู้คน ไม่ใช่ย่านที่คนอาศัยอยู่อย่างเป็นกิจจะลักษณะ
“คนมาเดินเที่ยวงานแล้วก็กลับเลย มันไม่ได้คึกคักขึ้นขนาดนั้น” เธอว่า
ตรงกันข้าม งานอย่างสกลจังซั่นที่จัดในย่านเมืองเก่ากลับทำให้เห็นผลทางเศรษฐกิจชัดกว่า หลังเทศกาล มีร้านค้าใหม่เริ่มเปิด คนเริ่มกลับมาเดินในย่านเดิมของเมืองอีกครั้ง แต่ปัญหาคือ พื้นที่เมืองเก่าก็มีข้อจำกัดของมันเอง ทั้งถนนแคบ ที่จอดรถน้อย และการจัดงานต้องประสานกับหลายฝ่าย ตั้งแต่เจ้าของบ้าน วัด ชุมชน ไปจนถึงเทศบาล ต่างจากลาน ร.5 ที่ขออนุญาตเพียงหน่วยงานเดียวก็จัดงานได้ทันที
“มันลำบากกว่าสำหรับหน่วยงานรัฐ เลยทำให้หลายครั้งเขาเลือกพื้นที่ที่จัดง่าย คุยง่าย” ธนวดีอธิบาย
ทางออกที่อาจารย์สถาปัตย์ฯ คนนี้เสนอจึงไม่ใช่แค่การจัดเทศกาลเพิ่ม แต่คือการลงทุนในระบบคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เช่น ระบบขนส่งสาธารณะขนาดเล็ก โดยอาจเริ่มจากหาพื้นที่จุดจอดรถรอบเมืองเก่า หรือรถรับส่งที่เชื่อมพื้นที่จัดงานกับลานจอดรถหลักของเมือง
“ถ้าคนมาเที่ยวแล้วรู้ว่าจะจอดรถตรงไหน เดินทางไปที่อื่นต่อได้อย่างไร เมืองเก่าก็จะใช้งานได้จริง เป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่หากต่อยอดไปเรื่อย ๆ ก็จะส่งผลดีทีเดียว” เธอบอก
ท้ายที่สุดแล้ว เธอมองว่าโจทย์ของสกลนครในวันนี้ไม่ใช่การสร้างไอเดียใหม่ ๆ อย่างเดียวเท่านั้น แต่คือการทำให้ทุกภาคส่วนของเมืองเดินไปในทิศทางเดียวกันให้ได้
ในอีกมุมหนึ่ง ภาคธุรกิจก็เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเช่นกัน ธรรมวิทย์ ลิ้มเลิศเจริญวนิช เขาเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากสกลนคร เจ้าของแบรนด์สุราชุมชนอย่าง ออนซอน (Onson) ที่หยิบยกวัตถุดิบพื้นบ้านอย่างน้ำตาลมะพร้าวมาผ่านกระบวนการกลั่นใหม่ จนกลายเป็นเหล้าขาวที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว งานของเขาคือการเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นมาตีความใหม่ ทั้งในรูปของเครื่องดื่มอย่างสุรา และอาหารอีสานที่เขาตั้งใจขยับมันจากของคุ้นเคยให้กลายเป็นประสบการณ์แบบไฟน์ไดนิ่งที่ร่วมสมัยมากขึ้น
ธรรมวิทย์ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในจังหวัดสกลนครมาตั้งแต่ปี 2563 ด้วยมองว่าภาคเอกชนนั้นถือเป็น ‘ม้าเร็ว’ ที่จะมาช่วยผลักดันสิ่งนี้ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เขามองว่าการขยับเมืองต้องอาศัยทั้งความคิดสร้างสรรค์และมุมมองทางธุรกิจไปพร้อมกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสร้าง ‘ตัวตนของเมือง’ ให้ชัดเจน
“เราอยากให้คนที่ไม่เคยมาสกล หลับตาแล้วนึกภาพสกลออก” เขาบอก
ในความหมายของธรรมวิทย์ ไม่ต่างอะไรจากความรู้สึกที่ผู้คนจำนวนมากอาจไม่เคยไปโตเกียว หรือลอนดอน แต่ยังรู้ว่าทั้งสองเมืองมีบุคลิกแบบไหน สำหรับเขานั่นคือโจทย์ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระยะยาว
เขาเล่าต่อว่า ปี 2569 นี้เป็นปีที่เริ่มทำ city branding ของเมืองสกล
“เราจะไม่ขายแค่เฉพาะผ้าคราม เราจะไม่ขายแค่ ‘โค ข้าว เม่า คราม’ เราจะขายความเป็นไลฟ์สไตล์ ความเป็นสกลนครให้กับนักท่องเที่ยว หรือคนที่มีโอกาสได้แวะเข้ามา”
ในฐานะผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเมืองสกลไปสู่การเกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในขาของภาคเอกชน ธรรมวิทย์กล่าวว่าศักยภาพของเมืองสกลไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มตัว หากหวังพึ่งการท่องเที่ยวอย่างเดียวอาจเป็นไปไม่ได้ กลับกันหากเล่าขานถึงความเป็นตัวตนของเมืองสกลที่เชื้อเชิญให้ผู้ต่างถิ่นได้เข้ามาสัมผัส เขากล่าวว่ามันคือ ‘อีสานที่แตกต่าง’
“สกลมันมีความซิ่ง แต่ก็มีความเรียบง่าย และนุ่มลึกในแบบของมันเหมือนกัน”
ธรรมวิทย์ทิ้งท้ายไว้แบบนั้น ก่อนบทสนทนาจะไหลไปสู่คำถามที่ดูเหมือนจะเริ่มเข้าใกล้ความเป็นรูปธรรมมากขึ้น
“เมืองแบบนี้จะถูกขยับต่ออย่างไร” ฉันถาม
เขาย้อนกลับไปเล่าถึงจุดตั้งต้นสำคัญอย่างงานสกลจังซั่น เช่นเดียวกันกับบทสนทนากับยิปซีและธนวดีที่ผ่านมา เขาว่างานนี้เป็นเหมือนโมเดลทดลองของเมืองในช่วงที่โควิดเพิ่งคลี่คลาย
“ตอนนั้นใครลุกได้ก่อน เมืองนั้นก็จะได้เปรียบ และสกลเป็นหนึ่งในเมืองแรก ๆ ที่ขยับตัว”
ในจังหวะที่ภาครัฐยังลังเลกับความเสี่ยง ทั้งเรื่องคลัสเตอร์และแรงกดดันเชิงระบบ ภาคเอกชนและภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกับงานกลับเป็นฝ่ายที่ตัดสินใจเดินหน้า
“พวกเอกชนคิดง่าย ๆ เลยนะ ถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ไม่มีใครทำ ตายกันพอดี”
ขณะที่นักสร้างสรรค์เข้ามาด้วยแรงอยากทดลองและสร้างแรงบันดาลใจ สถาบันการศึกษาทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘พี่เลี้ยง’ คอยประคองทั้งองค์ความรู้เรื่องเมือง เรื่องพื้นที่ ส่วนชุมชนเองก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วม เมื่อเห็นว่างานเหล่านี้เป็นประโยชน์
ภาพของสกลจังซั่นในวันนั้นจึงไม่ใช่แค่เทศกาล แต่เป็นการประกอบร่างของทุกองคาพยพ ที่ขยับเข้าหากันโดยไม่ได้นัดหมาย
“หลังจากงานนั้นเห็นเลยว่ารัฐจะทำงานแบบ top-down อย่างเดียวไม่ได้แล้ว และทำคนเดียวไม่ได้ด้วย” ธรรมวิทย์กล่าว
สำหรับเขา โครงสร้างของเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงต้องมีครบทั้ง ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ภาครัฐที่สนับสนุนทรัพยากร และนักสร้างสรรค์ที่แปลงทั้งหมดให้กลายเป็นประสบการณ์ของเมือง องค์ประกอบเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน
เมื่อพูดถึง “ความยั่งยืน” น้ำเสียงของธรรมวิทย์ก็ช้าลงเล็กน้อย
“สุดท้ายมันหนีไม่พ้นแผนจังหวัด”
“ถ้าไม่อยู่ในแผน ก็ไปต่อยาก” คำตอบตรงไปตรงมา เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับธนวดีที่มองว่าต้องบรรจุลงในแผนยุทธศาสตร์จังหวัดเช่นกัน ซึ่งต่างคนต่างรู้ดีว่าในทางปฏิบัตินั้นเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ใต้รัฐราชการ
เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่คร่อมหลายมิติ เช่น การค้า การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐาน แต่หน่วยงานรัฐกลับถูกออกแบบให้ทำงานแยกกันอย่างชัดเจน ความพยายามจะบูรณาการงบประมาณหรือจัดงานร่วมกันก็ติดข้อจำกัดเชิงระบบ ตั้งแต่ขั้นตอนงบประมาณไปจนถึงความกังวลเรื่องระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจถูกคัดค้านหรือทำให้แผนสะดุดกลางทาง
“สุดท้ายเลยกลายเป็นว่า ต่างคนต่างทำ” ธรรมวิทย์สรุปสั้น ๆ ในภาพที่เขาเล่าสู่กันฟัง เมืองสกลนครจึงเป็นราวกับเมืองที่มีเครื่องยนต์หลายตัว แต่ยังไม่มี ‘เกียร์’ ที่จะทำให้ทั้งหมดเดินเคลื่อนไปพร้อมกันได้จริง และบางทีนั่นอาจเป็นโจทย์ที่ยากกว่าการสร้างเทศกาลหรือออกแบบเมืองเสียอีกในทัศนะของเขา
ซึ่งในทางปฏิบัติหมายความว่า แม้ทุกฝ่ายจะขยับไปข้างหน้า แต่ก็อาจไม่ได้กำลังพาเมืองไปในทิศทางเดียวกัน
บทสนทนาเริ่มติดขมปลายลิ้น รสชาติแบบที่คนใช้ชีวิตในโรงกลั่นอย่างธรรมวิทย์คงนิยามว่ายังกลั่นไม่ได้ที่ เมื่อเรื่องค่อย ๆ ไหลไปแตะโครงสร้างที่ใหญ่กว่าเมือง
แม้คำว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะถูกพูดซ้ำในระดับนโยบายมาบ้างแล้ว แต่เมื่อไหลลงมาถึงระดับหน่วยงาน ภาพของมันกลับแตกออกเป็นคนละชิ้น ขึ้นอยู่กับว่าใครกำลังมอง และยืนอยู่ตรงไหนของระบบราชการ ธรรมวิทย์เล่าถึงประสบการณ์การได้เข้าไปพูดคุยหารือ เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนร่วมกันกับหน่วยงานรัฐ บางหน่วยงานยังตั้งคำถามตั้งแต่ต้นว่า ทำไมต้องเอางบไปลงกับโครงสร้างพื้นฐานเพราะไม่คุ้มทุนเอาเสียเลย หรือบ้างก็ถามว่าทำไมต้องเริ่มจากการทำเมืองหรือย่านสร้างสรรค์ แทนที่จะใช้งบไปกับการจัดอีเวนต์หรือประชาสัมพันธ์ที่เห็นผลทันที
และนั่นอาจเป็นเพราะในโลกของราชการ การวัดผลยังคงผูกติดอยู่กับตัวเลขที่จับต้องได้ ผูกติดอยู่กับจำนวนเงิน และจำนวนคน ทั้งที่การสร้างระบบนิเวศ และการพยายามออกแบบประสบการณ์ของเมืองไม่สามารถวัดผลในระยะสั้นได้
“เรากำลังคุยกันในเรื่องที่ถ้าจะเห็นผลต้องรอดูในอีก 5 ปี 10 ปี แต่หน่วยงานรัฐอยากจะให้เราบอกผลลัพธ์ทันที ซึ่งเป็นไปไม่ได้ คุณต้องลงทุนและให้เวลา” ธรรมวิทย์บอก
และนั่นคือภาษาที่ระบบราชการไม่ค่อยถนัดเอาเสียเลย…
ทั้งนี้ ยิ่งในบริบทการเมืองไทย ที่มีลักษณะ 3 วัน (ไม่) ดี 4 วันไข้ รัฐบาลสมัยที่ผ่านมามีนายกรัฐมนตรีมากถึง 3 คนในคราวเดียว ทิศทางการทำงานผันผวน ไม่แน่นอน ระบบเองก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้เกิดนโยบายระยะยาว และรัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ก็ไม่ได้ชูนโยบายระยะยาวตั้งแต่ต้น ความไม่แน่นอนทางการเมืองและขั้วอำนาจเช่นนี้การทำเรื่องเฉพาะหน้าอย่างการจัดอีเวนต์ หรือทุ่มเงินกับโครงการชั่วคราวจึงกลายเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า แม้จะรู้ว่าไม่ใช่คำตอบของการพัฒนาในระยะยาวก็ตาม
ในส่วนของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยงานที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังมีไม่กี่แห่ง แม้จะมีเจ้าภาพอย่าง CEA แต่ธรรมวิทย์ก็สะท้อนว่าการทำงานที่ไม่สอดประสานกันขององค์กรรัฐทุกระดับเพราะถือเป้าหมายและตัวชี้วัดคนละแบบทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสไปมาก
“เราเริ่มกันช้ามาก แล้วเวลาที่เสียไปมันก็ตามคืนไม่ได้” ธรรมวิทย์กล่าว
นอกจากนี้ แม้องค์ประกอบหลักอย่าง รัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา นักสร้างสรรค์ และภาคประชาสังคมจะเริ่มมาครบแล้ว รอเพียงให้รัฐเล่นบทบาทตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ยังมีสิ่งที่ขาด คือ ‘ตัวกลาง’ ที่จะร้อยทุกอย่างให้ไปในทิศทางเดียวกัน หรือในภาษาของธรรมวิทย์เขากล่าวว่า งานนี้ยังไม่มี ‘โปรดิวเซอร์ของเมือง’ และปัญหานี้ชัดขึ้นไปอีก เมื่อคำว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ถูกรัฐไทยแปลอย่างรวบรัดให้เท่ากับ ‘การท่องเที่ยว’
ธรรมวิทย์ไม่ได้ปฏิเสธโมเดลนั้น แต่ตั้งคำถามกับมัน
“ทุกจังหวัดอยากขายท่องเที่ยวหมด ทั้งที่บางเมืองยังไม่มีสนามบิน ไม่มีรถสาธารณะ ไม่มีโครงสร้างรองรับอะไรเลย แล้วถ้าเมืองหนึ่งมีฤดูท่องเที่ยวแค่ 3 เดือน แล้วอีก 9 เดือนที่เหลือจะอยู่กันอย่างไร”
ดังนั้นสำหรับเขาแล้วจุดตั้งต้นจึงไม่ใช่การถามว่า เราจะขายอะไร แต่คือการกลับมามองว่า เมืองนั้นควรเป็นอะไร การมีโปรดิวเซอร์ของเมืองจะช่วยพาไปสู่มุมมองที่ว่านี้ได้ ซึ่งเขาเองก็ยังไม่มีคำตอบแน่ชัดนักว่าใครที่ควรจะเข้ามาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับเมืองนี้
คำถามนี้เองที่ยังไม่มีคำตอบเดียวสำหรับสกลนคร…
ในด้านหนึ่ง กลุ่มนักสร้างสรรค์อย่างสกลเฮ็ดพยายามผลักเมืองไปสู่ภาพของเมืองสร้างสรรค์ ที่มีชีวิต มีบทสนทนา และมีพื้นที่ให้ผู้คนได้ทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง กลไกของรัฐและการพัฒนาที่ดำเนินอยู่กลับยังคงมองเมืองผ่านกรอบเดิม ทั้งในฐานะเมืองท่องเที่ยว เมืองรอง หรือพื้นที่ที่ต้องรอการลงทุนจากภายนอก
ความไม่ตรงกันของภาพเหล่านี้ทำให้การขับเคลื่อนเมืองเหมือนกำลังเดินอยู่คนละทิศ แม้จะใช้คำว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์เหมือนกัน แต่สิ่งที่แต่ละฝ่ายจินตนาการถึงกลับไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
ในความเป็นจริง ดูเหมือนว่าเมืองสกลนครยังคงอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างเมืองที่เริ่มถูกมองเห็นศักยภาพใหม่ กับเมืองที่โครงสร้างพื้นฐานและนโยบายยังตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลง
คำถามที่ว่าสกลควรเป็นอะไร จึงไม่ใช่แค่คำถามเชิงวิสัยทัศน์ แต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างที่ยังต้องการคำตอบร่วมกัน และบางทีความคลุมเครือนี้เองที่ทำให้การมีโปรดิวเซอร์ของเมือง อาจกลายเป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้นไปอีก
พื้นที่ทดลองเพื่อดึงแรงงานกลับบ้าน
ตลอดบทสนทนาที่เกิดขึ้นในสกลนคร ภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาจจะยังคงมีความขมุกขมัว แต่ขณะเดียวกันก็ค่อย ๆ ชัดขึ้นในฐานะเครื่องมือที่ทำให้เมืองมีชีวิต ตั้งแต่การปลุกย่านเก่าให้กลับมาคึกคัก ไปจนถึงการสร้างโอกาสใหม่ให้คนตัวเล็กในพื้นที่
ยิปซีเล่าว่า ในหลายเวทีที่พวกเขาออกไปพูดเรื่องเมือง มักจะเจอคนสกลที่อยากกลับบ้านเสมอ พวกเขาเห็นความเคลื่อนไหวของเมือง เห็นงานสร้างสรรค์ เห็นโอกาสบางอย่าง แต่ทุกอย่างก็สะดุดหยุดลงเมื่อถามคำถามกับตัวเองว่า “กลับมาแล้วจะทำอะไร”
“บางคนมีไอเดีย มีความฝันนะ แต่เขาไม่มีพื้นที่จะเริ่มต้น ถ้ากลับมาก็ต้องแบกค่าเช่า ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด เมืองมันยังไม่มีอะไรรองรับเขาเลย” ยิปซีว่า
ทางด้าน ธรรมวิทย์ ก็เน้นย้ำว่าต้องมองภาพ homecoming อย่างระมัดระวัง เศรษฐกิจสร้างสรรค์อาจดูหอมหวานถ้าพูดกันเพียงผิวเผิน แต่เนื้อในยังมีอะไรให้ต้องปรุงรสกันอีกไม่น้อย
ซึ่ง ณ เวลานี้ มันอาจเป็นเพียงแรงบันดาลใจ เพราะในความเป็นจริง การกลับบ้านไม่ใช่เรื่องของความรู้สึก ‘อยาก’ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่คือเรื่องของ ‘ต้นทุนชีวิต’ ด้วย
“ตอนนี้คนที่จะกลับมาอยู่บ้านได้ต้องเก่งพอ หรือไม่ก็ต้องเป็นคนที่ล้มได้” “อย่างผม ผมเป็นคนที่ล้มได้ เพราะครอบครัวผมมีต้นทุนมากกว่าคนอื่น แต่ชาวบ้านเขาล้มไม่ได้ ล้มแล้วไม่มีแรงลุก”
“อย่า romanticize มากเกินไป”
โจทย์จึงไม่ใช่แค่การทำให้เมืองน่าอยู่ แต่คือการเตรียมพื้นที่ให้พร้อมสำหรับการกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของแรงงานที่ไหลออกไปอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ
ข้อเสนอที่เริ่มถูกพูดถึงจึงไม่ใช่แค่เทศกาลหรืออีเวนต์อีกต่อไป แต่คือการสร้าง ‘พื้นที่ทดลอง’ สำหรับคนที่อยากกลับบ้าน เครือข่ายคนทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสกลเริ่มมีข้อเสนอต่อรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่รกร้างให้ใช้ในราคาพิเศษ ลดหรือยกเว้นภาษีในช่วงเริ่มต้น มีระบบสนับสนุนตั้งแต่การพัฒนาสินค้าไปจนถึงการขายจริง หรือแม้กระทั่งให้ทดลองทำธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนเต็มรูปแบบตั้งแต่วันแรก
“ให้เขาเจ๊งได้หน่อย ล้มได้บ้าง” ธรรมวิทย์พูดแบบไม่อ้อมค้อม
ซึ่งพื้นที่แบบนี้จะไม่ใช่ที่สำหรับ ‘อยู่ยาว’ แต่เป็นเหมือนโรงเรียนของผู้ประกอบการ ใครที่เริ่มขายได้ก็ค่อยขยับขยายออกไป เพื่อเปิดทางให้คนใหม่เข้ามาทดลองต่อ พร้อมกันนั้น ธรรมวิทย์ยังเสนอให้มีผู้เล่นรายใหญ่ได้เข้ามาในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแข่งขันและดึงดูดทั้งนักลงทุนและนักท่องเที่ยว แต่แนวคิดนี้ก็มีเรื่องให้ต้องระวังเช่นกัน เช่น การที่ทุนใหญ่จะเข้ามาชิงทรัพยากรในพื้นที่ การเอารัดเอาเปรียบของนายทุน และปัญหาการขูดรีดในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น
ข้อเสนอเหล่านี้ยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดเดิม โครงสร้างรัฐและนโยบายที่ไม่ยืดหยุ่นพอจะรองรับ คำถามจึงยังคงอยู่กับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ก่อร่างขึ้นท่ามกลางกระแสชาตินิยม ภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าจะสามารถขยับนโยบายที่เอื้อต่อการกระจายเศรษฐกิจนอกเมืองใหญ่ได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม พอจะมีเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมพรรคภูมิใจไทยถึงได้ชื่อว่าเล่นการเมืองเก่ง และคุมเกมได้อย่างอยู่หมัด การเดินหน้าด้วยการเมืองบ้านใหญ่และการสร้างความเป็นท้องถิ่นนิยม โดยมีบุรีรัมย์เป็นเมืองหลวง ทำให้พรรคโตขึ้นเรื่อย ๆ (ประกอบกับปัจจัยอีกมากมายก่อนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาล่าสุด) ตัวอย่างหนึ่งของการเล่นเกมท้องถิ่นนิยมที่ชัดเจนในการขึ้นมามีบทบาทนำคราวนี้คือการประกาศผลักดัน ร่างพ.ร.บ. จัดระบบภาษีเงินได้และการบริจาคเงินเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น หรือที่มีชื่อเล่นว่า พ.ร.บ. บ้านเกิดเมืองนอน เปิดทางผู้เสียภาษีเงินได้ สามารถบริจาคภาษีกลับไปให้ท้องถิ่นบ้านเกิด เพื่อพัฒนาพื้นที่โดยไม่ต้องรองบประมาณส่วนกลาง
ซึ่งร่างพ.รบ. ฉบับนี้จัดทำไว้ตั้งแต่ช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทย และเปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อระหว่างวันที่ 9 กุมภาพันธ์-9 มีนาคม 2569
แน่นอนว่าหากร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านและถูกนำไปใช้ตามเจตนารมณ์จริง ท้องถิ่นก็อาจมีเครื่องมือทางงบประมาณเพิ่มขึ้นในการออกแบบอนาคตของตัวเองมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างพื้นที่ทดลอง หรือการสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งล้วนเป็นชิ้นส่วนสำคัญของการต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับพื้นที่ อย่างไรก็ตาม งบประมาณเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอจะปลดล็อกข้อจำกัดทั้งหมดที่ทับซ้อนอยู่ ทั้งเรื่องอำนาจการตัดสินใจ โครงสร้างราชการ ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร
ในกรณีของสกลนคร บทเรียนที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากการลงมือทำของผู้คนในพื้นที่อาจพอชี้ให้เห็นคำตอบของคำถามตั้งต้นได้ว่า โครงสร้างที่เอื้อให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เติบโต ไม่ได้มีเพียงนโยบายจากส่วนกลาง แต่ต้องประกอบขึ้นจากพื้นที่ที่เปิดให้ทดลองได้จริง ระบบสนับสนุนที่สามารถล้มได้ และอำนาจในการจัดการทรัพยากรที่กระจายลงมาถึงคนตัวเล็ก
ขณะที่คำถามเรื่องการกลับบ้านของแรงงานพลัดถิ่น จึงยังไม่ใช่คำถามที่มีคำตอบสำเร็จรูป หากแต่เป็นโจทย์ระยะยาวที่ต้องอาศัยทั้งนโยบายที่ต่อเนื่อง และการทดลองในระดับพื้นที่ไปพร้อมกัน เพื่อให้วันหนึ่งการ ‘กลับบ้าน’ จะไม่ใช่แค่วลีเคลือบหวานสร้างแรงบันดาลใจเท่านั้น แต่เป็นความเป็นไปได้ของคนส่วนใหญ่ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง