เสียงปืนแตกในฤดูเก็บเกี่ยว ‘อ้อย’ สระแก้วหวานต้นแต่ขมปลาย
Reading Time: 5 minutesฤดูเปิดหีบอ้อยสระแก้วในวันที่ขาดแคลนแรงงาน สงครามไทย-กัมพูชาที่สะเทือนถึงปากท้องชาวไร่อ้อย และการให้สิทธิ์ผู้ลี้ภัยเมียนมาทำงานครั้งแรก ที่เต็มไปด้วยรสขม
– 1 –
อนุสาวรีย์ริมทาง
“เมารถกันไหมล่ะ เดี๋ยวอีกแป๊บก็ถึง” น้ำเสียงใจดีเอ่ยถามหลังจากมือหนาทำหน้าที่สาวพวงมาลัยรถกระบะคู่ใจ นำพาผู้ต่างถิ่นผ่านมาแล้วหลายโค้งระหว่างทางขึ้นเขา ลมภูเขาพัดสวนเข้ามาทางกระจกที่เปิดแง้มไว้ กลบเสียงเครื่องยนต์เป็นช่วง ๆ
ผู้โดยสารบนรถพร้อมใจกันส่ายหัวจากซ้ายไปขวาเบา ๆ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้เจ้าถิ่นทราบว่า ‘ยังไหว’ เราต่างใจจดใจจ่อรอเจอ ‘อนุสาวรีย์’ ที่พี่สะท้าน-สะท้าน ชีววิชัยพงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน ซึ่งรับบทเป็นไกด์นำทางจำเป็น บอกว่าอย่างไรก็ต้องพาไปดูให้ได้
ความเร็วค่อย ๆ ผ่อนลงกระทั่งนิ่งสนิท ทิวเขาซ้อนกันเป็นฉากเบื้องหน้าและหลังเหมือนกับระหว่างทางที่เราผ่านมา แต่สิ่งที่ต่างไปเห็นทีจะเป็นเสาไฟฟ้าสูงชะลูด มีไม้เลื้อยสีเขียวพาดพันรอบตัวแทนที่จะเป็นสายไฟสีดำ



และนี่คืออนุสาวรีย์ที่พี่สะท้านว่า…
“ชาวบ้านเรียกกันอย่างนั้น เพราะเสาไฟฟ้าอยู่อย่างนี้มาเป็นสิบปีแล้ว มีแต่เสาไม่มีไฟ ปักไว้เป็นอนุสาวรีย์เฉย ๆ เพราะอยู่ในเขตป่า การไฟฟ้าจะเข้ามาก็ผิดกฎหมาย”
เรายืนมองเสาไฟต้นนั้นกันอยู่พักหนึ่ง นี่ไม่ใช่อนุสาวรีย์ที่ตั้งขึ้นเพื่อระลึกวีรกรรมของใคร ไม่ได้จารึกชื่อใครไว้ ไม่ได้มีป้ายอธิบายความหมาย แต่กลับมีเรื่องราวหลายอย่างทับซ้อนในนั้น
เสาไฟฟ้าไร้ซึ่งกระแสไฟที่กลายเป็นอนุสาวรีย์ริมทาง ของหมู่บ้านกองอูม ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอนแห่งนี้ อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญะสะท้อนปัญหากฎหมายที่เบียดบังสิทธิชุมชนได้เป็นอย่างดี
– 2 –
อำนาจรัฐอำพราง
หากฉายภาพอย่างรวบรวด แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุดในประเทศไทย โดยมีพื้นที่ป่าประมาณ 6,860,611.94 ไร่ คิดเป็น 85.99% ของพื้นที่ อุดมสมบูรณ์ทั้งในแง่ของป่า ทรัพยากร และความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ ดังนั้นจึงมีความหลากหลายในการใช้ประโยชน์ที่ดินตามแต่วิถีชีวิตด้วย
แต่ความหลากหลายเหล่านั้นถูกจำกัดด้วยวิธีจัดการทรัพยากรแบบรัฐรวมศูนย์ พี่น้องชาวบ้านส่วนใหญ่มีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินตั้งอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ทั้งหลาย ทั้งเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แน่นอนว่าประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดไม่มีเอกสารสิทธิ์ใด ๆ มารับรองการอยู่อาศัยและการทำกิน
นี่คือสิ่งที่ทำให้ชุมชนมีข้อจำกัดในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติตามวิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ถนน ไฟฟ้า การบริการสาธารณสุข ได้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพ แม้จะมีความพยายามเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขและพัฒนา แต่ก็ติดเงื่อนไขข้อห้ามในกฎหมายป่าอนุรักษ์ประเภทต่าง ๆ อยู่เรื่อย
อย่างกรณีของหมู่บ้านกองอูม เป็นพื้นที่ที่ดำรงอยู่ใน 2 สถานะ คือเป็นพื้นที่อุทยานเตรียมการแห่งชาติแม่เงา กับอีกสถานะเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ยวมฝั่งซ้าย อยู่ภายใต้ความดูแลและบังคับใช้หลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ ฉะนั้นการที่ท้องถิ่นจะดำเนินโครงการพัฒนาและช่วยเหลือชาวบ้านอย่างการทำถนน ขอขยายเขตประปา หาไฟฟ้าเข้าพื้นที่ ทุกอย่างติดขัดทั้งหมด เพราะระหว่างหน่วยงานที่ดูแลเขตป่ากันเองก็ยังสับสนว่าใครจะต้องเป็นผู้ให้อนุญาต
เราเดินพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ บทสนทนาดำเนินไปพร้อมกับฝุ่นทางและจังหวะก้าวเท้า พี่สะท้าน ไกด์นำทางจำเป็นของเรา ก็สวมหมวกบทบาทใหม่ขึ้นมาอย่างไม่ได้ประกาศตัว นอกจากจะเป็นไกด์ เป็นผู้เล่าเสริมข้อมูลในพื้นที่ ล่าสุดเขายังเป็น ‘ล่ามภาษากะเหรี่ยงเฉพาะกิจ’ ที่คอยประคองให้เรื่องราวของผู้คนที่เดินผ่านไหล่พวกเราไปถูกเข้าใจอย่างไม่มีพร่อง
สองเท้าพาหยุดลงตรงหน้าบ้านหลังหนึ่ง อันที่จริงเรียกว่าบ้านก็คงไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ที่นี่มีลักษณะของการเอาไม้มาทำเป็นโครงเหมือนบ้าน เดินเข้าไปมีเสื้อทอที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงอยู่หลายตัว ทั้งยังมีข้าวของเครื่องใช้วางเรียงรายอยู่ ดู ๆ ไปเรียกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงขนาดย่อมก็ไม่ได้ผิดอะไรนัก
ข้างกันมีการเอาไม้และหินมาตกแต่ง วางกองบ้าง แขวนบ้าง ถัดมาอีกเป็นสะพานข้ามธารเล็ก ๆ ที่อีกฝั่งสะพานมีศาลาหลังไม่ใหญ่สร้างไว้ด้วย …เทสต์ดีใช่เล่น
“ใครเป็นคนมาทำไว้เหรอคะ” ฉันถาม
“ไม่รู้ ชาวบ้านเขาก็เรียกกันว่าลุง แต่ไม่รู้ลุงคนไหนผมก็ไม่เคยเห็น ศิลปินเลยล่ะ” พี่สะท้านตอบพลางหัวเราะ
ระหว่างยืนชมผลงานของศิลปินกลางพื้นที่อุทยานเตรียมการฯ ที่รอวันประกาศเขตป่าแห่งใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ทำให้ชาวบ้านใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ก็เหลือบไปเห็นคุณยายแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชนพื้นเมือง สะพาย ‘กือ’ (ตะกร้าเก็บพืชผลต่าง ๆ ที่ชาวกะเหรี่ยงมักใช้สะพายหลัง) กำลังเดินข้ามสะพานมายังจุดที่พวกเรายืนอยู่ แกกวักมือเรียกพี่สะท้านพร้อมกับวางกือ หยิบฟักทอง และพริกกะเหรี่ยงอีกหนึ่งโกยพูน ๆ ใส่มือพี่สะท้าน
ทำให้นึกย้อนถึงทิวทัศน์ที่นั่งรถผ่านระหว่างขึ้นมาหมู่บ้านแห่งนี้ ป้ายประชาสัมพันธ์ ‘งานพริกกะเหรี่ยงและของดีอำเภอสบเมย 2569’ มีให้เห็นเป็นระยะตลอดทาง พร้อมกับบทสนทนาที่แว่วเข้ามาตลอดว่าพริกกะเหรี่ยงมีไม่เยอะแล้ว
พริกกะเหรี่ยงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นเช่นนั้นได้เพราะถูกปลูกในไร่หมุนเวียน แต่เพราะการประกาศเขตป่าอนุรักษ์อีกเช่นกันทำให้วิถีชีวิตต้องสั่นคลอน เมื่อพื้นที่ทำกินถูกยึดคืนมากเข้า ความหลากหลายของพืชผลทางการเกษตรก็น้อยลง เพราะพื้นที่น้อย พื้นที่ไม่เหมาะ ก็ปลูกพืชผลได้น้อย วิกฤตที่ว่าพริกกะเหรี่ยงที่ปลูกโดยชาวกะเหรี่ยงต่อไปคงสูญสลาย อาจไม่ใช่คำกล่าวเกินจริงหากวิถีของไร่หมุนเวียนถูกบีบบังคับให้ต้องหมดไป
เราโดยสารรถกระบะคันเดิมถัดลงมาอีกไม่ไกลนัก พื้นที่หน้ากว้างประมาณ 2-3 คูหาของอาคารพาณิชย์ในกรุงเทพฯ คือขนาดโดยประมาณของร้านขายของชำ ที่มีลุงจอดา ชาวกะเหรี่ยงจากหมู่บ้านนาดอย ตำบลแม่สวด จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ย้ายมาอาศัยและทำกินที่หมู่บ้านแม่เงา ตำบลแม่สวด เป็นเจ้าของ ซึ่งตั้งประจันหน้าตรงข้ามกับป้าย ‘อุทยานแม่เงา’ อันเป็นพื้นที่อุทยานเตรียมการแห่งชาติพอดิบพอดี
แม้ว่าสองสถานที่จะหันหน้าเข้าหากัน แต่พื้นที่ร้านขายของนี้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่มีกรมป่าไม้เป็นผู้ดูแล ซึ่งหมู่บ้านแม่เงาเป็นหมู่บ้านที่ดำรงอยู่ใน 2 สถานะเช่นเดียวกันกับหมู่บ้านกองอูม
พูดให้เห็นภาพไปกว่านั้น คือพื้นที่ทั้งตำบลแม่สวดมีสถานะเป็นทั้งพื้นที่อุทยานเตรียมการแห่งชาติ และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ
หากนับทั้งจังหวัดแม่ฮ่องสอน จะมีทั้งหมด 3 สถานะ เป็นพื้นที่ที่มีทั้งเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่ดูแลกันคนละหน่วยงาน ใช้กฎหมายคนละฉบับ ทั้งที่ชาวบ้านอยู่และมองทั้งหมดเป็นป่าผืนเดียว


ด้านหน้าของร้านชำมีโต๊ะหินขนาดไม่ใหญ่นัก ลุงจอดาเชื้อเชิญให้นั่งพัก ชวนคุยระหว่างตรวจเช็กสภาพรถกระบะอีกครั้งก่อนไปดูพื้นที่ของแก บทสนทนาสั้น ๆ ว่าด้วยเรื่องชีวิตตัวเองถูกเล่าด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ สวนทางกับน้ำหนักของเรื่องเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นระยะ
ตั้งแต่มีเรี่ยวแรงทำงานลุงจอดาทำไร่หมุนเวียนมาตลอด จนอายุได้ 30 ปีกว่า ๆ ก็ได้หันเหเปลี่ยนมาทำอาชีพค้าขาย พร้อมกับที่เพื่อนบ้านหลายคนปรับเปลี่ยนอาชีพเพราะสถานการณ์บีบบังคับในเรื่องของการใช้ประโยชน์ที่ดิน
“ที่บ้านนาดอยแทบไม่มีไร่หมุนเวียนแล้ว บ้านแม่เงาก็แทบไม่มี บางคนก็ยังทำอยู่ แต่อาจจะเหลืออยู่แค่ 3 แปลง ดินก็เสียหายหมด ดินไม่ดีแล้ว เพราะหมุนได้เต็มที่ก็แค่ 3 ปี” ลุงจอดาเล่า
ความเป็นสามัญในไร่หมุนเวียนต้องทิ้งระยะห่าง 7-10 ปี แต่ละปีจะใช้พื้นที่เพียง 1 แปลงในการเพาะปลูก ปีที่ 2 ก็ขยับไปปลูกในแปลงที่ 2 ปีที่ 3 ขยับไปปลูกในแปลงที่ 3 หากมีทั้งหมด 7 แปลง ในปีที่ 8 ก็จะเวียนกลับมาใช้พื้นที่ในแปลงที่ 1 ใหม่ ทำให้ป่าได้ฟื้นฟูและสะสมแร่ธาตุในดินได้อย่างเต็มที่โดยไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีในการทำการเกษตร ทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ มาหลายชั่วอายุคน
แต่ด้วยการขีดเส้นแบ่งเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ที่ดินทำกินของชาวบ้านจึงอยู่ในอาณาเขตที่หดแคบลง จากไร่หมุนเวียนก็เปลี่ยนมาเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บ้าง ถั่วเหลืองบ้าง กลายเป็นว่าความหลากหลายของพืชผลการเกษตรหาดูได้ยาก ทั้งที่พื้นที่นี้ถูกนิยามว่ามีความอุดมสมบูรณ์

เหตุการณ์คล้ายคลึงกับอีกหลายพื้นที่ป่าของภาคเหนือตอนบน ที่ไร่หมุนเวียนถูกตัดวงจร วิถีชีวิตดั้งเดิมถูกปฏิเสธบนหน้ากฎหมายแห่งยุคสมัยใหม่ เหลือเพียงพืชเชิงเดี่ยวที่ปลูกซ้ำได้ง่ายบนพื้นที่จำกัดอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ บังเอิญไปลงล็อกพอดีกับการผลักดัน ‘การผลิต’ ผลผลิตทางการเกษตรเพื่อส่งออก ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ฉบับที่ 6 (2530-2534) เป็นต้นมา โดยมีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลัก ซึ่งเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ของทุนเจ้าใหญ่ และนับตั้งแต่นั้นข่าวคราวเรื่องการรุกคืบของทุนใหญ่ในพื้นที่ไร่หมุนเวียนเดิมก็มีมาให้ได้เห็นไม่ขาดห้วง
อยู่ ๆ การเกษตรของพี่น้องชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองที่ถูกบีบให้เปลี่ยนจากวิถีชีวิตเดิมเป็นเกษตรเชิงพาณิชย์ก็ตอบโจทย์การพัฒนาตามแผนเศรษฐกิจของรัฐ ที่เชื่อมโยงกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์อย่างน่าสนใจ
และแน่นอนว่าเหตุผลเดียวกันนี้ทำให้หลายคนต้องหันเหเบนสายไปทำอาชีพอื่นเหมือนกับลุงจอดา…
“ตอนนี้ก็ต้องใช้ปุ๋ย ใช้สารเคมี ถ้าไม่ใช้พืชผลก็ไม่ออก ไม้ผลที่เคยออกตอนนี้ก็ไม่ออกแล้วนะ ต้นไม้ใหญ่ ๆ ก็ไม่มีแล้ว เพราะสภาพพื้นที่มันเปลี่ยน เพื่อนบ้านในชุมชนบางคนก็ไปรับจ้างทำไร่บ้าง ทำนาบ้าง ปลูกถั่วเหลือง ปลูกข้าว ผมก็มีทำข้าวโพด แล้วก็ยึดอาชีพค้าขายเป็นหลัก”
“ทุกวันนี้ไม่มีอะไรแน่นอนเลยสักอย่าง ที่จริงผมเกิดที่นี่ผมก็ควรได้อยู่ที่นี่ ทำกินที่นี่ แต่เขาทำเหมือนผมเป็นคนที่มาอาศัยอยู่ชั่วคราว” ลุงจอดาเล่าด้วยความอัดอั้น

– 3 –
“เขาบอกว่านี่คือทางออก”
“พี่น้องในพื้นที่เคยไปเรียกร้องโฉนดชุมชน ให้บริหารจัดการทรัพยากรด้วยตัวเอง ซึ่งเงื่อนไขโฉนดชุมชนก็ห้ามซื้อขาย เราสู้เรื่องโฉนดชุมชนมานาน เราไปเรียกร้องร่วมกับ P-move ตอนนั้นเป็นช่วงรัฐบาล คสช. เขาก็มีแนวนโยบายทำเรื่องโครงการ คทช. เพื่อเอามาแทนโฉนดชุมชน”
พี่สะท้านเล่าขึ้น เมื่อบทสนทนาลื่นไหลไปถึงเรื่องความพยายามในการหาวิธีอยู่ร่วมกันของชุมชน ป่า และรัฐ
โครงการ คทช. ที่ว่านั้นหมายถึงโครงการ ‘การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน’ ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ซึ่งเกิดขึ้นตามมติคณะรัฐประหารอย่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายหลังการรัฐประหารเพียง 5 เดือน โดย คทช. มีหน้าที่กำหนดนโยบาย แนวทาง และแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ โดยวัตถุประสงค์โครงการดังกล่าวถูกสื่อสารออกมาว่า จะเป็นการอนุญาตให้ประชาชนในเขตป่าอนุรักษ์ ‘ทุกประเภท’ ได้มีที่ดินทำกิน โดยไม่มีกรรมสิทธิ์อื่น
“ตอนแรกพี่น้องชาวบ้านก็เห็นด้วย รู้สึกดีใจด้วยซ้ำไปที่หน่วยงานรัฐจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินให้ สุดท้ายมันมีเงื่อนไขที่ไม่โปร่งใส” พี่สะท้านว่าต่อ

ความไม่โปร่งใสในที่นี้คือกฎเกณฑ์ที่รัฐสร้างขึ้นมาอย่างกำกวม และดูคล้ายกับว่าจะไม่เห็นความจริงใจ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความกังวลว่าการเข้าร่วมโครงการ คทช. นั้นจะไม่ใช่ทางออกของปัญหาอย่างที่รัฐกล่าวอ้าง ประกอบกับที่ตลอดเส้นทางการต่อสู้เรื่องสิทธิชุมชนกับการจัดการทรัพยากรป่าไม้หลายสิบปีของชุมชนทั่วประเทศ ต้องสบตากับปัญหาอันเกิดจากความย้อนแย้งของรัฐที่ห้ามชุมชนรุกป่าที่ขีดเส้นทีหลัง แต่กลับอนุญาตให้เอกชนได้ใช้ประโยชน์
ในหนังสือคู่มือ ‘การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ คทช. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 5’ กำหนดเงื่อนไขสำหรับพื้นที่เขตป่าสงวนที่อยู่ในลุ่มน้ำชั้น 3, 4 และ 5 ไว้ว่ากรมป่าไม้อนุญาตให้ชาวบ้านได้ใช้งานพื้นที่ในลักษณะแปลงรวม และจะต้องปลูกป่าเพื่อเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 50% ของพื้นที่
ส่วนในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 และ 2 กรมป่าไม้กำหนดให้ต้องปลูกป่า 3 อย่างตามแนวพระราชดำริ 20% ของพื้นที่
พื้นที่ตำบลแม่สวด (รวมถึงพื้นที่ที่มีความขัดแย้งเรื่องที่ดินหลายพื้นที่) อยู่ในเขตลุ่มน้ำชั้น 1 และ 2 ซึ่งสิ่งนี้เป็นอีกหนึ่งในเงื่อนไขที่ทำให้ชาวบ้านหลายคนกังวลว่าหากต้นไม้ใหญ่โตขึ้น สุดท้ายหน่วยงานรัฐก็จะยึดคืนที่ดินไปอีก
หลักเกณฑ์ในเรื่องของการพิสูจน์สิทธิ์รัฐแสดงความทะแม่ง และความไม่เข้าใจในวิถีออกมาอย่างไม่ไว้ตัว กรมป่าไม้มีวิธีการกำหนดเขตพื้นที่ที่จะให้เข้าเงื่อนไขโครงการ คทช. จากการดู ‘ร่องรอยการทำประโยชน์’ ตามภาพถ่ายทางอากาศสี (Ortho Photo) และออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ควบคุมการใช้ทรัพยากรและที่ดินป่าไม้ ดำเนินการจัดระเบียบการใช้ที่ดินและที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งอย่างเหมาะสม

สำหรับการทำไร่หมุนเวียนที่มีหลักคิดคือกลามาร์าตารทำระยะสั้น ปล่อยพักฟื้นในระยะยาว เมื่อปล่อยพักฟื้นยาว ๆ เป็นเวลา 7-10 ปี ภาพถ่ายทางอากาศที่ต้องการเห็นร่องรอยการทำเกษตรแบบเป็นแถวเป็นแนว เพื่อพิสูจน์ ‘ความต่อเนื่อง’ จึงไม่ตอบโจทย์กับไร่หมุนเวียนที่หมุนเปลี่ยนพื้นที่ทุกปี กว่าจะกลับมาใช้แปลงเดิมก็ใช้เวลาเกือบร่วมทศวรรษ ซึ่งเมื่อมองจากภาพถ่ายทางอากาศก็จะเห็นเป็นป่าสีเขียวอุดมสมบูรณ์ ทำให้ถูกตีความไปว่า ไม่ใช่พื้นที่ทำกินของชาวบ้าน
นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขเรื่องของความลาดชัน ซึ่งชาวบ้านในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจำนวนไม่น้อยที่ติดขัดในหลักเกณฑ์นี้ เพราะอาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 และ 2 หากมีพื้นที่ที่อยู่ในเขตความลาดชันเกินกว่าที่กรมป่าไม้กำหนดก็จะถือว่าไม่เข้าเงื่อนไข คทช. ต้องคืนพื้นที่ทำกินให้กับรัฐ บางแปลงมี 4 ไร่ ก็เหลืออยู่ 2 ไร่ บางแปลง 5 ไร่ก็เหลืออยู่ 2 งาน
“อย่างครอบครัวลุงจอดาทำกินหมุนเวียนอยู่ทั้งหมด 7 ไร่ เจ้าหน้าที่มาสำรวจเขาบอกว่าเหลือแค่ 1 ไร่กับอีก 4 งาน ที่เข้าเงื่อนไข คทช. ที่เหลือหน่วยงานจะยึดคืนเป็นที่ของรัฐ เป็นแบบนี้หลายคนมากชาวบ้านก็เลยถอนตัวไม่ร่วมโครงการ” พี่สะท้านอธิบายให้ฟังต่อ
“เหมือนเขามาหลอกชาวบ้านทำแบบนี้ ก็เลยเอาออกหมดเลยไม่ได้เข้าร่วมทั้งหมู่บ้าน เราก็เกิดในป่า อยู่ในป่า อยู่บนดอยมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ทำไมโครงการ คทช. ต้องมีเงื่อนไขอย่างนั้นอย่างนี้ ทำอย่างกับผมมาอยู่แค่ชั่วคราว ทั้งที่เราอยู่มาก่อนประกาศเขตป่าซะอีก” ลุงจอดาเสริมขึ้นบ้าง
ขณะเดียวกันชุมชนก็พยายามหาวิธีในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ เพื่อคงไว้ซึ่งหลักการคนอยู่กับป่าตั้งแต่ก่อนหน้าจะมีโครงการ คทช. เข้ามา ในตำบลแม่สวดมีเครือข่ายที่ทำงานเรื่องปัญหาที่ดินร่วมกัน คือกรมอุทยานฯ ในพื้นที่ อบต. ภาคประชาสังคม และเครือข่ายพี่น้องชาวบ้านในชุมชน
ต่อเนื่องจากการเรียกร้องให้มีโฉนดชุมชน มีการจัดเวทีพูดคุยกัน หน่วยงานลงพื้นที่กางแนวเขตที่ทำกินให้กับชาวบ้าน ทำข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งชุมชนเองก็มีกฎระเบียบ มีคณะกรรมการในทุกชุมชน และมีคณะทำงานระดับตำบลประเด็นเรื่องที่ดิน สุดท้ายมีการผลักดันให้เกิดข้อบัญญัติตำบลแม่สวด อบต. จึงสามารถทำงานได้ตามข้อบัญญัติว่าด้วยการจัดการที่ดินและทรัพยากรในพื้นที่
“นี่เป็นวิธีหนึ่งที่เป็นการจัดการทรัพยากรและอยู่ร่วมกัน พี่น้องชาวบ้านก็เห็นด้วยถ้าเป็นระบบนี้ ทางอุทยานฯ ก็รับได้ แต่ในความเป็นจริงพื้นที่เราเป็นอุทยานเตรียมการ แต่ คทช. มาจากกรมป่าไม้ มันคนละกรมกัน ใช้กฎหมายคนละฉบับก็ยิ่งซับซ้อนเข้าไปอีก ตอนนี้ปัญหาซับซ้อนเพราะเราก็ไม่รู้เขาจะขีดเส้นแบ่งเขตกันอย่างไร”


ไม่มีเสียงใครคัดค้าน เราต่างเห็นด้วยกับพี่สะท้านว่าปัญหานี้มีแต่ความซับซ้อนจริง ๆ และยังมองไม่ออกว่าโครงการ คทช. จะเป็นทางออกของปัญหาจริงหรือไม่
– 4 –
ยึดคืนทางอ้อม ‘ล่อซื้อชาวบ้าน’
“มันมีรายละเอียดอีกเยอะมากในแง่ของเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดิน ผมมองว่าการแก้ปัญหาแบบนี้มันไม่ยั่งยืน”
พงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายก อบต.แม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และนายกสมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน กล่าวถึงกรณีโครงการ คทช. ที่รัฐเข้ามาทำในพื้นที่แม่ฮ่องสอนว่า จะมีแค่พื้นที่บางส่วนเท่านั้นที่เข้าเงื่อนไขโครงการ แล้วชาวบ้านจำนวนมากเองก็ไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขการแก้ปัญหาแบบโครงการ คทช. ด้วย เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่มองว่าไม่สอดคล้องกับปัญหาจริงในพื้นที่ ฉะนั้นความขัดแย้งระหว่างรัฐและชาวบ้านก็จะยังคงอยู่
จริงอยู่ที่ความขัดแย้งอาจลดระดับไปบ้าง แต่ในเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินของชาวบ้าน หรือว่าที่อยู่อาศัยก็ยังไม่มีความมั่นคงอยู่ดี เพราะระเบียบเงื่อนไขที่รัฐจะเอามาบังคับใช้นั้นไม่สอดคล้องกับบริบท จึงไม่สามารถทำให้ชาวบ้านยอมรับเงื่อนไขเหล่านั้นได้

ในบริบทพื้นที่จริงการแก้ปัญหาแบบ คทช. อาจยิ่งทำให้ปัญหาซับซ้อน และชาวบ้านเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขามีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ตราบใดที่ยังใช้เงื่อนไขแบบที่ไม่คำนึงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินกับชุมชนคงไม่จบลงง่าย ๆ
นายก อบต. แม่สามแลบคนนี้ ในฐานะผู้สัมผัสปัญหามายาวนานให้ความเห็นต่อไปอีกว่า สภาพปัญหานั้นเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามบริบทการเมือง และบริบทของเวลา แต่วิธีการแก้ปัญหาของรัฐก็ยังใช้วิธีการที่มองว่า ‘ที่ดินนี้เป็นของรัฐ’ แม้จะมีการบอกว่าให้สิทธิชาวบ้านในการใช้ประโยชน์ แต่ปัญหาคือเงื่อนไขไม่สอดคล้อง แทนที่ชาวบ้านจะรู้สึกว่ารัฐเข้ามาแก้ปัญหาให้ กลับกลายเป็นว่าความพยายามของรัฐดูราวจะเป็นการ ‘ยึด และครอบครองพื้นที่โดยถูกต้องตามกฎหมาย’
“เหมือนเป็นการยึดทางอ้อม ออกเงื่อนไขต่าง ๆ มา พอพื้นที่ไม่เข้าเงื่อนไขก็อนุญาตให้ตัวเองยึดพื้นที่ได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย มากกว่าพยายามจะให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง”
แทนที่ชุมชนจะได้มีส่วนร่วมในการป้องกันและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หน่วยงานรัฐผู้สนับสนุนส่งเสริม โดยมีกฎหมายที่ให้สิทธิชุมชนดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินของตัวเอง ทุกอย่างดันต้องชะงักงันด้วยกรอบคิดแบบรวมศูนย์
‘การมีส่วนร่วม’ จึงไม่ต่างอะไรกับไม้ประดับในแผนงานราชการ ส่วนในพื้นที่จริงก็เป็นเพียงพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าจะเป็นอำนาจต่อรองที่แท้จริง
พงษ์พิพัฒน์เล่าให้ฟังต่อว่า ในช่วงแรกเริ่มภาครัฐมีลักษณะรีบเร่งให้เข้าร่วมโครงการ คทช. โดยบอกกับชาวบ้านว่าหากต้องการโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคอื่น ๆ อย่างไฟฟ้า น้ำ ถนนหนทาง ต้องเข้าร่วมโครงการนี้
แต่ข้อสังเกตที่ตั้งขึ้นมาได้ไม่ยากคือ ในเอกสารเงื่อนไขของ คทช. ระบุชัดเจนว่าเน้นแก้ปัญหาที่ทำกินเป็นหลัก ไม่ได้เอ่ยถึงการอำนวยให้เกิดสาธารณูปโภคอื่น ๆ ฉะนั้นหากต้องการใช้ประโยชน์อย่างอื่นต้องไปดำเนินการขอใช้เพิ่มเติมอีก
“เห็นไหมล่ะว่าพื้นที่เราเป็นแบบนี้ มีข้อจำกัดมากมาย รัฐทำเหมือนล่อซื้อชาวบ้าน พอระบุพื้นที่ได้ปุ๊บรัฐก็เข้าไปครอบเลย ชาวบ้านก็กระดิกตัวทำอะไรไม่ได้แล้ว เหมือนที่ผมพูดนั่นแหละว่านี่คือการยึดพื้นที่ชาวบ้านโดยถูกต้องตามกฎหมาย” พงษ์พิพัฒน์ว่า

เมื่อรัฐมองที่ดินเป็นทรัพย์สินของตนเองเป็นหลัก มองคนกับป่าแยกขาดจากกัน ชาวบ้านจึงถูกทำให้กลายเป็นผู้บุกรุกบนผืนดินที่บรรพบุรุษอาศัยและทำกินมาอย่างยาวนาน สถานะเช่นนี้ไม่เพียงกระทบต่อความมั่นคงในชีวิต แต่ยังบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นเจ้าของร่วมของชุมชนต่อทรัพยากรธรรมชาติ และทำให้การจัดการแบบภูมิปัญญาท้องถิ่นถูกลดทอนคุณค่าลงเรื่อย ๆ
ที่ผ่านมาในทุกรัฐบาลมองคนกับป่าแยกกันมาโดยตลอด จึงไม่มีรัฐบาลไหนสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้เลย นิยามแรกในพ.ร.บ. ป่าไม้ฯ 2484 ก็ระบุเอาไว้ว่า ป่า หมายถึง ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน เปิดช่องให้รัฐให้สัมปทานกับเอกชนเข้าไปหาประโยชน์ในพื้นที่ป่าที่มีชาวบ้านชาติพันธุ์ดูแลผืนป่าผ่านวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเขาอยู่ กระทั่งปี 2531 ชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อต้านเรียกร้องจน รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ประกาศยกเลิกสัมปทานป่าไม้เอกชนทั่วประเทศในปี 2532
นี่คือหมุดหมายการพัฒนาเดียวที่เกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์การแก้ปัญหาเรื่องป่าไม้ของไทย เพราะหลังจากนั้นมีความพยายามจะสานต่อความก้าวหน้าในการจัดการทรัพยากรป่า ด้วยการร่างพ.ร.บ. ป่าชุมชน ฉบับแรกขึ้นมาในปี 2533 แต่กระบวนการร่างต้องสะดุดหยุดลง เพราะคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ทำการรัฐประหารเสียก่อน
ภายใต้การนำของ อานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาโดย รสช. ก็หันกลับมาอนุญาตให้เอกชนปลูกสวนป่า พ.ร.บ. ป่าชุมชน ที่ค้างเติ่งอยู่ก็ตกใต้ความไร้แยแสไปโดยปริยาย หลังจากนั้นความขัดแย้งเพราะมุมมองการจัดการป่าที่แบ่งแยกคนก็มีเรื่อยมา แม้จะมีความพยายามผลักดันพ.ร.บ. ป่าชุมชน อย่างต่อเนื่องก็ตาม
ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง จากการประกาศนโยบายทวงคืนผืนป่าสุดเอิกเกริกของ คสช. ที่กำหนดให้ต้องมีพื้นที่ป่าทั้งประเทศรวม 40% โดยที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผ่านกฎหมายป่าชุมชนออกมา แต่มีข้อสังเกตที่โจ่งแจ้งว่ากฎหมายดังว่านั้นมอบอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเข้าควบคุมป่าชุมชนได้อย่างเข้มข้น แน่นอนว่าชุมชนไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลยแม้แต่น้อย จึงเห็นปรากฏการณ์ที่พี่น้องชาติพันธุ์ถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ในลักษณะที่สมควรอย่างมากในการตั้งคำถามเรื่องมนุษยธรรมต่อเจ้าหน้าที่รัฐ

เบ้าหลอมสำคัญที่ทำให้การอนุรักษ์ปฏิเสธการอยู่ร่วมกันของคนกับป่า คือการที่รัฐไทยมีแนวคิดการจัดการป่าแบบตะวันตก ซึ่งวางอยู่บนหลักคิดที่ว่า ‘ป่าต้องปลอดคน’ (Fortress Conservation) นี่ไม่ใช่คำอธิบายที่ใหม่นัก เพราะแนวคิดนี้เข้มข้นในขบวนการสิ่งแวดล้อมโลกตะวันตกที่มีอิทธิพลมากในช่วงทศวรรษที่ 1970-1990 แต่ยังต้องหยิบยกขึ้นมาพูดถึงซ้ำ ๆ เพราะหลักคิดเช่นนี้เมื่อได้ผนวกเข้ากับแนวคิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบรัฐสมัยใหม่ (Modern State) ที่เน้นรวมศูนย์อำนาจให้รัฐเป็นเจ้าของทรัพยากรและจัดการจากส่วนกลาง ทำให้เกิดกฎหมายที่ละเมิดสิทธิชุมชน
ปัจจุบันในการเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จึงเป็นโอกาสดีที่ทำให้ได้ลองสอดส่องนโยบายเกี่ยวกับสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่หลายพรรคการเมืองเองก็ทราบดีว่าเป็นปัญหายืดเยื้อมาอย่างยาวนาน แต่มีไม่กี่พรรคการเมืองที่บรรจุปัญหาเรื่องนี้ไว้ในนโยบายของพรรค
ตัวเต็งที่ชูประเด็นสิทธิมนุษยชนอย่างพรรคประชาชนมีนโยบาย ‘ออกเอกสารรับรองสิทธิชุมชน แก้ปมพื้นที่ทับซ้อนรัฐ-ป่า’ ระบุว่าจะแก้ไขปัญหาการทับซ้อนกับเขตป่าด้วยรูปแบบ ‘แปลงรวม’ ในพื้นที่ป่าไม้ทั้งเขตป่าสงวนฯ และเขตอุทยานฯ โดยให้สิทธิทำกินไม่ให้กรรมสิทธิ์ในพื้นที่
ในรายละเอียดของนโยบายยังระบุอีกด้วยว่าจะมีการใช้ประกาศของ คทช. เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การจัดการที่ดินแบบแปลงรวม (โฉนดชุมชน หรือเขตคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์) ว่าง่าย ๆ คือ พรรคประชาชนจะจัดการให้มีโฉนดชุมชน หรือเขตคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ได้ โดยจะใช้หลักเกณฑ์ตามระเบียบ คทช. และจะให้ชุมชนร่วมกับท้องถิ่นดูแลพื้นที่ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของ คทช.

นอกจากนี้ยังมีนโยบาย ‘จัดการป่ายั่งยืนด้วยการอนุรักษ์โดยชุมชน’ ซึ่งนโยบายนี้พรรคประชาชนเสนอการจัดการทรัพยากรป่าไม้ในกรอบที่พยายามเชื่อมการอนุรักษ์เข้ากับการพัฒนาชุมชน เพื่อลดกรอบคิดแบบ ‘ป่าปลอดคน’ ด้วยการเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์จาก 20.1% เป็น 30% (ประมาณ 95.8 ล้านไร่) ให้กลายเป็นป่าอนุรักษ์ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน มีหน่วยงานระดับกรมเพียงกรมเดียวดูแลเพื่อความเป็นเอกภาพ และจะส่งเสริมสิทธิชุมชนในการจัดการป่า ด้วยการเร่งประกาศรับรองป่าชุมชนที่ค้างอยู่ 760,000 ไร่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชนรวมเป็น 6.96 ล้านไร่ พร้อมแก้ไขโครงสร้างอำนาจโดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลและสนับสนุนชุมชน
หากอ่านตั้งแต่ต้นจนมาถึงตรงนี้ คงจะเห็นภาพว่านโยบายของพรรคประชาชนทำให้กังวลใจไม่น้อย ทั้งเรื่องระเบียบ คทช. แนวคิดการเพิ่มพื้นที่ป่า และการผลักดันสิทธิชุมชน ที่ยังก่อให้เกิดคำถามในเรื่องของความเข้าใจในวิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่จริง
พรรคใหญ่อีกพรรคอย่างเพื่อไทยก็มีนโยบายที่เกี่ยวข้องเช่นกัน โดยใช้ชื่อว่า ‘คืนที่ดินให้ประชาชน’ เขียนวัตถุประสงค์ไว้ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาการประกาศเขตป่าทับที่คนอยู่อาศัย และเสนอไว้ว่าจะเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. กว่า 33 ล้านไร่ ให้เป็นโฉนดอย่างมีเงื่อนไข ผ่านการออกกฎหมาย, แก้ปัญหา ‘ป่าทับคน–คนทับป่า’ แบบรอบด้าน, พิสูจน์สิทธิชุมชนและสิทธิประเพณีด้วยวิธีผสมผสาน เช่น ภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง การระบุตำแหน่งจากชุมชน คำบอกเล่าจากผู้อาวุโสในพื้นที่ หรือบันทึกราชการที่มีอยู่เดิม, เร่งออกเอกสารสิทธิในพื้นที่พิสูจน์แล้วว่ามีสิทธิโดยสุจริต มากกว่า 10 ล้านไร่, นิรโทษกรรมแก่ประชาชนที่ถูกกล่าวหาเพียงเพราะที่ดินถูกประกาศป่าทับภายหลัง
แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ ทั้งหมดของการกล่าวว่าจะคืนที่ดินให้ประชาชนของพรรคเพื่อไทย ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร ทำให้ยังไม่เห็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาที่สะสมมาต่อเนื่องหลายสิบปีเช่นนี้
ขณะเดียวกันพรรคการเมืองอื่น ๆ ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ชัดเจน แม้ว่าจะพูดถึงบ้างตามวาระและโอกาสที่ถูกถามไถ่ แต่ก็ยังไม่มีการเขียนนโยบายเอาไว้ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไปศึกษา
อย่างไรก็ตาม การออกมาพูดถึงปัญหาเชิงนโยบายไม่ใช่เรื่องง่าย ในสายตาหลายคนยังคงเชื่อว่า กฎหมายป่าอนุรักษ์และป่าสงวน คือกฎหมายของรัฐที่ไม่ว่าใครก็ต้องทำตาม และแน่นว่าท้องถิ่นควรทำตามเช่นกัน แต่สำหรับพงษ์พิพัฒน์ในฐานะคนทำงานพื้นที่ ปัญหาไหลมาจบที่ อบต. ทุกวัน ขณะที่อำนาจในการแก้ไขจริงกลับไม่ได้อยู่ในมือท้องถิ่น
เขาอธิบายว่า บทบาทของ อบต. มักจบลงที่การรับเรื่อง สะท้อนปัญหา และประสานงานกับหน่วยอื่น มากกว่าจะได้ตัดสินใจหรือดำเนินการเอง แม้ในบางกรณีจะสามารถอะลุ่มอล่วยได้บ้าง เช่น การขอใช้พื้นที่ป่าเพื่อทำถนนหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่กระบวนการก็เต็มไปด้วยข้อจำกัด ทั้งเรื่องเอกสาร การขออนุญาตซ้อนหลายขั้น และการต้องพึ่งพาหน่วยงานอื่นที่เคยขอไว้ก่อนแล้ว
ผลที่ตามมาคือความล่าช้าในการพัฒนา งบประมาณบางส่วนถูกจัดสรรมาแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะติดเงื่อนไขพื้นที่ สุดท้ายต้องตีกลับและเริ่มกระบวนการใหม่ ชาวบ้านจึงเสียโอกาสซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สำหรับพงษ์พิพัฒน์ แก่นของปัญหาไม่ได้อยู่แค่ขั้นตอนปฏิบัติ แต่คือวิธีคิดแบบใช้นโยบายเดียวควบคุมทุกพื้นที่ ทั้งที่บริบทของแต่ละชุมชนแตกต่างกัน ท้องถิ่นจึงยังไม่มีอำนาจจริงในการตัดสินใจจัดการทรัพยากรและพัฒนาพื้นที่ของตนเอง
“ทุกวันนี้เหมือน อบต. เป็นขอทาน” เขาพูดพร้อมหัวเราะเบา ๆ
“ต้องขอความอนุเคราะห์สื่อมวลชนช่วยมาลงพื้นที่สะท้อนปัญหาให้ชาวบ้านหน่อย ขอความอนุเคราะห์หน่วยงานนี้มาช่วยขุดถนนให้ผมหน่อย ขอความอนุเคราะห์นู่นนี่ไปหมด นี่คือผลจากการที่หน่วยงานท้องถิ่นไม่มีอำนาจจัดการตัวเองจริง ๆ ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ ไม่มีบุคลากร ไม่มีทรัพยากร ไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้าน”

ทั้งหมดนี้ทำให้เขามองว่า การแก้ปัญหาที่ดินและทรัพยากรในพื้นที่ชาติพันธุ์ ไม่อาจแยกออกจากโจทย์ใหญ่เรื่องการกระจายอำนาจ
โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่หมู่บ้านแต่ละแห่งถูกจัดวางอยู่ภายใต้กฎหมายและหน่วยงานคนละชุด ทั้งที่ในสายตาชาวบ้านนี่คือผืนป่าเดียวกัน การแบ่งเขตด้วยเส้นบนแผนที่ของรัฐ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้การพัฒนาและการจัดการทรัพยากรของชุมชนต้องสะดุดอยู่อย่างนั้น
– 5 –
พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ อีกที่พึ่งของวิถีชีวิตในพื้นที่คุ้มครอง
ในจังหวัดที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยเฉพาะพี่น้องชาวกะเหรี่ยง คำถามเรื่อง ‘ใครมีสิทธิในพื้นที่’ จึงไม่ได้หมายถึงแค่ที่ดินทำกินหรือที่อยู่อาศัยเพียงเท่านั้น หากยังรวมถึงสิทธิในการกำหนดอนาคตของชุมชนตัวเองด้วย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นอกจากความพยายามผลักดันโฉนดชุมชนเพื่อยืนยันการใช้ประโยชน์ที่ดิน อีกหนึ่งสิ่งที่ถูกจับตาคือเครื่องมือใหม่อย่าง พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะช่วยเปิดทางให้รัฐกับชุมชนทำงานร่วมกันมากขึ้น บนฐานวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ไม่ใช่แค่กติกาจากส่วนกลาง
ก่อนหน้ากฎหมายฉบับนี้ แม่ฮ่องสอนเคยถูกประกาศให้เป็น ‘พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ’ มาตั้งแต่ปี 2563 แนวคิดนี้พยายามขยับบทบาทของชุมชน จากผู้ถูกรัฐจัดการ มาเป็นผู้ร่วมดูแลทรัพยากร วัฒนธรรม และพื้นที่ชีวิตของตนเอง

หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพูดถึงบ่อยคือชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่หาด อำเภอสบเมย ที่สามารถผลักดันให้พื้นที่ได้รับการรับรองเป็น ‘หมู่บ้านวัฒนธรรมพิเศษ’ พร้อมออกกติกาท้องถิ่นรองรับการพัฒนา การคุ้มครองวัฒนธรรม และการจัดการทรัพยากรร่วมกันของชุมชน
การเกิดขึ้นของ พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ จึงเป็นความคาดหวังว่าหมู่บ้านวัฒนธรรมพิเศษแม่หาด จะเป็นพื้นที่นำร่องยกระดับเป็น ‘พื้นที่คุ้มครอง’ ตาม พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ สร้างระบบคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์อย่างจริงจัง ตั้งแต่การทำแผนที่ชุมชน บันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ไปจนถึงการออกแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตบนฐานทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของคนในพื้นที่เอง
สำคัญคือจะเป็นใบเบิกทางให้กับพี่น้องชาติพันธุ์อีกหลายพื้นที่ที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูบานเดียวกัน ประตูที่กั้นระหว่าง ‘การมีอยู่ตามวิถีของตัวเอง’ กับ ‘การถูกมองว่าอยู่นอกระเบียบของรัฐ’ หากแม่หาดก้าวผ่านประตูบานนี้ไปได้สำเร็จ จะไม่ใช่แค่เรื่องของหมู่บ้านหนึ่ง แต่คือหลักฐานว่าการคุ้มครองวิถีชีวิตชาติพันธุ์สามารถเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่เพียงถ้อยคำบนกระดาษ
“ถ้า พ.ร.บ. นี้ บังคับใช้ตามเจตนารมณ์จริงได้ ผมคิดว่าสิ่งนี้จะมาช่วยคลี่คลายปัญหาที่หมักหมมแก้ไม่ได้มานาน จะเกิดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนได้ ผมคาดหวังไว้อย่างนั้นนะ” พงษ์พิพัฒน์บอก
เขามองว่า หากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ เดินไปตามเจตนารมณ์ของชุมชนจริง กฎหมายฉบับนี้อาจกลายเป็นหลักยึดสำคัญของคนในพื้นที่ เป็นเครื่องมือที่ทำให้การเรียกร้องสิทธิไม่ใช่เพียงเสียงจากชายขอบ แต่มีฐานะทางกฎหมายรองรับ ทั้งในการคุ้มครองชุมชนที่ถูกละเมิดสิทธิ และการเปิดทางให้เข้าถึงโอกาสพัฒนาของรัฐอย่างถูกต้อง
เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์แทบไม่เคยถูกยอมรับว่าต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูงกลับขาดการคุ้มครองสิทธิและวิถีชีวิตของผู้คน
ความคาดหวังต่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การมีตัวบทกฎหมายเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งฉบับ แต่คือความหวังว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาที่สะสมมานาน สร้างความมั่นคงให้ชุมชน และวางรากฐานของการแก้ไขปัญหาในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การจะได้มาซึ่งสิทธิไม่เคยง่าย แม้ว่าเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานก็ไม่เคยง่าย กระทั่งมีกฎหมายมาคุ้มครองแล้วก็ยังไม่ง่ายอยู่ดี
พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ เป็นที่พึ่งและเป็นความหวังว่าจะทำให้การมองว่าคนอยู่กับป่าได้เป็นเรื่องปกติในสังคมไทย แต่กลับโดนตัดหลักการสำคัญไปไม่น้อย ตั้งแต่คำนิยามคำว่า ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ ในหลักการแรกเริ่มกลุ่มชาติพันธุ์ถูกอธิบายอย่างกว้างว่า เป็นกลุ่มคนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเดียวหรือหลายกลุ่ม แต่เมื่อผ่านกระบวนการแก้ไข ถ้อยคำดังกล่าวถูกปรับเป็น “กลุ่มชาติพันธุ์หมายถึงชาวไทยที่ตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่ม…”

การเพิ่มคำว่า ‘ชาวไทย’ เข้าไปเพียง 2 พยางค์ กลับเปลี่ยนขอบเขตของการคุ้มครองไปอย่างมีนัย หากตีความตามตัวอักษร กฎหมายฉบับนี้อาจครอบคลุมเฉพาะผู้ที่มีสถานะเป็นพลเมืองไทย หรือมีบัตรประชาชนเท่านั้น ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์จำนวนไม่น้อย ซึ่งดำรงอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ยังอยู่ในภาวะไร้สถานะทางทะเบียน อาจถูกทิ้งไว้ข้างนอกกรอบการคุ้มครองอีกครั้ง
หัวใจสำคัญอย่างการกำหนดให้มี ‘พื้นที่คุ้มครอง’ ก็ถูกลดทอนหลักการที่จะเอื้อให้พี่น้องชาติพันธุ์ได้ดูแลผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยวิถีการอนุรักษ์ในแบบของชุมชนเอง
แม้จะยังเปิดช่องให้มีพื้นที่คุ้มครองได้ในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติกลับต้องไปผูกติดกับ ‘กฎหมายอนุรักษ์อื่นที่เกี่ยวข้อง’ เช่น กฎหมายอุทยานฯ กฎหมายป่าสงวนฯ และกฎหมายคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งจำนวนไม่น้อยถูกออกแบบมาในกรอบคิดแบบแยกคนออกจากป่า และแทบไม่เปิดพื้นที่ให้รูปแบบการจัดการโดยชุมชนเลย
ในมุมของผู้ที่เสนอให้ตัดหลักการสำคัญ ที่ไม่อนุญาตให้พื้นที่คุ้มครองได้ตั้งขึ้นอย่างอิสระ ไม่ต้องไปขึ้นอยู่กับกฎหมายอนุรักษ์อีก ให้เหตุผลว่าพื้นที่คุ้มครองควรถูกมองเป็นกลไกเชิงนโยบาย มากกว่าประเด็นที่ควรถูกเขียนล็อกไว้ในตัว พ.ร.บ. หากฝ่ายนโยบายเห็นชอบในอนาคต ค่อยไปแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องภายหลัง เหตุผลสำคัญคือไม่ต้องการให้ พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ ดูเหมือนเข้าไปทับซ้อนหรือ ‘ลบล้าง’ กฎหมายอนุรักษ์ฉบับอื่นที่มีอยู่

ช่องทางที่ยังพอเหลืออยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน คือการอาศัยกฎหมายลูกและระเบียบปฏิบัติ เพื่อกำหนดรายละเอียดขั้นตอนการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครอง หมายความว่าในทางปฏิบัติยังอาจต้องเดินอ้อม ใช้กลไกย่อย ๆ เพื่อพาแนวคิดเรื่องพื้นที่คุ้มครองค่อย ๆ ก่อรูปขึ้นมา
อย่างน้อยที่สุด การมี พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ อยู่ในระบบกฎหมาย ก็ทำให้พื้นที่คุ้มครองไม่ใช่เพียงความฝันของชุมชนอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่สามารถอ้างอิงได้ในทางกฎหมาย และกลายเป็นภาระหน้าที่ของรัฐ ที่ต้องหาทางทำให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงเขียนไว้ในเอกสารเชิงนโยบายแล้วปล่อยให้เงียบหายไป
“ผมมองว่าหลังจากนี้ต้องควบคู่ไปกับการแก้รัฐธรรมนูญด้วย เพราะมันติดชะงักเรื่องการนิยามกลุ่มคนชาติพันธุ์ในรัฐธรรมนูญ แต่มีความหวังนะพอ พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ ออกมา เหมือนได้ยกระดับจากที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้มีความชอบธรรมในบางเรื่อง ส่วนบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เราต้องสู้กันต่อไปอีกยาว” พงษ์พิพัฒน์กล่าวหลังจากที่เรานั่งทบทวนสิ่งที่หล่นหายไประหว่างทางของ พ.ร.บ. ชาติพันธุ์
ภาพของแม่ฮ่องสอนไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่ลำพัง หากขยับสายตาออกไปจะเห็นว่าปัญหาแบบเดียวกันนี้กระจายอยู่ทั่วประเทศ ตั้งแต่พื้นที่ป่าภาคเหนือจังหวัดอื่น ๆ ที่ต้องเผชิญความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ไปจนถึงชุมชนชายฝั่งที่พึ่งพาทะเลเป็นฐานชีวิต หรือชุมชนในอีสานใต้ที่ผูกพันกับภูมิประเทศ ความเชื่อ และโบราณสถานซึ่งเป็นพื้นที่ทางจิตวิญญาณ หลายแห่งกลับต้องเผชิญแรงกดดันจากรัฐ ที่พร้อม ‘ทวงคืน’ พื้นที่ ด้วยเหตุผลเรื่องแผนที่ทับซ้อนหรือสถานะทางกฎหมาย
สิ่งที่เหมือนกันในหลายพื้นที่คือทางออกจำนวนมากยังถูกผูกไว้กับการตัดสินใจจากส่วนกลาง แม้จะเป็นเรื่องของสิทธิชุมชนโดยตรงก็ตาม นี่จึงไม่ใช่แค่คำถามเรื่องพื้นที่ แต่คือคำถามต่อทิศทางนโยบายของรัฐ ว่าจะยังคงจัดการทรัพยากรด้วยกรอบคิดแบบรวมศูนย์ต่อไปอีกนานแค่ไหน

เมื่อพากลับมาที่เรื่องป่าคำถามยิ่งชัดขึ้นไปอีก เพราะการอนุรักษ์ในแบบที่ตัดคนออกจากพื้นที่ กลับสวนทางกับความจริง พงษ์พิพัฒน์ชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ป่าไม่ได้อยู่ได้ด้วยรั้วลวดหนามหรือป้ายประกาศ หากแต่อยู่ได้เพราะมีชุมชนที่อาศัย พึ่งพา และดูแลมันทุกวัน
“ณ วันนี้ถ้าป่าไม่มีคนอยู่ผมว่าป่ามันไม่เหลือแล้ว ถึงแม้คุณจะจัดตั้งหน่วยงานไม่รู้กี่หน่วย ถ้าชุมชนไม่ได้อยู่ในพื้นที่นั้นป่าก็ไม่เหลือ เพราะเขาอาศัยป่า เขาดูแลฟื้นฟู เขาปกป้องผืนป่า” พงษ์พิพัฒน์ว่า
ในมุมของเขา หากรัฐต้องการจะ ‘แยก’ ต้องไปแยกในกฎหมายที่ละเมิดสิทธิชุมชนของตัวเองว่า ชุมชนจะมีสิทธิใช้ ดูแล และปกป้องทรัพยากรอย่างไร และรัฐจะรับรองความมั่นคงในที่อยู่อาศัยกับที่ดินทำกินของพวกเขาอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร เพราะตราบใดที่การอนุรักษ์ยังถูกนิยามด้วยการผลักคนออกจากพื้นที่ ป่าก็จะยังถูกปกป้องด้วยโครงสร้างอำนาจ มากกว่าการปกป้องด้วยผู้คนที่อยู่กับมันจริง ๆ
“เรื่องป่าเป็นเรื่องที่อยู่ตรงปลายปากกาของรัฐจริง ๆ เขาสามารถเขียนให้เกิดความยั่งยืนได้จากการที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่า อยู่ที่ว่าคุณจริงใจที่จะแก้ปัญหาไหม” พงษ์พิพัฒน์ทิ้งท้าย
อ้างอิง:
บัณฑิต ศิริรักษ์โสภณ. (2561). การเมืองเรื่องป่าชุมชน: ปัญหาเชิงนโยบายและระบบกรรมสิทธิ์ร่วมในสังคมไทย – วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 37