Reading Time: 3 minutes
ธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข นักวิจัย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
เป็นอีกครั้งหนึ่งในสังคมไทย เมื่อมีกระแสเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐรับผิดชอบต่อการตายของช้างสีดอหูพับในระหว่างการเคลื่อนย้ายช้างจากพื้นที่เกษตรกรรมกลับสู่ภูหลวง ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของช้าง เมื่อลองไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องแล้ว จุดเริ่มต้นของความสูญเสียครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช้างเดินทางออกนอกพื้นที่ของมันและมุ่งเข้าสู่ไร่อ้อยของชาวบ้านในจังหวัดขอนแก่น ส่งผลให้ไร่อ้อยเกิดความเสียหาย จนมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเคลื่อนไหวของช้าง
ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจึงร้องเรียนไปยังศาลปกครองจนได้ผลสรุปว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องเคลื่อนย้ายช้างกลับสู่พื้นที่เดิมภายใน 30 วัน แต่ด้วยความเร่งรีบของการเคลื่อนย้าย ทั้งที่การเคลื่อนย้ายช้างเป็นงานเชิงเทคนิคที่มีความละเอียดอ่อนและมีความเสี่ยง ช้างสีดอหูพับตัวหนึ่งจึงเกิดอาการช็อกจากฤทธิ์ยาซึม ซึ่งส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร ช้างตัวนั้นสำลักอ้อยและตายในเวลาต่อมา ความสูญเสียที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดข้อสงสัยของประชาชนต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการดำรงอยู่ของชาวบ้านในเขตทับซ้อน จะต้องมีผู้รับผิดชอบต่อการตายของช้างสีดอหูพับนี้ (TNN, 2569)
พ้นไปจากประเด็นการหาผู้รับผิดชอบ ดูเหมือนว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ อยู่ภายใต้ปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องหนึ่งที่สังคมมักมองข้ามไป นั่นคือปัญหาเรื่อง “ป่าปลอดมนุษย์” การทำให้ป่าเป็นพื้นที่ของธรรมชาติบริสุทธิ์ แม้จะตอบสนองต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกระแสหลัก แต่การแบ่งแยกพื้นที่ทางเดินกันระหว่างสัตว์กับมนุษย์ กลับไม่ได้ทำให้ความสูญเสียของสัตว์และชาวบ้านในพื้นที่ ลดน้อยถอยลงไป
ในความเป็นจริง สิ่งนี้อาจเพิ่มความสูญเสียมากกว่าที่คาดคิดไว้ ดังที่พบเห็นตามข่าวอยู่เป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นข่าวรถชนสัตว์ ข่าวคนถูกสัตว์ทำร้าย หรือข่าวสัตว์ตายจากการกลืนขยะที่คนทิ้งไว้ หลังจากสัตว์เคราะห์ร้ายตัวนั้นเข้ามาในเขตพื้นที่ของมนุษย์ ฯลฯ โดยอุบัติเหตุเหล่านี้ยังเกิดขึ้น ณ อุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นสถานที่ที่สังคมมุ่งหมายให้เป็นป่าบริสุทธิ์ในอุดมคติ มนุษย์ต้องชื่นชมอยู่ห่าง ๆ ในพื้นที่ที่รัฐจัดไว้ให้ โดยมิได้ตระหนักว่าสัตว์เหล่านี้ไม่ได้แบ่งแยกพื้นที่ออกเป็นเขตสงวนและเขตมนุษย์ ทุกพื้นที่คือจักรวาลของมัน สัตว์จึงย่อมสามารถเดินทางไปในบริเวณใดก็ได้ การแบ่งแยกป่าโดยยึดโยงความคิดและความปรารถนาของมนุษย์เป็นศูนย์กลาง นำมาสู่ความสูญเสียให้เกิดขึ้นแก่ทุกฝ่าย
บทความชิ้นนี้จะชี้ชวนให้เห็นว่า ป่าปลอดมนุษย์เป็นแนวคิดของบริบทสังคมสมัยใหม่ ซึ่งมองธรรมชาติเป็นทุนอย่างหนึ่งซึ่งสมควรได้รับการปกป้องจากเงื้อมมือมนุษย์ แต่แนวคิดนี้เองที่สะท้อนถึงการขาดความเข้าใจในเรื่องความสัมพันธ์ของการอยู่ร่วมกันระหว่างสรรพสิ่ง ทั้งที่เป็นมนุษย์และไม่เป็นมนุษย์ในป่า การแบ่งแยกทางกันเดิน จึงดูเหมือนจะยิ่งทำให้ทั้งมนุษย์และสัตว์เดินทางไปสู่ความสูญเสียมากขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น
ป่าและจักรวาลของสรรพสิ่ง
นักมานุษยวิทยา Tim Ingold (2000) ได้ชี้ให้เห็นว่า การแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ อยู่ภายใต้อิทธิพลความรู้แบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และโดยเฉพาะทฤษฏีวิวัฒนาการ ที่ยกให้มนุษย์มีพัฒนาการทางด้านร่างกายและความคิดอันสูงส่งมากกว่าสัตว์ทุกสายพันธุ์ การควบคุมหรือจัดระเบียบสรรพสิ่งทั้งปวงในธรรมชาติจึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในอีกมุมหนึ่งว่า มนุษย์เป็นมนุษย์ได้ ก็เพราะการดำรงชีวิต (Livelihood) ของมนุษย์เชื่อมโยงกับสรรพสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติที่รายล้อมอยู่
ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือจะเป็นสัตว์สายพันธุ์ทั้งหลายซึ่งอาศัยอยู่ในป่า ทุกจังหวะย่างก้าวของชีวิต คือการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ว่า ณ บริเวณที่พวกเขายืนอยู่นั้นคือที่ใด กำลังเผชิญกับอะไร และจะรับมือต่อไปอย่างไรจึงจะสามารถอยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมเดียวกันนั้นได้ เช่นเดียวกับการเดินทางในพื้นที่ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องมีการทำแผนที่ชี้นำการเดินทาง (เพราะสุดท้ายแล้ว ก็มีเพียงมนุษย์ที่อ่านแล้วเข้าใจ)
การเดินทางของบรรดาสรรพสิ่งทั้งปวง สามารถเชื่อมโยงการรับรู้ของตนเองเข้ากับสภาพแวดล้อมเพื่อให้การเดินทางเกิดความเหมาะสมมากที่สุด กล่าวโดยสรุปอย่างสั้น ๆ แล้ว ทุกอาณาบริเวณของป่า คือจักรวาลของทุกสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ รวมถึงมนุษย์และสัตว์นานาสายพันธุ์ พวกเขาทั้งหมดเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างเดียวกัน ไม่มีการแบ่งแยกพื้นที่ของต้นไม้ พื้นที่ของสัตว์ และพื้นที่ของมนุษย์
Eduardo Kohn (2013) ได้ลงไปศึกษาชีวิตของป่าแอมะซอนบริเวณตอนบนของประเทศเอกวาดอร์ ที่นั่นทำให้เขาพบว่า สรรพสิ่งต่าง ๆ ในป่าแห่งนี้ รู้จักที่จะสื่อสารระหว่างกันผ่านการฟังและส่งเสียง เพื่อให้พวกเขารับรู้ว่ามีสิ่งใดหรือเหตุการณ์ใดกำลังคืบคลานเข้ามาให้เผชิญหน้าและจัดการ ในการลงภาคสนามครั้งหนึ่งของ Kohn เขาบันทึกว่าในระหว่างที่ตนและชาวบ้านกำลังพักผ่อนอยู่นั้น เสียงฝีเท้าของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่งก็แว่วเข้ามาในโสตประสาทของชาวบ้าน
มีชาวบ้านคนหนึ่งบอกแก่ทุกคนว่า นั่นเป็นเสือจากัวร์ที่กำลังเดินทางหาเหยื่อ จึงขอให้ทุกคนนอนหงาย ห้ามนอนคว่ำเด็ดขาด เพราะการนอนคว่ำเท่ากับเป็นการทำให้เสือจากัวร์คิดว่านี่คือสิ่งมีชีวิตที่ไร้ทางสู้ เหมาะสมต่อการเป็นอาหารอันโอชะ แต่การนอนหงาย จะทำให้มันคิดหนักว่าสิ่งมีชีวิตที่กำลังเผชิญหน้าอยู่นั้น อาจพร้อมที่จะโต้กลับมันทุกเมื่อเช่นกัน การเดินเลี่ยงสิ่งมีชีวิตนั้นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
“Sleep face up ! If Jaguar comes he’ll see you can look back at him and he won’t bother you. If you sleep face down he’ll think you’re Aicha (prey, meat) and he’ll attack. (นอนหงาย ! ถ้าเสือจากัวร์มา มันจะคิดว่าคุณกำลังจ้องมองมันอยู่และมันจะไม่ทำอะไรคุณ แต่ถ้าคุณนอนคว่ำ มันจะคิดว่าคุณเป็นไอชา (เหยื่อ, เนื้อ) และมันจะโจมตีคุณ)” (ข้อความนี้อ้างจาก Eduardo Kohn, 2013, p.1)
การเรียนรู้วิถีชีวิตของเสือจากัวร์ ตั้งแต่เสียงการเดินจนถึงความรู้สึกนึกคิดในการล่าเหยื่อ จึงสะท้อนให้เห็นถึงการที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ในระบบนิเวศ และไม่ใช่เพียงมนุษย์เท่านั้น สรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน (ดังเสือจากัวร์ที่รู้ว่าอะไรเป็นเหยื่อ และอะไรไม่ใช่เหยื่อที่มันควรหลีกเลี่ยง) ปรากฏการณ์นี้ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานแล้ว จนกระทั่งการเข้ามาของบริบทสังคมสมัยใหม่ที่เชื่อว่า ป่าควรปลอดมนุษย์
ป่าปลอดมนุษย์และความสูญเสีย
ดังที่ได้เกริ่นไว้ว่า ป่าปลอดมนุษย์เป็นแนวคิดของบริบทสังคมสมัยใหม่ หากอธิบายในเชิงรายละเอียดแล้ว ความก้าวหน้าขององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ส่งผลให้มนุษย์เชื่อมั่นในศักยภาพของสายพันธุ์ตนเองที่มีมากกว่าสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นใด การควบคุมความซับซ้อนของธรรมชาติ ซึ่งรวมถึงสัตว์ทุกสายพันธุ์ ให้อยู่ในระเบียบโดยฝีมือของมนุษย์ จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ทั้งนี้ การควบคุมสัตว์ให้อยู่ในระเบียบ มีอยู่หลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้สัตว์เป็นทรัพย์สินที่ซื้อขายได้ ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมให้เชื่องได้ หรือกระทั่งถูกแยกออกไปไว้ในเขตสงวนก็ได้ (พนา กันธา, 2567)
เช่นเดียวกับการแยกพื้นที่ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ตามป่า ก็อยู่ภายใต้ความต้องการที่จะทำให้สัตว์อยู่ในพื้นที่ธรรมชาติซึ่งเป็นสถานที่ที่มันควรจะอยู่มากที่สุด หากมนุษย์ต้องการทำความรู้จัก ก็เพียงแค่ยืนมองการใช้ชีวิตของพวกมันอยู่อย่างห่าง ๆ ซึ่งในกรณีนี้สามารถทำได้ในอุทยานแห่งชาติ (นัยหนึ่งก็คือการทำให้สัตว์และธรรมชาติเป็นสินค้าผ่านการซื้อบัตรเข้าไปชม) การแบ่งแยกพื้นที่หรือทางเดินเช่นนี้ มิใช่จะไม่เกิดปัญหา เพราะอย่างน้อยก็เป็นปัญหาระดับหนึ่งต่อการดำรงชีวิตประจำวันของชาวบ้านในพื้นที่
Radhika Govindrajan (2018) ได้ยกกรณีของพื้นที่ชาวปาฮารีบนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศอินเดีย เธอพบว่าชาวบ้านกำลังประสบปัญหาหมูป่าหลุดออกจากห้องทดลองแล้วเข้ามาทำลายทรัพย์สินของพวกตน ชาวบ้านหลายคนรู้สึกว่าจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่างกับหมูป่าเหล่านี้ แต่กลับถูกทางการสั่งห้ามไว้ โดยให้เหตุผลว่าพวกมันเป็นสัตว์ป่า จึงยังคงต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งชาวบ้านไม่สามารถทำความเข้าใจเหตุผลดังกล่าวได้ กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าในโลกทัศน์ของชาวบ้าน ไม่มีการแบ่งแยกว่าสัตว์สายพันธุ์ใดเป็นหรือไม่เป็นสัตว์ป่า เพราะทุกสรรพสิ่งล้วนมีความสัมพันธ์ระหว่างกันทั้งในทางดีและทางร้าย ในอีกมุม การนำสัตว์ไปอยู่ในพื้นที่ที่เชื่อว่ามันควรอยู่ กลับกลายเป็นการสร้างภาระบางอย่างให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ เพียงเพราะสัตว์เหล่านั้นรุกล้ำทรัพย์สินของคนเมือง
Govindrajan ได้ยกกรณีพื้นที่ของชาวปาฮารีอีกครั้ง เธอพบว่า ชาวปาฮารีกำลังประสบกับปัญหาประชากรลิงที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แม้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดีสำหรับนักอนุรักษ์ แต่ในความเป็นจริง ลิงเหล่านี้เพิ่มขึ้นจากการที่คนเมืองนำมาปล่อยทิ้งไว้หลังจากไม่สามารถทนได้ต่อการทำลายข้าวของจากฝูงลิงเกเรอีกต่อไป นั่นหมายความว่า ชาวปาฮารีจะต้องกลายมาเป็นผู้ประสบปัญหาจากการบุกรุกของลิงฝูงเดียวกันนี้แทน นอกจากชาวปาฮารีแล้ว แม้กระทั่งลิงพื้นถิ่นก็ประสบปัญหาจากการถูกลิงต่างถิ่นรุมทำร้ายอีกด้วย ครั้นชาวบ้านจะหาหนทางในการจัดการฝูงลิงต่างถิ่น ก็อาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพวกมันกลายเป็นสัตว์ป่าเหมือนกรณีหมูป่าที่ต้องได้รับการคุ้มครองไปแล้ว หากเลือกหนทางที่ไม่สอดคล้องกับกระแสหลักของสังคม ชาวบ้านจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นผู้สร้างปัญหา ไม่สมควรอยู่ในพื้นที่นั้นอีกต่อไป
แม้จะได้มีการแบ่งแยกพื้นที่ทางเดินกันระหว่างมนุษย์กับสัตว์แล้ว แต่จะเห็นได้ว่าความสูญเสียยังคงเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ทับซ้อน ดูเหมือนว่าในสายตาของคนนอก ชาวบ้านยังคงถือเป็นต้นตอของปัญหาส่วนหนึ่งที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดความสูญเสียขึ้น และนำมาสู่ข้อเรียกร้องให้อพยพคนเหล่านี้ออกจากป่า เพื่อทำให้ป่ากลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดมนุษย์อย่างแท้จริงเสียที
กระนั้น หากคิดในมุมกลับ การขยายตัวของอุทยานแห่งชาติ เพื่อสถาปนาป่าให้เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะดังกล่าวนั้น ก็ไม่สามารถลดอัตราความสูญเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการทำงานของอุทยานแห่งชาติ ส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของทุน กล่าวคือ อุทยานแห่งชาติมิได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่มีเครือข่ายของทุนให้การสนับสนุนอุทยานแห่งชาติในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (ณภัค เสรีรักษ์, 2566) ดังนั้น ในอุทยานแห่งชาติ จึงเต็มไปด้วยวัตถุโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ มากมายที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว เช่น ถนน, เขื่อน-อ่างเก็บน้ำ, เต็นท์-บ้านพักตากอากาศ, ลานส่องสัตว์ ฯลฯ แต่สิ่งเหล่านี้เองซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของสัตว์เป็นจำนวนมาก การออกมาเดินบนถนนของสัตว์ และตามมาด้วยอุบัติเหตุยามค่ำคืน
การอพยพออกจากถิ่นที่อยู่เดิมเนื่องด้วยพื้นที่เดิมท่วมน้ำจากการสร้างเขื่อน หรือการเผชิญหน้ากับนักท่องเที่ยวอย่างไม่คาดคิดจนเกิดอุบัติเหตุแก่ทั้งสองฝ่าย คือภาพสะท้อนของความขัดแย้งระหว่างโลกทัศน์ของสังคมสมัยใหม่และบรรดาสรรพสิ่งทั้งหลายในป่า เพราะในขณะที่สังคมสมัยใหม่เชื่อว่ามนุษย์สามารถจัดระเบียบความซับซ้อนของธรรมชาติ ดังเช่นการแบ่งพื้นที่ระหว่างคนกับสัตว์ออกจากกันอย่างชัดเจนได้
สัตว์ต่างสายพันธุ์กลับมองว่า ป่าก็คือป่า เป็นพื้นที่ที่ยึดโยงกับชีวิตของพวกมัน ป่าจึงเต็มไปด้วยความทับซ้อนของโลกทัศน์เรื่องพื้นที่ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ การแบ่งแยกทางกันเดิน จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ซ้ำยังก่อให้เกิดความสูญเสียหลายต่อหลายหนด้วย
Image Name
ทางเดินที่กลับมาบรรจบกัน
ย้อนกลับมากรณีของช้างสีดอหูพับ และรวมถึงความสูญเสียต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างคนกับสัตว์ต่างสายพันธุ์ในป่า กรณีเหล่านี้จึงยังคงสามารถเกิดขึ้นได้อีกในอนาคตหากไม่ทำความเข้าใจจักรวาลทัศน์ และความสัมพันธ์ของบรรดาสรรพสิ่งทั้งหลาย ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ในป่า ทั้งที่เป็นและไม่เป็นมนุษย์ การขาดความเข้าใจในเรื่องนี้ จะส่งผลให้ในที่สุดแล้ว ก็จะมีช้างปรากฏตัวในพื้นที่ของมนุษย์เช่นเคย ช้างก็จะยังคงถูกมองเพียงว่าเป็นสัตว์ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้มนุษย์ มนุษย์ (โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่) ก็จะยังคงถูกมองเพียงว่า เป็นผู้เบียดเบียนธรรมชาติ การเร่งเคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ให้อยู่ห่างจากกันโดยเร็วที่สุด จึงเกิดขึ้นและนำมาสู่ความสูญเสียดังที่เกิดขึ้นแล้วกับช้างสีดอหูพับตัวนั้น
เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด เราจึงอาจต้องเริ่มต้นจากการทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้นกันใหม่ สนับสนุนให้ชาวบ้านสามารถมีส่วนร่วมในการนำความรู้ประสบการณ์ของตนเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้การดำรงชีวิตร่วมกันระหว่างพวกเขาและสัตว์นานาสายพันธุ์ สามารถดำเนินต่อไปได้ นอกจากนั้น การทำความเข้าใจการใช้ชีวิตของสัตว์ ซึ่งไม่สามารถแยกตัวมันเองออกจากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในป่าได้ รวมถึงการเดินทางของสัตว์ ก็อาจเป็นการประเมินในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่การสลายเส้นแบ่งระหว่างกัน
โดยสรุปแล้ว การรักษาสายพันธุ์ของสัตว์เป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ควรลืมที่จะเคารพในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ซึ่งในธรรมชาติแล้ว ไม่สามารถแยกขาดออกจากกันได้ นี่คงเป็นข้อเสนอสั้น ๆ ที่น่าจะทำให้ทางเดินในป่าของคนและสัตว์กลับมาบรรจบกันอีกครั้งหนึ่ง
บรรณานุกรม
Govindrajan, R. (2018) Animal Intimacies: Interspecies Relatedness in India’s Central Himalayas The University of Chicago Press, 2018
Ingold, T. (2000) The Perception of the Environment Essays on Livelihood, Dwelling and Skill Routledge.
Kohn E. (2013) How Forests Think Toward An Anthropology Beyond the Human University of California Press.
ณภัค เสรีรักษ์ (2566) ธรรมชาติสถาปนา: การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในสมัยของทุน ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
พนา กันธา (2567) “รูพรุนของเส้นขอบ: เงื่อนไขทางจริยศาสตร์ระหว่างสัตว์กับมนุษย์” ใน โลกหลากสายพันธุ์ ผัสสะ จริยศาสตร์ และการอยู่ร่วมกัน ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
TNN. (2569) สรุปคดี “สีดอหูพับ” ปมคน–ช้างปะทะกันอย่างไร ก่อนถึงจุดแตกหัก https://www.tnnthailand.com/tnnexclusive/225481/