นับถอยหลังก่อนโรงงานน้ำตาลจะประกาศ ‘ปิดหีบ’ เดือนมีนาคม ใครจะช่วยชาวไร่อ้อย ที่ต้องอยู่กับวิกฤตแรงงานในฤดูเก็บเกี่ยว
#decode ลงพื้นที่ติดตามเรื่องราวผู้ลี้ภัยกับไร่อ้อย วิกฤตแรงงานยังไม่จบ ผลกระทบจากสงครามไทยกัมพูชาเกิดขึ้นกับเกษตรกรแทบทุกมิติ ชาวไร่อ้อยและชาวสวนลำไยสะท้อนเหมือนกันว่า พวกต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนและทำเอกสารของแรงงานกัมพูชาไปฟรี ๆ หลังจากที่ แรงงานกัมพูชาหลายคนเดินทางกลับประเทศ
บางคนเดินทางกลับโดยไม่ได้ยกเลิกเอกสารการทำงานในประเทศ ความหวังในการนำเข้าแรงงานกัมพูชาที่เชี่ยวชาญด้านการตัดอ้อยก็ยังคงริบหรี่ การนำเข้าแรงงานผู้ลี้ภัยก็พอจะเป็นความหวังที่ปลายอุโมงค์สำหรับเกษตรกรไร่อ้อยอยู่บ้างแต่จำนวนไม่มากพอ ความเชี่ยวชาญยังต้องใช้เวลาฝึกฝน
เกษตรไร่อ้อย จ.สระแก้ว เล่าว่าจริง ๆ เขาค่อนข้างหนักใจกับการนำเข้าแรงงานผู้ลี้ภัย กลัวว่าพวกเขาจะไม่สามารถทำงานได้ ในช่วงเวลาหน้าซิ่วหน้าขวานแบบนี้ แต่เมื่อถึงช่วงเวลาทำงานจริงก็พอจะเบาใจลงไปได้เปราะหนึ่ง เพียงไม่กี่วันพวกเขาก็สามารถทำงานตัดอ้อยได้ตามที่วิมลสอน แม้ความเร็วและปริมาณต่อวันอาจจะ ยังไม่เท่าสถิติที่แรงงานกัมพูชาเคยทำไว้ก็ตาม
“บางคนก็ตัดได้ 100 กว่ามัด บางคน 60 มัด คนไหนที่ไม่เก่งก็ 40-50 มัด แต่กัมพูชาวันหนึ่งเขาตัดได้ 200-300 มัดต่อคน แรงงานกัมพูชามาอยู่กับเราปีแรก ๆ เขาก็เป็นแบบนี้แบบนี้ ค่อย ๆ ฝึกกันไป”
ทว่าความกังวลถัดมาคือ ‘กลัวตัดอ้อยไม่หมด’ ปกติแล้ววิมลจะใช้แรงงานกัมพูชา ในการตัดอ้อยทั้งหมด 50 คน และใช้รถตัดอ้อยเสริมในบางแปลง พอเกิดวิฤตแรงงานขาดแคลน เขาก็ประเมินดูว่าหากใช้แรงงานตัดร่วมกับรถตัดอ้อย ทดแทนแรงงานผู้ลี้ภัยประมาณ 30 คนก็คง พอที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทัน ทว่าแรงงานได้มาจริงมีเพียง 17 คนเท่านั้น ซึ่งเขาก็ไม่มั่นใจนักว่า ด้วยแรงงานผู้ลี้ภัยที่เพิ่งทำงานจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หมดก่อนปิดหีบในเดือนมีนาคมหรือไม่ ปัญหาที่ยังไม่จบ และประชาชนในชาติยังไม่พบทางออก
