Reading Time: 5 minutes
การเลือกตั้งที่เพิ่งจบ ยังสร้างข้อถกเถียงต่อไม่รู้จบ ผลลัพธ์จากการหักปากกาเซียนของพรรคภูมิใจไทยที่ขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ยังนำพาให้เกิดการวิเคราะห์ปัจจัยแห่งชัยชนะ ในการเลือกตั้งครั้งนี้แทบไม่มีใครออกมาปฏิเสธเรื่องการ ‘ใช้เงิน’ ของพรรคการเมือง จากหลักฐานปรากฏทนโท่ทุกช่องทางสื่อ และเป็นไปได้ว่า มีคนตัดสินใจเลือกจากเงินที่ได้จริง
การเมืองไทยหลังเกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ในเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เคยมีคำอธิบายที่เป็นที่ยอมรับว่า ชาวบ้านมีการตัดสินใจที่ยึดโยงกับนโยบายของพรรคการเมืองมากขึ้น ดังนั้นการจ่ายเงินซื้อเสียงเพียงอย่างเดียว จึงอาจไม่เพียงพอให้ได้รับชัยชนะ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปฏิเสธการใช้เงิน เพียงแต่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมเข้ามาช่วยตัดสินใจด้วย
ทว่า การรัฐประหารเมื่อปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำให้กลไกทางการเมืองจำนวนมากถูกแช่แข็ง ขณะเดียวกันก็ผลักให้การเมืองบางมิติถอยหลังกลับไป ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับการเลือกตั้ง จึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
De/code สนทนากับ รศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉายภาพให้เห็นว่า เมื่อการเมืองเชิงนโยบายเริ่มส่งมอบผลลัพธ์ได้ยากขึ้น พรรคการเมืองอ่อนแอลง และรัฐราชการกลับมามีบทบาทนำมากกว่าเดิม ที่สำคัญการเมืองเชิงพื้นที่ย้อนกลับสู่การพึ่งพาอิทธิพล ‘บ้านใหญ่’ ชนิดที่เรียกย้อนกลับไปก่อนเกิดรัฐธรรมนูญ 2540 เสียอีก แต่นี่ก็ยังไม่สามารถอธิบายชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยได้ทั้งหมด
ในบริบทเช่นนี้ การใช้เงินจึงมีความหมายที่กว้างขึ้น ไม่ใช่การซื้อเสียงเพียงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทุ่มเงินเพื่อทำงานเชิงพื้นที่ เป็น ‘พลังเงิน’ ที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายท้องถิ่น บ้านใหญ่ และกลไกระบบราชการ จนกลายเป็นโครงสร้างที่กำหนดทิศทางการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหลายพื้นที่
บทสัมภาษณ์นี้จึงชวนทำความเข้าใจการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ผ่านการอธิบายว่า เงิน บ้านใหญ่ และระบบราชการ ทำงานสอดประสานกันอย่างไร บนชัยชนะครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทย
อาจารย์มองปรากฏการณ์คะแนนที่พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรมชนะ สส. เขต หลายพื้นที่ในต่างจังหวัดอย่างไร?
อันนี้ก็เป็นเรื่องที่หักปากกาเซียนเหมือนกัน ทีแรกมองว่า การแข่งขันครั้งนี้ branding ของพรรคไม่มีความหมายแล้ว เพราะครั้งนี้ไม่เหมือนการเลือกตั้งสองครั้งก่อนหน้า ไม่ใช่เรื่องของ เอาลุงตู่-ไม่เอาลุงตู่ ประชาธิปไตย-เผด็จการ ขวา-ซ้าย เลยคิดว่าเครือข่ายจะเป็นตัวตัดสินสำคัญ ว่ามีเครือข่ายลึกแค่ไหนในแต่ละเขต อาจารย์มองอย่างนี้
สักพักเริ่มเห็นตัวแปรมากขึ้น เห็นกระแสชาตินิยม กระแสเทา นี่อาจจะยังไม่ใช่ แล้วก็มีกระแสนโยบายของเพื่อไทยที่ปล่อยออกมาช่วงท้าย ก็คิดว่าอาจจะเป็นตัวแปรในภาคอีสาน แล้วก็กระแสของคุณไอซ์ (รักชนก ศรีนอก) ที่รณรงค์เรื่องประกันสังคม ก็คิดว่าเป็นตัวแปรสำคัญเช่นกัน
ดังนั้น อาจารย์เลยคิดว่า เครือข่ายมันคงไม่ได้ตัดสินร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ต้องมีเรื่องกระแสเหล่านี้ที่ว่าไปด้วย จะต้องมีจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าประกันสังคมเป็นเรื่องใหญ่ คนวัยทำงาน แล้วก็เขตในเมืองบางแห่งก็น่าจะชื่นชอบนโยบายบางอย่างของพรรคเพื่อไทย หรืออีสานยังไงก็คงครองพื้นที่ได้มาก เพราะเขาเน้นปราศรัย เน้นทำคะแนน
นึกไม่ถึงเหมือนกันว่า ทั้งเครือข่ายบวกกับกระแสชาตินิยม ทำให้ฝั่งที่เคยเลือกพลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ ไปรวมกันอยู่ที่ภูมิใจไทย สส. เขตเขาได้เยอะก็จริงเพราะมันเป็นเรื่องของเครือข่าย แต่ว่าปาร์ตี้ลิสต์เขาก็ได้ไม่น้อย 5 ล้านถือว่า เพิ่มขึ้นมาเยอะมาก อาจารย์คิดว่าเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายของคนเยอะอยู่เหมือนกัน
เมื่อการเลือกตั้งปี 2566 ชัยชนะของพรรคก้าวไกลก็ถูกเรียกว่าหักปากกาเซียนเหมือนกัน การหักปากกาเซียนรอบนั้นกับรอบที่ภูมิใจไทยชนะคราวนี้แตกต่างกันอย่างไร?
รอบนั้นอธิบายได้เลยว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลมีส่วนอย่างมาก อาจจะเป็นผลพวงของการที่มีโครงการคนละครึ่งในยุคพลเอกประยุทธ์ ทำให้คนใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนกันเพิ่มขึ้น อาจารย์คิดว่าการเลือกตั้งก่อนรัฐประหาร และการเลือกตั้งในปี 2562 ชาวบ้านยังไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟนเต็มตัวมากนัก พอหลังปี 2562 สมาร์ทโฟนไปทั่วแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ชาวบ้านจำนวนมากเลือกพรรคก้าวไกลตอนนั้นก็น่าจะเป็นผลจากการเข้าถึงสื่อออนไลน์ และพรรคก้าวไกลก็เป็นพรรคเดียวที่ใช้สื่อออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปี 2566 ก้าวไกลปรับตัวกับการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะ TikTok ได้เก่ง ก็เลยเข้าถึงทุกที่ แต่ก็อย่าลืมว่าคะแนนยังเบียดกันอยู่ มันไม่ได้ทิ้งห่างแบบภูมิใจไทยวันนี้ที่ได้จำนวน สส. เพิ่มขึ้นไปถึง 190+
สำหรับการเลือกตั้งคราวนี้มีอยู่สองเรื่องที่จะต้องพูดถึง คือความคาดเดาทางสังคม หรือ ‘ผลโพล’ ที่ไม่สามารถทำให้ทันกับกระแส การใช้กลไกรัฐ และการใช้เงิน ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง
สอง คือการเลือกตั้งประเมินยากขึ้นเยอะ พอมีสื่อออนไลน์เข้ามานั้นทำให้สเกลของเสียงไม่ได้สะท้อนสัดส่วนของโหวตอย่างแท้จริง หมายถึงว่า สมมติคนเกลียดพรรคนี้ ด่า ๆ ไปที่ไหนก็มีแต่คนเกลียด แต่ปรากฏว่ามีคนเลือกเยอะมากกว่าที่เราคิด เพราะว่าสเกลของเสียงในโซเชียลมีเดีย มันไม่ได้เท่ากับสเกลของ representation ในสังคม
ถ้าเราไปปราศรัยใหญ่ ไปตั้งเวที มีคนมาเท่าไหร่ก็อาจจะพอประเมินได้ หรือประกอบกับการประเมินสีหน้าของคน อารมณ์ร่วม มันพอวัดความนิยมได้ แต่ว่าในโซเชียลมีเดีย อย่างการมีอินฟลูเสียงเขาใหญ่มากกว่าเสียง representative ก็เลยทำให้รู้สึกว่า พรรคนี้น่าจะชนะ แต่กลับกลายเป็นอีกพรรคหนึ่ง มันคาดเดายาก เพราะว่าเวลาเราประเมินความนิยมบนโซเชียลมีเดียมันวัดไม่ได้ขนาดนั้น สมมติเช้าวันนี้เห็นข่าวพรรคนี้ดัง น่าสนใจ หรือเพิ่งได้ยินใครพูดมาว่าอยากได้คนนี้เป็นนายกฯ แต่พรุ่งนี้อาจจะไปเจอเรื่องใหม่ ๆ ก็เปลี่ยน
เรื่องของความนิยม สมมติว่าพรรคหนึ่งไปที่ไหนก็มีแต่คนเมิน อีกพรรคไปที่ไหนก็มีแต่คนต้อนรับ ก็ไม่ได้แปลว่า มันจะ represent จำนวนเสียงได้อีก เพราะมีเรื่องหลังฉาก หลังกล้องที่เราไม่รู้ อันนี้ก็ทำให้ประเมินยากเหมือนกัน และนี่จะเป็นบทเรียนครั้งต่อไปคนจะไม่กล้าฟันธงแล้ว ฉะนั้นเราจะจับเซนส์ได้แล้วว่า ช่วงหลังการฟันธงคือการเชียร์มากกว่า ไม่ได้ฟันธงจากการประเมินเพราะประเมินยากจริง ๆ
ในบริบทที่รัฐไทยยังมีลักษณะเป็นรัฐรวมศูนย์เช่นนี้ การที่คนในพื้นที่เลือกคนที่มองว่าพึ่งพาได้ ใกล้ชิดกัน มันสะท้อนความไร้คุณภาพของผู้เลือกตั้ง?
คำว่า ไร้คุณภาพ เป็นการด่าโหวตเตอร์ของพรรคที่เราไม่ได้เลือก ซึ่งในอเมริกาพวก Republican ทางใต้ก็โจมตีคนเลือก Democrat ว่าทำลายชาติ เป็นพวกที่เอาพรรคการเมืองที่มีนโยบายไม่รักชาติ ไม่รักอเมริกา ขณะเดียวกันพวก Democrat ก็หาว่าพวก Republican ไม่มีการศึกษา โง่ อะไรแบบนี้มีอยู่ทุกประเทศ
ที่ญี่ปุ่นได้ ทาคาอิจิ ซานาเอะ เป็นนายกฯ ก็คะแนนท่วมท้น 316 เสียง แม้มีคนมาใช้สิทธิแค่ 56% สำหรับเราถือว่าน้อย แต่สำหรับเขาถือว่าสูงแล้วเพราะญี่ปุ่นไม่ได้ตื่นตัว ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก กรณีนี้คนในโตเกียวที่เป็นชนชั้นกลาง intellectual ก็ออกมาด่าว่านี่คือหายนะของประเทศ เอาฝ่ายขวามาเดี๋ยวจะทำให้เกิดสงครามได้ เพราะว่าเขาวิพากษ์วิจารณ์จีนรุนแรง อาจจะทำให้เกิดชนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศที่รุนแรงได้ เรื่องด่ากันเป็นเรื่องธรรมดา
สำหรับการเลือกตั้งในประเทศไทย สิ่งที่วิเคราะห์กันบ่อย ๆ คือทำไมค่อนข้างเห็นชัดว่า พรรคส้มได้เขตเมือง อย่างกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล หรือเขต 1 ในจังหวัดต่าง ๆ อย่างเชียงใหม่ เพราะที่พรรคสีเขียวอย่างกล้าธรรมเจาะเข้ามาก็ไม่ใช่เขตเมือง ในโคราชพรรคส้มก็ได้เขต 1, 2 และเขตปากช่อง ซึ่งก็เป็นเขตเมือง ในขอนแก่นได้ เขต 1, 2 เลยทำให้เหมือนกับว่า คนเมืองฉลาดกว่าคนบ้านนอก อันนี้เข้าใจได้ว่า sentiment ของคนที่เลือกพรรคส้มก็ต้องคิดว่า คนที่ไม่เลือกน่ะไม่ฉลาด
แต่อันที่จริงผลเลือกตั้งแบบนี้สะท้อนว่า คนมีวิธีการเลือก การตัดสินใจทางการเมือง 2 แบบ ที่ค่อนข้างแยกกันชัดเจน ฝั่งหนึ่งตัดสินใจเลือกจากข้อมูลที่ได้จากออนไลน์หรือกระแสบางอย่าง แล้วก็เลือกอย่างเป็น individual แต่ว่าอีกฝั่งหนึ่งอย่างในชนบทจะเลือกเป็น community เป็นหมู่ เป็นชุมชน เชื่อผู้นำชุมชน เชื่อผู้ใหญ่บ้าน เชื่อแกนนำในชุมชน ฉะนั้นการลงพื้นที่เยอะก็จะทำให้ผู้สมัครคนนั้น ๆ ได้เปรียบ เพราะต่างจังหวัดไม่เหมือนกรุงเทพฯ
กรุงเทพฯ ในบางเขต พรรคบางพรรคอาจลงพื้นที่มากกว่า แต่พรรคส้มก็ได้คะแนนแบบทิ้งห่างเลย ฉะนั้นจะเห็นเลยว่า การตัดสินใจเลือกนั้น เขาเลือกด้วยอัตลักษณ์ branding หรือการเชื่อในอุดมการณ์ของพรรค
ในขณะที่คนชนบท จะดูตาม community ในชุมชน หมู่บ้าน เขาจะเลือกคล้าย ๆ กัน เพราะพูดตามตรงการซื้อเสียงก็ได้ผล สองคือเชื่อตามผู้นำ เชื่อการถูกจูงใจ
ที่บอกว่าการซื้อเสียงได้ ผลไม่ได้แปลว่าเอาเงินไปให้เขาเปลี่ยนใจนะ แต่เอาเงินมาเพื่อให้เห็นว่าพรรคนี้ดูแลชาวบ้านได้ ชาวบ้านเขาเห็นว่าคนให้ดูแลเขา แบบนี้ก็จะไปเชื่อมโยงว่าการตัดสินใจของคนในพื้นที่ชนบท เขาตัดสินใจจากการที่เขามองว่า สส. จะเป็นที่พึ่ง ซึ่งอันนี้อาจจะตอบคำถามได้ว่า นโยบายไม่ได้ฟังก์ชันแบบเดิมแล้ว การเมืองเก่านี่เก่าย้อนกลับไปหลังปี 2540 อีก
อาจารย์มองว่า การเมืองก่อนรัฐประหาร 2557 (ช่วง 2540-2550) เป็นการเมืองที่สู้ด้วยนโยบาย เมื่อปี 2562 การเลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐประหารถึงกลับมาสู้กันด้วยนโยบาย และปี 2566 ก็ยังสู้กันด้วยนโยบาย เพราะก่อนหน้านี้นโยบายเป็นตัวตัดสินหลักจริง ๆ แต่ตอนนี้ผู้คนรู้สึกว่า นโยบายอาจจะไม่สำเร็จ จึงต้องตัดสินใจเลือกคนที่พึ่งพาได้ เขาเอาคนที่สามารถทำถนนให้เสร็จได้ เอาเงินมาลงทุนกับแหล่งน้ำ กับอะไรอย่างนี้ได้ ซึ่งก็ยังไม่ใช่ตัวตัดสินเด็ดขาดด้วยซ้ำ เพราะมีหลายพื้นที่ที่เขาดูแลกันมานานก็ยังแพ้ ซึ่งมันมีกลไกราชการเข้ามาเป็นตัวตัดสินด้วย
ทั้งการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 และ 2566 ก็เป็นการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร ทำไมน้ำหนักของการใช้นโยบายมันถึงได้ผลมากกว่าปีนี้?
มันไม่เชิงนโยบายหรอก แต่ละพรรคพยายามแข่งกันด้วยการคิดนโยบายมานำเสนอต่อประชาชนก็จริง แต่มี sentiment ของการต่อต้านประยุทธ์มากกว่า เราไม่เอาประยุทธ์แล้ว คนจำนวนมากเลือกแดงกับส้ม จนเป็นที่ 1 และที่ 2 เพราะกระแสที่ไม่เอารัฐประหาร ไม่เอารัฐบาลทหาร
แต่ตอนนี้ไม่ใช่ระบอบ คสช. แล้ว คนก็เลยรู้สึกว่าไม่ได้มี ‘เขา’ และ ‘เรา’ แบบเดิม ฉะนั้นการรณรงค์แบบเขาและเราเลยไม่ได้ผลแล้ว ชาตินิยมก็มาแรง เพราะชาตินิยมมันง่าย เรื่องกัมพูชาอะไรทำนองนี้ปั่นขึ้นหมด ก็เลยทำให้หลายจังหวัดเป็นสีน้ำเงิน โดยเฉพาะอีสานตอนใต้
ถ้ามองจากการกระจายตัวของสีน้ำเงิน ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ และก็มีสีเขียวแทรกเข้ามาอย่างที่เราคาดไม่ถึง นี่ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า sentiment แบบไม่เอารัฐประหารนั้นไม่จำเป็นแล้ว
และในปี 2566 ครั้งนั้นคือการเลือกตั้งหลังม็อบเยาวชนต่อต้านระบอบประยุทธ์ เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ประกาศและแสดงออกว่าไม่เอาระบอบ คสช. ก็ได้รับความนิยม อันนี้เป็นอะไรที่อธิบายได้ แต่ตอนนี้ไม่มี sentiment แบบนั้นแล้วก็เอาที่ หน้าคุ้น ๆ หรือที่เขารู้สึกว่าดูแลเขาได้
ในส่วนเรื่องเงินซื้อเสียงที่บอกว่าได้ผล แต่ไม่ได้แปลว่า เอาเงินไปให้เขาเปลี่ยนใจ เรื่องนี้เราจะพูดไปพร้อมกับการมองบริบทพื้นที่อย่างไร?
อันนี้อาจารย์ปฐวีร์ (ผศ.ปฐวี โชติอนันต์ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี) เขาใช้คำว่า ‘เงินในการรณรงค์เลือกตั้ง’ เขาไม่ใช้คำว่าซื้อเสียง สมมติว่าคุณมีรถแห่คันเดียว ลำโพงก็เสียงไม่ดี แต่อีกฝั่งหนึ่งมีรถแห่ 20 คัน มาเป็นขบวนเลย มีแห่เหมือนกันสองพรรค พรรคที่มี 20 คัน เสียงแจ๋ว ป้ายสวยคมชัด คนก็จะคิดแล้วว่าพรรคนี้น่าจะพร้อมกว่า อันนี้ก็ถือเป็นเงินในการเลือกตั้งเหมือนกัน
อย่างการจัดเวทีปราศรัย จะให้ชาวบ้านมาฟังก็ต้องมีค่าน้ำมันรถ หรือไปหารถไปรับชาวบ้านมาฟัง เพื่อให้เห็นภาพว่าพรรคเราเอาจริง เรามีปราศรัย สมมติว่าชาวบ้านเขาอาจจะอยากเลือกพรรค ก. แต่ไม่เห็นมาปราศรัยเลย พรรค ข. มาแจกเงิน 100-200 เขาก็ไปแล้ว
ถ้าพรรค ก. มาปราศรัยให้เงินค่ารถไปฟังสัก 200 เขาไปจับจ่ายใช้สอย ซื้อขนมอะไรมานั่งกินระหว่างฟัง นั่งฟังสนุกสนาน มีเต้น มีอะไรอย่างนั้น กลับมาพรรค ข. ให้ 500 เขาก็อาจจะไม่เอาก็ได้ รับเงินมาเขาก็ยังกาพรรค ก.
แต่ถ้าพรรค ข. ให้ 2,000 นี่ก็มีคิดนะ แต่ไม่ใช่ว่า ซื้อเพื่อเปลี่ยนใจนะอาจารย์ยังย้ำอย่างนั้น แต่เหมือนกับว่าเขาได้เห็นว่าพรรคนี้เอาจริง พรรคนี้อยากดูแลชาวบ้านจริง ๆ หรือบางทีหัวคะแนนอาจจะเอาเงินไปทั้งหมด แล้วก็ขนคนไปเลือก เช้าวันรุ่งขึ้นก็รีบมาพาคนไปเลือกตั้งแล้ว เอาบัตรประชาชนมาเก็บไว้ คือทำงานจริงจัง เพราะได้เงินในการเลือกตั้ง
ฉะนั้นนี่ไม่ใช่การซื้อการเปลี่ยนใจของคน แต่คือการซื้อเครือข่ายที่มีอยู่แล้ว เช่น กำนันคนนี้เป็นคนที่ดูแลชาวบ้าน กำนันไปยกมือไหว้บอกชาวบ้านว่าช่วยผมนะ เลือกเบอร์นี้นะ ครั้งนี้เบอร์นี้เขาดีกว่า ชาวบ้านก็เลือกให้เพราะรักกำนันคนนี้ก็มี อันนี้ก็อยู่ที่ว่าพรรคการเมืองจะซื้อใจกำนันคนนี้ได้เท่าไหร่ นี่เขาก็เรียกกว่าค่าใช้จ่ายในการทำพื้นที่ในการรณรงค์หาเสียง
แปลว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อีกหนึ่งสิ่งที่ส่งผลต่อชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย และการเพิ่มขึ้นของพรรคกล้าธรรม ไม่ใช่การซื้อเสียง แต่อาจเรียกว่าเป็น ‘พลังเงิน’ หรือเปล่า?
ใช่เลย คำว่า พลังเงินนี่ใช้ได้เลย แล้วพลังเงินเป็นตัวตัดสินเยอะในการเลือกตั้งครั้งนี้ อย่างที่อาจารย์บอกครั้งนี้มันเลยเรื่องเอาลุงไม่เอาลุงไปแล้ว เลยเรื่องไม่เอารัฐประหารไปแล้ว หรือตอนยิ่งลักษณ์คนก็สงสารคนเสื้อแดง ก็เทคะแนนไปให้ยิ่งลักษณ์ เงินจึงมีความหมายน้อยมาก สมมติว่าสมัยยิ่งลักษณ์ซื้อเสียงมา ก็ยังไม่เท่ากับตอนนี้ คือพลังเงินตอนนั้นมันมีแต่ไม่ใช่พลังตัดสิน กลับกันการเมืองตอนนี้ใช้พลังเงินมาตัดสิน
อย่างเรื่องป้ายหาเสียง ไปดูได้เลยพื้นที่ที่ผู้สมัครสูสีกันมาก ๆ เช่น อุบลราชธานี เขต 7 เป็นเขตที่ กานต์-สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส. เก่าของพรรคเพื่อไทยย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย แล้วเพื่อไทยก็เอาอีกคนหนึ่งลงสู้ (เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์) ทุ่มเงินสุดฤทธิ์เลยนะ แต่ว่าป้ายภูมิใจไทยเยอะกว่ามาก แล้วป้ายก็มีความกำกวม เช่น เลขผู้สมัครได้เลข 1 เขาจะใช้สีแดง ทั้งที่อยู่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเขาเป็นที่นิยมเพราะว่าเขตนี้เป็นเขตคนเสื้อแดง และ สส. กานต์เป็นคนมีสเน่ห์ เป็นคนน่ารัก ทำงานเก่ง แล้วพ่อเขาก็เป็นบ้านใหญ่ ได้ประกอบกันทั้งความรู้ ความน่ารัก และพรรค ก็เลยได้คะแนนถล่มทลาย
แต่ครั้งนี้เขาย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย เขาก็จะดูว่าคนยังเลือกเขาไหม ปรากฏว่าคนก็เลือกเขานะ แต่ไม่ถล่มทลายเท่าครั้งก่อน มีความสูสีมาก ซึ่งเขาต้องลงทุนเยอะมาก ป้ายเขาก็เยอะ ทั้งสองฝ่ายใช้เงินเยอะจริง ๆ
และถ้าไม่มีกลไกระบบราชการ ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมนายกฯ อนุทินถึงย้ายข้าราชการหลายร้อยตำแหน่ง ทั้งปลัดอำเภอ นายอำเภอ ผู้ว่าฯ และอื่น ๆ ซึ่งมีผลมากที่จะไปยับยั้งการเดิมเกมของอีกฝั่งหนึ่ง เช่น ไม่ให้อีกฝั่งจ่ายเงินได้ การมีกลไกระบบราชการในมือ อาจจะทำให้สีอื่นจ่ายเงินไม่ได้ เพราะข้าราชการจับตาดูอยู่
อย่างเช่นได้ยินมาว่ามีจังหวัดหนึ่ง มีเสียงปืนดังหน้าบ้านของหัวคะแนนฝั่งหนึ่ง และมีอีกจังหวัดหนึ่งใช้รถราชการพาคนไปลงพื้นที่ ซึ่งฝ่ายตรงข้ามคาดว่าเป็นการพาหัวคะแนนไปแจกเงิน เพื่อให้เห็นเลยว่าจ่ายได้ แบบนี้ก็เป็นไปได้
ฉะนั้นอำนาจเงิน บวกกับกลไกรัฐราชการทรงพลังมากจริง ๆ อาจารย์มีตัวอย่างการใช้ทั้งสองสิ่งนี้ควบคู่กัน ตัวอย่างเช่น การนำเงินด้านการท่องเที่ยวไปทำให้การจัดงานในจังหวัดนั้นดูยิ่งใหญ่ ประชาชนก็เห็นผลงานของพรรคนั้นได้เร็ว
เขาเล่นการเมืองที่ใช้เงิน public money เป็น ซึ่งเงินที่เอามาจัดอีเวนต์อย่างนี้ไม่ยั่งยืน เพราะไม่ใช่เงินที่เอามาผันเป็นนโยบายระยะยาว อย่างเรื่องการศึกษา การคมนาคม หรือสาธารณสุข
ตอนนี้ระบบไม่เปิดโอกาสให้ใครได้ทำนโยบายระยะยาว จึงสู้กันด้วย คนละครึ่ง คนละครึ่งพลัส คนละครึ่งพลัสกว่า อะไรแบบนี้ เพราะนโยบายอย่างเช่น รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ไม่ใช่ว่าคุณอยู่กระทรวงคมนาคมแล้วทำได้ คุณต้องไปทำงานร่วมกับการคลัง ต้องไปคุยกับภาคเอกชน โครงการเกี่ยวกับการศึกษาก็ต้องคุยกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) การกระจายโอกาสทางการศึกษามีผู้เกี่ยวข้องหลายกระทรวงมาก สิ่งเหล่านี้จะยากขึ้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่มีหลายพรรคอย่างนี้ทำงานนโยบายระยะยาวยาก สุดท้ายกลายเป็นเรื่องเฉพาะหน้าอย่างเรื่องแจกเงิน
การที่ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมดึง สส. เก่า หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หรือที่สื่อเรียกกันว่าบ้านใหญ่เข้าพรรคของตัวเอง สามารถพูดได้หรือไม่ว่านี่คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชนะเลือกตั้ง ?
บ้านใหญ่นี่มีผลมาก ประการแรกเลยคนที่พรรคการเมืองมั่นใจมาก ๆ ว่าจะชนะแต่คนนั้นไหลออกไปอยู่พรรคอื่นนั่นทำให้พรรคเก่าอย่างพรรคเพื่อไทยทรุดเหมือนกัน ทรุดในแง่ของจำนวนคนที่เคยนับว่าจะได้รับชัยชนะ กับทรุดในแง่ของจิตใจ branding ใช้ไม่ได้ เครือข่ายใช้ไม่ได้ หรือว่าความเป็นพรรคใช้ไม่ได้ ประกอบกับแพทองธารโดนปลด ทักษิณเข้าคุก ก็เลยทรุดฮวบ เหมือนกับว่าผู้เล่นสำคัญของเขาไม่อยู่ ต่อให้ซ้อมหนักยังไงก็เหมือนว่าเสียเปรียบไปแล้ว
ในฝั่งภูมิใจไทยก็ไม่ใช่ว่าบ้านใหญ่ทุกคนที่ดึงไปจะชนะการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายก็เกิดความฮึกเหิม เกิดความรู้สึกว่า ผู้เล่นสำคัญเข้ามาอยู่กับเขา อันนี้มีผลมาก มีผลต่อการแข่งขันระหว่างพรรคกับพรรค
แต่เรื่องการตัดสินใจของคนในการเลือก ไม่ได้มีผลโดยตรงว่า ย้ายแล้วเขายังเลือกอยู่ คำอธิบายแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้ทั้งหมด อย่างเช่น ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ผู้ลงสมัคร สส. กาญจนบุรี เขต 5 พรรคภูมิใจไทย ที่ย้ายไปจากพรรคเพื่อไทย ก็แพ้ให้กับ พนม โพธิ์แก้ว ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ในสมัยนี้
แล้วก็ยังมีกรณี ไชยา พรหมา ที่ย้ายจากเพื่อไทยไปอยู่กล้าธรรมก็แพ้ (แพ้ให้กับ รุ่งเพชร ศรีกาญจนา พรรคเพื่อไทย) การย้ายบ้านใหญ่ จึงไม่ได้รับประกันว่าจะชนะทั้งหมด แต่แน่นอนว่ามีผลต่อความฮึกเหิมของพรรคมากทีเดียว
ขณะเดียวกันในส่วนของพรรคเพื่อไทย ภาพรวมของการที่มี สส. บ้านใหญ่หลายคนย้ายไปพรรคอื่นทำให้เขตนั้น ๆ ที่เคยทำพื้นที่มาเป็นปี ๆ หายไป เขาก็ต้องเลือกคนอื่นขึ้นมา ต่อให้โปรไฟล์ดีกว่าคนเดิม แต่ว่าเขาไม่รู้จักพื้นที่ และเป็นหน้าใหม่ชาวบ้านก็อาจจะยังไม่เชื่อถือ อันนี้ก็มีผลทำให้ฝ่ายที่ย้ายออกไปได้รับชัยชนะ ฉะนั้นเราต้องอธิบายไปพร้อมกับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย
ตอนหลังรัฐประหารโดย คสช. ปี 2562 มีการเลือกตั้งครั้งแรก พลังประชารัฐได้เสียงมากเป็นอันดับ 2 แต่ว่าได้เป็นนายกฯ เพราะว่าพรรคเพื่อไทยไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ตอนนั้นยังถือว่า คนที่ย้ายพรรคไปก็ชนะการเลือกตั้งโดยไม่ต้องลงทุนมากนัก แต่ครั้งนี้ต้องมีการลงทุน ต้องมีพลังเงินด้วย
ปัจจัยอื่น ๆ ที่ว่านั้นหมายถึงการทำเครือข่ายในพื้นที่ บวกกับการดูด สส. เก่า พลังเงินและกลไกราชการ ยิ่งทำให้เขามั่นใจ และอธิบายชัยชนะของเขาได้ใช่หรือเปล่า?
ใช่ เพราะถ้าสูสีกันระหว่างบ้านใหญ่กับบ้านใหญ่ บ้านใหญ่ก็มีเงินทั้งคู่ แต่อีกฝั่งไปผนวกกับกลไกรัฐได้ และกลไกรัฐนั้นไปทำให้เกิดอุปสรรคในการเลือกตั้ง อย่างที่เราเห็นในข่าวบัตรไม่เท่ากันต่าง ๆ ซึ่งเขาไม่ได้ใช้ระบบราชการมาโกงการเลือกตั้ง แต่มันไปทำให้ฝ่ายตรงข้ามอ่อนแอลงได้ ตรงนี้แหละกลไกราชการบวกกับบ้านใหญ่ที่ย้ายไป และพลังเงินด้วย จึงอธิบายชัยชนะของเขาได้
แล้วเราสามารถอธิบายการสอบตกของบ้านใหญ่ที่เคยเป็น สส. มาหลายสมัยได้ว่าอย่างไร?
เช่นเดียวกันมันเป็นพลังเงินบวกกับกลไกราชการ ทั้งสองสิ่งนี้อาจจะมีพลังมากกว่าบ้านใหญ่ที่เขาอุปถัมภ์ดูแล
มีกรณีหนึ่งน่าสนใจ พรรคเพื่อไทยไปลงทุนมากเลยกับผู้สมัครของจังหวัดพัทลุงที่ดึงมาจากรวมไทยสร้างชาติ เพราะกระแสลุงตู่ทำให้เขาชนะ คนก็รักเขานะ แต่พอย้ายมาอยู่เพื่อไทยก็ต้องยอมรับว่ายากจริง ๆ สำหรับพัทลุง ก็เลยไม่ได้เลยในจังหวัดนี้
ทำไมบ้านใหญ่ถึงกลับมามีนัยสำคัญทางการเมืองหลังรัฐประหาร คสช. ทั้งที่ก่อนหน้านี้บ้านใหญ่นั้นผูกโยงกับการเมืองเชิงนโยบายมากขึ้นไปแล้ว?
เพราะระบบเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถส่งมอบนโยบายได้
รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาโดยแทบจะบังคับให้พรรคที่ชนะเลือกตั้งต้องส่งมอบนโยบาย เป็นครั้งแรกที่ระบุให้ต้องแถลงนโยบาย และต้องทำตามนั้นให้ได้ ถ้าไม่ทำถือว่ามีความผิดด้วย เพราะฉะนั้นทักษิณเสนอนโยบายอะไร ทักษิณก็ต้องทำ และองค์กรอิสระทั้งหลายก็ไม่ได้มีอำนาจล้นเหลือที่จะถอดถอนอะไรได้เท่าปัจจุบัน รัฐบาลจึงส่งมอบนโยบายได้สำเร็จ
ทีนี้พอปัจจุบันส่งมอบนโยบายไม่สำเร็จ branding พรรคไม่ชัด ปี 2562 เลือกตั้งบัตรใบเดียว ก็เลยทำให้พรรคไม่แข็งแรง สมมติคุณชอบพรรคส้มเพราะชอบอุดมการณ์ การเปลี่ยนโครงสร้าง การต่อสู้เรื่องของเสรีภาพทางความคิด เรื่อง ม.112 ตอนนี้พรรคลดเพดานลงมาหมดแล้ว ถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่อาจจะยังไม่เปลี่ยนใจ แต่บางคนเคยเลือกเพราะชอบอุดมการณ์นี้ แต่ตอนนี้มันไม่ชัดแล้วด้วยกลไกทางการเมืองต่าง ๆ บางคนก็อาจจะหันกลับไปเลือกคนนามสกุลคุ้นเคย ทำให้ ‘family’ สำคัญขึ้นมากกว่า branding ของพรรค
ในต่างจังหวัดเขาตัดสินใจเลือกเพราะว่าต้องการที่พึ่งพิง แล้วก็ชอบนโยบายด้วย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเกษตร นโยบายพักหนี้ นโยบายเรื่องภาษี เรื่องผู้สูงอายุ แต่พอรู้สึกว่านโยบายน่าจะทำยาก ก็เอาคนที่พึ่งพิงได้ไว้ก่อน เป็นนามสกุลที่เคยดูแลกันมา บ้านใหญ่ก็เลยกลับขึ้นมามีนัยสำคัญทางการเมือง
ขณะที่การเมืองหลังปี 2540 เป็นการเมืองที่นำด้วยนโยบาย ตอนนี้ก็กลายเป็นชื่อตัวบุคคลนำมาก่อน ซึ่งถ้าเป็นการเลือกตั้งในต่างจังหวัด การเลือกตั้งแบบชุมชนเขาก็จะเลือกจากตระกูล จากบ้าน แต่ในกรุงเทพฯ การเลือกจาก branding ก็สำคัญ หรือชอบอุดมการณ์พรรคไหนเขาก็เลือก ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าฉลาดกว่า
อาจารย์เคยสัมภาษณ์คนจากภาคใต้ เขาบอกว่าเขาไม่ได้เลือก สส. เพราะต้องมาช่วยอะไรเขา แต่เขาเลือกเพราะชอบอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์ ก็เหมือนคนกรุงเทพฯ เลือกพรรคประชาชน ฉะนั้นการว่ากันด้วยเรื่องโง่ หรือฉลาด เป็นเรื่องของสเกลในโซเชียลมีเดีย แต่ถ้ามองภาพรวมจริง ๆ ทุกฝ่ายไม่ได้มี rationality ที่ชัดเจนหรอก ไม่มีเหตุผลที่ใครโง่ หรือฉลาดกว่ากัน?
เรื่องโง่-ฉลาดอาจเป็นจิตวิทยาของโหวตเตอร์ แต่อาจารย์คิดว่าก็เป็นผลมาจากที่การเมืองนโยบายมันทำไม่ได้ด้วย และระบบไม่ได้ออกแบบให้เกิดการส่งมอบนโยบาย พรรคของอนุทินเขาถึงไม่ต้องพูดเรื่องนโยบายมาก จริง ๆ นอกจากคนละครึ่งพลัสแล้วเขาแทบไม่ได้เน้นนโยบายอะไรมาก แทบไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนเลย
การที่พรรคภูมิใจไทยได้ขึ้นมามีอำนาจบริหารไม่กี่เดือน แต่โยกย้ายข้าราชการมหาดไทยส่งผลต่อชัยชนะครั้งนี้อย่างไร กลไกระบบราชการทำงานอย่างไรให้เกิดข้อได้เปรียบ?
ประการแรกเลยอย่างที่อาจารย์บอกไปคือ การบล็อก จับตาฝ่ายตรงข้าม ไม่ให้ขยับในการจ่ายเงิน ในการระดมคะแนนเสียง อาจจะไม่ได้ข่มขู่แต่แค่จับตาให้รู้ว่าดูอยู่นะ
ให้เห็นภาพชัด ๆ สมมติว่าถ้านายอำเภอเป็นคนของเขา นายอำเภอจะสามารถบอกลูกน้องที่เป็นปลัดอำเภอ บอกลูกน้องที่เป็นพนักงานปกครองในพื้นที่ทั้งหมดว่าให้คอยจับตาดู แล้วลูกน้องก็อยู่กระจายกัน แล้วเขาจะรู้กันอยู่แล้วว่าตำบลนี้ใครเป็นหัวคะแนน เครือข่ายเดิมของเขานั้นมีอยู่แล้ว พอได้คุมกลไกราชการ โยกย้ายคน เครือข่ายก็ขยับตามอยู่แล้ว เช่น สจ. หรือนายก อบต. ในตำบลนั้น ๆ สมาชิกสภาเทศบาล สมาชิกสภา อบต. เขาจะรู้ว่าใครเป็นแกนนำ ถ้าระดับนายอำเภอสั่งมาว่าห้ามขยับ ต่อให้รับเงินมาก็แจกไม่ได้ หรือจะไปประชุมกับผู้สมัคร สส. ของพรรคอื่น นายอำเภอก็สามารถบอกได้ว่าให้ระวังไว้อาจจะมีความผิดขึ้นมา เขาก็จะไม่กล้าไปประชุมแล้ว นี่คือการบล็อกที่ว่า แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือ การบล็อกด้วยการขู่เลย เช่น มีเสียงปืนยิงหน้าบ้าน ในบางเขตพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง
ตัวอย่างการใช้กลไกราชการอีกอย่างหนึ่งคือ ช่วงที่อาจารย์ลงพื้นที่ได้พูดคุยกับเครือข่ายต่าง ๆ ของพรรคการเมือง มีกรณีอย่างข้าราชการครูที่สามารถขอยกวิทยฐานะขึ้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือครูชำนาญการได้โดยที่ไม่ต้องย้ายโรงเรียน ก็มีการตกลงกันว่าถ้าเขตนี้สามารถที่จะดึงคะแนนได้เท่าจำนวนที่เขากำหนดมาเขาก็จะให้วิทยฐานะครู ลักษณะนี้ครูก็จะเข้าไปอยู่ในเครือข่ายของพรรคการเมืองนั้นแล้ว
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้กลไกราชการคุมเครือข่ายตำรวจ คุมเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง เหล่านี้ก็จะสามารถคุมกลไกการเลือกตั้งในพื้นที่ได้ กกต. ชุดใหญ่ก็ สว. ตั้งขึ้นมาอีก ฉะนั้นการโยกย้ายข้าราชการมีผลจริง ๆ เพราะระบบราชการมีโครงสร้างคำสั่งของมันอยู่แล้ว ยิ่งการย้ายในเขตยุทธศาสตร์เขาก็จะเอาคนที่ไม่ใช่พวกเขาออกไป เพราะเขตยุทธศาสตร์ คือเขตที่เขาคิดว่าต้องได้ แพ้ไม่ได้ หรือเขตที่ถ้าเจาะเข้าไปได้มีโอกาสที่จังหวัดนี้จะกลายเป็นจังหวัดน้ำเงินหรือเขียว
กลไกระบบราชการจะยิ่งชัดเจนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ดังที่เห็นกันว่ามีการโยกย้ายข้าราชการในพื้นที่ไหนบ้าง ซึ่งส่วนมากจะเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง ไม่ได้สั่งทีเดียวแล้วทำทั้งประเทศไทย
และในบางพื้นที่ บางจังหวัดก็อาจมีเรื่องธุรกิจสีเทา ทั้งการใช้งานกลไกรัฐและเครือข่ายเขาก็รู้หมด แน่นอนว่าอาจจะไม่รู้ทั่วประเทศ แต่พื้นที่ที่เขาอยากเจาะ เขาก็จะรู้แน่ กรณีแบบนี้ก็มีโอกาสสูงที่จะสามารถใช้อำนาจรัฐเข้าไปทำให้ไม่กล้าเข้าร่วมกับฝ่ายตรงข้ามได้ ถ้าไปดูก็จะเห็นนัยในพื้นที่ที่มีช่องโหว่ให้เกิดธุรกิจีเทา ซึ่งกระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่
แล้วทำไมกลไกนี้ถึงได้ผล ก็เพราะว่าโครงสร้างของระบอบรัฐประหารมันทำให้ข้าราชการในพื้นที่ต่าง ๆ ค่อนข้างใหญ่โต ถ้าโครงสร้างแบบหลังรัฐธรรมนูญ 2540 เครือข่ายนักการเมืองจะเข้มแข็ง ระบบราชการจะเจาะไม่ถึง อันนี้ก็เป็นเรื่องระบอบที่คณะรัฐประหารเปลี่ยนให้ระบบราชการเข้ามาทำงานได้เยอะขึ้น เรื่องเงินเรื่องงบประมาณก็ไปอยู่ในระบบราชการ พอมันผ่านระบบราชการ ระบบราชการก็อุปถัมภ์คนได้
การพยายามใช้งานกลไกราชการในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความเหมือนหรือแตกต่างจากที่รัฐบาล คสช. ทำก่อนเลือกตั้งปี 2562 อย่างไร?
พรรคที่ถนัดทางนี้ก็คือพรรคที่ร่วมอยู่ในรัฐบาลเมื่อตอนปี 2562 เขารู้อยู่แล้วเขาก็ใช้งานแบบเดียวกัน มันไม่ซับซ้อน แค่โยกย้ายคนของตัวเอง เหมือนกันกับที่ คสช. โยกย้ายคนที่คิดว่าเคยเป็นสายยิ่งลักษณ์ออกไปจากสายผู้ว่าฯ พอผู้ว่าฯ ย้าย นายอำเภอก็ต้องทำตามผู้ว่าฯ คนใหม่
จากงานวิจัยของอาจารย์ที่กล่าวว่าระบอบ คสช. ทำให้การเมืองท้องถิ่นย้อนกลับไปสู่ยุคที่เจ้าพ่อและผู้มีอิทธิพลมีอำนาจครอบงำ แล้วควรจะทำอย่างไรให้การเมืองท้องถิ่นอย่างน้อยกลับไปเป็นระบบอุปถัมภ์ที่เชื่อมโยงกับนโยบายของพรรคการเมืองเหมือนช่วงทศวรรษที่ 2550
นี่แหละถึงต้องแก้รัฐธรรมนูญ เราต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจและมีเสถียรภาพมากกว่านี้ ไม่ใช่ถูกปลดง่าย ๆ โดย ป.ป.ช. โดยศาลรัฐธรรมนูญ แบบที่ผ่านมา นั่นทำให้คนไม่กล้าทำอะไรเลย คุณจะเซ็นอนุมัติบางอย่างเพื่อผลประโยชน์ประชาชนคุณก็ไม่เอา แต่ถ้าเป็นประโยชน์ตัวเองนี่อาจจะยอมเสี่ยง ทำให้นักการเมืองไม่กล้าทำอะไรที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริง ๆ เพราะว่าเสี่ยงที่จะถูกเล่นงานย้อนหลังไปหมด ซึ่งนี่ไม่มีเสถียรภาพเลย
อีกประการหนึ่ง คือต้องเรียกร้องให้พรรคการเมืองสร้างสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง เป็นพรรคที่มีนโยบายที่ลึก สอดคล้องกับสังคมจริง ๆ ยึดในจุดยืนประชาธิปไตยไม่โอนอ่อน ต้องคงเส้นคงวาและไปเรื่อย ๆ ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้หายาก ใครก็อยาก survive
กรณีที่เริ่มเห็นชัดคือ บางคนเรียกร้องอยากให้พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน ไม่อยากให้ร่วมรัฐบาลกับอนุทิน แต่ในสถานการณ์อย่างนี้ถ้าเกิดเป็นฝ่ายค้านอาจจะต้องรับความเสี่ยงที่พรรคอาจจะมีงูเห่าออกไปอีก อะไรอย่างนี้ก็ต้อง survive โครงสร้างตอนนี้ยากจริง ๆ
อย่างไรก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ พร้อมกับการเรียกร้องให้พรรคการเมืองพัฒนาสถาบันทางการเมืองให้เข้มแข็ง แต่การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็มีข้อกังวล เราไม่รู้เลยว่ารัฐธรรมนูญภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทยจะเป็นอย่างไร จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญสีน้ำเงินหรือเปล่า
การศึกษาทางการเมืองเองก็สำคัญ คนอ่านโซเชียลมีเดียมากกว่างานบทความเชิงลึก หรืองานวิเคราะห์รูปแบบต่าง ๆ เราเลยเห็นภาพการสาดโคลนใส่กันบ่อย ๆ ความเข้าใจทางการเมืองก็ต่างกัน ทำให้การพูดเรื่องนโยบายไม่สนุกเท่ากับดราม่า การที่คนมาบอกเราว่าจะทำอะไรให้ดีในระยะยาว จึงอาจไม่มีความหมายเท่ากับการซื้อเสียง การเมืองตอนนี้ถอยหลังไปมาก ถอยไปหลัง 2540 ด้วยซ้ำ
มีการวิเคราะห์กันว่าภูมิใจไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นรัฐบาลยาวถึง 1 ทศวรรษ อาจารย์คิดเห็นอย่างไร?
เป็นไปได้นะ เพราะคุมระบบราชการได้ ระบบราชการทำให้เขาอยู่ยาวได้แน่นอน เพราะระบบราชการก็ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลง และยังได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำด้วย มันเป็นไปได้แต่ก็ยังมีอะไรที่ไม่แน่นอนอยู่
อาจารย์เชื่อว่า ยังมีคลื่นใต้น้ำ พรรคส้มก็ต้องสู้ พรรคแดงก็ต้องสู้ ใครจะรู้ว่าพรรคก้าวไกลจะชนะครั้งที่แล้ว แล้วใครจะรู้ว่าทักษิณกลับบ้านได้ แม้ว่าตอนนี้จะเป็นจุดวิกฤตของพรรคเพื่อไทย แต่อยู่ ๆ ก็มีเพื่อไทย GEN Z ขึ้นมา สุดท้ายไม่มีใครรู้หรอกว่า วันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็อาจจะมีอะไรสนุก ๆ เกิดขึ้น อย่าหมดหวัง