สองปีแห่งการปฏิรูป : บันทึกการเดินทางของทีมประกันสังคมก้าวหน้า – Decode

สองปีแห่งการปฏิรูป : บันทึกการเดินทางของทีมประกันสังคมก้าวหน้า

Conflict ResolutionWelfare state
Reading Time: 2 minutes

วันที่ 24 ธันวาคม 2566 เป็นวันที่ผู้ประกันตนหลายล้านคนลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง พวกเขาไม่ได้ออกมาเพราะใครบังคับ แต่ออกมาด้วยความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง หลายคนบอกว่า “เบื่อแล้วที่เห็นคนเดิม ๆ นั่งบริหารกองทุนของเรา” บางคนบอกว่า “อยากเห็นคนที่จะทำงานจริง ๆ ไม่ใช่แค่ไปนั่งประชุมแล้วกลับ”

ผลการเลือกตั้งครั้งนั้นไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข 6 ใน 7 ที่นั่ง มันเป็นเสียงตะโกนของผู้คนที่ต้องการให้กองทุนประกันสังคม 2.7 ล้านล้านบาทของพวกเขาถูกบริหารจัดการอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และคิดถึงผู้ประกันตนเป็นหลัก

ตอนนี้เวลาผ่านไปเกือบสองปีแล้ว เราควรจะหยุดสักครู่เพื่อมองย้อนกลับไปว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้ทำอะไรบ้างสำหรับผู้คนกว่า 15 ล้านคนที่ไว้วางใจพวกเขา เราคือใคร และทำอะไรได้บ้าง? หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่ากรรมการผู้แทนผู้ประกันตนทำงานอย่างไร บางคนคิดว่าพวกเราคงมีอำนาจมากมายในการสั่งการสำนักงานประกันสังคม แต่ความจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

ทีมประกันสังคมก้าวหน้า 6 คน นั่งอยู่ในคณะกรรมการประกันสังคมที่มีกรรมการทั้งหมดหลายสิบคน มีทั้งฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายราชการ และผู้ทรงคุณวุฒิ พวกเราต้องทำงานร่วมกับคนกลุ่มอื่น ๆ เหล่านี้ บางเรื่องต้องโน้มน้าว บางเรื่องต้องต่อสู้ และบางเรื่องก็ต้องประนีประนอม งานที่เราต้องดูแลมันใหญ่มหึมา คิดดูสิ กองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนอยู่ 2.8 ล้านล้านบาท ทุกปีจ่ายสวัสดิการให้ผู้ประกันตนไปกว่าหนึ่งแสนล้านบาท มีคนที่ต้องดูแลถึง 15 ล้านคน และมีงบประมาณบริหารสำนักงานปีละ 5,300 ล้านบาท

พวกเราไม่ได้เป็นผู้บริหาร ไม่ได้สั่งงานข้าราชการโดยตรง หน้าที่ของเราคือการกำหนดนโยบาย ตรวจสอบการทำงาน และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เหมือนกับว่าเราเป็นตัวแทนของผู้ประกันตนมานั่งคอยดูว่าเงินของพวกเขาถูกใช้ไปอย่างไร ถูกบริหารจัดการอย่างไร บางครั้งเราเสนออะไรในที่ประชุม ก็ไม่ผ่านทันที ต้องกลับไปทำการบ้านเพิ่ม ต้องหาข้อมูลมาสนับสนุน ต้องพูดคุยกับคนอื่น ๆ ให้เขาเห็นด้วย นี่คือความจริงของการทำงานในระบบราชการ แต่สิ่งที่เราไม่ยอมแพ้คือความมุ่งมั่นที่จะทำให้ระบบประกันสังคมดีขึ้น

ดังนั้น เมื่อคุณอ่านผลงานที่จะเล่าต่อไปนี้ อย่าลืมว่ามันเกิดขึ้นได้ไม่ง่ายเลย ทุกอย่างที่สำเร็จล้วนผ่านการต่อสู้ การโน้มน้าว และความอดทนของพวกเราทั้งทีม สิ่งที่เราทำได้ในสองปีที่ผ่านมา 

เริ่มจากการหยุดเงินรั่วไหลก่อน

ผมจำได้ชัดเจนว่า เมื่อเข้ามาทำงานครั้งแรก สิ่งที่ทำให้หลายคนในทีมตกใจคือการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นมากมายของสำนักงาน มีเรื่องหนึ่งที่เราหยุดได้ทันคือโครงการผลิตปฏิทินมูลค่า 55 ล้านบาท บางคนอาจคิดว่า “แค่ปฏิทิน” แต่ลองคิดดูสิว่า 55 ล้านบาทมันสามารถช่วยเหลือผู้ประกันตนได้กี่คน

อีกเรื่องหนึ่งที่พวกเราต้องยืนหยัดคัดค้านคือโครงการปรับปรุงดับเพลิงมูลค่า 74 ล้านบาท เมื่อดูรายละเอียดแล้วพบว่ามันไม่จำเป็นเร่งด่วนอย่างที่เขาบอก เงิน 74 ล้านบาทนี้ควรจะไปใช้เพื่อผู้ประกันตนดีกว่า แต่ที่ใหญ่กว่านั้นคือโครงการ IT มูลค่า 850 ล้านบาท พวกเราใช้เวลาหลายเดือนในการตรวจสอบรายละเอียด คุยกับผู้เชี่ยวชาญ ศึกษาเอกสาร เพราะเรารู้ดีว่าถ้าปล่อยผ่านไปแบบไม่ตรวจสอบ เงิน 850 ล้านบาทอาจจะไม่ได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่า

ปีนี้เราได้ยกเลิกการดูงานต่างประเทศที่มีมูลค่า 50 ล้านบาท หลายคนถามว่า “ทำไมไม่ให้ไปดูงาน มันก็เป็นการเรียนรู้นะ” แต่เราตอบว่า ในยุคที่ข้อมูลอยู่ทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต ในยุคที่มี Zoom, Teams, และเครื่องมือสื่อสารมากมาย การไปดูงานต่างประเทศควรจะเป็นเรื่องจำเป็นจริง ๆ ไม่ใช่โบนัสของคณะกรรมการ

เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน พวกเราสามารถลดงบประมาณบริหารสำนักงานได้ประมาณ 300 ล้านบาท นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก และมันสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานที่เราพยายามผลักดัน

เมื่อเด็กในครอบครัวได้รับการดูแลที่ดีขึ้น

หนึ่งในความภาคภูมิใจที่สุดของเราคือการผลักดันให้เงินอุดหนุนบุตรเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 บาทต่อเดือน จากเดิมที่ได้ 800 บาท ลองนึกภาพดูว่ามีเด็ก 1.2 ล้านคนที่จะได้รับประโยชน์จากนี้

ผมเคยคุยกับคนงานในโรงงานแห่งหนึ่ง เขาบอกว่า “พี่ครับ ค่าเลี้ยงดูเด็กมันแพงมาก นมผง ผ้าอ้อม ค่าหมอ ค่านั้นค่านี้ 800 บาทมันไม่พอจริง ๆ” ตอนนั้นผมรู้ว่าสิ่งที่เราทำมันสำคัญแค่ไหน แม้ว่า 1,000 บาทอาจจะยังไม่มากพอ แต่มันก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย

นอกจากนี้ เรายังได้เพิ่มค่าคลอดและฝากครรภ์ให้สูงสุดถึง 21,900 บาท และขยายวันลาคลอดเป็น 120 วันบวกอีก 15 วัน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจดูเป็นตัวเลขธรรมดา แต่สำหรับผู้หญิงที่ต้องเลือกระหว่างการทำงานและการดูแลลูกที่เพิ่งคลอด มันคือความหวังใหม่

เมื่อคนว่างงานต้องการที่จะยืนขึ้นได้อีกครั้ง

ระบบประกันสังคมมีสิทธิประโยชน์สำหรับคนว่างงาน แต่หลายคนไม่รู้ว่ามันดีขึ้นมากแล้ว ตอนนี้ถ้าคุณถูกนายจ้างเลิกจ้าง คุณจะได้รับเงินเดือนละ 9,000 บาทหรือ 60% ของค่าจ้าง แล้วแต่จำนวนไหนจะมากกว่า

ผมเคยเจอชายคนหนึ่งที่โรงพยาบาล เขาเพิ่งถูกเลิกจ้างจากโรงงาน ต้องมาพบแพทย์บ่อยเพราะมีปัญหาสุขภาพ เขาบอกว่า “ถ้าไม่มีเงินจากประกันสังคม ผมคงไม่รู้จะอยู่ยังไง” เราได้ทำให้ค่าเดินทางไปพบแพทย์สำหรับคนที่ขาดสภาพการเป็นลูกจ้างเพิ่มขึ้นเป็น 200 บาทต่อวัน และถ้าเป็นกรณีที่ขาดสภาพทั้งชีวิต จะได้รับเงินสูงสุดเดือนละ 3,000 บาท

สิ่งเหล่านี้อาจดูไม่มาก แต่สำหรับคนที่กำลังอยู่ในจุดต่ำสุดของชีวิต มันคือเส้นชีวิตที่ช่วยให้เขายืนหยัดต่อไปได้

การรักษาพยาบาลที่ดีขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น

ระบบการรักษาพยาบาลของประกันสังคมเป็นหนึ่งในเรื่องที่ซับซ้อนที่สุด มีปัญหามากมายที่สั่งสมมานานหลายปี พวกเราได้พยายามปฏิรูประบบนี้โดยเริ่มจากการปรับวิธีการจ่ายเงินให้โรงพยาบาล

เราใช้ระบบ Adjusted Relative Weight หรือที่เรียกว่า Adjrw ซึ่งทำให้เงินที่จ่ายไปยังโรงพยาบาลสะท้อนความจริงของการรักษามากขึ้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเราใช้ระบบ Pre-Audit เพื่อตรวจสอบก่อนจ่ายเงิน ผลก็คือแม้จะเพิ่มวงเงินงบประมาณ แต่การใช้จ่ายจริงกลับน้อยลงเพราะมีการตรวจสอบที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ เรายังได้เพิ่มรายการทันตกรรมให้กับผู้ประกันตน ใช้เงินเพียง 500 ล้านบาท แต่มีคนได้ประโยชน์ถึง 4 แสนคน นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าการใช้เงินอย่างคุ้มค่า พวกเรายังได้ประชุมร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นประจำ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และหาทางปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นไปด้วยกัน การทำงานแบบนี้อาจจะไม่มีใครเห็น แต่มันสำคัญมากในการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศ

เงิน 2.8 ล้านล้านบาทที่ต้องดูแลอย่างระมัดระวัง

เมื่อพูดถึงการบริหารเงิน 2.8 ล้านล้านบาท หลายคนอาจจะนึกภาพไม่ออก ลองคิดดูว่า ถ้าเอาเงินจำนวนนี้มาเรียงกันเป็นแบงก์พันบาท มันจะยาวประมาณ 28 ล้านกิโลเมตร หรือประมาณ 700 รอบโลก นี่คือเงินของผู้ประกันตนหลักสิบล้านคน ที่สะสมมานานหลายสิบปี

หนึ่งในสิ่งที่เราภาคภูมิใจคือผลตอบแทนการลงทุนในปี 2568 ที่ 7.05% บางคนอาจจะคิดว่า “ก็แค่ 7% เอง” แต่ลองคิดดูว่าเงิน 2.8 ล้านล้าน คูณด้วย 7% มันคือเงินเกือบสองแสนล้านบาท เงินจำนวนนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการจ่ายบำเหน็จบำนาญให้กับผู้สูงอายุในอนาคต พวกเราได้ทำงานหนักมากในการปรับ Strategic Asset Allocation หรือ SAA ใหม่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานกองทุนบำนาญสากล นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวเลขในกระดาษ แต่มันคือการวางรากฐานให้กองทุนสามารถอยู่ได้นานขึ้น จากการคำนวณ เราสามารถขยายอายุกองทุนได้อีก 6 ปี

มีอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องยืนหยัดต่อสู้อย่างหนัก นั่นคือการป้องกันการลงทุนที่อาจจะเป็นความเสี่ยงต่อกองทุน โดยเฉพาะเรื่องการซื้อหุ้น Biglot ในบริษัทพลังงาน เรารู้ดีว่าถ้าปล่อยให้การลงทุนบางอย่างผ่านไป มันอาจจะทำให้กองทุนขาดทุนได้หลายแสนล้านบาท

การทำงานเรื่องการลงทุนมันไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นหรือดูดีในสายตาคน มันเป็นงานที่ต้องนั่งอ่านเอกสารหลายร้อยหน้า ต้องคุยกับนักวิเคราะห์ ต้องศึกษาตลาด และบางครั้งก็ต้องยืนหยัดคัดค้านแม้ว่าจะมีคนไม่พอใจ แต่เราทำเพราะรู้ว่ามันคือเงินของคนหลายล้านคนที่เชื่อใจเราไว้

การต่อสู้เพื่อบำเหน็จบำนาญที่เป็นธรรม

นี่คือเรื่องใหญ่ที่สุดที่เรากำลังทำ และอาจจะเป็นมรดกที่สำคัญที่สุดของทีมประกันสังคมก้าวหน้า นั่นคือการปฏิรูประบบบำเหน็จบำนาญจากสูตร FAE ไปเป็นสูตร CARE

ผมเคยพูดคุยกับคุณแม่คนหนึ่งที่ทำงานในโรงงานมา 30 ปี เธอบอกว่า “ทำงานมาตั้งนานแล้ว แต่พอจะได้บำนาญกลับได้น้อยมาก เพราะค่าจ้างในช่วงท้าย ๆ มันไม่ได้เพิ่มมากเท่าคนอื่น” นี่คือความไม่เป็นธรรมของระบบ FAE ที่คำนวณจากค่าจ้าง 5 ปีสุดท้าย คนที่โชคดีได้เงินเดือนพุ่งก่อนเกษียณก็จะได้บำนาญเยอะ ส่วนคนที่ทำงานหนักมาตลอดแต่เงินเดือนเพิ่มช้า ๆ ก็ต้องได้น้อย

สูตร CARE หรือ Career Average Revalued Earnings จะคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยตลอดอายุการทำงาน โดยปรับให้เท่าเทียมกับมูลค่าปัจจุบัน นี่คือความเป็นธรรมที่แท้จริง คนที่ทำงานมานานจะได้รับผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ

เราได้ผลักดันเรื่องนี้มาตลอดสองปี ได้พูดคุยกับผู้ประกันตนนับหมื่นคน ได้จัดเวทีรับฟังความเห็นในหลายจังหวัด และได้ทำแบบสำรวจความเห็นที่มีผู้ตอบรับถึง 77.93% ในที่สุด เราก็สามารถทำให้คณะกรรมการประกันสังคมเห็นชอบ

ตอนนี้เรากำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือการปรับเพิ่มเงินสำหรับคนที่ทำงานมา 0-6 ปี จาก 800 บาทเป็น 1,000 บาทต่อเดือน โดยจะเริ่มจ่ายในเดือนมกราคม 2568 นี้ หลังจากนั้นเราจะต้องต่อสู้เพื่อให้สูตร CARE เป็นจริงสำหรับทุกคน

การทำเรื่องนี้ไม่ง่ายเลย มีคนต่อต้านมากมาย บางคนบอกว่ากองทุนจะล้ม บางคนบอกว่าคนรุ่นใหม่ได้เปรียบเกินไป แต่เราเชื่อว่าความเป็นธรรมมันสำคัญกว่า และถ้าเราออกแบบระบบที่ดี กองทุนก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน

จากการคำนวณของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย การปฏิรูปครั้งนี้จะทำให้กองทุนมีความยั่งยืนมากขึ้น เพราะคนจะเห็นความเป็นธรรมและเต็มใจที่จะจ่ายเงินสมทบ มันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่มันคือเรื่องของความไว้วางใจระหว่างคนกับระบบ

สิ่งที่เราเผชิญอยู่ทุกวัน ถ้าใครคิดว่าการทำงานในคณะกรรมการประกันสังคมมันง่าย ผมต้องบอกว่าความจริงมันไกลจากนั้นมาก มีหลายครั้งที่พวกเราเสนออะไรในที่ประชุม แล้วถูกปฏิเสธหรือถูกบอกให้รอก่อน “ยังไม่ถึงเวลา” “ต้องศึกษาเพิ่ม” “ต้องดูผลกระทบก่อน” นี่คือคำที่เราได้ยินบ่อย ๆ

ระบบราชการมันทำงานช้า มีขั้นตอนมากมาย ต้องผ่านหลายคนหลายฝ่าย บางครั้งเราเสนอเรื่องหนึ่งแล้วต้องรอหลายเดือนกว่าจะได้คำตอบ และคำตอบที่ได้ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราหวัง มีกลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พวกเขาได้ประโยชน์จากระบบเดิมมานาน ไม่อยากให้มีคนมายุ่งเกี่ยว เวลาเราพยายามจะตรวจสอบอะไรสักอย่าง ก็มักจะมีการขัดขวางด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา

แต่สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการสื่อสารกับผู้ประกันตน เรื่องระบบประกันสังคมมันซับซ้อน เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิค มีตัวเลขมากมาย การจะทำให้คนเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไร ทำไมถึงทำ และมันจะส่งผลอย่างไรกับพวกเขา มันไม่ใช่เรื่องง่าย

มีหลายคืนที่พวกเรานอนไม่หลับ กังวลว่าสิ่งที่เราตัดสินใจไปมันถูกต้องหรือเปล่า มันจะเป็นประโยชน์จริง ๆ หรือเปล่า เงิน 2.8 ล้านล้านบาทนี้มันหนักหนาสาหัสมาก ความรับผิดชอบมันใหญ่โต แต่นั่นก็คือเหตุผลที่เราต้องทำงานอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่เร็วที่สุด แต่ต้องดีที่สุด

เส้นทางที่ยังต้องเดินต่อไป

สองปีที่ผ่านมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยังมีอีกหลายอย่างที่เราต้องทำต่อ และบางอย่างมันยากกว่าที่เราเคยทำมา

เรื่องแรกและสำคัญที่สุดคือการปฏิรูปบำเหน็จบำนาญให้สำเร็จ เราได้เริ่มต้นไปแล้วด้วยการเพิ่มเงินสำหรับคนที่ทำงาน 0-6 ปี แต่นั่นยังไม่พอ เราต้องทำให้สูตร CARE กลายเป็นจริงสำหรับทุกคน เพื่อให้ผู้ประกันตนทุกคนได้รับความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นคนที่เพิ่งเข้าระบบหรือคนที่ใกล้เกษียณ

การเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนเป็นอีกเรื่องที่เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง โลกมันเปลี่ยนไปเร็วมาก เทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ตลาดการเงินผันผวน เราต้องปรับตัวให้ทัน ต้องหาโอกาสในการลงทุนที่ดี แต่ก็ต้องระมัดระวังความเสี่ยง เพื่อให้กองทุนอยู่ได้อย่างยั่งยืนและเติบโตไปพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลง

สิทธิประโยชน์ที่มีอยู่ตอนนี้มันยังไม่เพียงพอ ผู้ประกันตนในศตวรรษที่ 21 เผชิญกับปัญหาที่แตกต่างจากเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ค่าครองชีพสูงขึ้น โรคภัยไข้เจ็บเปลี่ยนไป วิถีชีวิตการทำงานเปลี่ยนไป เราต้องพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้

และที่สำคัญที่สุดคือความโปร่งใส เราต้องทำให้ผู้ประกันตนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ รู้ว่าเงินของเขาถูกบริหารอย่างไร ลงทุนไปที่ไหนบ้าง ได้ผลตอบแทนเท่าไร การตัดสินใจสำคัญ ๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร ความโปร่งใสคือรากฐานของความไว้วางใจ และความไว้วางใจคือสิ่งที่ทำให้ระบบประกันสังคมอยู่ได้

สิ่งที่เราอยากจะบอก สองปีไม่ใช่เวลานาน แต่ในสองปีนี้เราได้เรียนรู้อะไรมากมาย ได้พบปะผู้ประกันตนหลายพันคน ได้ฟังเรื่องราวชีวิตของพวกเขา ได้เห็นทั้งความหวังและความผิดหวัง ได้รู้ว่าระบบประกันสังคมมีความหมายอย่างไรกับผู้คนธรรมดา มีคนงานคนหนึ่งเคยมาหาเราหลังการประชุมในจังหวัดหนึ่ง เขาบอกว่า “ผมทำงานมา 25 ปีแล้ว จ่ายเงินสมทบทุกเดือน แต่ผมไม่รู้เลยว่าเงินของผมไปอยู่ที่ไหน กลับมาเป็นอะไร ตอนนี้ได้ฟังพี่ ๆ อธิบาย ผมเข้าใจมากขึ้น และอยากจะขอบคุณที่มีคนออกมาดูแลเงินของพวกเราจริงจัง”

คำพูดแบบนี้มันทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันคุ้มค่า แม้จะเหนื่อย แม้จะมีอุปสรรค แม้จะโดนวิจารณ์ แต่ถ้ามันทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิที่ดีขึ้น ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น มันก็คุ้มค่าทุกอย่าง เงิน 2.8 ล้านล้านบาทนี้ไม่ใช่ของรัฐบาล ไม่ใช่ของข้าราชการ มันเป็นของผู้ประกันตน 15 ล้านคน ที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง บางคนอาจจะคิดว่าเดือนละหลักร้อยหลักพันมันเท่าไหร่ แต่รวมกันแล้วมันเป็นเงินมหาศาล และมันคือหลักประกันอนาคตของผู้คนเหล่านั้น

ทีมประกันสังคมก้าวหน้าจะยังคงทำงานต่อไป จะยังคงต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม จะยังคงตรวจสอบการใช้จ่าย จะยังคงผลักดันการปฏิรูป เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้ประกันตนคาดหวังจากพวกเรา และเราขอเชิญชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ติดตามผลงาน ตรวจสอบ แสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ เพราะระบบประกันสังคมที่ดีนั้นไม่ได้เกิดจากกรรมการ 6 คน แต่มันต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนทุกคน

เส้นทางข้างหน้ายังยาวไกล แต่เราจะเดินไปด้วยกัน เพื่อระบบประกันสังคมที่ดีกว่า เป็นธรรมกว่า และยั่งยืนกว่าเดิม