ความไว้ใจ เรือนจำ และเทปแดง ศิลปะแห่งการต่อต้านเผด็จการของ Htein Lin ด้วยความหวังประชาชนเมียนมา

FuturismHuman Rights
Reading Time: 4 minutes

ภายใต้การปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมของนายพลเนวิน รัฐบาลเนวินได้ทำการชัตดาวน์ระบบเศรษฐกิจครั้งใหญ่ การผลิตและการจัดจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ถูกควบคุมโดยหน่วยงานรัฐบาล หนึ่งในนั้น Shwe Wah หรือ ชเววาห์ ที่ถือเป็นสบู่เพียงยี่ห้อเดียวที่มีจำหน่ายในขณะนั้น ก่อนจะกลายเป็นความทรงจำของชีวิตและเสรีภาพภายใต้การควบคุมของกองทัพทหาร

“ผมได้ยินมาว่าเผด็จการเนวินชอบมุกตลกของผมมากเลยนะ ถึงแม้มันจะวิจารณ์พรรคสังคมนิยมพม่าของเขาก็ตาม” 

Htein Lin เกิดและเติบโตที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเมืองอิงกะปู ประเทศเมียนมา ช่วงวัยประถมศึกษาเขาชื่นชอบการวาดภาพ การเล่าเรื่อง ร้องเพลง รวมถึงการเล่าเรื่องตลก ซึ่งเขาคิดว่านั่นคือการค่อย ๆ ขัดเกลาให้เขาอยากเป็น ‘ศิลปิน’ เมื่อเติบโตขึ้น ทว่าเมื่อถึงวัยมหาวิทยาลัย ที่ประเทศเมียนมากลับไม่มีการเรียนการสอนในสาขาศิลปะภายในประเทศ เท่าที่เขารู้มีเพียงโรงเรียนสอนวิจิตรศิลป์อยู่แค่สองแห่งเท่านั้น จึงเป็นเหตุผลให้เขาเลือกเรียนสาขานิติศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัย

แต่เส้นทางสายศิลปะของ Htein Lin ยังไม่จบลง เขาเล่าภายในมหาวิทยาลัยยังชมรมศิลปะอยู่ด้วย ซึ่งเป็นชมรมที่เน้นศิลปะแสดงสด (Performance art) เช่น ละครเวที เดี่ยวไมโครโฟน (Stand-up comedy) ขณะเดียวกันก็ครอบคลุมไปถึงศิลปะแขนงนิยม เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ เต้นรำ ฯลฯ อีกด้วย โดยเนื้อหาที่ศิลปินเหล่านี้นำเสนอส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวทางการเมืองและนโยบายของประเทศ

Htein Lin เริ่มต้นเส้นทางของเขาจากงานวาด (Drawing) ภาพสีน้ำ และภาพประกอบ (Illustration art)

“อย่างนักแสดงตลกก็จะแสดงหนึ่งรอบต่อหนึ่ง มีประมาณ 4-6 คน หลังจากคนอื่นแสดงจบ ก็จะแนะนำอีกคนให้ขึ้นมาแสดงต่อ ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการเมือง” Htein Lin อธิบาย

แต่ชีวิตของนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยไม่เคยง่าย หากพวกเขาต้องเรียกร้องถามหาประชาธิปไตย Htein Lin เล่าว่าชีวิตวัยมหาวิทยาลัยของเขาทาบเกี่ยวกับช่วงเวลา 8-8-88 Uprising หรือการลุกฮือเมื่อวันที่ 8 เดือน 8 ค.ศ. 1988 เพื่อยุติระบอบการเมืองการปกครองของนายพลเนวินที่กระทำการรัฐประหารในปี 1962 และสร้างระบอบการเมืองแบบพรรคเดียว ทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคม พาประเทศเดินถอยหลังไปพร้อม ๆ กับอำนาจของประชาชน

ในวันนั้น ประชาชน นักศึกษา และพระสงฆ์นับล้านคนออกมาชุมนุมอย่างสงบในนครย่างกุ้ง ก่อนการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยจะคืบคลานไปทั่วประเทศ ประชาชนนัดหยุดงาน นักศึกษาทิ้งความฝันไว้ในรั้วมหาวิทยาลัย การชุมนุมของประชาชนและการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ยืดเยื้อต่อเนื่อง ก่อนที่เข้าสู่การปราบปรามครั้งใหญ่ในวันที่ 18 กันยายน พรากชีวิตผู้ชุมนุมอย่างน้อย 3,000 คนไปอย่างไม่หวนกลับ

Htein Lin เป็นหนึ่งในนักศึกษาที่เข้าร่วมการลุกฮือครั้งใหญ่นั้นเช่นกัน เขาเล่าว่ารัฐประหารปี 1962 ไม่ได้ทำลายแค่กระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังทำลายวิวัฒนาการวงการศิลปะในเมียนมาด้วย 

สงครามกลางเมืองทำให้ Htein Lin เลือกที่จะเข้าป่า และลี้ภัยไปยังชายแดนเมียนมา-อินเดีย เพื่อหาความช่วยเหลือและการสนับสนุนเรื่องอาหาร ซึ่งช่วงเวลานั้นเองที่ทำให้เขาได้เจอกับ Sitt Nyein Aye ที่มีชื่อเสียงจากโรงเรียนศิลปะในมัณฑะเลย์ ซึ่งการพบเจอครั้งนั้นทำให้มุมมองต่อศิลปะของ Htein Lin ขยายตัวไปมากกว่าเดิม

Sitt Nyein Aye (แปลว่า สงครามและสันติภาพ) เป็นศิลปินร่วมสมัยชาวเมียนมาคนสำคัญคนหนึ่งของวงการ เขาเป็นศิลปินแนวหน้าในการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 8-8-88 Uprising ในมัณฑะเลย์ เป็นหัวโจกในการจัดพิมพ์ Red Galone วารสารต่อต้านการรัฐประหารโดยกองทัพ และเป็น ‘ครู’ ที่ต้องการมอบพื้นที่แห่งอิสรภาพให้กับเยาวชนที่อยากเห็นประชาธิปไตยในประเทศ ดั่งที่เขาเคยกล่าวไว้กับ Inter Press Service ว่า “ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสวน ผมอยากแบ่งปันความรู้ในศิลปะของผมให้กับเยาวชนชาวพม่าที่เรียกร้องประชาธิปไตยที่ขาดการสนับสนุน”

เขาเล่าว่า Sitt Nyein Aye สอนเขาหลายอย่าง เช่น การวาดภาพเหมือน การเล่าเรื่อง การทำงานวารสาร Red Galone รวมถึงพาเขาไปค้นพบสิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นศิลปินก็คือ การค้นพบตัวตนและเรื่องราวของตนเอง

“ถ้าคุณอยากเป็นศิลปิน คุณจำเป็นต้องสร้างลีลาและเรื่องราวของตนเอง แน่นอนล่ะว่าศิลปินทุกคนรู้ว่าตนเองจะต้องสร้างสรรค์ผลงาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการค้นหาลีลา ความคิด และตัวตนว่าเราคือใครต่างหาก” Htein Lin บอก

Htein Lin เล่าว่าชีวิตในป่านั้นไม่ง่ายเลย พวกเขาต้องเอาชีวิตรอดจากโรคร้ายอย่างมาลาเรีย ต้องฝึกฝนการใช้อาวุธที่เรายังเด็กเกินไปที่จะถือมัน พวกเราไม่ได้พูดคุยหรือเล่นตามประสาวัยรุ่น ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ทรมานมากสำหรับเขา รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน

ความท้าทายเหล่านี้ไม่อำนวยให้ศิลปินสร้างงานศิลปะ แต่สุดท้ายศิลปะก็งอกเงยไปได้ตามทางของมัน Htein Lin เล่าว่าห้วงเวลาดังกล่าวผู้คนให้สนใจไปที่การประท้วงเพื่อคืนมาซึ่งประชาธิปไตย Htein Lin และพวกพ้อง ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าในฐานะศิลปินจะเคลื่อนการปฏิวัติได้อย่างไร พวกเขาจึงเลือกที่สร้าง ‘ภาพประกอบ’  ที่เน้นสร้างความเข้าใจต่อขบวนการปฏิวัติครั้งนี้ ก่อนจะย้ายไปยัง All Burma Students’ Democratic Front หรือแคมป์กองกำลังติดอาวุธที่ต่อต้านรัฐบาลเมียนมาที่ชายแดนจีน ทว่ากลับต้องเผชิญกับการซ้อมทรมานจากกลุ่มนักศึกษาที่เห็นต่างต่อฉากทัศน์การเมืองในเมียนมา เขาจึงหลบหนีออกจากป่า และถูกส่งตัวกลับประเทศเมียนมาโดยทางการจีนในปี 1992 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาด้านกฎหมาย ก่อนเดินทางสู่เส้นทางศิลปินอย่างเต็มตัว

“สี่ปีที่ผมอยู่ในป่า ผมเหมือนเป็นเครื่องจักรผลิตโปสเตอร์” Htein Lin กล่าวติดตลก

AURA ASIA ART PROJECT รายงานว่าหลังจากเมียนมาได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษในปี 1948 มีการริเริ่มหลายอย่างที่เป็นเค้าโครงหลักของสังคมประชาธิปไตย เช่น ระบอบประชาธิปไตยแบบ รัฐสภา หรือการก่อตั้งโรงเรียนศิลปะแห่งชาติในย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ รวมถึงก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติในปี 1952 ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่กระบวนการทางศิลปะอื่น ๆ ในเมียนมา ทว่าห้วงเวลาหลังปี 1962 เป็นต้นมา กลับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่เหนี่ยวรั้งวงการศิลปะเมียนมาจนถึงปัจจุบัน

หลังการเคลื่อนไหวของประชาชนใน 8-8-88 Uprising รากฐานและเสรีภาพทางศิลปะถูกจำกัดไป พร้อมกับการปราบปรามประชาชน หลังปี 1989 ระบอบการปกครองของทหารเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเดิมเป็นเศรษฐกิจแบบตลาด (Market economy) ที่มุ่งเน้นการแข่งขันเสรี การถือครองทรัพย์สินโดยเอกชน และแสวงหาผลกำไรเป็นสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นในวงการศิลปะก็คือ หอศิลป์สำหรับชาวต่างชาติได้ถูกสร้างขึ้น สวนทางกับโรงเรียนศิลปะหรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะหลายที่ตั้งอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยที่ต้องปิดตัวลง ขณะที่กลุ่มนักศึกษาในแวดวงศิลปะก็ต้องเผชิญกับการเซ็นเซอร์เนื้อหาที่เข้มงวดขึ้น และการจัดนิทรรศการศิลปะแทบเป็นไปไม่ได้ กลุ่มศิลปินเผชิญกับข้อจำกัดมากมายจนต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดกั้นจากรัฐบาล

“ช่วงนั้นมันเข้มงวดมากเลย สมมุติถ้าเราจะทำนิทรรศการหรือทำเดี่ยวไมโครโฟน เราต้องอธิบายกับรัฐบาลคนต่อคนเลย ซึ่งพวกเราไม่ชอบกิจกรรมพวกนี้เลย ผมคิดว่างานศิลปะหรือการแสดงต่าง ๆ ควรได้รับอิสระมากกว่านี้” Htein Lin บอก

หลังจากการกลับมาทำงานศิลปะอยู่ที่ย่างกุ้งในปี 1998 Htein Lin ถูกรัฐบาลตั้งข้อกล่าวหาว่า ‘จัดกิจกรรมต่อต้านรัฐบาล’ โดยเขาพยายามจัดกิจกรรมรำลึก 10 ปี 8888 ซึ่งทำให้เขาถูกคุมขังเป็นเวลากว่า 7 ปี Htein Lin กล่าวว่ามันคล้ายเป็นการจัดระเบียบสังคมของรัฐบาล เพราะประชาชนและศิลปินหลายคนอยากสร้างการเปลี่ยนแปลง ซึ่งบางครั้งเขาเองก็มีส่วนร่วมด้วย แต่เขามองว่าจับกุมนี้ถูกจัดเตรียมไว้มากกว่า

Htein Lin เล่าต่อว่าช่วงเวลาที่อยู่ในคุกนั้นเลวร้ายมาก นักโทษทางการเมืองต่างถูกขังอย่างโดดเดี่ยวและถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ทว่าทางเดียวที่เขาสามารถเอาชีวิตรอดภายในเรือนจำได้ หาใช่การปฏิบัติตามกฎที่เข้มงวดเหล่านั้น หากแต่เป็นความพยายามสื่อสารกันระหว่างผู้ต้องขัง บ้างก็ร้องเพลง บ้างก็อ่านหนังสือ ส่วน Htein Lin นิยมวาดรูป ทำประติมากรรมจากสบู่ และนิตยสารจากของที่หาได้ 

“ตอนเย็นเราจะนั่งอยู่ที่ประตูเหล็กกั้นห้องขัง ตะโกนและร้องเพลงให้กันฟัง และผมก็วาดรูป ปั้นสบู่ ทำนิตยสาร ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว คนอื่น ๆ ก็ร่วมกันแบ่งปันความสามารถของเขาด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมศิลปะถึงสำคัญ และนั่นคือวิธีที่เราเอาชีวิตรอด” Htein Lin บอก

ช่วงเวลาดังกล่าว เป็นอีกช่วงเวลาสำคัญที่เปลี่ยนแปลงแนวทางงานศิลปะของ Htein Lin ไปนับแต่นั้น

นอกจากการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อเอาชีวิตรอด Htein Lin เล่าว่าเขาก็ได้พูดคุยกับผู้ต้องขังชาวเมียนมาหลายคนเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ แนวคิดการใช้ชีวิต รวมถึงแลกเปลี่ยนสิ่งที่เขาเห็นและคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของลูกสาว ภรรยา เพื่อน และชีวิตในมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน 

ก่อนที่ตะกอนความคิดและความหวังของผู้ต้องขังเหล่านั้นจะกลายเป็นผลงานอย่าง 000235 ภาพวาดที่ถูกขีดเขียนขึ้นบนเสื้อผ้าของผู้ต้องขังจากวัสดุที่หาได้ในเรือนจำ เช่น ซองยาและไฟแช็ก หรือ A Show of Hands รูปปั้นปูนปลาสเตอร์จากมือของอดีตนักโทษทางการเมือง Soap Blocked สบู่หลายร้อยก้อนที่ถูกจัดเรียงเป็นแผนที่ประเทศเมียนมา ก้อนสีแดงหมายถึงที่ตั้งของเรือนจำในเมียนมา โดยสบู่แต่ละก้อนจะถูกแกะสลักเป็นรูปของมนุษย์ในท่าทางงอตัวจากการคุมขัง Fiery Hell ภาพเขียนขนาดใหญ่ที่สะท้อนชะตากรรมชนบทและชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยในเมียนมาที่ตกอยู่ท่ามกลางสงคราม และ The Fly ศิลปะแสดงสดโดย Htein Lin ที่ฉายภาพชีวิตประจำวันของผู้ต้องขังชาวเมียนมาที่ต้องเผชิญหน้ากับแมลงวันจำนวนมากในห้องขังตนเอง

“สไตล์การวาดหรือความรู้สึกต่าง ๆ มันน่าสนใจมากในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อผมได้เห็นมันในภายหลัง ผมเริ่มตระหนักว่ามันเป็นอิสรภาพที่ผมรู้สึกและมองหา มันเป็นอิสรภาพในการแสดงออก และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงใช้ชีวิตอยู่กับศิลปะ”

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 West Eden Gallery ร่วมกับ Coming from Kalaw แกลเลอรี และพื้นที่การเรียนรู้อิสระจากประเทศเมียนมา นำเสนอนิทรรศการ “အက္ခရာ” อัก กา ยะ นิทรรศการเดี่ยวของ Htein Lin ที่พาไปสำรวจ ‘ตัวอักษรเมียนมา’ ที่ถ่ายทอดความทรงจำ การต่อต้าน และอัตลักษณ์ของศิลปิน ที่ตัวอักษรแต่ละตัวได้กลายเป็น ‘สัญลักษณ์ทางการเมือง’ และก่อรูปขึ้นตลอดเส้นทางชีวิตของ Htein Lin ทั้งในฐานะศิลปิน นักกิจกรรม นักโทษทางการเมือง และประจักษ์พยานของความเปลี่ยนแปลง

Htein Lin เล่าว่าก่อนที่เขาจะออกจากเรือนจำ เขาเก็บเศษซากจากป้ายโฆษณาชวนเชื่อที่พบเจอระหว่างเดิน โดยมองเสียว่ามันเป็นตัวแทนความคิดที่เขามีต่อรัฐบาล ซึ่งหลังจากที่ Htein Lin ออกจากเรือนจำ เขาเริ่มต้นนำเศษซากป้ายโฆษณาชวนเชื่อเหล่านี้มารีไซเคิลเพื่อเปรียบเทียบชีวิตของตนเอง โดยบรรจง “ถ้อยคำ” ที่สะท้อนว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดเวลาเขาก้าวเดิน

ความไว้ใจ เรือนจำ เทปแดง สมาธิ อังวะ มัณฑะเลย์ โรฮิงญา คำเหล่านี้ก่อรูปเป็นเส้นทางบนผืนผ้าใบ ซึ่งหากลองเรียงร้อยดูให้ดีแล้ว เราอาจมองเห็นฉากทัศน์ที่ผ่านมาของประเทศเมียนมาได้ไม่มากก็น้อย

“ตัวอักษรมันจับต้องไม่ได้ แต่มันมีความสำคัญ มันเป็นภาษา มันเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ ที่ผ่านมาเราเจอความท้าทายใหญ่หลวงมากมาย เช่น การเมือง หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราสูญเสียอัตลักษณ์ของตนเองไป ซึ่งผมเชื่อว่าภาษาจะเชื่อมโยงเรากับอัตลักษณ์ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น” Htein Lin บอก

Kyel Sin Lin คิวเรเตอร์และบุตรสาวของ Htein Lin ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว Decode ว่างานในครั้งนี้อาจไม่ได้เล่าเรื่องราวความขัดแย้งหรือสงครามในเมียนมาโดยตรง แต่เล่าถึง ‘ความเป็นไปอันจริงแท้’ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในประเทศเมียนมาผ่านผู้ชายคนหนึ่งที่รักศิลปะหมดหัวใจ

เธอเสริมว่า ที่ผ่านมาการพูดถึงประเทศเมียนมามักมีแต่เรื่องราวทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง แต่ตัวอักษรเหล่านี้จะพาผู้ชมไปสัมผัส ‘ทางออก’ ที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางความขัดแย้ง และเป็นทางออกที่ศิลปินไม่ได้พูดแทน แต่ฉายให้เห็นผ่านตัวอักษรสั้น ๆ ที่หมายถึงผู้คนหรือชุมชนเหล่านั้น 

Kyel Sin Lin เล่าอีกว่ามีศิลปินชาวเมียนมาทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่มากมายที่ได้รับการยอมรับมากมาย ทว่าพวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายภายในประเทศ ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเคย ทั้งการรัฐประหารหรือการบังคับเกณฑ์ทหาร และนั่นทำให้ศิลปินหลายคนตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย บางส่วนที่ยังอยู่ในประเทศก็ถูกข้อจำกัดด้านอิสระในการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย จนทำให้พวกเขาแทบไม่เหลือพื้นที่ของศิลปะเลย

ถึงกระนั้น แม้ศิลปินเหล่านี้จะไม่ได้รับการสนับสนุนด้านศิลปะ แต่พวกเขาก็ยังตะโกนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมาผ่านงานเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติ ยังส่งสารเพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหาที่คนเมียนมากำลังเผชิญอยู่อย่างมีหวังเสมอ

“ศิลปะกลายเป็นเครื่องมือในการประท้วงระบบ ศิลปะเป็นเครื่องมือในการประท้วงทุกสิ่งอย่างเสมอ และหากคุณไม่ชอบใครสักคน แทนที่จะพูดคุยอย่างก้าวร้าว คุณก็แสดงออกผ่านงานศิลปะ ไม่ใช่แค่เรื่องเกี่ยวกับพม่าเท่านั้น แต่หมายรวมถึงสถานที่อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน” Kyel Sin Lin บอก

เช่นเดียวกับ Htein Lin เขายืนยันว่า ‘ความหวัง’ สำคัญมากในการใช้ชีวิต แม้การรัฐประหารในปี 2021 จะพรากความฝันและอนาคตไปจากคนเมียนมาจำนวนมาก แต่หากประชาชนปราศจากความหวัง เราจะไม่สามารถกลับมาตั้งหลักใด ๆ เพื่อก้าวไปสู่อนาคตได้เลย Htein Lin ในฐานะผู้ที่เติบโตในยุคเผด็จการ 2 สมัยย้ำกับเราว่า ‘ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนแปลง’

“หากปราศจากความหวัง เราก็อยู่รอดไม่ได้ เราต้องรักษาความหวังไว้สำหรับอนาคต ไม่ใช่แค่สำหรับประเทศของฉัน แต่ยังรวมถึงโลกและสังคมของเราด้วย” Htein Lin ทิ้งท้าย

ขอบคุณภาพจาก นิทรรศการ “အက္ခရာ (อัก กา ยะ)” โดยนิทรรศการนี้ได้สำรวจตัวอักษรเมียนมา ทั้งในบริบทของวัสดุ และการสร้างผลงานศิลปะ เพื่อถ่ายทอดความทรงจำ การต่อต้าน และอัตลักษณ์ของศิลปิน ตัวอักษรแต่ละตัวกลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง ที่ก่อรูปขึ้นจากเส้นทางชีวิตของ Htein Lin ทั้งในฐานะนักกิจกรรม นักโทษการเมือง และพยานของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศ

ขณะถูกตัดสินให้จำคุก Htein Lin ได้สร้างผลงานนับร้อยชิ้นจากวัสดุที่หาได้ภายในเรือนจำ และหลังได้รับการปล่อยตัวในปี 2547 เขาเริ่มสร้างสรรค์ผลงานจากกระดาษลังเก่าที่ตากแดดอยู่ริมถนนเมืองย่างกุ้ง ซึ่งกลายมาเป็นผลงานชุด Recycled โดยมีการแสดงสู่สาธารณชนครั้งแรกที่ Lokanat Gallery เมืองย่างกุ้งเมื่อปี 2548 และที่กรุงลอนดอนในอีกสามปีให้หลัง วัสดุที่ศิลปินเลือกใช้ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกจากข้อจำกัด แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความยืนหยัดท่ามกลางความยากลำบาก