สวรรค์เงินฟอก ‘ทุนเทา’ เร็ว! แรง! ทะลุกำแพงกฎหมาย
Reading Time: 3 minutes'ไทยไม่เทา’ กี่โมง(?) เพราะประเทศไทยกลายเป็นสวรรค์ของเงินฟอกขาว อาชญกรรมไซเบอร์ที่ไม่ได้กระทบแค่เศรษฐกิจมหภาค แต่สะเทือนไปถึงทุนชีวิตของประชาชน
ศ.ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดมุมมองเพื่อชวนเราทำความเข้าใจระเบียบโลกจากกรณีสงครามความขัดแย้งอิสราเอล-สหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ซึ่งยอมรับว่าสงครามครั้งนี้น่าจะยืดเยื้อ เหตุผลหนึ่ง มาจากเหตุผลการโจมตีอิหร่านของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์เปลี่ยนไปมา ไม่ได้มีสาเหตุที่ชัดเจน มีทั้งเหตุผลที่ว่าต้องการเปลี่ยนระบอบ และหวังว่าคนอิหร่านเองจะลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน ซึ่งวิธีการก็กดขี่ประชาชนพอสมควร ไปจนถึงเหตุผลที่ว่าเป็นการป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
ส่วนทางฝั่งอิหร่านก็เป็นประเทศที่มีอารยธรรมเก่าเป็นต้นทุนบางประการเช่นกัน มีความพร้อมในการรับมือกับการโจมตี แม้ว่าอาวุธจะไม่สามารถเทียบได้ แต่การต่อสู้ที่ยื้อมาถึงตรงนี้ได้สิริพรรณมองว่า ไม่น่าจะจบเร็ว ดังที่เห็นการออกมาประกาศชัดเจนว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป

ศ.ดร. สิริพรรณ วิเคราะห์ต่อไปอีกว่า สิ่งที่สหรัฐและอิสราเอลอยากเห็น คือประเทศอ่าวทั้งหลายหันมาเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันอิหร่านก็ต้องการให้ประเทศเหล่านั้นเข้าร่วมมาเป็นพันธมิตรอิสลามกันเองเช่นเดียวกัน ทั้งสองฝั่งต่างต้องการให้ประเทศอ่าวมาเป็นสหายร่วมรบของตนเอง
ถ้าเราถอดรหัสระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศต่าง ๆ มีข้อตกลงร่วมกันหลัก ๆ คือประการแรกต้องเคารพอธิปไตย สองคือต้องใช้สถาบันพหุภาคี และสำคัญที่สุดคือต้องร่วมมือกันในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยใช้กฎกติการ่วมกัน
หากว่ากันด้วยเรื่องระเบียบโลก สิริพรรณอธิบายว่าขณะนี้มีมุมมองจาก 3 กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกมองว่า ระเบียบโลกกำลังพังทลาย กลุ่มที่สองมองว่าระเบียบโลกยังมีอยู่แต่กำลังปรับตัว และกลุ่มที่สามมองว่าระเบียบโลกไม่เคยมีอยู่จริง เพราะเป็นระเบียบที่ตะวันตกตั้งขึ้น และภูมิภาคอื่นไม่เคยได้ประโยชน์
“ส่วนตัวมองว่าโลกเราคงจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งใหญ่ แต่มหาอำนาจกำลังพยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ และมหาอำนาจเองนั่นแหละที่ไม่ยอมรับระเบียบโลก มหาอำนาจเป็นคนปฏิเสธอำนาจที่เคยตกลงกันไว้เอง”
ศ.ดร. สิริพรรณมองว่าระเบียบโลกนั้นมีอยู่ และอาจเป็นไปตามที่นักวิชาการกลุ่มที่ 1 หรือ 2 อธิบาย โดยย้อนกลับไปเชื่อมโยงกับสงครามตะวันออกกลาง 1990-1991 สงครามอ่าวครั้งแรก สิ่งที่นานาประเทศทำ คือสร้างพันธมิตร 42 ประเทศ ใต้การนำของสหรัฐฯ เกิดการพยายามใช้ระเบียบโลกด้านพหุภาคี ซึ่งยืนยันว่าระเบียบโลกนั้นมีอยู่จริง

“ทรัมป์บอกกับโลกว่าไม่ต้องการกฎกติกา หรือสถาบันพหุภาคีที่จะมาจำกัดอำนาจเขา สิ่งที่เขาต้องการคือจริยธรรมส่วนตัว นี่คือสิ่งที่ทำให้เห็นว่าระเบียบโลกสั่นคลอนจริง และกลายเป็นอำนาจดิบ อำนาจเถื่อน” ศ.ดร. สิริพรรณ กล่าว
อันตรายที่สุดในจุดที่ถูกท้าทายจากมหาอำนาจใหม่
เมื่อระเบียบโลกกำลังมีคำถามใหม่? หลังการสร้างระเบียบโลกใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วันนี้ระเบียบโลกของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ กำลังถูกสั่นคลอนและถูกตั้งคำถามถึงการพังทลายอีกครั้ง
“ตราบใดที่ระเบียบโลกกำลังถูกท้าทาย ประเทศมหาอำนาจเดิมกำลังถูกท้าทายจากมหาอำนาจใหม่ นี่คือช่วงเวลาที่เสี่ยงที่สุดของการเกิดสงคราม”
ดร. ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงสถานการณ์และคานงัดกันระหว่างสหรัฐฯ ที่เป็นประเทศมหาอำนาจเดิมกับมหาอำนาจใหม่ อย่างจีนและรัสเซีย นี่คือบททดสอบสำคัญของอธิปไตยของสหรัฐในยุคสมัยของผู้นำฝ่ายขวา ที่ ดร. ฟูอาดี้ ชี้ให้เห็นถึงความหวังจากการร่วมมือในประเทศประชาธิปไตย และการยืนยันเจตนารมณ์ของประเทศอำนาจรองในความพยายามรักษาระเบียบโลก ที่จะเป็นกลไกพหุภาคีผ่านองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในการยับยั้งไม่ให้ระเบียบโลกพังทลายลง
“ระเบียบโลกที่เราเคยเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งผ่านองค์กรระหว่างประเทศ ผ่านระบอบพหุภาคี ถูกทำลายลงด้วยการรุกล้ำอธิปไตย โดยไม่ถูกลงโทษจากประเทศนานาชาติ” ดร. ฟูอาดี้ กล่าว

เพราะตะวันออกกลางมีน้ำมันเป็นทรัพยากรที่สำคัญ มหาอำนาจจึงต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว
เพราะมีส่วนได้ส่วนเสีย ผลกระทบจึงส่งผ่านวิกฤตน้ำมันและพลังงานมาถึงบ้านเรา
ศ.ดร. พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายความให้เห็นถึงผลกระทบด้านน้ำมันของโลก ระบุว่าสงครามที่อิหร่านกระทบหลายประเทศในตะวันออกกลาง เพราะตะวันออกกลางผลิตน้ำมันได้กว่า 30% ของทั้งโลก และอิหร่านคุมช่องแคบฮอร์มุซ เป็นช่องแคบที่มีน้ำมันขนส่งผ่าน 20% ของโลก สงครามครั้งนี้จึงกระทบทั้งการผลิต การกลั่น การสำรอง และการขนส่งน้ำมัน

วิกฤตที่ชัดที่สุด คือราคาน้ำมันสูงขึ้นจาก 70 เหรียญต่อบาร์เรล เป็น 115 เหรียญ (8 มีนาคม) ลดลงอยู่ 90 เหรียญ (11 มีนาคม) และเพิ่มขึ้นอีกเกิน 100 เหรียญ (12 มีนาคม) ซึ่งราคาจะขึ้นลงตามข่าว และคาดการณ์ความรุนแรงที่ยืดเยื้อของสงคราม
ขณะนี้ประเทศไทยใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ประมาณ 70% ของพลังงานทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นการใช้แบบพึ่งพิงประเทศอื่น น้ำมันเกือบทั้งหมดคือการนำเข้า และ 60% ของการนำเข้าต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วย เพราะไทยซื้อน้ำมันจากทั้งซาอุดิอาระเบีย กาตาฯ ซึ่งประเทศทั้งหลายนี้เป็นประเทศอ่าวที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม นอกจากนี้ก๊าซธรรมชาติบางส่วนก็ต้องผ่านช่องแคบนี้เช่นเดียวกัน
“ขณะนี้รัฐบาลตรึงราคาเชื้อเพลิงอยู่ โดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันนี้เงินไหลออกจากกองทุนประมาณวันละ 1,200-1,500 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนให้เราได้ใช้น้ำมันในราคาเดิม ถ้าไม่มีกองทุนขณะนี้ดีเซลจะอยู่ที่ 45 บาททีเดียว ซึ่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำงานหนักมาก ส่วนในแง่ของปริมาณน้ำมัน ถ้าเราไม่นำเข้าเลย ขณะนี้จะอยู่ได้ 60 วัน นี่คือความเสี่ยงของประเทศไทยในสภาวะสงครามเช่นนี้”
ในแง่หนึ่ง ศ.ดร. พรายพล ตั้งข้อสังเกตว่าในความเป็นจริงอาจไม่ต้องรอถึง 60 วัน เพราะปัจจุบันนี้ก็เห็นแล้วว่ามีการซื้อกักตุนน้ำมันและเกิดสภาวะขาดแคลนในหลายพื้นที่

ถ้าน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ไม่สามารถนำเข้ามายังไทยได้ โจทย์ที่ประเทศไทยต้องคิดต่อคือ “เชื้อเพลิงทางเลือกในประเทศ” ดร. นุวงศ์ ชลคุป ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนตํ่า สวทช. ตั้งข้อสังเกตุ เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนต่างกังวล หลังราคาน้ำมันปรับขึ้นไป 4 บาท / ลิตร จากสภาวะสงครามคือการกักตุนเชื้อเพลิงก่อนราคาจะปรับเพิ่มสูงขึ้น หลังแนวโน้มสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศตะวันออกกลางยังไม่มีแนวโน้มยุติลงในเร็ววัน มาตรการลดการใช้พลังงานของรัฐบาลอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานจากทางภาครัฐและเอกชนได้
“ประเทศไทยมีแหล่งพลังงานทางเลือกเพียงพอ ขาดแต่เพียงการนำองค์ความรู้ทางนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ ที่จะใช้ในการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพให้เป็นพลังงานยั่งยืน”
ดร. นุวงศ์ ยังวิเคราะห์มิติทางด้านพลังงานของประเทศไทยจากการที่สหรัฐเข้าไปจัดการแหล่งน้ำมันในเวเนซูเอลา ซึ่งส่งผลต่อความอ่อนไหวในตลาดน้ำมันดิบของโลก ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทางออกและสิ่งสำคัญที่รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญคือการพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกภายในประเทศ
สำหรับรถยนต์สันดาปในประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานดีเซลมากกว่าน้ำมันเบนซินถึง 2 เท่า การขับเคลื่อนทางด้านกลไกทางเศรษฐกิจ แนวโน้มการหันกลับมาใช้พลังงานสะอาด ให้ความสำคัญกับไฟฟ้าที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศทั่วโลก สิ่งที่องค์ความรู้วิทยาศาสตร์นวัตกรรมนำเสนอทางเลือกหากน้ำมันดิบมีปริมาณลดน้อยลงหรือราคาสูงขึ้น คือการนำเสนอทางเลือกให้ประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันทางเลือก อย่างการใช้น้ำมันไบโอดีเซลที่เพิ่มระดับการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างน้ำมันปาล์ม โดยเพิ่มสัดส่วนมากขึ้นในน้ำมันดีเซล จากเดิมที่เคยมีสัดส่วนการผสมอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศภายใต้แนวทางความเป็นกลางทางคาร์บอนและลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ด้วยการใช้เชื้อเพลิงทดแทน

ดนัย มู่สา อดีตรองเลขาธิการสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ฉายภาพว่า ปัจจุบันชาติต่าง ๆ มองความมั่นคงของชาติเป็นความมั่นคงแบบองค์รวม (Comprehensive Security) ที่ไม่ได้จำกัดแค่ทางทหาร หากแต่ครอบคลุมทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม อาหาร และพลังงาน ซึ่งปฏิบัติการสิงโตคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว (Epic fury and operation roaring) ของสหรัฐและอิสราเอลกำลังสั่นคลอนความมั่นคงของไทยในทุกมิติ โดยหยิบยก 4 ผลกระทบรุนแรงที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย
ประเด็นแรก คือด้านการอคติต่อแรงงานจากตะวันออกกลาง ดนัยอธิบายว่าในตะวันออกกลางมีคนสัญชาติไทยอยู่ประมาณ 110,000 คน กว่า 67,000 เป็นแรงงานไทย ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในอิสราเอล เรื่องแรกที่ท้าทายอยู่แล้วคือยุทธศาสตร์การช่วยเหลือคนเหล่านี้จากตะวันออกกลางและเดินทางกลับประเทศไทย แต่ข้อท้าทายที่อาจถูกกระตุ้นให้เกิดความเข้าใจผิดคือการรับรู้ที่มีต่อประเทศในตะวันออกกลาง เขายกตัวอย่างกรณีที่นักศึกษาไทยมุสลิมในอิหร่านที่เดินทางกลับไป ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าพวกเขาไปร่ำเรียนเกี่ยวกับการก่อการร้ายหรือไม่ ซึ่งนั่นสะท้อนอคติบางอย่างที่เคยดำรงอยู่แล้วให้หนักหนาขึ้นอีก
ประเด็นที่สองคือผู้อพยพหนีสงครามจากประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งไม่ใช่แค่ในประเทศอิสราเอลหรือประเทศแถบอาหรับอื่น ๆ แต่หมายรวมถึงประเทศแถบตะวันออกกลางทั้งหมด ดนัยอ้างอิงคำพูดของทูตอิสราเอลว่าในปี 2025 มีคนอิสราเอลกว่า 400,000-425,000 คนในประเทศไทย ซึ่งนั่นคิดเป็น 5% ของประชากรในประเทศอิสราเอล ความหนาแน่นเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วในเกาะพงัน ปาย สมุย หรือภูเก็ต โดยคนที่เคลื่อนย้ายเข้าประเทศไทยเหล่านี้มีทั้งนักท่องเที่ยว ผู้พำนักชั่วคราว และผู้พำนักถาวร ซึ่งประชากรชาวตะวันออกกลางที่อาจสูงขึ้นในอนาคต อาจกลายเป็นความขัดแย้งต่อคนพื้นที่เดิม ทั้งในประเด็นเรื่องเศรษฐกิจท้องถิ่น การใช้ทรัพยากรระยะยาว และโครงสร้างทางสังคม

ประเด็นที่สามคือการรับรู้ข้อมูลและข้อเท็จจริง ดนัยกล่าวว่าเมื่อเกิดสงคราม สิ่งแรกที่หายไปคือความจริง และถูกแทนที่ด้วยข้อมูลจากรอบด้านที่ขาดการสกัดและกลั่นกรองความถูกต้อง ซึ่งขณะนี้ก็พบปฏิบัติ IO ในสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านแล้วเช่นกัน และเมื่อมันถูกผสมด้วยมโนภาพหรือจินตนาการของสังคม มันจะยิ่งนำไปสู่ความขัดแย้งที่มากขึ้น และข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้ก็จะส่งผลต่อรัฐในการบริหารจัดการความเสี่ยง และความไม่แน่นอนในช่วงสงครามด้วย อย่างที่ไม่นานมานี้ เกิดสภาวะตื่นตระหนกของประชาชนที่กลัวว่าน้ำมันจะขาดแคลน จึงต้องพากันกักตุนน้ำมันกันทั่วประเทศ ซึ่งนั่นเป็นสภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการขาดความเชื่อมั่นและการสื่อสารข้อมูลที่ครบถ้วนจากภาครัฐ
ประเด็นสุดท้ายคือการบริหารจัดการความคิดทางการเมือง ดนัยอธิบายว่าในสังคมมุสลิมมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์โดยไม่คำนึงถึงนิกายอยู่ เพื่อที่จะประณามปฏิบัติการของสหรัฐฯ-อิสราเอลในครั้งนี้ ซึ่งการแสดงออกเป็นแนวร่วมนี้ไม่ใช่การเป็นแนวร่วมสงคราม แต่เป็นแนวร่วมทางความคิดและอุดมการณ์ทางศาสนา
ทว่าที่ผ่านมาอย่างกรณีเมื่อตอนความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ที่มีคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยชูธงสนับสนุนปาเลสไตน์ แต่ถูกเพ่งเล็งจากหน่วยงานรัฐว่า พวกเขาอาจเป็นแนวร่วมปฏิบัติการ ซึ่งดนัยยืนยันว่า กรณีแบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้น
“อิสราเอลไม่ชนะ อิหร่านไม่แพ้ มันเหมือนผีดิบ รอวันปะทุใหม่ มันอาจจะลงด้วยความชะงักงันทางยุทธศาสตร์ สหรัฐชนะด้วยความได้เปรียบทางอากาศ แต่ยังไม่บรรลุเป้าหมายทางการเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จ จะทำแบบเวเนซุเอลาคงไม่ได้ เขาประเมินและคาดการณ์ผิด ตอนนี้ตัวชี้วัด คือใครจะอดทนกว่ากัน”

สงครามครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ผลของการโจมตีของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่คือผลสะสมของความขัดแย้งยาวนานกว่า 40 ปี ตั้งแต่หลังการปฏิวัติอิหร่านปี 1979 จากพันธมิตรด้านน้ำมันและอาวุธ มาสู่ศัตรูเชิงอุดมการณ์ ภูมิรัฐศาสตร์ ของอิสราเอลและอิหร่านอันนำไปสู่สงครามตัวแทนทั่วทั้งภูมิภาค
เลบานอน ซีเรีย สงครามลับ การลอบสังหาร การโจมตีทางไซเบอร์ ทั้งหมดคือ “สนามรบเงา” ของสองประเทศนี้มาโดยตลอด ก่อนที่จะปะทุขึ้นมาเป็นการเผชิญหน้าโดยตรง
“ถ้าเราเชื่อว่าสงครามนี้คือสงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน เราจะเห็นว่าสหรัฐอเมริกาถูกดึงเข้ามาด้วยซ้ำและโชคร้ายที่ครั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อข้อมูลข่าวกรองจากอิสราเอลว่า อิหร่านกำลังจะมีอาวุธนิวเคลียร์แล้ว และจริง ๆ ก็พูดกันมาแล้วกว่า 40 ปี”
รศ.ดร. ศราวุฒิ อารีย์ ผอ. ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ำอีกว่า มีผู้นำของอิสราเอลหลายยุค หลายสมัย พยายามที่จะกล่าวหาว่าอิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ขณะเดียวกันอิหร่านก็รู้จุดแข็งของการต่อต้านในภูมิภาคนี้ดี ถึงการต่อต้านจักรวรรดินิยมจากตะวันตกจึงสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ ในภูมิภาค
ถ้าหากเราไม่เห็นโครงสร้างของความขัดแย้งอันยาวนานนี้ จากความพยายามของอิสราเอลในการเข้ามายึดครองพื้นที่และสร้างสถานะนำในภูมิภาค เราก็จะมองไม่เห็นแก่นของสงคราม และท้ายที่สุดแล้วนี่จะเป็นระเบิดเวลาให้สองประเทศนี้ทำสงครามกันต่อไป
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ใครชนะหรือแพ้” ซึ่ง รศ.ดร. ศราวุฒิเชื่อว่า “อิหร่านจะไม่แพ้ในสงครามนี้” และเช่นเดียวกันอิสราเอลก็จะ “ไม่ชนะ” นี่จะทำให้สงครามนี้มีแนวโน้มยืดเยื้อ และลากผู้เล่นรายอื่นเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะท้ายที่สุด นี่ไม่ใช่แค่สงครามสองประเทศ แต่คือสมรภูมิของภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางทั้งภูมิภาค

รับชม Live (สด) งานเสวนา : จับตาการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก ถอดรหัสสงครามตะวันออกกลางกับวิกฤตพลังงาน และผลกระทบต่อสังคมไทย ร่วมจัดโดย สกสว. ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร และ decode ThaiPBS