Reading Time: 4 minutes
ถ้าเราไม่เตรียมพร้อมเรื่องการพึ่งพาตนเอง ถ้าเรายังวางแผนโครงสร้างพลังงานเหมือนเดิม เราจะสาหัสไปจนถึงลูกหลาน
เสียงสะท้อนของ อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) ในงานเสวนา ‘อนาคตเศรษฐกิจและพลังงานไทยภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและระเบียบโลกใหม่’ ที่จัดขึ้นโดย JUSTPOW เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT)
นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ฝ่ายสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าโจมตีเพื่อเด็ดหัวผู้นำ (Decapitation Strike) เพื่อสังหาร อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และการทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารที่สำคัญของอิหร่าน ก่อนที่อิหร่านจะโต้กลับด้วยขีปนาวุธ ราว 170 ลูกที่มุ่งเป้าไปที่อิสราเอลและประเทศต่าง ๆ รอบอ่าวเปอร์เซีย เช่น ประเทศกาตาร์ ที่เป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่สำคัญของโลกและประเทศไทย
ท่ามกลางการโจมตีของสามประเทศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประกาศว่าจะเผาเรือทุกลำที่ผ่าน ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกที่น้ำมันกว่า 20% ของโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ และยืนยันว่าจะไม่มีน้ำมันไหลออกจากพื้นที่ดังกล่าว
การปิดช่องแคบฮอร์มุซสั่นสะเทือนความมั่นคงทางพลังงานทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะประเทศไทย ที่วิกฤตการณ์ดังกล่าวได้ ‘เปิด(หลาย)แผล’ ในโครงสร้างพลังงานของไทยที่อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะหายโดยไม่ทิ้งรอย
ประเทศที่รอด คือประเทศที่มี ‘ทางเลือกพลังงาน’
“ราคาแพงไม่ว่า แต่ถ้าของมันไม่มี มันจะเป็นปัญหาใหญ่กว่า”
ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร อธิบายว่า สงครามครั้งนี้ต่างจากเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ บุกเวเนซุเอลา สหรัฐฯ ทำลายฐานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อปีที่แล้ว หรือสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ที่ลากยาวหลายเดือนและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เพราะทั้งสามเหตุการณ์ไม่ได้สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ทว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน กลับสร้างผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างหนักหน่วง และที่น่ากังวลไม่แพ้กัน คือศักยภาพการผลิตน้ำมันของประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียจนทำให้ปริมาณน้ำมันและพลังงานอื่น ๆ อย่าง LNG อาจลดลงในอนาคต
ราคาพลังงาน เป็นปัจจัยหลักของแทบทุกภาคส่วนธุรกิจ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงราคาจะสูงแค่ไหน และยาวนานไหนเท่าใด แต่อีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กัน คือราคาพลังงานจะลดลงได้มากน้อยเพียงใด
รายงานจาก BofA Global Research ระบุว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และยังเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิสูงสุดในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย พิพัฒน์ตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยสามารถผลิตแก๊สธรรมชาติได้ แต่เพราะเหตุใดจึงนำเข้าน้ำมันมากกว่าประเทศอื่นที่ไม่มีแก๊สธรรมชาติ หรือมันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังหมกมุ่นในพลังงานหรือไม่
“มันจะเป็นปัญหาทั้งในแง่ของการพึ่งพาและประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ไม่คุ้มค่า เราพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นส่วนใหญ่ แก๊สธรรมชาติเราอาจผลิตเองได้บ้าง ปัญหาคือราคามันสูงขึ้น แต่คนลดการใช้น้ำมันไม่ได้ เพราะยังไงก็ต้องขับรถ แดดร้อนก็ต้องเปิดแอร์ ทุกคนก็ต้องใช้พลังงานกันหมด” พิพัฒน์อธิบาย
ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย
ด้าน รศ.ดร. รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ตามหลักเศรษฐศาสตร์ปิโตรเลียมจะมีจุดที่เรียกว่า Peak oil หรือปรากฏการณ์ที่ทำให้การผลิตน้ำมันมาถึงจุดสูงสุด (ไม่ใช่การที่น้ำมันหมดโลก) ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันสูงขึ้นและราคาพลังงานแพงขึ้น ซึ่งตั้งแต่ปีค.ศ. 1970 เป็นต้นมา ราคาน้ำมันขึ้นไปถึง จุดสูงสุดอยู่ที่ 100-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งปัจจุบันก็ราคาก็ยังอยู่ในระยะนี้
รักไทยคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันคงไม่ขึ้นไปกว่า 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพราะจุดดังกล่าวจะเป็นตัวกระตุ้นพฤติกรรมผู้บริโภคให้เลิกใช้น้ำมัน ซึ่งหลายประเทศมหาอำนาจไม่อยากให้เป็นแบบนั้น
รักไทยมองว่า จุดที่เปราะบางที่สุดของประเทศไทยคือ ‘การไม่มีทางเลือกพลังงาน’ แม้เราจะมีแหล่งพลังงานที่สำคัญในแถบอ่าวไทย แต่ปัจจุบันก็ถูกกั้นโดยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา หรือในแถบอันดามันที่มีแหล่งพลังงานมหาศาล แต่ในทางปิโตรเลียมก็อาศัยการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ (Geophysics) เป็นระยะเวลาประมาณ 3-5 ปีกว่าจะเริ่มทำการขุดเจาะ ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนทั้งในระดับหน่วยงาน และแนวทางพลังงานของประเทศ
เขาเสริมอีกว่า ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศแถบอเมริกาใต้ เช่น อาร์เจนตินา บราซิล หรือชิลี ซึ่งประเทศเหล่านี้พร้อมเจรจาเรื่องน้ำมันและพลังงานกับประเทศไทย แต่อย่างไรก็ดี ไทยก็จำเป็นต้องยกระดับโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศให้รองรับน้ำมันจากประเทศอื่น ๆ ด้วย เพราะส่วนใหญ่โรงกลั่นน้ำมันในประเทศมักออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก
“ในเชิงพลังงาน มันต้องกระจายความเสี่ยง (Diversify) และมีการจัดหาพลังงานหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นไฮโดรเจน LNG หรือ SMRs (Small Modular Reactor) ถามว่าทุกวันนี้มีใครใช้ถ่านหินไหม มีใครใช้ไอน้ำไหม ก็ยังมีอยู่ แต่ในสัดส่วนที่น้อยลงเรื่อย ๆ เพราะงั้นการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการใช้พลังงาน มันจะทำให้เรามีทางรอด”
รศ.ดร. รักไทย บูรพ์ภาค
พิพัฒน์ฉายภาพว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านทำให้ ‘การทวนกระแสโลกาภิวัฒน์’ หรือ De-globalization รุนแรงขึ้น จากเดิมที่แต่ละประเทศสามารถเปลี่ยนผ่านผู้คน เงิน สินค้า บริการ หรือพลังงานได้อย่างเสรี ไปสู่การตั้งกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางค้า หรือลดการพึ่งพาตลาดโลก และกระตุ้นการผลิตในประเทศเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจแทน
“หลังสงครามเย็น โลกมีผู้ชนะที่ชัดเจน คือฝั่งสหรัฐฯและยุโรป และเราก็มี Rule base world order ทั้งเศรษฐกิจหรือการเมืองระหว่างประเทศ เรามี IMF มี World bank มี UN มี WTO และเราก็เชื่อว่า ปัญหาในโลกสามารถจัดการได้ด้วย Rule base นี้ แต่วันหนึ่ง Rule base มันมีคนท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นจีน หรือรัสเซีย หลังจากจีนเข้า WTO และเป็นผู้ชนะในด้านเศรษฐกิจ ก็เริ่มมีความท้าทาย อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี Geo-politic เศรษฐกิจ การเงิน ทำให้ Rule base นี้มันไม่เวิร์ก สำหรับผู้ชนะเดิมอีกต่อไป” พิพัฒน์บอก
พิพัฒน์กล่าวอีกว่า Rule base เหล่านี้ได้ถูกทำลายไปหมดแล้วจากมาตรการขึ้นภาษีโดยไม่บอกใครของทรัมป์ การบุกสังหารผู้นำของเวเนซุเอลา การโจมตีประเทศอื่นโดยปราศจากข้อพิพาท (Unprovoked attack) ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องจัดพอร์ตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวก็เป็นการยากสำหรับประเทศไทยระดับหนึ่ง เขาอธิบายว่าประเทศไทยตีตัวห่างจากสหรัฐฯและตะวันตกมาแล้วระยะหนึ่ง ทำให้พวกเขาไม่ได้มองประเทศไทยเป็นประเทศมหามิตรเช่นเดิม ขณะที่เรากำลังเอียงข้างไปทางจีนอย่างชัดเจน แต่เราก็ไม่รู้ว่าประเทศจีนมองประเทศไทยอย่างไร ทำให้ประเทศไทยบริหารจัดการความสัมพันธ์นี้ด้วยการไม่เลือกข้าง
“ถ้าเราไม่ได้อยู่บนโต๊ะเจรจา เราก็จะอยู่ในเมนู มิดเดิลพาว์เวอร์ต้องมองหาว่าจุดแข็งของตนเอง คืออะไร อาจจะต้องจับกลุ่มเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่ไปเจรจากับมหาอำนาจ เพราะเวลาที่เราทำแบบนั้น เราเป็นผู้แพ้ตลอดเวลา เราจะทำยังไงให้ตัวเราใหญ่ขึ้น และมีอะไรไป offer จากเขาได้ เราอาจจะมีทางรอดครับ” พิพัฒน์บอก
46 ปีที่โครงสร้างไฟฟ้าที่ผูกติดกับก๊าซ วิกฤต LNG อาจกลายเป็นระเบิดเวลา
LNG เป็นก๊าซธรรมชาติหลักที่ประเทศไทยใช้ผลิตไฟฟ้ามาตลอด 40 ปี ด้วยความที่มีแหล่งก๊าซอยู่ที่อ่าวไทย ทำให้ LNG ถูกสถาปนาขึ้นเป็นแหล่งความมั่นคงทางพลังงานที่ราคาถูก ส่งผลโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าของไทยเต็มไปด้วยสัญญาซื้อขายและผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมหาศาล
“เรายังไม่รู้หรอกว่าผลกระทบต่อราคา LNG มันจะสูงไปแค่ไหน มันอาจจะไม่ได้สูงเท่าปี 2022 เพราะว่าปีนั้นมันมีปัจจัยใหญ่จากตลาดยุโรปเอง ที่ทำให้ความต้องการของ LNG ในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ หมายความว่าในอนาคตไปจนถึงปี 2030 มันยังปัจจัยเสี่ยงอีกมากที่เรายังไม่ได้เอามาคิดในขณะที่เราวางแผนภาคพลังงานของเรา”
ดร. ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อธิบายว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นแหล่งสำคัญในการนำเข้าก๊าซ LNG ของประเทศแถบเอเชีย แม้สงครามครั้งนี้อาจไม่ได้ส่งผลต่อราคา LNG ได้เท่ากับปี 2022 แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดอาจยาวนานกว่าและเห็นได้บ่อยขึ้นในอนาคต
ศุภวรรณอธิบายว่า ราคาตลาดของ LNG นั้นขึ้นลงเป็นวัฏจักรอยู่แล้ว แต่ในปี 2022 ที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ตลาดก๊าซ LNG ขนาดใหญ่อย่างยุโรปเลิกใช้ก๊าซจากรัสเซีย และเข้าซื้อก๊าซ LNG ในตลาดโลกมากขึ้น ทำให้ราคาของก๊าซ LNG พุ่งสูงกว่า 187% และทำให้ค่าไฟในประเทศไทยสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์คือ 4.72 บาทต่อหน่วย และทำให้กฟผ. มีหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาท ซึ่งหนี้เหล่านั้นก็จะถูกส่งผ่านมายังค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย
เธออธิบายอีกว่า หลังทศวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ราคาของก๊าซ LNG ที่ประเทศในแถบเอเชียต้องจ่ายพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งสหรัฐฯ และกาตาร์ขยายฐานการผลิตก๊าซ LNG เพิ่มอีก ทำให้หลายฝ่ายประมาณราคาของ LNG อยู่ 11-15 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ทว่าหลังสงครามตะวันออกกลางครั้งล่าสุด ทำให้ราคาสูงขึ้นประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในสัญญาการซื้อขายล่วงหน้า
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการผันผวนของ LNG อย่างเลี่ยงไม่ได้ ศุภวรรณอธิบายว่าปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าก๊าซ LNG เพื่อผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 30% ขณะที่แผน PDP2024 ระบุว่าการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซ LNG ในประเทศกำลังจะลดลงเป็น 41% ในอีก 10 ปีข้างหน้า (จากเดิม 57%) แต่ปริมาณการใช้ไฟฟ้ากลับไม่ได้ลดลงมากนัก ประเทศไทยจึงมีแนวโน้มที่ต้องนำเข้าก๊าซ LNG เพิ่มเป็น 54% ในปี 2030 ในขณะที่ราคาก๊าซ LNG ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากการที่โรงผลิตก๊าซธรรมชาติในกาตาร์ถูกโจมตี วิกฤตภัยแล้งในคลองปานามาที่ทำให้ก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐอเมริกาแพงขึ้น ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่เริ่มน้อยลง สัญญานำเข้า LNG จากเมียนมาที่กำลังจะสิ้นสุดลง กระทั่งช่องแคบฮอร์มุซที่ไม่รู้ชะตากรรมว่าจะเปิดเมื่อไหร่
แต่สัญญาณที่กระจ่างชัดที่สุด คือเราต้องจ่ายค่าไฟที่แพงขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน
“เรามีแนวโน้มที่จะต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG ที่จะสูงขึ้น เราจึงจำเป็นต้องระมัดระวังและวางแผนเตรียมรับมือมากขึ้น เข้าใจว่าภาครัฐเองที่ผ่านมาก็พยายามจะ diversify แหล่งนำเข้าที่หลาย หลาก มีการพิจารณาว่าจะนำเข้าจากสหรัฐอเมริกามากขึ้น ก็เป็นหนึ่งในการบริหารความเสี่ยง แต่ถ้าเราดูแนวโน้มของราคา LNG ในตลาดโลก ไม่ว่าเราจะนำเข้าจากที่ไหน ก็ยังมีความเสี่ยงต่อสิ่งที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ในอนาคตอยู่ดี” ศุภวรรณบอก
ดร. ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม
ศุภวรรณตั้งข้อสังเกตอีกว่า ด้วยสัญญาซื้อขายและผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก และหลายสัญญาลากยาว 20-25 ปี ทำให้เราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น อีกคำถามที่เพิ่มมาจากที่เราจะต้องไปหาก๊าซธรรมชาติจากที่ไหน คือเราสามารถใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าน้อยลงได้หรือไม่? และนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางพลังงานด้วยพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ที่มีอยู่ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งทางเลือก เหล่านี้มีตัวอย่างจากหลายประเทศทั้งสเปน โปรตุเกส หรือออสเตรเลียที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานธรรมชาติอื่น ๆ ได้สูงถึง 70-80%
แต่อย่างไรก็ดี ศุภวรรณระบุว่าประเทศไทยต้องเตรียมโครงสร้างทางพลังงานใหม่ที่พร้อมรองรับพลังงานทางเลือกเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ทั้งการทำ Grid Modernization หรือการทำ Pumped Hydro Storage ที่จะมาช่วยเสริมความมั่นคงในการกักเก็บพลังงานธรรมชาติในระบบ
“สัญญาที่เราทำไปแล้ว อาจมีความท้าทายมากในการปรับเปลี่ยน แต่ในช่วงระยะนี้ ก็เป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยที่เรากำลังทำแผน PDP ที่ล็อกทางเลือกพลังงานทางเลือกของเราในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ให้เราได้ทบทวนบริบทของความมั่นคงทางพลังงานในแผนไฟฟ้า ว่าทำยังไงเราถึงจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานได้จากภายในประเทศ และลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ” ศุภวรรณบอก
อาทิตย์ เวชกิจ
ด้าน อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) เล่าว่าก่อนหน้าสงครามตะวันออกกลาง กลุ่มทุนผู้ซื้อสินค้าในประเทศไทยค่อนข้างมีความกังวลอยู่แล้วในการซื้อสินค้าที่ปลดปล่อยคาร์บอนน้อยที่สุด ซึ่งผู้ประกอบการจำนวนมากมีความตั้งใจที่จะทำให้ได้ตามความคาดหวังของผู้ซื้อ และเอาตัวรอดจากข้อจำกัดมากมายที่เกิดขึ้นจากนโยบายพลังงานของรัฐบาลไทยเอง
โครงสร้างบิดเบี้ยว เปิดตลาดไฟฟ้าเพิ่มผู้เล่นรายย่อย
อาทิตย์อธิบายว่า มีข้อเสนอมากมายจากภาคผู้ประกอบการที่พยายามจะใช้พลังงานทางเลือกอื่น ๆ เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ของภาคอุตสาหกรรม การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บริเวณอื่นนอกจากหลังคา การทำ Third Party Access สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเพื่อส่งหรือขายพลังงานโดยไม่ผ่านหน่วยงานรัฐ หรือการเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อจูงใจนักลงทุนต่างชาติหรือผู้ประกอบการในประเทศ แต่สิ่งเหล่านี้กลับยังไม่เกิดขึ้น และกลายเป็นพันธนาการสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการด้านพลังงานต้องหาทางเอาตัวรอดมากกว่ายกระดับงานด้านพลังงาน
รักไทยเสริมว่า แม้ LNG จะเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการปลดปล่อยคาร์บอน แต่ LNG ก็ยังถูกจัดประเภทว่าเป็นพลังงานหมุนเวียนอยู่ (Renewable energy) และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า LNG จะเป็นพลังงานหลักของประเทศไทยต่อไป จากการที่ PTT ลงทุนมหาศาลด้าน LNG ในมาบตาพุด
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วคือ Term of use หรือ TOU ของผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศ รักไทยอธิบายว่า ที่ผ่านมาจุดพีกของการใช้ไฟฟ้าคือช่วงเวลากลางวัน แต่ปัจจุบันมีจุดพีกเพิ่มมาอีกจุดในเวลากลางคืน เพราะงั้นการคำนวนเวลาการใช้ไฟฟ้าโดยอ้างอิงจาก TOU เดิมจึงไม่สามารถสะท้อนตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าที่แท้จริงได้
รักไทยเสนอว่า การเปิดกว้างให้เอกชนรายย่อยหรือ SME เข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดไฟฟ้า มากกว่ามีแค่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะเป็นทางออกให้กับราคาไฟฟ้าในอนาคต
อาทิตย์เสริมอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีหลังคาโซลาร์เซลล์ประมาณ 15-20% ทั้งประเทศ ทว่ามีเพียง 0.1% ที่สามารถส่งไฟฟ้าเข้าระบบได้ เขาจึงเสนอว่ารัฐบาลควรเปิดช่องให้ไฟฟ้าจากหลังคาโซลาร์เซลล์ อีก 19.99% ให้สามารถไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้
ใน ‘วิกฤติ’ ไทยยังมี ‘โอกาส’ ทั้งความมั่นคง ราคา และสิ่งแวดล้อม
“มันเป็นความเสี่ยงที่เราทำอะไรไม่ได้ เราทำได้อย่างเดียวคือ hoping for the best, prepare for the worst แต่ปัญหาคือ hoping is not a strategy” พิพัฒน์บอก
พิพัฒน์มองว่า การอุดหนุนด้านราคาอย่างเดียวไม่สามารถคลี่คลายวิกฤตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้ทั้งหมด เขาเล่าว่าในปี 2022 กองทุนน้ำมันมีหนี้สูงสุดอยู่ที่ 135,000 ล้านบาท ซึ่งใช้เวลา 2-3 ปีกลับมาเป็นศูนย์ และช่วงก่อนจะเกิดสงครามก็มีเงินในกองทุนประมาณ 1,200 ล้านบาท แต่เมื่อเกิดสงคราม กองทุนน้ำมันอุดหนุนน้ำมันดีเซล 15-20 บาทต่อลิตร ปัจจุบันมีน้ำมันดีเซลถูกขายออกไปวันละ 70 ล้านลิตร เท่ากับว่ากองทุนน้ำมันต้องอุดหนุนราคาน้ำมันเป็นเงิน 1.0-1.4 พันล้านบาทต่อวัน เพราะฉะนั้นเพียงวันเดียวเงินทุนในกองทุนน้ำมันก็แทบหมดถัง หากรัฐบาลยังยืนยันที่จะอุดหนุน เขาเสนอว่าควรหารูปแบบของการอุดหนุนใหม่ เช่น การอุดหนุนเป็นรายภาคส่วน เป็นต้น
“โครงสร้างราคามันไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงครับ คือเราพยายามอุดหนุนดีเซล แต่ตอนนี้เดอะแบกของประเทศไทยคือเบนซิน ถ้าผมใช้รถเบนซินแต่ต้องมาอุดหนุนให้คนใช้ดีเซล ถ้ามองเรื่องการขนส่งก็พอรับได้ แต่รถหรูบางคนยังใช้ดีเซลเลยนะครับ” รักไทยบอก
ด้านรักไทยยกตัวอย่างน้ำมันดีเซล C9 ที่นิยมใช้ในเครื่องจักรขนาดใหญ่ ทว่ากลับขายถูกกว่าน้ำมันเบนซิน ซึ่งลักษณะแบบนี้สะท้อนว่าเราจำเป็นต้องปรับโครงสร้างพลังงานใหม่ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้ในระยะสั้นอาจเป็นการปรับลดมาตรฐานน้ำมันภายในประเทศ จากที่เคยใช้น้ำมันยูโร 4 และยูโร 5 อาจนำเข้ายูโร 2 มาใช้ก่อนเพื่อเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า
รักไทยเสริมอีกว่า เงินอุดหนุนราคาน้ำมันควรใช้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มั่นคงมากกว่า เช่น การเร่งสำรวจอุตสาหกรรมปิโตรเลียมในแถบอันดามัน การเปลี่ยนหัวรถจักรเป็นไฮโดรเจน หรือ เอาเงินอุดหนุนไปลงกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียนจะเห็นประโยชน์กว่า
ส่วนสถานการณ์ของก๊าซธรรมชาติ LNG คล้ายกับทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานะ Victim of our luck เพราะโครงสร้างด้าน LNG ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถขยับ หรือปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานได้อย่างคล่องตัวมากนัก ซึ่งหลายภาคส่วนก็มองว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่ทางที่ยั่งยืนในอนาคตอีกต่อไป
ปัจจุบันประเทศไทยมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG เช่น Terminal 3 ของ PTT หรือโครงการอื่น ๆ ที่จะเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บ LNG ให้ได้มากกว่าเดิม แต่ศุภวรรณมองว่าการเตรียมรับมือวิกฤตเฉพาะหน้าอาจกลายเป็นต้นทุนระยะยาวที่ฝังอยู่ในระบบพลังงานไทย แม้กระทั่งการติดหลังคาโซลาร์เซลล์ในช่วงเวลารัฐบาลยังไม่สามารถแสดงต้นทุนราคาไฟฟ้าที่แท้จริง ก็อาจสร้างภาระให้กับระบบพลังงานและกลายเป็นต้นทุนที่ไม่จำเป็น อีกทั้งความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ ก็อาจทำให้ในอนาคตมีโอกาสสูงมากที่การลงทุนเหล่านี้จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้
“มันมีต้นทุนที่มันเป็นหนี้สะสมของกฟผ. ที่เราไม่ได้เห็นทันที แต่มันจะฝังอยู่และอาจจะส่งผลไปสู่ค่าไฟฟ้าด้วยโครงสร้างปัจจุบัน มันมีเอกสารที่ฝ่ายกำกับกิจการพลังงานเวลาที่เขาจะพิจารณาการขึ้น FT มันมีอยู่บางเอกสารที่พิจารณาเหมือนกันว่า ถ้าจะใช้หนี้กฟผ. ทั้งหมดเลย มันอาจจะต้องขึ้นค่าไฟไปถึง 6 บาทเป็นเวลา 4-5 เดือนกว่าจะใช้หนี้หมด แต่เรายังไม่ใช่ฉากทัศน์นั้น” ศุภวรรณบอก
‘Don’t waste a good crisis’ วิทยากรทั้งสี่ท่านยืนยันว่าวิกฤตการณ์ดังกล่าวจะเป็นจุดที่ทำให้เรากลับมาทบทวนการลงทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอนาคต และหาโอกาสเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ประเทศที่มีความมั่นคงด้านพลังงาน
อาทิตย์ในฐานะนายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย ยืนยันว่าการปรับแผน PDP จะเป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น ทั้งการทำ Grid Modernization การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้เพิ่มเติม การเปลี่ยนผ่าน TOU ของการใช้ไฟฟ้า การพัฒนา Data center รถยนต์ไฟฟ้า และขนส่งสาธารณะไฟฟ้า แม้อาจจะยังไม่เห็นภาพของการยกเลิกสัญญาการผลิตก๊าซธรรมชาติ แต่ก็มีโอกาสที่ประเทศไทยจะสามารถนำเข้าเทคโนโลยีด้านพลังงานอื่น ๆ เพื่อทดแทนโครงสร้างพลังงานแบบเดิม
“มีความสบายใจได้อย่างหนึ่งว่าทิศทางมันไปอย่างนั้นแล้วจริง ๆ โดยที่การกำหนดพารามิเตอร์ มีการทำสมมติฐาน การสตาร์ตด้วย NDC 3.0 มาเป็นแม่บท การเรียงลำดับทำ EEP AEDP และค่อยมาทำ PDP ไม่ใช่ทำ PDP ก่อนและค่อยไปเขียนที่เหลือตามหลัง เพราะฉะนั้นเรายังมีความหวังว่าการกำหนดทิศทางตั้งแต่นี้ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่” อาทิตย์บอก
รักไทยเสนอไปในทิศทางเดียวกันว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เพียงการเจรจาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่หมายรวมถึงทิศทางของวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ที่ชัดเจน เขายกตัวอย่างถึงยุโรปที่เคยประสบปัญหาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ยุโรปตั้งเป้าหมายระดับประเทศว่าจะเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน แม้จะต้องทัดทานกับเสียงคัดค้านว่าเป็นไปไม่ได้ แต่สิบปีผ่านไปก็สามารถเป็นไปได้ หรืออย่างสหรัฐฯ เองที่ลงทุนวิจัยและค้นคว้ามหาศาลภายในประเทศจนกลายเป็นประเทศส่งออกพลังงานได้ในที่สุด ตัวอย่างเหล่านี้ยืนยันว่าการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานใหม่นั้นเป็นไปได้เสมอ
ด้านพิพัฒน์ย้ำว่า สิ่งที่รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้นคือ ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ ผ่านการกระจายแหล่งพลังงานให้มากที่สุด และหาทางออกจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพียงอย่างเดียว เพราะผลกระทบครั้งไม่ได้สร้างความเสียหายแค่ครั้งเดียว แต่คุกคาม (threaten) ทั้งระบบพลังงาน และทำให้ความเชื่อมั่นในความมั่นคงทางพลังงานของประชาชนสั่นคลอน ซึ่งรัฐบาลก็ต้องคิดให้หนักขึ้นว่าหากสถานการณ์รุนแรงกว่านี้จะรับมืออย่างไร
“เวลาเราเจอวิกฤตทางพลังงาน ปัญหาคือเราจะรักษาสมดุลอย่างไรระหว่างประสิทธิภาพ ความมั่นคง และต้นทุนทั้งระบบ มันก็เป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายขนาดนั้น วันนี้มันไม่ใช่แค่ราคา แต่เรามีความเสี่ยงที่พลังงานจะไม่พอ ก็อาจเป็นแรงจูงใจให้เราเริ่มทำอะไรบางอย่าง” พิพัฒน์บอก