Reading Time: 2 minutes
นี่คือสิ่งที่เราสรุปกับตัวเอง หลังจากอ่านหนังสือเรื่อง THE VEGETARIAN ที่เขียนโดย ฮันกัง
แล้วกระแสข่าวของไทยในช่วงนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำเมสเซจของหนังสือเล่มนี้ได้เป็นอย่างดีว่า บ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนจริง ๆ โดยเฉพาะถ้าคุณไม่ใช่ลูกในอุดมคติของคนในบ้าน
แต่ก่อนที่จะไปถึงเหตุผลว่า ทำไมเราถึงสรุปได้แบบนั้น หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นโดยแบ่งออกเป็น 3 พาร์ต ซึ่งเราไม่ได้อ่านสปอยหนังสือเล่มนี้มาก่อน ก็เลยเข้าใจว่า แต่ละพาร์ตคงไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่ออ่านพาร์ตแรกจบ ก็ยังคิดอยู่ว่า การจบตอนแบบทื่อ ๆ แล้วให้ผู้อ่านคิดต่อเอาเอง คงเป็นสไตล์การเขียนของผู้เขียนท่านนี้ แต่เมื่ออ่านพาร์ตที่สองไปเรื่อย ๆ จนมีอยู่ท่อนหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าชื่อตัวละครคุ้น ๆ นั่นแหละ เลยทำให้ได้รู้ว่า จริง ๆ แล้ว หนังสือเล่มนี้เขียนเล่าแต่ละพาร์ตให้เกี่ยวข้องกันโดยเป็นการเล่าเรื่องราวของตัวละครในแต่ละมุม มีย็องฮเย เป็นตัวละครหลักของเรื่อง เพราะทุกตัวละครเชื่อมโยงกันโดยมีเธอเป็นศูนย์กลางของเรื่อง
พาร์ตแรกจะเล่าผ่านน้ำเสียงของสามีของเธอ
พาร์ตสองเล่าผ่านน้ำเสียงของสามีของพี่สาว
และพาร์ตสุดท้ายเล่าผ่านน้ำเสียงของพี่สาวของเธอ
นอกจากจะเล่าแต่ละพาร์ตในแต่ละมุมมองของแต่ละตัวละครแล้ว วิธีการเล่าเรื่องยังชวนทำให้เราติดตามอ่านจนวางไม่ลง การบรรยายเรื่องทำให้คนอ่านจินตนาการเห็นภาพ รู้สึกร่วม บางจังหวะทำให้ผู้อ่านรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
ที่เราจั่วหัวข้างต้นว่า บ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน นั้น จากการเล่าเรื่องทั้งสามพาร์ตได้บอกกับเราว่าตั้งแต่ยังเด็ก คุณย็องฮเย พี่สาว และน้องชายของเธอ ออกไปเล่นข้างนอกไกลออกไปจากบ้าน คุณย็องฮเยไม่อยากกลับบ้าน นั่นเพราะพ่อชอบทำโทษเธอด้วยการตบหน้าอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เธอหวาดกลัวในการที่จะอยู่บ้าน
และรวมถึงการที่จู่ ๆ เธอก็แต่งงานโดยที่ครอบครัวของเธอไม่คาคคิด อาจเป็นเพราะคุณย็องฮเยอยากไปอยู่ที่อื่นที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่บ้านหรือเปล่า ขนาดหลังแต่งงาน การที่ต้องกลับไปกินข้าวที่บ้านยังกลายเป็นเหตุการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วน เพราะเธอต้องโดนบังคับทำอะไรที่ไม่อยากทำ รวมถึงโดนทำร้ายร่างกายจากคนที่เรียกตัวเองว่า พ่อ อีกแล้ว เธอจึงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อหนีสถานการณ์ตรงหน้าโดยการเอามีดมากรีดข้อมือตัวเองจนต้องไปโรงพยาบาลและเมื่อไปโรงพยาบาลเธอก็ยังโดนแม่บังคับให้กลับมากินเนื้อสัตว์อีก ไม่เคยมีใครเข้าใจ หรือฟังเสียงของเธอเลยจริง ๆ หรือการที่เธอเป็นโรคทางจิตอาจจะทำให้เธอหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ก็เป็นได้
การไม่กินเนื้อสัตว์ ก็อาจเป็นเส้นทางหลุดพ้นจากอะไรบางอย่างของเธอ
สาเหตุที่ไม่กินเนื้อสัตว์เพราะเธอฝันประหลาดถึงทำให้รู้สึกไม่อยากกินเนื้อสัตว์ ในความรู้สึกของเราที่เป็นผู้อ่านรู้สึกว่าการฝันแบบนี้ต้องมีอะไรมาดลใจแน่นอน หรือในอดีตเคยมีเรื่องอะไรที่โดนกระทำ ถูกกดทับเอาไว้ และทำให้ฝังใจจนเก็บไปฝัน
เรื่องราวต่าง ๆ ที่ย็องฮเยเจอตอนเด็ก ส่งผลให้อาการของเธอมาแสดงออกตอนนี้
ทั้งการที่โดนพ่อทำโทษแบบไม่มีเหตุผล วิธีแก้ปัญหาของพ่อเมื่อย็องฮเยโดนสุนัขกัดเธอตอนเด็ก ๆ คือเอาขนหางของสุนัขตัวนั้นมาเผาไฟแล้วโปะที่แผล ไม่เพียงเท่านั้นยังทรมานมันด้วยการผูกมันติดกับมอเตอร์ไซต์แล้วขับลากมันไปมาจนมันขาดใจตาย ด้วยมีความเชื่อแบบแปลก ๆ ที่ว่าสุนัขที่ตายตอนวิ่งจะเนื้อนุ่ม อ่านถึงตอนนี้เลยทำให้เรานึกขึ้นได้ว่าในสังคมเกาหลียังมีการกินเนื้อสุนัขอยู่ และนอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ว่าคนที่โดนสุนัขกัดถ้ากินเนื้อสุนัขตัวนั้นแผลที่โดนกัดจะหายไว การที่เด็กคนนึงต้องมาเห็นอะไรแบบนี้ต้องรู้สึกอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ มันจะกลายเป็นภาพจำฝังใจ
การที่เธอไม่ใส่เสื้อชั้นใน ก็อาจจะเพื่อปลดพันธนาการอะไรบางอย่างที่คงเกาะกินหัวใจของคุณย็องฮเย ตอนแรกเธอคิดว่า ที่เธอรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างจุกที่ใต้ลิ้นปี่ เพราะว่าใส่ชุดชั้นใน แต่เมื่อเธอไม่ใส่ เธอก็ยังรู้สึกแบบนั้นอยู่ จึงทำให้คิดว่าการที่ยังรู้สึกแบบนั้นอยู่เพราะว่าก่อนหน้านี้เธอกินเนื้อสัตว์เยอะเกินไปแน่ ๆ ทั้ง ๆ ที่ความจริงอาจไม่ได้มาจากสาเหตุนั้น
ในเมื่อบ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย เมื่อพี่เขยของเธอมาชวนเธอทำอะไรที่หลุดจากสิ่งที่เป็น เธอจึงไม่ปฏิเสธที่จะทำ ซึ่งแน่นอนว่าตอนนั้นเธอหลุดจากความคิดของมนุษย์คนนึงไปแล้ว (หรือจะบอกว่าเป็นคนบ้าก็ได้) นี่คือเรื่องเล่าพาร์ตที่สองที่เป็นเรื่องเล่าจากน้ำเสียงของสามีของพี่สาวคุณย็องฮเย ผู้ที่ดูไม่น่าจะมาเกี่ยวข้องอะไรกับเธอขนาดนั้น เดิมทีพี่เขยของคุณย็องฮเยไม่ได้นึกสนใจอะไรในตัวเธอ แต่หลังจากที่ได้ยินเรื่องปานมองโกเลียนที่อยู่บนก้นของย็องฮเยจากปากภรรยาของเขา (ปานมองโกเลียนคือปานสีน้ำเงินเทาสีเขียว ที่มักพบในเด็กแรกเกิด และจะค่อย ๆ หายไปเมื่อโตขึ้น แต่ปานของคุณย็องฮเยนั้นยังคงมีร่องรอยอยู่) เมื่อได้ยินแบบนั้นเขาก็เกิดความคิดที่อยากจะสร้างสรรค์ต่อยอดศิลปะจากปานมองโกเลียนขึ้นมา มันอาจจะดูไม่แปลกกับการสร้างสรรค์ศิลปะบนร่างกายมนุษย์ แต่ที่แปลกคือภาพในความคิดของเขางานศิลปะนั้นมีการร่วมเพศกันของชายหญิงด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือเขาคิดไม่ซื่อกับน้องภรรยาตัวเอง เขาเฝ้าแต่คิดอยากทำให้ภาพในหัวเป็นจริง จนวันนึงที่โอกาสมาประจวบเหมาะพอดี วันที่เขาได้ไปหาน้องภรรยาที่ห้องเช่า ซึ่งเธอมาอยู่หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลที่บำบัดทางจิต เขาขอให้น้องภรรยามาเป็นนางแบบสำหรับงานศิลปะ เธอตกปากรับคำโดยที่เธอยังไม่รู้เงื่อนไขที่ซ่อนอยู่ในคำขอนั้น ในช่วงระหว่างนั้นเขาเลยเถิดไปมีอะไรกับน้องสาวภรรยาที่สภาพจิตใจไม่ปกติจริง ๆ และในวันรุ่งขึ้นภรรยาของเขาเข้ามาเห็น แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่เธอรับไม่ได้ จนต้องเรียกเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลทางจิตมารับทั้งสองคนนี้ไป หลังจากนั้นก็ดูเหมือนเขาและภรรยาแยกทางกันโดยปริยาย ซึ่งถ้าเป็นเราใครจะทำใจได้ มีอะไรกับน้องสาวของเราที่สภาพจิตใจไม่ปกติ
หลังจากเหตุการณ์นั้น คุณย็องฮเยกลับมาอยู่โรงพยาบาลอีกครั้ง และพี่สาวของเธอก็มาเยี่ยมอยู่เรื่อย ๆ โดยส่วนนี้เป็นเรื่องราวของพาร์ตที่สามที่มาจากมุมมองพี่สาวของเธอ ซึ่งพาร์ตนี้พี่สาวของเธอเล่าเรื่องราวตอนเด็กให้เราได้รู้ว่าตอนเด็ก ๆ เธอต้องเจอกับอะไรมาบ้าง เธอกับน้องสาวอายุห่างกัน 4 ปี ย็องฮเยโดนพ่อตบหน้าหลายครั้งตั้งแต่เด็ก เธอรู้สึกว่าหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นถ้าตอนนั้นเธอยับยั้งสถานการณ์ไว้ สถานการณ์มันจะเปลี่ยนไปหรือเปล่านะ แต่การที่เธอมาคิดเอาตอนนี้ ตอนที่เหตุการณ์มันผ่านไปแล้วก็คงไม่ได้ช่วยอะไร
ด้วยความที่เป็นพี่สาวคนโต เธอพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทั้งในฐานะลูกสาว พี่สาวของน้องสาวและน้องชาย ภรรยา แม่ของลูก และในฐานะคนทำธุรกิจเล็ก ๆ เธอเป็นคนเอาใจพ่อแม่เลยทำให้พ่อไม่ค่อยมาอะไรกับเธอ ออกจะเกรงใจด้วยซ้ำ ซึ่งก็ถือว่าเป็นวิธีการเอาตัวรอดของเธอ เธอพยายามใช้ชีวิตให้ดี เรียบง่ายที่สุด เท่าที่จะทำได้ตามขนบสังคม แต่นั่นก็ทำให้ตัวเธอไม่ได้ลองใช้ชีวิตเลยสักครั้ง
Playread : THE VEGETARIAN เดอะเวเจอเทเรียน
ผู้เขียน : ฮันกัง Han kang
สำนักพิมพ์ : Page
PlayRead : คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี