โดยปราศจากการครอบงำ
Reading Time: 2 minutesความรักไม่เคยเป็นเรื่องส่วนตัว หากแต่ถูกกำหนดและจำกัดด้วยเพศ ระบบเศรษฐกิจ และการเมืองเสมอมา ไม่ประหลาดใจเลยที่ “นิยาย” จะเป็นพื้นที่ของผู้หญิงที่พอจะมีอำนาจในการพูด เขียน คิด และรู้สึกอย่างลึกซึ้ง
วงเสวนาต้อนรับ Pride Month หัวข้อ ‘sex worker เสียงที่ไม่ถูกได้ยิน’ ของ SWING Thailand เปิดบทสนทนาบอกเล่าประสบการณ์ของ sex worker และ sex creator บนลานสกายวอล์กที่ผู้คนพลุกพล่าน เสียงของผู้ที่ไม่ถูกได้ยิน ถูกทำให้ได้ยินในที่แจ้ง และมีเพียงความธรรมดาสามัญเป็นเบื้องหลัง ตัดความซีเรียสขึงขังทางวิชาการ ปล่อยตัวเองให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนของคนทำงานจริง ซึ่งผู้ดำเนินรายการอย่าง จำรอง แพงหนองยาง รองผู้อำนวยการ SWING Thailand เซ็ตบรรยากาศให้เป็นกันเองด้วยการให้ทุกคนได้แนะนำตัวเองในแบบที่พึงพอใจ พร้อมไปกับชวนบอกเล่าจุดเริ่มต้นของการเดินบนเส้นทางอาชีพของแต่ละคน

ครูแพรว แพรวไพลิน นางงามจากเวที Miss Universe Trans Thailand 2023 และอีกบทบาทหนึ่งที่ภาคภูมิใจมากคือการเป็น sex creator แพรวเล่าว่าที่มีคำว่า ‘ครู’ นำหน้าเพราะอดีตเคยเป็นครูสอนแต่งหน้า และสอนบุคลิกภาพมาก่อน
ศิริทาทา หรือทาทา เทวีกะหรี่เบอร์ตอง บุคคลที่หลายคนอาจคุ้นเคยผ่านในหน้าสื่อ ผู้ที่เพิ่งมาประกาศตัวว่าเป็น sex worker ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลังจากมีคนรู้จักมากขึ้นจากการทำงานเคลื่อนไหวหลายหมวก ทาทาแนะนำตัวเองว่าเป็นอดีตคณะกรรมาธิการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันการยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 และยังดูแลคนไร้บ้านร่วมกับมูลนิธิอิสรชน รวมถึงยังร่วมกับคณะทำงานบางกอกไพรด์
ไหม เป็น sex worker ฟรีแลนซ์ ทำงานอยู่เชียงใหม่ สนใจกิจกรรมของมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ หลังจากนั้นได้เข้ามาเป็นกระบอกเสียงให้กับพี่น้องที่ทำงานเป็น sex worker ซึ่งตอนนี้ไหมทำงานกับเอ็มพาวเวอร์มา 14 ปีแล้ว
และ บิ๊ก หรือหลุยส์บิ๊ก sex creator หน้าใหม่ ที่ตอนนี้พยายามผลิตผลงานอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเจาะลึกไปถึงคำถามที่ว่าแต่ละคนเข้าสู่เส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างไร สำหรับแพรว ที่ในอดีตเคยทำสถาบันสอนแต่งหน้าและสอนบุคลิกภาพ ตอนอายุประมาณ 19-20 ปี เธอเคยมีรูปหลุดและเคยถูกถามคำถามบนเวทีประกวดนางงามเวทีหนึ่งว่า ‘ถ้าเพื่อนของคุณมีรูปหลุดจะบอกเพื่อนคนนั้นว่าอะไร’
“ถามแบบนี้มันก็รู้แล้วไหมว่าคือหนู หมายถึงหนู”
เหตุการณ์นั้นทำให้เธอหายหน้าและเฟดตัวออกไปจากทุกอย่างนานถึง 7-8 ปี จนกระทั่งวันหนึ่งเธอทะเลาะกับเพื่อนแล้วเพื่อนขู่ว่าจะปล่อยรูปหลุด แพรวจึงตัดสินใจสมัครทวิตเตอร์เพราะอยากเอาชนะและอยากหลุดพ้นจากความกลัว
“หนูสมัครทวิตเตอร์ แล้วก็ปล่อยรูปใหม่ด้วยตัวเองไปเลย เป็นรูปที่ตุ๊งแล้วด้วยแบบเริ่ด ๆ”
*พจนานุกะ (เทย) : ตุ๊ง=แต่ง
เพียงไม่นานแพรวเล่าว่าได้ผู้ติดตามมาถึง 20,000 คน หลังจากนั้นเธอจึงซิงค์รายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดในโทรศัพท์เข้ากับบัญชีทวิตเตอร์ตอนนั้นเพราะอยากให้เพื่อนที่ขู่ปล่อยรูปหลุดได้เห็น

นอกจากนี้ แพรวยังเล่าต่อด้วยว่า ความท้าทายขณะนั้นคือ คำว่า sex creator ยังไม่มีในสังคม ไม่รู้ว่าจะนิยามตัวเองว่าคือใคร หรือทำอาชีพอะไร ทำไปได้ไม่นานก็เกิดสถานการณ์โควิด-19 ขึ้น ซึ่งเป็นช่วงที่มีแพลตฟอร์ม OnlyFans เข้ามาพอดิบพอดี ทำให้เธอได้เข้าไปในแพลตฟอร์มเป็นกลุ่มแรก ๆ ส่งผลให้มีฐานแฟนคลับเยอะพอสมควร
“ผ่านมา 6 ปีแล้ว ตอนนี้ไม่มีคลิปหลุดอีกต่อไป มีแต่คลิปที่ตั้งใจปล่อยค่ะ” แพรวกล่าว
ทางด้านทาทาเล่าว่า ในช่วงที่เธอกลับมาจากการเรียนต่อที่ประเทศอินเดีย อยู่ ๆ ก็มีความคิดว่าอยากลองใส่ชุดนักศึกษาเล่น ๆ
“เอาตรง ๆ ก็อยากรู้ว่าเราจะขายได้ไหม ซึ่งพอใส่ชุดนักศึกษาปรากฏว่าก็ขายได้จริง ๆ ตอนนั้นไม่ได้เลือกว่าจะมาทำอาชีพนี้จริงจัง ทำเพราะแค่อยากรู้ แต่ก็มีคนมาขอดูแล มาซื้ออยู่เรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้เยอะแยะมากมาย”
การที่ยังไม่ตัดสินใจประกอบอาชีพ sex worker จริงจัง ทาทาเล่าว่าเป็นเพราะ ‘เสียงในหัว’ ที่ยังตีกันอยู่ตลอดเวลา มีความรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ไม่ดีและผิดกฎหมาย จึงเป็นที่มาของการทำอาชีพนี้แบบกลัว ๆ และเขินอาย ไม่กล้าบอกใคร กระทั่งการเข้าโรงแรมม่านรูดครั้งแรกยังต้องเอาตัวถดไถลอยู่ในรถเพื่อไม่ให้คนข้างนอกเห็น
“เรากลัวว่าคนจะจำหน้าได้ กลัวว่าญาติผู้ใหญ่หรือคนในครอบครัวจะมาเห็น” ทาทาบอก

กระทั่งมีช่วงหนึ่งที่ต้องหันมาเป็น sex worker จริงจัง ทาทากล่าวว่าเป็นเพราะต้องใช้เงินเยอะเลยเริ่มที่จะไม่กลัว ซึ่งแน่นอนว่าเธอเก็บเป็นความลับกับคนทางบ้านอย่างแนบเนียน จะมีก็แค่คนรอบตัวที่สนิทกันเท่านั้นถึงจะรู้ว่าเคยทำอะไรและทำที่ไหน
สำหรับไหม เธอเปิดด้วยการบอกว่า
“ค่อนข้างที่จะเสียใจ…เสียใจที่เข้าวงการนี้ช้าเกินไป เสียเวลาไปทำอะไรไม่รู้ เงินก็น้อย”
ถ้อยคำของไหมเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้คนที่นั่งฟังเรื่องเล่าของเธอ ไปตาม ๆ กัน
ไหมเล่าต่อว่าเธอเริ่มทำอาชีพนี้ตอนอายุได้ 26 ปี ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเสียเวลาไปตั้ง 5 ปีกับการทำงานอื่นที่งานหนักและได้เงินน้อย กลับกันงานนี้สามารถทำให้เธอดูแลตัวเองได้ดี มีเวลา มีเงินดูแลครอบครัว และยังได้พูดคุยกับชาวต่างชาติ ได้เรียนรู้วัฒนธรรม ได้เจอความหลากหลาย ซึ่งเธอกล่าวย้ำว่าเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจมาก จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมจึงรู้สึกเสียใจที่ก้าวเข้ามาทำอาชีพนี้ช้าไป

ส่วนบิ๊กเล่าว่า เขาเริ่มมาจากความชอบเสพสื่อทางเพศ ตอนแรกไม่กล้าที่จะเข้ามาทำตรงนี้ ซึ่งจุดเริ่มต้นจริง ๆ คือการเลือกไปถ่ายแบบช่วงตรุษจีน
“มันก็ไม่ใช่การถ่ายแบบปกติทั่วไป แต่เป็นการแก้ผ้าถ่าย วันนั้นไปเจออีกคนที่ถ่ายก่อน ส่วนบิ๊กถ่ายทีหลังและต้องบิ๊วอารมณ์ ก็เลยตัดสินใจถ่ายเป็นหนังเลย ไม่ได้ถ่ายเฉพาะแค่ภาพนิ่ง” บิ๊กเล่า
หลังจากนั้นบิ๊กจึงลองโพสต์คลิปวิดีโอดังกล่าวลงในทวิตเตอร์ พอโพสต์ไปก็มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้น ทำให้เห็นว่าตัวเองสามารถทำได้ และตอนนี้บิ๊กก็มีผลงานร่วมกับ sex creator จากสิงคโปร์แล้ว
“น่าประทับใจที่ทุกคนเลือกทางเดินนี้ ทั้งที่รู้ว่าอคติในสังคมเต็มไปหมด แต่คนที่มาอยู่ตรงนี้มาเพื่อจะบอกกับทุกคนว่าฉันภูมิใจ และมันคืองานสุจริต” จำรองกล่าวเพิ่มเติมหลังจากทั้งสี่คนได้บอกเล่าจุดเริ่มต้นในเส้นทางอาชีพของตัวเอง
เมื่อกล่าวถึงประเด็นที่ว่าครอบครัวรับรู้เรื่องนี้หรือไม่ แพรวเล่าอย่างตรงไปตรงมาว่า ครอบครัวเธอรู้ เพราะตอนที่จะเข้ามาทำตรงนี้เธอตั้งเป้าหมายว่าจะเอาคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเสียไป
“เราตั้งเป้าเลยว่าเราจะเอาคืนทั้งหมดที่เราเสียไป เราจะเอาทั้งหมดกลับคืนมาจากการที่เราเป็น sex creator ก็คือบอกตัวเองเลยว่าเราจะต้องดัง ไม่งั้นเราจะเป็นแค่คนทำคลิปธรรมดาที่ไม่ถูกยอมรับ ดังนั้นก็เลยตั้งใจมาก ๆ ที่จะทำยังไงก็ได้ให้เราถูกยอมรับในสายอาชีพนี้” แพรวบอก
ทางด้านทาทากล่าวว่า เธอไม่ได้เดินไปบอกที่บ้านว่าทำอาชีพนี้ แต่คิดว่าคนทางบ้านน่าจะต้องรู้ผ่านสื่อ ส่วนคนที่จะไม่ได้รู้อยู่แล้วคือ ย่า ตา ปู่ และแม่ เพราะท่านเสียชีวิตไปหมดแล้ว จะเหลือก็หลวงพ่อที่บวชอยู่วัด บวกกับนิสัยส่วนตัวคือ ทำอะไรไม่ค่อยบอกใครอยู่แล้ว
“หลวงพ่อก็จะโทรมาหาตอนที่เห็นเราในสื่อ เราไม่ได้บอกใครจริงจัง ถึงท้ายที่สุดถ้าเขาจะรู้แล้วมาด่าเราก็ไม่ได้แคร์ขนาดนั้น เพราะเราก็หากินของเราเองไม่ได้พึ่งพาใคร ส่วนญาติ ๆ ถ้าเขาจะบอกว่าเราทำอาชีพนี้แล้วทำวงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย เราก็รู้สึกว่า ‘it’s not my business’”

ขณะที่ไหมมองในมุมที่เรียบง่ายว่า ที่บ้านอาจจะไม่แฮปปี้ ด้วยสังคมยังคงมีอคติต่ออาชีพนี้อยู่อย่างเข้มข้น จึงมีการบอกให้ทางบ้านรับรู้แค่ว่าเธอทำงานอยู่ที่บาร์แห่งหนึ่ง
“จริง ๆ ก็เหมือนเวลาที่เรามีแฟน เราก็ไม่จำเป็นต้องเดินไปบอกพ่อแม่ว่า เรามีเซ็กซ์กับแฟนวันนึงกี่ครั้ง”
ไหมเปรียบเทียบก่อนจะกล่าวต่อว่า เหมือนกับการที่เธอทำงานในบาร์ ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเดินไปบอกพ่อแม่ว่าคืนนี้ไปกับแขกกี่คน ไหมมองว่าการทำอาชีพนี้อาจจะไม่จำเป็นที่ต้องบอกกับครอบครัวตรง ๆ เพียงแค่เขารู้ว่าเราอยู่จุดไหนก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเจาะจง หรือทำให้พวกเขารู้สึกแย่กับเรา
ท่ามกลางคำกล่าวหาที่สังคมมักตราหน้าว่าคนกลุ่มนี้ “รักสบาย” จึงเลือกเดินเข้าสู่อาชีพนี้ เวทีเสวนาได้ชวนสำรวจลึกลงไปถึงความฝันและความหวังที่แท้จริงในใจของแต่ละคน ซึ่งคำตอบที่ได้สะท้อนมิติชีวิตที่หลากหลายและเป็นมนุษย์อย่างมาก
ทาทาเปิดมุมมองในส่วนของเธอว่า เธอไม่ได้มีความต้องการที่จะซื้อหรือเป็นเจ้าของสิ่งของนอกกายมากมาย ไม่ได้อยากมีบ้านหรือมีรถยนต์หรู ๆ เพราะไม่มีลูกหลานหรือภาระผูกพันอะไรให้ต้องกังวล “ทุกวันนี้ก็ไม่ได้มองอะไรไกล มองแค่เรื่องของความใคร่ เราสำเร็จความใคร่พร้อมกันก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าวันนึงอยากมี ก็อยากมีเพราะตัวเองมีความสุข แต่ทุกวันนี้ไม่ได้คาดหวังอะไร” ทาทากล่าวขยายความด้วยความพึงพอใจในจุดที่ยืนอยู่
ขณะที่ไหมได้สะท้อนภาพความเป็นจริงของเพื่อนร่วมอาชีพว่า sex worker หลายคนที่ก้าวเข้ามาตรงนี้ ต่างต้องแบกรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวแทบทั้งสิ้น สำหรับตัวเธอเอง แม้ใจจริงจะเคยอยากมีบ้านมีรถเหมือนคนอื่น ๆ แต่ด้วยความที่ผันตัวมาทำงานเป็นสายนักกิจกรรมขับเคลื่อนสังคมด้วย จึงเลือกที่จะไม่ตั้งความหวังในชีวิตไว้สูงจนเกินไป ทุกวันนี้ขอเพียงแค่ใช้ชีวิตอยู่ไปอย่างราบรื่น มีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น และสามารถดูแลปรนนิบัติพ่อให้ดีที่สุดก็เพียงพอแล้ว

ทางด้านแพรวได้ร่วมสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า สำหรับเธอนั้น ความฝันและความหวังคือสิ่งจำเป็นที่ต้องมี เพราะถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไป ชีวิตก็คงจะเรื่อยเปื่อยและทำให้รู้สึกว่าตัวเองหมดคุณค่า ในอดีตเธอเคยฝันอยากมีบ้าน มีรถ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งอาชีพนี้ก็ได้มอบทุกอย่างให้เธอจนครบถ้วนแล้ว แต่สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกเคว้งคว้างจนกลายเป็นคนไม่มีความฝัน ความหวังในตอนนี้ของเธอจึงไม่ใช่เรื่องวัตถุอีกต่อไป แต่เป็นการอยากเดินออกจากชีวิตในจุดนี้เพื่อกลับไปเป็นตัวเองคนเดิมที่มีแพสชันในการใช้ชีวิต เพราะตอนนี้เธอรู้สึกว่าชีวิตไม่สนุกเอาเสียเลย เธอยังอยากสนุกและอยากตื่นตัวกับการทำงาน แต่ในเมื่อแพสชันมันมอดดับลงไป ทุกอย่างในหัวจึงกำลังตีกันอย่างหนัก
ปิดท้ายด้วยบิ๊ก ซึ่งยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในฐานะที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการได้ไม่นาน ตัวเขาเองยังไม่ได้ประสบความสำเร็จถึงขั้นนั้น ความฝันในตอนนี้จึงเป็นการมุ่งมั่นทำผลงานให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้เพื่อสร้างชีวิตให้แม่สุขสบาย อย่างไรก็ตาม บิ๊กไม่ได้คิดจะอยู่บนเส้นทางสายนี้ไปตลอดชีวิต แต่เขาวางแผนที่จะทำควบคู่ไปกับการเป็น ‘โกโก้บอย’ และมีโอกาสเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ
ข้ามพ้นมายาคติและอคติที่ฝังจำ
เมื่อพูดถึงสิ่งที่ต้องพบเจอท่ามกลางมายาคติและการข้ามผ่านจุดนั้น ไหมบอกว่าเธอไม่ได้มองหรือสนใจคำพูดของคนอื่น เพราะพวกเขาไม่ได้มาดูแลหรือเอาเงินมาให้เรา ในเมื่อเราทำงานหาเงินดูแลตัวเองได้ ถ้าเรามัวแต่เก็บคำพูดของคนที่มาว่าหรือด่าทอเรามาคิด มันก็จะกลายเป็นปมในใจและทำให้เราไม่เข้มแข็งพอที่จะทำงานต่อไปได้ แน่นอนว่ามันมีคนมองเธอด้วยสายตาดูถูกอยู่แล้ว ช่วงทำงานก็เจอคนใช้สายตาเหยียด แต่เธอเลือกที่จะไม่ซีเรียสกับตรงนั้น
ทาทาเล่าเสริมว่า พออยู่ในสถานการณ์ที่ช่วงหนึ่งจำเป็นต้องใช้เงินเยอะ ก็เป็นเหตุให้ต้องก้าวข้ามผ่านมายาคติต่าง ๆ ให้ได้ ความอายต้องหดหายไป จากที่ไม่เคยต้องมาเต้นยั่ว ไม่เคยต้องทำท่าต่าง ๆ ที่ไม่คุ้นชิน แต่เมื่อต้องใช้เงิน หลาย ๆ อย่างก็บังคับให้ต้องเลิกกลัว หากปล่อยให้ความกลัวบดบัง เงินทองก็คงมาไม่ถึงมือตัวเอง
นอกจากนี้ ยังมีมิติที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของทาทา ด้วยความที่เป็นทรานส์เจนเดอร์ ในช่วงแรกเธอติดกรอบเพศของตัวเองว่าต้องเป็น ‘รับ’ อย่างเดียว ทำให้ไม่กล้าเปลี่ยนบทบาทเพราะอายตัวเอง
“ท้ายที่สุดมีคนพูดเตือนสติว่าเรื่องแบบนี้มันคือการ give and take together มันถึงจะทำให้รู้สึกว่าไปรอดและไปได้ดี เลยตัดสินใจปรับเปลี่ยนมุมมองและทำมันให้ได้”
ส่วนในฐานะเด็กต่างจังหวัดอย่างบิ๊ก เขาเล่าว่าพอก้าวเข้ามาเป็น sex creator จะโดนมองว่าเป็นเด็กบ้านนอกที่อยากอัปเกรดตัวเอง อยากบินสูง อยากดูดี สิ่งที่ทำให้ก้าวผ่านมาได้คือการทำให้พวกเขาเห็นว่าเขาทำได้จริง ๆ

“เราสามารถหาเงินจากตรงนี้ไปเลี้ยงดูแม่และน้องสาวได้ ในเมื่อหลายคนทำได้ทำไมเราจะทำไม่ได้ แล้วมันก็เป็นอาชีพที่บิ๊กไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อน”
ขณะที่แพรวบอกว่าตอนแรกโดนด่าเยอะมากเพราะมีคำว่า ‘ครู’ ค้ำคออยู่ แต่สิ่งที่ทำให้ก้าวผ่านมาได้ คือการไม่อายที่จะเป็นตัวเอง พอค่อย ๆ ภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเองในทุกรูปแบบ ก็จะไม่มีใครสามารถมากดเธอลงได้อีก
ทั้งสี่คนลงความเห็นตรงกันว่า สถานการณ์ด้านอคติต่ออาชีพ sex worker และ sex creator ตอนนี้ดีขึ้นในมิติที่เราสามารถพูดถึงมันได้ อาชีพนี้สามารถเข้าไปอยู่ในบทสนทนาทางการเมือง อยู่ในพื้นที่นิติบัญญัติ และแสดงออกทางการเมืองได้ว่าต้องการยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 เมื่อถูกพูดในที่สาธารณะได้มากขึ้น ก็ทำให้รู้สึกว่าสามารถยืนยันได้อย่างหนักแน่นว่าอาชีพของพวกเขาสมควรได้รับการปกป้องคุ้มครอง

ไหมกล่าวเสริมว่าตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ต่อสู้มา เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนว่าคนรุ่นใหม่กล้าที่จะพูดและเรียกร้องสิทธิร่วมกัน มีกลุ่มนักศึกษามาช่วยล่ารายชื่อ เพื่อสนับสนุนการยื่นร่าง พ.ร.บ. คุ้มครอง sex worker เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้มาทั้งหมด 11,765 รายชื่อ
อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าเพื่อยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี และเรียกร้องการคุ้มครอง sex worker ก็ยังมีการชักแม่น้ำทั้งห้า หาเหตุผลมากมายมาปฏิเสธข้อเรียกร้อง หรือทำให้เดินหน้าได้อย่างช้า ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องกระตุ้นทวงถามถึงเจตจำนงทางการเมืองเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ทุกคนคาดหวัง
ช่วงท้าย ศ. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ หรือ SWING Thailand ได้ขึ้นมากล่าวต่อว่า หากฟังถ้อยคำน้ำเสียงจากตัวแทนคนทำงานในอุตสาหกรรมทางเพศทั้งสี่คน จะเห็นได้เลยว่าไม่ได้มีความแตกต่างจากแรงงานประเภทอื่นที่ทำงานออฟฟิศ หรือทำงานอยู่ในโรงงาน เขาเลือก และเขามีเหตุผล มีปัจจัยในการเลือก เหมือนที่มนุษย์ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองว่าจะเลือกทำอะไร

ชลิดาภรณ์ ย้ำว่าคนอาชีพนี้ต่างมีความยากลำบากจากการถูกตีตราและประณาม ทั้งที่ทุกคนมีความฝัน มีความปรารถนา ซึ่งถ้าฟังให้ดีมันไม่ต่างอะไรจากใครหลายคน ที่อยากปรารถนาให้ครอบครัวและตัวเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นี่คือสิ่งที่ทุกคนผู้กำลังดิ้นรนอยู่ในตลาดแรงงานประเทศนี้พูดอยู่ไม่ใช่หรือ
“เมื่อไหร่ที่เราจะมองข้ามการตีตราประณาม เมื่อไหร่คุณจะเชื่อมั่นว่าคนคนหนึ่งเลือกได้เอง เพราะถ้าคุณไม่เชื่อมั่น แปลว่าคุณกำลังบอกว่าในประเทศมีคนบางคนที่เลือกไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นประเทศนี้ไม่ต้องเป็นแล้วประชาธิปไตย”
“อยากฝากถึงท่านนายกฯ อนุทิน ท่านอาจจะไม่ได้สนับสนุนโพสิชั่นของพวกเรา ที่จะยกเลิก พ.ร.บ. ท่านไม่สนับสนุนก็ไม่เป็นไร แต่ขอพื้นที่ให้พวกเราได้ถกเถียงพูดคุย ท่านไม่เคยฟังเสียงพวกเราเลย นี่คือคนกลุ่มที่ท่านนายกฯ ไม่เคยคุยด้วยเลย และถ้าท่านจะไม่สนับสนุนความพยายามของพวกเราในการแก้ไขปัญหานี้ ก็อย่ารังแกพี่น้องของฉันเพิ่ม” ชลิดาภรณ์กล่าวทิ้งท้าย