น้ำดำพาให้เรื่องแดง มีอะไรอยู่ใกล้ต้นน้ำแหล่งผลิตน้ำประปาสระบุรี
Reading Time: 5 minutesปริศนาน้ำดำคลองห้วยตะเข้–คลองหนองน้ำเขียว ยังมีโรงงานรีไซเคิล บ่อหลุมฝังกลบไปจนถึงโกดังเก็บวัตถุระเบิด อีกกี่ครั้งที่ประชาชนต้อง ‘รอ’ แต่ผู้ก่อมลพิษลอยนวล

หลังการตรวจพบน้ำดำสระบุรี นอกเหนือจากการตรวจวัดตะกอนดิน น้ำผิวดิน และคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ รวมถึงการเข้าตรวจ 3 โรงงานจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม นำไปสู่การตรวจสอบอีกหลายโรงงานที่อาจเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์น้ำดำสระบุรีที่เข้มข้นขึ้นใน 5 ปีหลัง แต่ปัญหามลพิษดำเนินมายาวนานกว่า 28 ปี
นอกจากการสรุปความว่าโรงงานไหน ใคร กลุ่มไหน เป็นผู้ก่อมลพิษ คือการตรวจค้นของหน่วยงานรัฐและการตรวจสอบจากภาคประชาสังคมอย่างมูลนิธิบูรณะนิเวศ ทำให้พบว่าน้ำดำเป็นเพียงผลกระทบปลายทาง มากไปกว่านั้นคือระบบโครงสร้างของระบบอุตสาหกรรมไทยที่กำลังเปิดช่องโหว่ให้เกิดการกระทำผิด


พื้นที่ขนาดราว 1 ไร่ ลึกราว 3 เมตร คือบ่อเก็บกากอุตสาหกรรม (น้ำมันเก่า) ของบริษัท เวสท์ รีโคเวอรี่ จำกัด ผู้ประกอบกิจการน้ำมันผสมสีทาบ้าน โดยใช้น้ำมันเครื่องใช้แล้วมาทำผลิตภัณฑ์ โดยของเสียจากการประกอบกิจการอุตสาหกรรมถูกนำมาใส่ไว้ภายในบ่อดิน ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากคลองเพรียว คลองสายเล็กที่จะไหลไปสมทบกับแม่น้ำสายหลักอย่างแม่น้ำป่าสัก
จากปากคำของเจ้าของกิจการ โรงงานแห่งนี้ก่อตั้งในปี 2537 ก่อนหน้านี้ได้ใบประกอบกิจการเป็นโรงงานประเภท 45(2) และได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ประเภทโรงงาน 106 (รีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่) ในปี 2546

ในรายละเอียดของใบอนุญาตของโรงงานแห่งนี้ ระบุว่า สถานที่จัดเก็บวัตถุดิบหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเหลว ต้องจัดให้มีคันกั้นล้อมรอบ ปูพื้นด้วยวัสดุกันซึม และมีความจุไม่น้อยกว่าถังใหญ่ที่สุดที่อยู่ภายในคันกั้น
รวมถึงต้องเก็บวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ และกากของเสียที่เหลือจากกระบวนการผลิตขั้นสุดท้ายภายในอาคารที่มีหลังคาคลุมและพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ในกรณีที่เป็นของเหลว เช่น น้ำมัน สารทำละลาย สารไวไฟ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น จะต้องบรรจุในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด และมีคันกั้นโดยรอบพื้นที่จัดเก็บด้วย

จากการตรวจสอบของกรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2569 พบว่า บริษัท เวสท์ รีโคเวอรี่ จำกัด มีข้อบกพร่องด้านการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยไม่ติดตั้งบ่อสังเกตการณ์และไม่จัดทำรายงานตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน ทั้งที่เป็นโรงงานที่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน พ.ศ. 2559
เจ้าหน้าที่ยังพบว่า โรงงานมีบ่อกักเก็บของเสียที่ไม่ได้ปูแผ่น HDPE เพื่อป้องกันการรั่วซึม และพบการระบายน้ำจากบ่อภายในโรงงานไปยังบ่อนอกพื้นที่ ซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขท้ายใบอนุญาตที่กำหนดห้ามระบายน้ำทิ้งออกนอกบริเวณโรงงาน รวมทั้งไม่เป็นไปตามแผนฟื้นฟูบ่อกากน้ำมันที่เคยให้ไว้กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม


การตรวจสอบยังพบการกองเก็บวัตถุดิบและกากของเสียภายนอกอาคาร ซึ่งขัดต่อเงื่อนไขการอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน นอกจากนี้ บริเวณที่มีการเก็บและใช้สารไวไฟยังไม่ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบป้องกันการเกิดประกายไฟหรือการระเบิด (Explosion Proof) ตามที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขท้ายใบอนุญาต
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังบันทึกข้อสังเกตเกี่ยวกับระบบจัดการสิ่งแวดล้อมของโรงงาน โดยพบคราบน้ำมันและน้ำสีเหลืองในระบบระบายน้ำ ไม่พบเขื่อนกั้นสารรั่วไหล (Bund) บริเวณจุดล้างถัง และพบว่ากระบวนการผลิตบางส่วนอาจก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ซึ่งต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าปฏิบัติตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ในบันทึกการตรวจสอบฉบับนี้ยังไม่ใช่ข้อยุติว่า บริษัทมีความผิดฐานปล่อยมลพิษหรือไม่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างดิน น้ำ และตะกอนรวม 7 จุด เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ โดยผลตรวจดังกล่าวจะเป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมหรือกฎหมายโรงงานเพิ่มเติมหรือไม่

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามการตรวจสอบของกรมโรงงานอุตสาหกรรมในวานนี้ โรงงานแห่งนี้ดูจะประกอบกิจการ ‘ผิด’ หลายข้อ
แม้จะมีคันดินกั้นเพื่อกันการรั่วไหลออกจากพื้นที่ แต่ก็ไม่ปรากฏการรองพื้นด้วยวัสดุกันซึม โดยจากการลงพื้นที่วันนี้ มีน้ำฝนขังอยู่ด้านบนบ่อเก็บกาก และการไม่มีวัสดุกันซึมรองพื้นที่ไว้ก็อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนฝนที่ตกลงมาและไหลซึมลงดิน
อีกทั้งเครื่องจักรในการคัดกรองนั้นดูเหมือนจะ ‘เก่า’ และร้างการใช้งานมานาน รวมถึงสภาพโกดังของบริษัทก็ขึ้นสนิมเกรอะจนอาจพูดได้ยากว่านี่เป็นสภาพของโรงงานที่พึงจะเป็นต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจุดกรองอากาศจากการคัดกรองน้ำมันเก่าที่ปรากฏสภาพที่ยากจะพูดได้ว่า สามารถกรองอากาศให้ไม่ปนเปื้อนกลับคืนสู่พื้นที่ได้จริง

จากปากคำของเจ้าของกิจการเล่าว่า ตนได้ประกอบกิจการแบบนี้มาเป็นเวลานาน และทำตามระเบียบ รวมถึงมีอุตสาหกรรมจังหวัดมาตรวจทุกปี จึงเข้าใจว่าไม่มีปัญหาอะไร
“แน่นอนว่าเรามีบ่อกากฯ (น้ำมันเก่า) แต่ก็ไม่เคยรั่วไหลออกไป และไม่มีการร้องเรียนจากชาวบ้านตั้งแต่ประกอบกิจการมา อีกทั้งมีเอกสารใด ๆ ครบถ้วนทั้งในการรับมา-ส่งบำบัด (E-Manifest) ทั้ง ๆ ที่ใกล้จะเลิกทำแล้ว แต่มาเหนื่อยตอนแก่“
เจ้าของกิจการ ซึ่งเป็นชายสูงวัยและประกอบกิจการนี้มานานกว่า 30 ปี กล่าว
เจ้าของกิจการรายนี้กล่าวว่า มีการรับและส่งกากอุตสาหกรรมราว 260 ตันต่อปี หรือคิดเป็นถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร เดือนละ 42 ถัง

ทว่า กากอุตสาหกรรมภายในบ่อดินอยู่ระหว่างการส่งให้กับโรงงานผู้รับกำจัดหรือบำบัด ตามคำสั่งของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และอาจใช้เวลาราว 2-3 ปี จึงจะกำจัดได้หมด ทั้งนี้ เขาอ้างว่า ไม่สามารถกำจัดของเสียภายในบ่อดินแห่งนี้ให้แล้วเสร็จภายในครั้งเดียวได้ ด้วยข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณในการจัดการ
“ที่ผ่านมาเราพยายามส่งให้ผู้กำจัดปลายทางอย่างสม่ำเสมอไม่ขาด แต่ก็ยอมรับว่าบางช่วงก็ส่งไม่ไหวเพราะค่ากำจัดกากมันแพง เราก็เก็บมันไว้ในบ่อนี้” เจ้าของกิจการ กล่าว


ทางด้านตัวแทนของอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีที่เข้ามาตรวจสอบด้วยครั้งนี้ ชี้แจงว่า อุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี มีการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานแห่งนี้ทุกปี แต่จะมีบางปีที่ปัญหาด้านฝุ่นควันเยอะ ทำให้ต้องมุ่งเน้นตรวจสอบโรงงานที่ปล่อยควันมากกว่าโรงงานที่มีบ่อฝังกลบ
แม้ว่าอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีจะกล่าวถึงการเข้ามาตรวจสอบและการตรวจสอบย้อนหลังถึงหลักฐานการขนย้ายอย่างเป็นระบบของโรงงานนี้ แต่ก็ยังพูดได้ยากว่าการตรวจสอบเหล่านี้มีผลต่อการได้ประกอบกิจการต่อของโรงงาน

เป็นที่ทราบกันว่าตามคำสั่งคสช. ที่ 4/2559 ประกาศการยกเว้นผังเมืองของคณะรัฐประหารซึ่งก่อให้เกิดโรงงานผุดขึ้นมากมาย
แต่ปัญหาอีกประการหนึ่งคือในปี 2562 โดยพลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้น และเป็นคนเดียวกับคนออกคำสั่งยกเว้นผังเมือง ยังแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกกำหนดอายุของใบประกอบกิจการโรงงานอีกด้วย
หลังการบังคับใช้ พระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2562 ได้มีการยกเลิกการกำหนดอายุของใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) จากเดิมที่มีอายุ 5 ปี และต้องยื่นขอต่ออายุเป็นระยะ ส่งผลให้โรงงานจำพวกที่ 3 ที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว ไม่จำเป็นต้องต่ออายุใบอนุญาตอีกต่อไป ตราบใดที่ยังดำเนินกิจการภายใต้เงื่อนไขเดิมของใบอนุญาตและปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลในขณะนั้นให้เหตุผลว่าการยกเลิกการต่ออายุใบอนุญาตจะช่วยลดขั้นตอนราชการ ลดต้นทุนของผู้ประกอบการ และลดโอกาสการทุจริตจากกระบวนการต่ออายุใบอนุญาต อีกทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมของประเทศ


อย่างไรก็ตาม การยกเลิกการต่ออายุใบอนุญาตทำให้รัฐสูญเสียกลไกในการทบทวนความเหมาะสมของการประกอบกิจการเป็นระยะ โดยเฉพาะโรงงานที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตหรือก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้การกำกับดูแลต้องพึ่งพาการตรวจสอบภายหลังและการบังคับใช้กฎหมายเป็นหลัก มากกว่าการประเมินเงื่อนไขผ่านการต่ออายุใบอนุญาตเหมือนในอดีต
เมื่อโรงงานไม่มีวันหมดอายุ แต่ไม่มีการปรับปรุง จนอาจเกิดเป็นมลพิษที่ไม่มีวันหายไปจากพื้นที่ด้วยเช่นกัน


บริษัท เวสท์ รีโคเวอรี่ จำกัด มีบทบาทเป็น ‘waste generator’ หรือคนรับกากเข้ามาพักไว้ ณ ต้นทาง จากปากคำของเจ้าของกิจการ บริษัท เวสท์ รีโคเวอรี่ แห่งนี้ทำการคัดกรองน้ำมันเก่าและพักไว้ก่อนจะนำไปให้กับ ‘waste processor’ หรือ ผู้รับบำบัดกำจัดของเสีย และบริษัทที่รับกำจัดของเสียจากเวสท์ รีโคเวอรี่ คือบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน)
“ก็ไปส่งให้กับเบตเตอร์นี่แหละ ถ้าช่วงไหนมีกำลังส่งก็จะให้ที่นี่รับช่วงต่อเพื่อนำไปกำจัดและรีไซเคิล“ เจ้าของกิจการ เวสท์ รีโคเวอรี่ กล่าว

บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) (BWG) เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการด้านการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมรายใหญ่ของประเทศไทย ให้บริการรับ ขน บำบัด รีไซเคิล และกำจัดกากอุตสาหกรรมทั้งอันตรายและไม่อันตรายแบบครบวงจร
จังหวัดสระบุรีเป็นที่ตั้งของศูนย์บริหารจัดการกากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของบริษัท ซึ่งรองรับของเสียจากโรงงานในหลายพื้นที่ และเป็นหนึ่งในปลายทางสำคัญของการกำจัดกากอุตสาหกรรมของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน ยังเป็นที่จับตามองของสังคม เนื่องจากบทบาทปลายทางของกากอุตสาหกรรมในประเทศเบอร์ต้น ๆ อีกทั้งที่ตั้งของสถานประกอบการอยู่บริเวณต้นน้ำคลองหนองน้ำเขียว ซึ่งเป็นต้นน้ำหลักก่อนจะไหลมารวมสู่ประตูน้ำคลองเพรียวและไหลลงแม่น้ำป่าสัก
รวมถึงความมหึมาของกองภูเขากากอุตสาหกรรมที่กินพื้นที่ 2 ตำบลของจังหวัดสระบุรี และอีก 1 ตำบลในจังหวัดนครราชสีมา และมีข้อพิพาทกับชาวบ้านในพื้นที่ในช่วงปี 2546-2552
จนถึงปัจจุบันที่มีการเผยแพร่ข้อมูลทั้งภาพและวิดีโอเกี่ยวกับน้ำเน่าเสียที่มีที่มาและกลิ่น ภาพ ที่ดูผิดปกติจากบริเวณท้ายกลุ่มอุตสาหกรรมที่กระจุกตัวกันบริเวณคลองหนองน้ำเขียว ซึ่งบริษัท เบตเตอร์ฯ อยู่ในบริเวณนี้ด้วย จึงมีคำถามตามมามากมายทั้งปมขัดแย้งกับภาคประชาสังคมที่ลงพื้นที่ตรวจข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานของรัฐ
กรณีล่าสุด (2 มิ.ย. 2569) มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) ลงพื้นที่และเผยแพร่ข้อมูล-ภาพการเข้าตรวจโรงงานเบตเตอร์ เวิลด์ กรีนฯ จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสภาพกองภูเขาขยะและสภาพภายในโรงงานที่ดูจะเป็นอันตรายเมื่อรอบ ๆ กองภูเขาขยะแห่งนี้ยังมีชุมชน ที่เกษตรกรรม อีกทัังอยู่ใกล้กับคลองหนองน้ำเขียว ซึ่งเป็นต้นน้ำแหล่งผลิตประปาของจังหวัด
ล่าสุด มูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้ลงเนื้อหา ‘กรณีหาสาเหตุน้ำเน่าเสียสระบุรี แค่เอ่ยชื่อโรงงานยังไม่กล้า แล้วจะแก้ปัญหากันได้ อย่างไร’ โดยมีภาพประกอบทางอากาศของกองภูเขาขยะเบตเตอร์ เวิลด์ กรีน โดยมีการตั้งคำถามและเนื้อหาสำคัญที่ระบุถึงว่าเหตุใดหน่วยงานรัฐจึงไม่เปิดเผยชื่อโรงงานที่อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำปนเปื้อนในจังหวัดสระบุรี แม้ผลตรวจพบสารพิษและโลหะหนักหลายชนิดในแกล่งน้ำบริเวณท้ายกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมผู้เขียน การที่หน่วยงานรัฐใช้ถ้อยคำคลุมเครือ สะท้อนอิทธิพลของภาคอุตสาหกรรม และอาจเป็นอุปสรรคต่อการค้นหาต้นตอและแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด
ในเวลาต่อมา บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ได้ออกหนังสือชี้แจงในวันเดียวกัน ระบุว่าการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวอาจทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่าบริษัทเป็นต้นเหตุของการปนเปื้อน ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและการดำเนินธุรกิจ
โดยบริษัทฯระบุว่า ข้อความและภาพที่เผยแพร่เป็นการเชื่อมโยงที่ไม่มีพยานหลักฐานรองรับและ ‘ข้อความดังกล่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง’ พร้อมยืนยันว่าดำเนินกิจการภายใต้กฎหมายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม น้ำจากกระบวนการผลิตอยู่ในระบบปิดและไม่มีการระบายลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ อีกทั้งให้ความร่วมมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีในการตรวจสอบมาโดยตลอด โดยจนถึงปัจจุบันยังไม่มีผลตรวจหรือการดำเนินคดีที่ยืนยันว่าบริษัทเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ
ในหนังสือชี้แจง บริษัทยังระบุว่าการใช้คำว่า ‘บริเวณกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม’ ของหน่วยงานรัฐเป็นเพียงการอธิบายพื้นที่เก็บตัวอย่าง ไม่ใช่การชี้ว่าโรงงานแห่งใดเป็นผู้ก่อมลพิษ พร้อมอธิบายว่าปัญหาคุณภาพน้ำอาจเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งกิจกรรมทางการเกษตร ชุมชน สถานประกอบการหลายประเภท สภาพภูมิประเทศ ปริมาณน้ำฝน และทิศทางการไหลของน้ำ จึงควรรอผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และการสรุปจากหน่วยงานผู้มีอำนาจก่อนระบุผู้รับผิดชอบ
บริษัทระบุเพิ่มเติมว่า พร้อมสนับสนุนการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยจัดหาเทคโนโลยี อุปกรณ์ และเรือดูดตะกอนเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบในพื้นที่ รวมทั้งขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ให้เผยแพร่ข้อมูลอย่างรอบคอบบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง พร้อมสงวนสิทธิในการดำเนินคดีหากมีการเผยแพร่ข้อมูลหรือภาพที่บิดเบือนจนสร้างความเสียหายต่อบริษัท
มีรายงานด้วยว่า หลังเหตุการณ์น้ำดำสระบุรี ตั้งแต่ 26 พ.ค. 2569 บริษัทฯ ได้มีการออกแถลงการณ์มาเป็นระยะ ทั้งมีการแถลงการณ์ในวันที่ 30 พ.ค. 2569 ชี้แจงว่าการเชื่อมโยงเหตุการณ์น้ำดำกับบริษัทยังไม่มีมูลความจริงที่พิสูจน์ได้ รวมถึงมีการบริจาค EM Ball จำนวน 500 ลูกเพื่อฟื้นฟูฝายห้วยตะเข้ ซึ่งติดกับโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยสระบุรี

เวสท์ รีโคเวอรี่ อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ส่งกากไปให้เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน กำจัด แต่คำถามคือหากของปริมาณมากขนาดนี้ก็ยังเล็กเมื่อเทียบเท่ากับกองภูเขาขยะของบริษัทฯ
จึงนำมาสู่ข้อสังเกตจากหลายภาคส่วนว่า แล้วเบตเตอร์ เวิลด์ กรีน รีไซเคิลกากน้ำมันเก่าเหล่านี้อย่างไร แล้วส่วนที่กำจัดไปแล้วผ่านกระบวนการใดต่อ รวมถึงการเป็นปลายทางของการจัดการขยะกากอุตสาหกรรมเบอร์ต้นของประเทศ พวกเขาจัดการขยะอุตสาหกรรมปริมาณมากเหล่านี้ได้มีประสิทธิภาพเพียงใด


การปิดโรงงานในครั้งนี้ไปจนถึงการตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้เห็นว่าปัญหาน้ำดำสระบุรีคือปัญหาระดับโครงสร้างของการจัดการกากอุตสาหกรรม และการจัดผังเมืองที่โรงงานหนาแน่นขนาบกับชุมชนที่อยู่อาศัย ความซับซ้อนของปัญหานี้ยิ่งทวีคูณขึ้น เนื่องจากวิกฤตน้ำสีดำไม่ได้เกิดขึ้นปีแรก แต่มีปัญหามานานกว่า 5 ปี และมีประวัติการปนเปื้อนมลพิษยาวนานถึง 28 ปี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝน หรือช่วงที่น้ำหลาก ปรากฏการณ์น้ำดำนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยทางธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีต้นตอแอบแฝงมาจากการฉวยโอกาสลักลอบปล่อยน้ำเสียหรือกากอุตสาหกรรมจากสถานประกอบการในพื้นที่ใกล้เคียงลงสู่ทางน้ำสาธารณะหรือเกิดการชะล้างและไหลลงช่วงที่ฝนตกหนักเพื่อเจือจางความผิดหรือไม่
การปิดโรงงานเวสท์ รีโคเวอรี่ ครั้งนี้ เนื่องจากประกอบกิจการ ‘ผิด’ มานานและอาจไม่รู้ตัว ส่วนนึงก็ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่าก็มีส่วนจากความหละหลวมในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมจังหวัดที่มีหน้าที่กำกับดูแลโดยตรง

คงต้องจับตาความเคลื่อนไหวหลังจากนี้ ว่าปัญหาน้ำดำสระบุรีและมลพิษปนเปื้อนในหนอง คลอง ลำรางสาธารณะนี้จะมีบทสรุปอย่างไร เพราะการปิดโรงงาน ‘เล็ก’ ครั้งนี้ ยังไม่สามารถหยุดยั้งมลพิษได้ ทำให้ลำน้ำหลักซึ่งเป็นแหล่งผลิตประปาของจังหวัดยังมีสีดำสนิทเช่นเดิม ชาวบ้านอาจต้องรอฝนหน้ามากวนให้น้ำดำอีกครั้งโดยพวกเขาหวังว่าจะมีผู้บังคับใช้กฎหมายหาต้นตอของน้ำดำสระบุรีได้สักที