แม้จะมีชื่ออยู่ในฐานะหนังสือดิสโทเปียขึ้นหิ้งควบคู่กับ 1984 และ Brave New World แต่ We ของ เยฟกีนี ซามียาติน (Yevgeny Zamyatin) กลับมีชื่อเสียงที่ห่างชั้นกับนวนิยายทั้งสองเล่มราวฟ้ากับเหว กระทั่งเมื่อกับนวนิยายดิสโทเปียรุ่นที่ถูกเขียนหลังจากนั้น ตั้งแต่ Fahrenheit 451 จนไปถึง The Hunger Game We ก็ยังเป็นที่รู้จักน้อยกว่า
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่า We นั้นไม่ใช่วรรณกรรมในโลกภาษาอังกฤษแต่กำเนิด มันเป็นวรรณกรรมที่ถูกผลิตขึ้นในสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษที่ 1920 ทว่าด้วยเนื้อหาที่แม้จะไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงโซเวียตโดยตรง แต่ในสายตาของผู้มีอำนาจกลับไม่ชอบเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ทำให้ We ต้องระหกระเหินไปตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ.1924 และกว่าจะได้ตีพิมพ์เป็นภาษารัสเซียก็ต้องรอไปจนถึงปี ค.ศ.1988 ที่โซเวียตได้เริ่มนโยบายปฏิรูปทางการเมืองเป็นที่เรียบร้อย
We ก็เช่นเดียวกัน แต่เปลี่ยนจากการเลือกอยู่ในสวนของพระเจ้ากับปัญญา และอิสรภาพที่แลกมาด้วยการโดนอัปเปหิไปบนโลกมนุษย์ กลายเป็นสังคมที่ไร้อิสรภาพ และถูกบังคับให้มีความสุข (ตามที่รัฐบอกว่าให้มี) กับอิสรภาพและความโกลาหลวุ่นวายแทน
ซึ่งด้วยประเด็นดังกล่าวทำให้แม้ We จะไม่ได้วิพากษ์การปกครองของโซเวียตโดยตรง แต่ก็ไม่ยากที่ We จะกลายเป็นหนังสือต้องห้ามขอสหภาพโซเวียต และส่งให้ซามียาตินกลายเป็นผู้ลี้ภัย ระหกระเหินต้องไปพิมพ์หนังสือเล่มนี้ที่นอกประเทศบ้านเกิด
หากแต่ด้วยการที่หนังสือเล่มนี้มีประเด็นที่นามธรรมมากกว่าหนังสือดิสโทเปียรุ่นน้องอย่าง 1984 และ Brave New World ทำให้เราอาจจะอ่านได้อีกแบบ และการวิพากษ์สังคมในเรื่องอาจจะไม่ใช่การวิพากษ์สังคมคอมมิวนิสต์อย่างที่โซเวียตร้อนตัวไปก่อนหน้า
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะออร์เวลล์มองว่าเนื้อหาของ We นั้นมีความใกล้เคียงกับสถานการณ์ของสังคมในขณะนั้น ซึ่งเมื่ออ่าน 1984 เทียบกับ We ผู้อ่านย่อมเห็นความใกล้เคียงของพล็อตเรื่องอยู่ค่อนข้างมาก หากแต่จุดที่ทำให้ 1984 แตกต่างจาก We อย่างชัดเจนนั้นก็คือสาร 1984 นั้นมีลักษณะพุ่งตรงไปที่การวิพากษ์สังคมเผด็จการอย่างชัดเจนมากกว่า ขณะที่ We นั้นดูจะมีเป้าหมายในการวิพากษ์เป็นอีกอย่าง
โดยหลายคนรวมถึงออร์เวลล์มองว่า We มีลักษณะวิพากษ์สังคมอุตสาหกรรม มากกว่าสังคมเผด็จการของโซเวียตนั้นเป็นเพราะช่วงเวลาในการเขียน ซึ่งไม่สอดคล้องกับเวลาที่สตาลินได้ไต่เต้าขึ้นมามีอำนาจ ซึ่งไม่ว่าเราจะเชื่อในข้อเสนอของออร์เวลล์หรือเปล่า แต่จากเนื้อหาก็สามารถเข้าใจได้ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสังคมเผด็จการแต่เพียงอย่างเดียวจริง ๆ เห็นได้จากการทำตารางเวลา การเข้างาน การแต่งกายเหมือน ๆ กันและบั่นทอนความเป็นปัจเจก ลักษณะแบบนี้ตรงกับข้อวิพากษ์สังคมทุนนิยมอุตสาหกรรมในเวลานั้น แม้แต่ภาพยนตร์อย่าง Modern Time ของชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin) ก็ยังมีโทนเสียงในการวิพากษ์การผลิตแบบอุตสาหกรรมคล้ายกับหนังสือเล่มนี้