สวรรค์เงินฟอก ‘ทุนเทา’ เร็ว! แรง! ทะลุกำแพงกฎหมาย
Reading Time: 3 minutes'ไทยไม่เทา’ กี่โมง(?) เพราะประเทศไทยกลายเป็นสวรรค์ของเงินฟอกขาว อาชญกรรมไซเบอร์ที่ไม่ได้กระทบแค่เศรษฐกิจมหภาค แต่สะเทือนไปถึงทุนชีวิตของประชาชน
ผลการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติฮ่องกง (LegCo) ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อกลางเดือนธันวาคมมีนัยยะสำคัญไม่น้อยต่อการขบวนการประชาธิปไตยและการใช้อำนาจควบคุมกดปราบโดยรัฐบาลจีน ที่เห็นได้ชัดคือการสิ้นสุดลงของขบวนการประชาธิปไตยในเชิงสถาบันพรรคการเมืองแบบดั้งเดิม เพราะเพียงไม่กี่วันหลังการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปไตย (Democratic Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักของฮ่องกงมานานหลายทศวรรษ ประกาศยุบพรรคเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ขณะนี้พรรคการเมืองทั้งหมดในฮ่องกงล้วนเป็นพรรคที่ฝักใฝ่ฝ่ายจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งสิ้น
นี่จึงเป็นหมุดหมายการรวมอำนาจอย่างสมบูรณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลังจากดำเนินการปราบปรามผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกงมาเป็นเวลาห้าปี ก่อนหน้านี้มีการแก้กฏหมายที่อนุญาตให้เฉพาะคนที่มีคุณสมบัติเป็น ‘ผู้จงรักภักดี’ ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่านั้นที่จะสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ การเลือกตั้งสภานิติบัญญัติฮ่องกงที่ไม่มีตัวแทนผู้สมัครจากพรรคประชาธิปไตยเลยแม้แต่คนเดียวจึงสะท้อนว่า ปักกิ่งเข้าควบคุมสภานิติบัญญัติของฮ่องกงได้อย่างเบ็ดเสร็จ แทนที่จะเป็นเวทีสำหรับการอภิปรายนโยบายอย่างเข้มข้นหรือการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารตามคุณค่า และหน้าที่ในระบอบประชาธิปไตย สภานิติบัญญัติของฮ่องกงในขณะนี้มีบทบาทหลักเป็นเพียงกลไกที่มีประสิทธิภาพในการผ่านร่างกฎหมายของรัฐบาลจีนในฮ่องกง เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเมืองและเศรษฐกิจของจีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น
มองสถานการณ์ของฮ่องกงวันนี้ชวนให้นึกถึงการเดินทางไปฮ่องกงเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เป็นการเดินทางที่ได้เห็นอำนาจกดทับและความยิ่งใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวฮ่องกงแบบขนหัวลุก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเดินทางที่ได้สัมผัสพลังของคนรุ่นใหม่ชาวฮ่องกงที่ยังคงรักษาคุณค่าประชาธิปไตยและความหวังไว้จนหัวใจอดเต้นแรงไม่ได้
เนเธอร์แลนด์ – ฮ่องกง – คุก กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของหญิงสาว
จากสถานีรถไฟบนเกาะเกาลูน เราใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงเดินทางขึ้นไปทางตอนเหนือของฮ่องกง สถานีโลวู (Lo Wu) ตั้งอยู่ในเขตดินแดนใหม่ (New Territories) ใกล้ชายแดนฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่แบบมองเห็นกันได้ จากสถานีต่อแท็กซี่ไปอีกไม่ไกล เราก็ลงมายืนอยู่หน้าจุดหมายปลายทางของทริปนี้ ทัณฑสถานหญิงโลวู (Lo Wu Correctional Institution)
ตึกใหญ่สีเทาตัดกับสีแดงของธงชาติจีนที่โบกพลิ้วอยู่บนเสาสูงกว่าธงอื่น ๆ หน้าเรือนจำ ถึงเวลาเข้าไปรอคิวเยี่ยมเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน
เกว็นเน็ธ โฮ (Gwyneth Ho) หรือ ‘เกว็น’ เป็นหนึ่งในนักศึกษาป.โทที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในห้องเรียนของพวกเราที่มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม เธอเคยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวให้กับสำนักข่าวต่างประเทศอย่างบีบีซี ก่อนที่จะตัดสินใจสอบชิงทุนการศึกษาของสหภาพยุโรปมาเรียนต่อ เกว็นทำกับข้าวอร่อย สดใส ร่าเริง เป็นติ่งวงเคป็อป (ขอโทษจริง ๆ เกว็นที่ทุกวันนี้ก็ยังจำชื่อวงที่เธอชอบไม่ได้) รอบรู้ และสนใจสถานการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย
ช่วงพักเบรกฤดูร้อนปี 2562 ที่เรายังคงเห็นการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง เธอกลับบ้านไปร่วมขบวนและโดนทำร้ายขณะกำลังไลฟ์รายงานข่าวกลุ่มคนเสื้อขาวรุมทำร้ายประชาชนที่ออกมาประท้วง กลางปี 2563 ในขณะที่ทุกคนเรียนจบได้ใบปริญญาและพยายามหาทางอยู่ต่อในยุโรปเพื่อโอกาสการทำงานที่ดีกว่า เกว็นตัดสินใจกลับฮ่องกง ยุติอาชีพสื่อมวลชนเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งขั้นต้นอย่างไม่เป็นทางการที่จัดโดยกลุ่มผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกง หยั่งเสียงเพื่อส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาฮ่องกงที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงนั้น
ต้นปี 2564 เกว็นเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนประชาธิปไตยที่ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Law หรือ NSL) ในข้อหาสมคบคิดก่อการกบฏ เนื่องจากมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งขั้นต้น เธอเป็นหนึ่งในจำเลย 16 คน ของคดีที่รู้จักกันในชื่อ ‘Hong Kong 47’ ที่ให้การปฏิเสธ ไม่รับความผิด เธอถูกกักขังมาตลอดขณะสู้คดี จนในปี 2567 ศาลพิพากษาตัดสินว่าเกว็นมีความผิดในข้อหาสมคบคิดเพื่อโค่นล้มอำนาจรัฐบาล มีโทษจำคุกเป็นเวลา 7 ปี เธอถูกขังอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงโลวู
“คนพูดกันว่าอยู่ในคุกมันน่าเบื่อ แต่ฉันไม่มีเวลาเหลือเลย ฉันต้องทำงานทั้งวันตั้งแต่เก้าโมงถึงห้าโมงเย็น มีเวลาให้ตัวเองแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน และต้องเอาเวลานอนมาอ่านหนังสือ”
แม้มีกระจกกั้นและการคุยกันผ่านโทรศัพท์ก็แทบจะจับใจความไม่ได้ แต่สัมผัสได้ชัดเจนว่า เกว็นยังคงมีพลังเหลือล้น เธอติดตามการเมืองไทยอย่างสงสัยใคร่รู้ เธอรับรู้ข่าวสารการเคลื่อนไหวของการเมืองโลกอยู่ตลอด แม้หนังสือและเอกสารที่สามารถนำเข้าไปได้จะถูกจำกัดอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่เรือนจำ เธอพยายามอ่านหนังสือและบทความที่เพื่อนช่วยส่งเข้าไปให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ แม้จะติดคุกมานานสี่ปี เกว็นยังคงเชื่อเรื่องการลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง และให้กำลังใจคนที่อยู่ข้างนอกคุกไม่ให้ถูกความรู้สึกผิดกลืนกินโดยไม่มีแรงใจจะทำอะไรเพื่อสังคม
“ฉันได้เพื่อนใหม่และเพื่อนที่ดีจริง ๆ หลายคนในเรือนจำ เราพยายามพูดคุยเกี่ยวกับขบวนการ เราพยายามทำลายกำแพงที่กักขังเราไว้ด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับโลกภายนอก พยายามหาความบันเทิงใหม่ ๆ ฉันคิดว่าประสบการณ์ร่วมกันนี้มีค่ามากสำหรับฉัน ดังนั้นเมื่อออกมา ฉันก็ยังคงเขียนจดหมายและไปเยี่ยมพวกเขา”
เอ็ม (นามสมมติ) คือเพื่อนที่มาเยี่ยมเกว็นเป็นประจำและคอยจัดการดูแลสิ่งที่เกว็นต้องการ ทั้งสองคนเจอกันในเรือนจำ เอ็มบอกว่าเธอ “โชคดี” ที่ถูกจับกุมและพิพากษาก่อนการปราบปรามอย่างเข้มงวด เธอ “จึงถูกจำคุกเพียงแค่ 14 เดือนเท่านั้น” เมื่อออกมา เอ็มจึงอาสาไปเยี่ยมและช่วยซัปพอร์ตเพื่อนที่ยังคงอยู่ในเรือนจำเป็นประจำ รวมทั้งเป็นคนพาเรามาเยี่ยมเกว็นในครั้งนี้
“หลังจากที่ฉันออกมาแล้ว ก็ยังมีคดีใหม่ ๆ อีกมากมาย เพราะกระบวนการยุติธรรมต้องใช้เวลานาน จนถึงตอนนี้ บางคดีก็ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี และเนื่องจากรัฐจับกุมผู้คนจำนวนมาก ฉันคิดว่าพวกเขาคงต้องใช้เวลาอีกสองสามปีในการจัดการคดีทั้งหมด บางคนอยู่ในเรือนจำมาระยะหนึ่งจนเพื่อนบางคนเลิกให้การสนับสนุนไปแล้ว เพราะอาจจะเหนื่อยล้า หรือบางคนก็ย้ายไปอยู่ประเทศอื่น ฉันเคยอยู่ในนั้นมาก่อน ฉันจึงรู้ว่าคนในนั้นต้องการอะไร หรือคิดว่าการจัดการแบบไหนดีที่สุด มันจะง่ายขึ้นมากหากคุณเคยอยู่ในนั้นมาก่อน เพราะคุณรู้กฎระเบียบทั้งหมดแล้ว”
30 นาที เวลาของการเยี่ยมใกล้จบลง ผลการพิพากษาจำคุก 7 ปี เป็นบทลงโทษที่เบากว่าที่เกว็นเตรียมใจไว้ เธอจึงสดใสมากกว่าที่ผ่านมา หันไปมองทางซ้ายและขวา เก้าอี้เยี่ยมเต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่กลับมาหาเพื่อนที่พบเจอกันในเรือนจำหรือที่เคยออกไปร่วมชุมนุมประท้วงด้วยกัน ภาพคนรุ่นใหม่ชาวฮ่องกงทั้งในและนอกกระจกกั้นคุยกันเหมือนการมาเจอเพื่อนที่เรือนจำเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน ทำให้เรามองเห็นความเข้มแข็งและกล้าหาญของผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในวันที่อำนาจจีนแผ่นดินใหญ่ปกคลุมฮ่องกงอย่างสมบูรณ์
ฮ่องกงใต้เงาจีน เมืองหมีแพนด้ากับความมั่นคงแห่งชาติในระบบการศึกษา
“คุณก็เห็นใช่ไหมว่ามีแพนด้าเยอะมาก สำหรับฉันนี่เป็นส่วนหนึ่งของการรุกรานทางวัฒนธรรม และเป็นส่วนที่เห็นได้ชัดเจนมาก มีความพยายามแนะนำแพนด้าใหม่ ๆ จากจีนมายังโอเชียนพาร์ก ห้างสรรพสินค้าทุกแห่งตกแต่งด้วยแพนด้า มีกิจกรรมเกี่ยวกับแพนด้ามากมาย มีการถ่ายทอดสด ที่ผู้คนสามารถดูแพนด้าสองตัวที่จีนมอบให้เราในโอเชียนพาร์กได้ และเพื่อนร่วมงานของฉันบางคนก็ชื่นชอบมาก พวกเขาบอกว่าแพนด้าที่ฮ่องกงมีญาติอยู่ในมณฑลหนึ่งในประเทศจีน พวกเขาจะต้องไปที่มณฑลนั้นให้ได้เพื่อดูญาติของพวกมัน”
เอ็มเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในฮ่องกงช่วงปีที่ผ่านมาให้ฟัง จากสถานีโลวูกลับมาเกาะเกาลูน ผ่านสถานที่ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและรูปปั้นมาสคอตหมีแพนด้าที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง เป้าหมายต่อไปของเราคือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ฮ่องกง
เราใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงเดินชมนิทรรศการที่จัดขึ้นเพื่อฉลองครบรอบสิบปีที่รัฐบาล “ให้การศึกษา” เรื่องความมั่นคงแห่งชาติแก่ประชาชนชาวฮ่องกง หอแสดงนิทรรศการความมั่นคงแห่งชาติกินพื้นที่กว่า 1,100 ตารางเมตร ระบุไว้ชัดเจนว่า มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจของผู้เข้าชมเกี่ยวกับความสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมความรักชาติ กระตุ้นให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการรักษาความมั่นคงของชาติ เน้นย้ำถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพในระยะยาวของฮ่องกง และข้อได้เปรียบของฮ่องกงเมื่อได้รับการสนับสนุนจากแผ่นดินแม่ในขณะที่เชื่อมต่อกับโลก
“ฉันไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกได้ไหม คุณอาจได้ยินภาษาจีนกลางบ่อย ๆ บนท้องถนน เพราะว่าตอนนี้รัฐบาลมีนโยบายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนให้มาฮ่องกง มีคนพูดภาษาจีนกลางมากขึ้นเรื่อย ๆ ในฮ่องกงและในโรงเรียนด้วย โรงเรียนก็มีเด็ก ๆ จำนวนมากที่ส่วนใหญ่สื่อสารกันด้วยภาษาจีนกลาง สำหรับฉันภาษาจีนกวางตุ้งเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ของเราที่ฮ่องกง แต่ตอนนี้มันกำลังกลายเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ”
เอ็มที่คลุกคลีอยู่ในระบบการศึกษาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า นอกจากการใช้ภาษาจีนกลางแทนจีนกวางตุ้ง เธอเห็น “การรุกรานของจีน” ในระบบการศึกษาอย่างชัดเจนมากที่สุด
“แต่ก่อนที่ฮ่องกงมีวิชาที่เรียกว่า ‘Liberal Studies’ ที่เรามีพื้นที่ให้นักเรียนพูดคุยกันอย่างอิสระเกี่ยวกับระบบการเมืองและสังคมในฮ่องกง วิธีการเลือกตั้งในฮ่องกง ในคลาสจะเน้นถามว่า คุณเห็นด้วยกับเรื่องนั้นเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน แต่หลังจากปี 2562 รัฐเปลี่ยนเป็นวิชาการศึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดจะกลายเป็น ‘เราต้องยกย่องจีน’ และแทนที่จะถามว่าคุณเห็นด้วยกับเรื่องนั้นหรือไม่ ก็เปลี่ยนเป็น ‘ช่วยบอกหน่อยว่าอะไรคือสิ่งที่ดีเกี่ยวกับจีน’ พวกเขาพยายามอย่างหนักที่จะเปลี่ยนการศึกษามากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเห็นได้ชัดว่ามีการปลูกฝังความคิดแบบสนับสนุนประเทศจีนในโรงเรียนมากขึ้น”
สิ่งที่เอ็มเล่า ตรงกันกับภาพตรงหน้าในนิทรรศการความมั่นคงแห่งชาติในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ฮ่องกง ภายในนิทรรศการมีภาพและนโยบายของสี จิ้นผิงที่จัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ มีประวัติการกลับคืนสู่ “ดินแดนแม่” ของฮ่องกง มีมาสคอตการ์ตูน เกมเรียนรู้เรื่องความมั่นคงแห่งชาติ และของที่ระลึกเป็นหมีแพนด้าพร้อมตราสัญลักษณ์ของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่ล้วนได้รับความสนใจจากเด็กและเยาวชนที่โรงเรียนพามาทัศนศึกษา ชัดเจนว่า รัฐบาลจีนและฮ่องกงมุ่งเน้นให้คอนเซ็ปต์ความมั่นคงแห่งชาติของจีนแผ่นดินใหญ่อยู่ในระบบการศึกษาและในชีวิตประจำวันของชาวฮ่องกง เริ่มตั้งแต่เด็ก ๆ ในทุกระดับชั้นเรียน นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงและวิดีทัศน์ที่ระบุว่า ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในปี 2562-2563 เป็นการทำลายความมั่นคงของฮ่องกง มีการจัดแสดงอุปกรณ์การต่อสู้ที่ตำรวจใช้ในการปราบปรามการประท้วง เน้นภาพที่ทำให้เข้าใจว่าผู้ชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นผู้ก่อจลาจลและสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม
รักษาประชาธิปไตยไว้ในความเงียบงัน พลังและความหวังของคนรุ่นใหม่ในฮ่องกง
“เมื่อเราดูทั้งข้อจำกัดและจุดแข็งของทั้งไทยและฮ่องกง เราจะเห็นเลยว่า แม้ว่ารูปแบบการชุมนุมจะเหมือนกันมาก จุดเริ่มต้นมวลชนคนรุ่นใหม่มีลักษณะเหมือนกัน แต่ในช่วงภาวะเงียบงันหรือ Silence Period เราเห็นความหวังของคนรุ่นใหม่ในเมืองไทยมากกว่าในฮ่องกง อย่างไรก็ตามเราต้องยอมรับว่า แกนนำประชาธิปไตยในฮ่องกงเป็นกลุ่มการเคลื่อนไหวที่มีความกล้าหาญมาก เพราะมองไม่เห็นชัยชนะในระยะสั้น ระยะกลาง หรือในระยะยาวเลย ในช่วง 10-20 ปีข้างหน้าที่รัฐจีนมีความเข้มแข็งขนาดนี้และมีความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามขนาดนี้ โอกาสจังหวะแทบจะไม่มี แต่พวกเขายังคงเข้มแข็งแล้วก็ต่อสู้ ในหลายกรณีเราจะเห็นเลยว่า เขายังเป็นกำลังใจและกำลังสำคัญในการสนับสนุนการต่อสู้ประชาธิปไตยในประเทศอื่น ๆ ด้วย”
บทสนทนากับอาจารย์กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เฝ้าจับตาและทำความเข้าใจการเมืองภาคประชาชนทั้งในไทยและฮ่องกงอย่างใกล้ชิดตรงกันกับพลังและความเข้มแข็งที่เราสัมผัสได้จากการเยี่ยมเกว็นในเรือนจำและพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ในฮ่องกงที่มักจะจบลงด้วยการส่งกำลังใจให้กับขบวนการประชาธิปไตยทั้งในไทยและเมียนมา ทั้งที่บริบทการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกงพูดตามตรงคือ โหดมาก ๆ
อาจารย์กนกรัตน์ย้ำว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อนาคตการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกงเป็นไปได้ยาก คือความชอบธรรมและความเข้มแข็งของจีนในเวทีโลก ในฐานะรัฐที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งเกือบจะมากที่สุดและอาจไปได้ไกลกว่าชาติตะวันตก จีนจึงยังมีความชอบธรรมทางเศรษฐกิจที่ทำให้มวลชนจำนวนมากรู้สึกว่ารัฐมีประสิทธิภาพ และทำให้คนฮ่องกงจำนวนไม่น้อยมองไม่เห็นทางออกว่า ถ้าไม่เลือกปักกิ่งแล้วจะมีตัวเลือกทางการเมืองอื่นที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจมั่นคงและชีวิตความเป็นอยู่ดีได้หรือไม่ นอกจากนี้รัฐจีนยังความสามารถและทรัพยากรในการจัดการกับฝ่ายตรงกันข้ามได้อย่างไร้ความปราณี
“เราจะเห็นได้ว่าโครงสร้างในเชิงสถาบันของขบวนการประชาธิปไตยในฮ่องกงมีโอกาสยากมากที่จะสามารถรื้อฟื้นกลับมาได้ในแบบที่จะมีโครงสร้างมวลชนเข้มแข็งแบบเดิม เพราะรัฐจีนจับกุมแกนนำจำนวนมาก และเนื่องจากคนฮ่องกงมีโอกาสในการลี้ภัย และสามารถขอสถานะพลเมืองในประเทศอื่น ๆ ได้ เพราะฉะนั้นในแง่นี้ การเกาะเกี่ยวของมวลชนในฮ่องกงจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก เราเห็นการลี้ภัยของแกนนำฮ่องกงไปไต้หวัน อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา แต่การที่จะค่อย ๆ ลงหลักปักฐาน แล้วรื้อฟื้นบทบาทและพลังทางการเมืองกลับมาเกิดขึ้นได้ค่อนข้างยากมาก”
อาจารย์กนกรัตน์เสริมว่า โอกาสขยายพันธมิตรของขบวนการประชาธิปไตยในฮ่องกงภายในประเทศแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะรัฐคุมไว้ทั้งหมด และในยุคที่มีวิกฤตเกิดขึ้นทั่วโลก การขยายพันธมิตรกับนานาชาติก็เป็นไปได้ยาก น่าสนใจที่เราแทบไม่ได้ยินคำว่า ยาก จากปากของเอ็มเลยเมื่อเราชวนเธอถอดบทเรียนเกี่ยวกับขบวนการประชาธิปไตยที่ผ่านมา
“สำหรับฉันแล้วมันเหมือนเป็นวัฏจักรของขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวในปี 2562 มันเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน มันเริ่มต้นจากการชุมนุมเล็ก ๆ และกลายเป็นการเคลื่อนไหวที่กินเวลานานถึงครึ่งปี บทเรียนหนึ่งที่ฉันบอกตัวเองมาตลอดก็คือ มันอาจจะเกิดขึ้นได้อีก มันยากที่เราจะบอกว่าเมื่อไหร่จะเป็นจุดเปลี่ยน แต่สิ่งที่เราต้องทำในช่วงที่เราเรียกว่าช่วงเวลาแห่งความเงียบนี้ คือเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับจุดเปลี่ยนครั้งต่อไป”
แม้ผลการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติฮ่องกง (LegCo) ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อกลางเดือนธันวาคมจะสะท้อนการควบคุมรัฐบาลอย่างเบ็ดเสร็จของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่มันสำคัญมากที่เราจะโน้ตไว้ว่า จำนวนประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 31.9% แม้จะเพิ่มขึ้นมาจากเมื่อสี่ปีก่อนเล็กน้อย แต่ก็ยังน้อยกว่าจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งก่อนปี 2564 ที่รัฐบาลจีนใช้อำนาจแทรกแซงการเลือกตั้งในฮ่องกง ปรากฏการณ์นี้อาจจะกำลังบอกเราว่า มีประชาชนฮ่องกงอีกหลายคนที่ยังสู้ต่อในความเงียบ
เอ็ม, เกว็น และคนอื่น ๆ ที่เราได้คุยด้วย พวกเขารู้ดีว่ากำลังต่อสู้ในแมตช์ที่ชนะได้ยาก แต่สำหรับพวกเขา ทางออกเดียวที่จะชนะในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันยาวนาน คือการยืนกรานสู้ต่อไป และพยายามใช้ชีวิตอย่างเต็มที่เหมือนที่เกว็นยังร้องขอให้เพื่อนส่งรูปใหม่ ๆ ของศิลปินเคป็อปที่เธอชอบ ในขณะที่ถูกกักขังอยู่ในเรือนจำ แม้จะขยับตัวได้น้อยเต็มที แต่คนรุ่นใหม่ในฮ่องกงต่างพยายามหาทางต่อสู้ตามวิถีทางของตัวเอง พวกเขาเข้าใจดีว่าการต่อสู้กับรัฐที่แข็งแกร่งอย่างจีนอาจไม่จบในรุ่นเรา แต่มันได้เริ่มขึ้นและสานต่อในช่วงชีวิตของพวกเขาอย่างเต็มที่แล้ว