ฮ่องกงใต้เงาจีนแผ่นดินใหญ่ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแบบเงียบ ๆ
Reading Time: 2 minutesยากที่จะสู้! แต่ทางออกเดียวที่จะชนะในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันยาวนาน คือการยืนกรานสู้ต่อไป ในช่วงเวลาแห่งความเงียบอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนและความหวังของคนรุ่นใหม่
ผมเห็นด้วยกับที่มีการกล่าวกันว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการเลือกตั้งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดอนาคตทิศทางของประเทศ แต่ผมอยากจะกล่าวเสริมด้วยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือ ทางแยกสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทย
มีนักคิดบางท่านเคยกล่าวไว้นานแล้วว่า หากเราจะดูว่าสังคมใดมีระดับความเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด ให้ดูว่าเสียงของประชาชนมีความหมายมากน้อยเพียงใดใน 4 มิติ คือ หนึ่ง เสียงของประชาชนที่มีสิทธิกำหนดทิศทางประเทศขยายปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ และครอบคลุมคนทุกกลุ่มที่หลากหลาย สอง เสียงของประชาชนแต่ละคนที่ถูกส่งออกมามีน้ำหนักเท่าเทียมกัน สาม ผู้มีอำนาจถูกผูกมัดให้ต้องฟังเสียงของประชาชน และสุดท้าย การส่งเสียงของประชาชนได้รับความคุ้มครองว่าจะไม่ถูกปิดกั้นหรือบิดเบือนตามอำเภอใจโดยผู้มีอำนาจ
เราอาจสรุปสั้น ๆ ได้ว่าประชาธิปไตยจะแข็งแรงขึ้น ถ้าเสียงของคนธรรมดาสามัญแผ่กว้างขึ้น เท่าเทียมกันมากขึ้น ผูกพันผู้มีอำนาจมากขึ้น และได้รับการคุ้มครองเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าเสียงของประชาชนทำงานถดถอยลงในทั้งสี่มิติ เมื่อนั้นก็สะท้อนว่าสังคมกำลังเข้าสู่กระบวนการเดินออกจากประชาธิปไตย (de-democratization)
เมื่อมองจากมุมนี้ การเลือกตั้งของไทยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมานั้นสะท้อนความขาดตกบกพร่องและเสื่อมถอยของประชาธิปไตยไทยอย่างชัดเจน เพราะเสียงของประชาชนไม่ได้รับการเคารพและถูกบิดผันโดยผู้มีอำนาจด้วยกลวิธีต่าง ๆ มากมาย เรามีการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ถูกทำให้เป็นโมฆะจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ (2 เมษายน 2549 และ 2 กุมภาพันธ์ 2557) รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยเสียงของประชาชนถูกทำรัฐประหารยึดอำนาจ 2 ครั้ง (ปี 2549 และ 2557) นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง 5 คนถูกถอดถอนจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงปรากฏการณ์ที่พรรคการเมืองที่ชนะอันดับ 1 จากเสียงของประชาชนทั้งในการเลือกตั้งปี 2562 (พรรคเพื่อไทย) และ 2566 (พรรคก้าวไกล) ไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาลบริหารประเทศ เพราะกติกาของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งมอบอำนาจให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารสามารถมีอำนาจในการเลือกว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีร่วมกับส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง
หากผู้อ่านย้อนกลับไปพิจารณาเหตุการณ์ก่อนและหลังการเลือกตั้งในช่วงปี 2549 จนถึงปี 2566 ย่อมจะมองเห็นความผิดปรกติที่เกิดขึ้นในการเมืองไทยว่า เสียงของประชาชนที่หย่อนบัตรลงไปในคูหาเลือกตั้งนั้นไม่ได้ถูกเคารพอย่างแท้จริง แต่ถูกลบล้างให้ไม่มีความหมาย ถูกล้มล้างผ่านการใช้กำลัง ถูกบิดผันโดยสูตรการคำนวณคะแนน ถูกถอดถอนโดยคำวินิจฉัยของตุลาการ และถูกทำลดทอนน้ำหนักโดยชนชั้นนำที่มาจากการแต่งตั้ง สภาวะเช่นนี้คือปัญหาพื้นฐานที่สะท้อนโครงสร้างอำนาจที่เหลื่อมล้ำและไม่เป็นประชาธิปไตยในสังคมไทย ซึ่งชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชนมีอำนาจมากโดยไม่ถูกตรวจสอบ และสามารถใช้อำนาจทำลายเสียงของประชาชน จนทำให้การถ่วงดุลอำนาจขาดความสมดุล และทำให้ประเทศติดหล่มอยู่ในภาวะเดินหน้าสลับถอยหลังมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ จนกลายเป็น 2 ทศวรรษที่สูญหายของประเทศ
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความหมายสำคัญในทางประวัติศาสตร์ หากประชาชนร่วมแรงร่วมใจกันส่งเสียงของตนเองเพื่อคืนความศักดิ์สิทธิ์ให้กับเสียงของประชาชนในการกำหนดว่าใครควรจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการบริหารประเทศผ่านคูหาเลือกตั้งที่เสียงของทุกคนถูกนับเท่ากันภายใต้หลักการ 1 สิทธิ 1 เสียง หรือจะกล่าวง่าย ๆ ก็คือ ความหมายของการเลือกตั้ง 2569 คือการทำให้การเลือกตั้งกลับมามีความหมายอย่างแท้จริง
บทความนี้อยากจะเสนอว่า มี 4 ประเด็นที่จะบ่งชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่มีความหมายหรือไม่
จำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นดัชนีชี้วัดสะท้อนความตื่นตัวของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ยิ่งคนไปใช้สิทธิมากก็ยิ่งทำให้การเลือกตั้งมีน้ำหนักและมีความหมายยิ่งขึ้น เพราะหมายความว่าสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง และรัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นมาก็จะมีความชอบธรรมสูงตามไปด้วย ลองนึกเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่าหากมีผู้มาใช้สิทธิเพียงร้อยละ 40 ของจำนวนผู้มีสิทธิทั้งหมด ก็ย่อมยากที่ ส.ส. แต่ละเขตที่ได้รับเลือกจะสามารถกล่าวอ้างได้อย่างเต็มปากว่าตนเองเป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ หรือพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่แข่งขันกันและถูกตัดสินผลแพ้ชนะจากการเลือกของคนไม่ถึงครึ่งหนึ่งก็ย่อมมีน้ำหนักความชอบธรรมในการเป็นตัวแทนประชาชนลดน้อยลง
ในมิตินี้ ประเทศไทยถือว่าทำได้ไม่เลว คือ ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา จำนวนผู้ไปใช้สิทธิในคูหาเลือกตั้งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไล่เรียงมาดังนี้ การเลือกตั้งวันที่ 13 กันยายน 35 มีผู้ไปใช้สิทธิร้อยละ 62.03 การเลือกตั้งวันที่ 2 กรกฎาคม 38 อยู่ที่ 62.04 การเลือกตั้งวันที่ 17 พฤศจิกายน 39 ขยับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 62.42 การเลือกตั้งวันที่ 6 มกราคม 44 เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเป็นร้อยละ 69.95 และยังคงเพิ่มต่อเนื่องในการเลือกตั้งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 48 เป็นร้อยละ 72.56 การเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 50 เพิ่มเป็นร้อยละ 74.45 การเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม 54 เพิ่มมาอีกนิดเป็นร้อยละ 75.03 และมานิ่งในการเลือกตั้งสองครั้งหลังสุดหยุดอยู่ที่ระดับเท่าเดิม คือร้อยละ 74.69 (การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 62) และร้อยละ 75.71 (การเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 66) ตามลำดับ
ฉะนั้น คงต้องรอดูว่าเราจะสามารถทำลายสถิติในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้หรือไม่ หากจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเพิ่มสูงขึ้นทะลุเพดานร้อยละ 75 ได้ ก็ย่อมถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของประชาธิปไตยไทย
การเลือกตั้งปี 2569 ยังมีความหมายพิเศษมากกว่าการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา ตรงที่ประชาชนทุกคนจะมีโอกาสได้ตัดสินใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ด้วยในคราวเดียวกัน เรื่องนี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญคือ กติกาสูงสุดของประเทศ และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกชี้ให้เห็นว่ามีปัญหาหลายประการ จึงถึงเวลาที่จะถูกทบทวนและแก้ไข นับเป็นเรื่องดีที่กลไกประชาธิปไตยทางตรงอย่างการทำประชามติถูกนำมาใช้เพื่อให้ประชาชนสามารถส่งเสียงในเรื่องนี้ได้
หากประชามติถูกจัดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและเปิดให้มีการรณรงค์อย่างเต็มที่จากทุกกลุ่มทุกฝักฝ่ายทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ย่อมเป็นกระบวนการที่ดีต่อชีพจรประชาธิปไตย และผลการลงประชามตินี้ก็จะพอบ่งบอกว่าทิศทางของประเทศจะเดินหน้าต่อไปเช่นไร หากผลการลงประชามติออกมาว่าประชาชนเสียงข้างมากต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็จะทำให้หน้าต่างแห่งโอกาสในการสร้างฉันทามติใหม่ของการสร้างกติกาที่เป็นประชาธิปไตยเปิดกว้างขึ้น
ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่าการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา เสียงของประชาชนถูกทำให้หมดความหมายจนก่อให้เกิดอารมณ์เบื่อหน่ายในหมู่ประชาชนจำนวนมาก เกิดเป็นคำถามเสียงดัง ๆ ว่า “แล้วเราจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งทำไม” เมื่อเลือกตั้งไปแล้ว รัฐบาลที่ประชาชนเลือกกลับถูกล้มล้าง ถูกตัดสิทธิ หรือถูกสกัดกั้นไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีเดิมพันสำคัญที่ควรต้องเฝ้าจับตาว่าเสียงของประชาชนจะถูกตัดตอน ลดทอน หรือบิดผันอีกหรือไม่ แม้ว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีและสำคัญคือ วุฒิสมาชิกจะไม่มีอำนาจในการเลือกนายกฯ อีกต่อไป แต่ประชาชนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงการทำงานขององค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดผลลัพธ์และดุลอำนาจทางการเมือง ว่าจะทำงานอย่างสุจริตเที่ยงธรรม เพื่อทำให้กระบวนการใช้สิทธิของประชาชนเกิดขึ้นอย่างราบรื่น และผลการเลือกตั้งถูกเคารพอย่างแท้จริง
เป็นธรรมดาที่ในห้วงแห่งการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองย่อมต้องงัดนโยบายที่ต่างคิดว่าเป็นทีเด็ดที่จะชนะใจและได้เสียงจากประชาชน อย่างไรก็ตาม ในระบอบประชาธิปไตย นโยบายที่ถูกนำมาเสนอเพื่อ “แลก” กับคะแนนเสียงของผู้เลือกตั้ง เปรียบเสมือนสัญญาผูกพันระหว่างพรรคการเมืองผู้ขายนโยบายกับประชาชนที่เป็นผู้ซื้อนโยบาย ตัวชี้วัดสำคัญของสังคมประชาธิปไตย คือ เมื่อพรรคการเมืองที่ชนะใจประชาชนได้ขึ้นสู่อำนาจ พวกเขาจำเป็นต้องทำตามสัญญาที่หาเสียงเอาไว้ คือ การทำนโยบายเหล่านั้นมาปฏิบัติให้เกิดผล เพราะหากสังคมใดปล่อยให้พรรคการเมืองและนักการเมืองสามารถบิดพลิ้วไม่ต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เท่ากับว่าเรากำลังสร้างสังคมการเมืองที่เสียงของประชาชนไม่มีความหมาย ทั้งยังสร้างบรรทัดฐานอันเลวร้ายให้การโกหกและบิดพลิ้วสัญญาของพรรคการเมืองกลายเป็นเรื่องปรกติที่ยอมรับได้ ทั้ง ๆ ที่การกระทำดังกล่าวคือ การไม่เคารพเสียงของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจ รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยต้องถูกผูกมัดด้วยเสียงแห่งความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ในฤดูกาลเลือกตั้ง
ในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนทุกคนที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง จึงไม่ได้มีบทบาทหน้าที่เพียงแค่ไปหย่อนบัตรในคูหา แต่เราทุกคนในฐานะเจ้าของประเทศต้องช่วยกันลงแรงให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่เสียงของประชาชนมีความหมายอย่างแท้จริง