Reading Time: 2 minutes
ไม่ได้เบื่อการเมือง แต่โครงสร้างที่มี ทำให้ประชาชน “เหนื่อยล้า” จนเสียงค่อย ๆ หายไป
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำอธิบายที่มักถูกใช้กับสังคมไทยคือ “ประชาชนเบื่อการเมือง”
แต่ในห้องเสวนาวันนั้น ไม่มีใครใช้คำว่า เบื่อ
คำที่ถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือคำว่า “เหนื่อย”
“ไม่ได้เบื่อการเมืองทุกคนนะครับ”
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เริ่มต้นอย่างระมัดระวัง
“แต่คนรู้สึกเหนื่อยหน่าย อ่อนล้า จากการพยายามมีส่วนร่วมทางการเมือง แล้วไม่ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ตัวเองควรจะได้”
ประโยคนี้ไม่ใช่การระบายอารมณ์ หากเป็นการชี้ให้เห็นรอยร้าวสำคัญของการเมืองไทยที่เปิดให้ประชาชน “เข้ามาออกแรง” แต่ไม่เปิดให้เสียงนั้นไปถึงจุดตัดสินใจ เมื่อการเลือกตั้งไม่ได้นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลตามเจตจำนง ยิ่งชีพเล่าประสบการณ์ร่วมที่คนไทยจำนวนมากคุ้นเคยประชาชนออกไปเลือกตั้ง พรรคที่เลือกได้คะแนนสูง มีความหวังว่าจะได้เห็นนโยบายที่ฝันไว้ แต่สุดท้าย พรรคเหล่านั้นกลับไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล
“เขาออกแรงไปแล้วนะครับ ตั้งแต่ช่วยหาเสียง เฝ้าหน่วยเลือกตั้ง รายงานคะแนน”
“พอเห็นว่าพรรคชนะ เขาก็คิดว่าบ้านเมืองจะเปลี่ยน แต่ปรากฏว่าไม่ได้”
คำถามที่ตามมาไม่ใช่คำถามเชิงอุดมการณ์ แต่เป็นคำถามธรรมดา แล้วเราจะทำอะไรได้อีก คำตอบที่ประชาชนจำนวนมากเจอ คือ ไม่มีช่องทางอื่น ไม่ต่างจากกรณีการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญทุกขั้นตอน แต่ร่างกฎหมายกลับติดค้าง ถูกเลื่อน ถูกดอง ก่อนจะตกไปเมื่อสภาถูกยุบ
“จากโดยเหตุโดยผลแล้ว เขารู้สึกว่ามันควรจะได้” ยิ่งชีพกล่าว
“แต่พอมันไม่ได้ด้วยเหตุผลทางเทคนิค มาตรานั้น มาตรานี้ คนก็เริ่มถอยออกมาเอง”
การถอยนี้ไม่ใช่การไม่สนใจการเมือง แต่เป็นการถอยเพราะ ไม่เห็นความเชื่อมโยง ระหว่างการมีส่วนร่วมกับผลลัพธ์จริง
อำนาจล้นเกินขององค์กรอิสระ ผลพวงจากรัฐธรรมนูญ 60
ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ชี้ตรงไปที่รากของปัญหา
“ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นเพราะโครงสร้างที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้”
รัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบองค์กรอิสระให้มีอำนาจสูง แต่กลับลดความยึดโยงกับประชาชนและพรรคการเมือง
“พรรคการเมืองแทบไม่ถูกพูดถึงในรัฐธรรมนูญ”
“แต่กลับเขียนช่องทางให้ยุบพรรคไว้ชัดเจน”
ในมุมของลัดดาวัลย์ ซึ่งทำงานติดตามการเลือกตั้งและองค์กรอิสระมานาน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีองค์กรอิสระ แต่อยู่ที่ ความเป็นอิสระนั้นไม่ได้ยึดโยงกับสังคม
“ถามว่าการทุจริตหายไปไหม ไม่หาย”
“แต่การบังคับใช้กฎหมายกลับไม่เกิดผลเหมือนเดิม”
ศาลรัฐธรรมนูญ(เหนือ)รัฐธรรมนูญ
หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างเข้มข้น คือบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะคำวินิจฉัยที่ส่งผลทางการเมืองอย่างกว้างขวาง
“หลักของคำวินิจฉัยคือ สังคมต้องยอมรับได้” ลัดดาวัลย์กล่าว
แต่ในความเป็นจริง คำวินิจฉัยหลายครั้งกลับถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ทั้งเรื่องเหตุผล ความโปร่งใส และการวินิจฉัยเกินขอบเขตคำร้อง “มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเรามีศาลรัฐธรรมนูญที่คนไม่เชื่อถือ”
ข้อเสนอจากเวที คือการทบทวนบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญให้ทำหน้าที่ในเชิงให้กรอบกฎหมาย มากกว่าการตัดสินชี้ขาดทางการเมือง และคืนพื้นที่การตัดสินใจให้สภา ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน
การกระจายอำนาจที่ไม่เคยไปถึงมือ ‘ประชาชน’
ถ้าการเลือกตั้งตอบคำถามว่า ใครได้อำนาจไปใช้ การกระจายอำนาจคือคำถามที่ลึกกว่า ว่าอำนาจนั้นถูกใช้ในที่ใด และเพื่อใครกันแน่ ในเวทีเสวนา ประเด็นนี้ไม่ได้ถูกพูดถึงในฐานะรายละเอียดเชิงนโยบาย หากแต่ในฐานะ ปัญหาโครงสร้าง ที่ฝังอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560 และส่งผลต่อชีวิตผู้คนในทุกภูมิภาคโดยตรง
สุภาภรณ์ มาลัยลอย จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า แม้รัฐธรรมนูญจะพูดถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ในทางปฏิบัติ อำนาจการตัดสินใจสำคัญกลับถูกรวบไว้ที่ส่วนกลางมากกว่าที่เคยเป็น
“อำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การวางแผนพัฒนา ยังอยู่ในมือกลไกส่วนกลาง”
ไม่ใช่เพียงในระดับนโยบาย แต่รวมถึงการจัดการเรื่องพื้นฐานอย่าง น้ำ ที่ดิน สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่เผชิญทุกวัน หนึ่งในกลไกสำคัญที่ถูกพูดถึงซ้ำ คือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 และผูกมัดรัฐบาลทุกชุด ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ สุภาภรณ์ชี้ว่า ยุทธศาสตร์ชาตินี้ไม่ได้เป็นเพียง “แผน” แต่เป็นกรอบบังคับที่กำหนดทิศทางการพัฒนาของทุกจังหวัด
“รัฐบาลทุกชุดต้องวางแผนงบประมาณ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ”
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีแผน แต่อยู่ที่ ใครเป็นคนคิดแผน และใครไม่มีสิทธิร่วมคิด ในหลายพื้นที่การพัฒนาไม่ได้สะท้อนศักยภาพหรือบริบทของชุมชนแต่ถูกกำหนดจากมุมมองส่วนกลางโดยประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมเพียงเพื่อให้ ขั้นตอนครบถ้วนตามกฎหมาย ไม่ได้ร่วมเพื่อตัดสินใจ
การผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษในหลายภูมิภาคถูกยกเป็นตัวอย่างของการรวมศูนย์อำนาจที่ชัดเจนที่สุด สุภาภรณ์ มาลัยลอยอธิบายว่า ทิศทางการพัฒนากลุ่มจังหวัด ถูกกำหนดจากส่วนกลางผ่านกฎหมายพิเศษที่เอื้อการลงทุนขนาดใหญ่โดยไม่เปิดพื้นที่ให้ชุมชนในพื้นที่กำหนดอนาคตของตนเองผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร และวิถีชีวิตกลายเป็น “ต้นทุน” ที่ประชาชนต้องแบกรับขณะที่อำนาจการตัดสินใจไม่ได้อยู่ในมือของพวกเขาเลย
ทางเลือกที่เหลืออยู่ คือการมีส่วนร่วมของประชาชนต้องไม่สูญเปล่า
เสียงจากเวทีไม่ได้เสนอ “สูตรสำเร็จ” แต่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ทางออกของวิกฤตการเมืองไทยต้องเริ่มจากการคิดใหม่เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนรัฐบาล ไม่ใช่แค่เลือกตั้งบ่อยขึ้น แต่ต้องทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่สูญเปล่า
ตั้งแต่การทำให้การเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริง แม้แต่การออกแบบองค์กรอิสระให้ยึดโยงกับสังคม รวมถึงการจำกัดอำนาจการตัดสินใจที่ไม่ผ่านประชาชน และการคืนอำนาจตัดสินใจให้ท้องถิ่นในเรื่องชีวิตประจำวัน
“ปัจจุบันอำนาจที่สู่ประชาชนก็เพียงเสี้ยววินาที…
แต่ถ้าเราเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เราสามารถให้อำนาจประชาชนได้มากกว่านั้น
ให้อำนาจประชาชนตรวจสอบองค์กรอิสระได้โดยตรง
แม้แต่เลือกองค์กรอิสระเองก็ทำได้ ถ้าเราอยากเขียนให้เป็นแบบนั้น”
ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ กล่าว
ไม่ใช่ประชาชนที่ถอย แต่ระบบที่ผลักไสให้ประชาชนออกไปจากสมการทางการเมือง ไม่มีใครในเวทีนี้บอกว่า การเปลี่ยนโครงสร้างจะง่าย แต่ทุกเสียงเห็นตรงกันว่า หากไม่เริ่มตั้งคำถาม ความเหนื่อยล้าทางการเมืองจะยังดำรงอยู่ต่อไป ปัญหาการเมืองไทยอาจไม่ใช่วิกฤตผู้นำเท่านั้น แต่คือวิกฤตของระบบที่ไม่ยอมรับประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง
ตราบใดที่สมการนี้ยังไม่ถูกเขียนใหม่เสียงของประชาชนก็จะยังถูกเชิญเข้ามาเพียงเพื่อออกแรง ไม่ใช่เพื่อตัดสินอนาคตของตนเอง