สันติภาพที่เงียบหาย ในสนามเลือกตั้ง 69

ElectionPeaceful
Reading Time: 3 minutes

กลางเดือนมกราคมก่อนถึงการเลือกตั้งใหญ่เพียงหนึ่งสัปดาห์ บทสนทนาในปาตานีไม่แรงเท่าข่าวที่ดังขึ้นมาจากชายแดนไทย-กัมพูชา เสียงของความรักชาติ คลื่นของการสร้างความหวาดระแวงต่อเพื่อนบ้านชายแดน ดังมาถึงที่นี่ ดินแดนซึ่งใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาความขัดแย้งมากว่าสองทศวรรษ

นี่คือบทสนทนาของสองเสียง จากแวดวงวิชาการ และอีกหนึ่งจากขบวนการภาคประชาชนที่ต่างเห็นช่องว่างของรัฐไทยในแบบของตัวเอง ว่าเสียงของคนในพื้นที่ยังไม่ดังมากพอ

ผมนั่งคุย กับ อัสมาดี บือเฮง ณ ร้านน้ำชาแห่งหนึ่งในปัตตานี เขาเป็นนักกิจกรรมภาคประชาชนที่เติบโตมากับความขัดแย้งและเห็นความเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ที่นี่แบบใกล้ชิด

ในช่วงที่ผู้คนทะเลาะเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ความรู้สึกปลุกกระแสชาตินิยมไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและอัสมาดีมองว่าเรื่องนี้กระทบปาตานีโดยตรง

“ชาตินิยมสยามทำให้รัฐยอมใช้วิธีแข็งขึ้น และชาตินิยมปาตานีก็แข็งขึ้นเหมือนกัน”

นี่คือกับดักที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเดินเข้าใกล้ ชาตินิยมที่ตอบโต้กันไปมาทำให้สนามการเมืองเล็กลง พื้นที่พูดคุยหดแคบ นักการเมืองป่าวประกาศว่าตนรักชาติและใครไม่รักชาติ กระแสความคิดแบบนี้มีแนวโน้ม ว่าความเสี่ยงของความรุนแรงจะเพิ่มขึ้น 

อัสมาดีพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมนิ่งไปพักใหญ่

“ผมกังวลนะ ผมกลัวว่าสักวัน คนหนุ่มสาวที่นี่จะ ‘พร้อมตาย’ มากกว่าพร้อมใช้สนามการเมือง ผมไม่แน่ใจว่ามันจะกลายเป็นกระแสหลักหรือเปล่า ที่คนหนุ่มสาวจะพร้อมตายเพื่ออุดมการณ์ชาตินิยม ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เราอยากเห็น คือสันติภาพ แบบ positive peace ที่หมายถึงการปรับโครงสร้างทางการเมือง ไม่ใช่สันติภาพแบบเงียบ เพราะกลัวตาย”

เที่ยงของวันเดียวกัน เรานั่งคุยกับรศ. เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดปัตตานีในร้านกาแฟเล็ก ๆ ริมถนนสายหน้ามหาวิทยาลัย เสียงรถจอแจสวนกันไปมา สลับกับคำถามและคำตอบ “การเลือกตั้งครั้งนี้นะ… บรรยากาศมันเร็วมาก แต่สิ่งที่ผมเห็นชัดที่สุดคือ ‘ความไม่ปกติ’ ของสถาบันทางการเมืองไทยทั้งหมด”

ไม่ปกติอย่างไร ผมถาม

อาจารย์เล่าว่าตอนนี้มีสองเงาที่ทาบทับการเลือกตั้งไทยอย่างเด่นชัด เงาแรกคือ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” จากชายแดนกัมพูชา เงาที่สองคือ “ระบบการเมืองไทยที่ไม่ปกติอย่างถึงที่สุด” ตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไปจนถึงบทบาทของพรรคการเมืองที่ลื่นไหลตามแรงกดดันทางอำนาจ

ในบรรยากาศแบบนั้น “การกระจายอำนาจ” คำ ที่เคยเป็นดาวเด่นของการเลือกตั้งหลายครั้ง วันนี้เงียบหายไปจากเวทีสาธารณะ

“มันไม่ใช่แค่ไม่ถูกพูดถึงนะ แต่ไม่มีพรรคการเมืองใดทำให้กระจายอำนาจเป็นนโยบายเรือธงเลย ยกเว้นบางพรรคที่พูดเบา ๆ แต่ก็ขาดรายละเอียด”

อาจารย์เอกรินทร์ไม่ได้พูดถึงกระจายอำนาจในฐานะแค่เครื่องมือบริหารราชการ แต่พูดถึงมันในฐานะ “โครงสร้างที่จำเป็น” สำหรับการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

“เวลาพูดถึงกระจายอำนาจ เรามักคิดว่าเป็นการแย่งอำนาจจากผู้ว่าฯ แต่แท้จริงแล้วมันทำงานกับ กลุ่มบ้านใหญ่ ในแต่ละพื้นที่ บ้านใหญ่พวกนี้ เขาไม่ยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว เพราะมันคือทรัพยากรของเขา อะไรที่ไป challenge เขา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ผู้เล่นใหม่ หรือทุนใหม่ เขาก็เห็นเป็นภัยคุกคามทั้งนั้น เพราะงั้นมันไม่เคยกลายเป็นนโยบายหลักได้เลย”

สนามความขัดแย้งสามสนาม

“ผมขอแบ่งความขัดแย้งในปาตานีออกเป็นสามสนามนะ” อาจารย์บอก

สนามที่ 1 สนามของความรุนแรง
คู่ขัดแย้งคือขบวนการติดอาวุธกับฝ่ายความมั่นคงสนามนี้ดังที่สุด แต่ก็เข้าใจยากที่สุดสำหรับคนนอกพื้นที่

สนามที่ 2 สนามของประชาชนในพื้นที่ คนธรรมดาที่ไม่ถือปืน แต่ต้องอยู่ร่วมกับความกลัว ความหวาดระแวง และเสียงระเบิดในอดีตนี่คือคนที่อยากเห็นการเมืองแก้ปัญหา แต่ไม่กล้าเชื่อเต็มปาก

สนามที่ 3 สนามของคนทั้งประเทศ
สนามนี้คือสนามใหญ่ที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ข้อเสนอเรื่องเขตปกครองพิเศษหรือการกระจายอำนาจต้องได้รับฉันทมติจากสังคมไทยทั้งประเทศแต่คนนอกพื้นที่กลับรู้จักปาตานีผ่านข่าวลือมากกว่าความจริง

“สนามที่ 3 สำคัญมาก แต่เราคุยกันน้อยที่สุด ถ้าไม่คุยกับคนทั้งประเทศ ความหวังก็ไปต่อไม่ได้”

นี่ไม่ใช่ข้อถกเถียงเชิงเทคนิค แต่เป็นรากฐานของสันติภาพแบบใหม่ที่หลายประเทศใช้ เช่น โมเดลของ สกอตแลนด์, คาตาลัน, หรือ อาเจะห์ที่พูดเรื่องสิทธิทางการเมือง และอำนาจของพื้นที่ร่วมกันทั้งประเทศ แต่คือรากฐานของกลไกที่คนทั้งสังคมจะออกแบบร่วมกัน ว่าความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบไหน หน้าตาของรูปแบบการปกครองแบบไหน ที่พวกเขาต้องการเพื่อปูทางสู่การสร้างสันติภาพ

ผมถามอัสมาดีตรง ๆ ว่า
“หนุ่มสาวปัตตานียังมีหวังกับการเมืองไหม?”

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วตอบสั้น ๆ

“พวกเขาหวังนะ แต่ไม่รู้ว่าจะหวังได้จริงหรือเปล่า”

สำหรับปาตานี “ความหวัง” ไม่ได้หมายถึงสันติภาพที่โรแมนติก
แต่หมายถึง เศรษฐกิจดีขึ้น, มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น, และไม่ถูกตรวจค้นเพียงเพราะเป็นมลายูมุสลิม

แต่ความหวังเหล่านั้นต้องอาศัย “กติกาที่เป็นประชาธิปไตย” จาก กรุงเทพฯ ก่อน ซึ่งตอนนี้หลายคนมองว่า “ยังมาไม่ถึง” อัสมาดีพูดอย่างหนักแน่นว่า 

“สันติภาพจะเกิดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ากรุงเทพฯ พร้อมเปลี่ยนกติกาหรือเปล่า 

ถ้าดูจากปรากฏการณ์ที่พวกเขาลุกขึ้นมารณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญนะ  ผมคิดว่า พวกเขาหวัง แต่คิดว่า พวกเขาหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงพอสมควร โดยเฉพาะชุดคำอธิบายที่เชื่อว่า ถ้ากรุงเทพฯ เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น กติกามันเปลี่ยนโอกาสในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็จะมีมากขึ้น แล้วความเป็นไปได้สู่เป้าหมายทางการเมืองของพวกเขาก็จะมากขึ้นด้วย”

ทำไมพรรคการเมืองพูดเรื่องสันติภาพน้อยลง?

อัสมาดีชี้ให้เห็นจุดอ่อนที่อาจารย์เอกรินทร์ก็พูดตรงกัน
คือ “การต่อสู้นอกสภาอ่อนแรงลง” และ “พรรคการเมืองไม่กล้าแตะเรื่องอ่อนไหว”

อัสมาดีกล่าวว่า ครั้งที่แล้ว อนาคตใหม่กับประชาชาติยังพูดเรื่องปาตานีมากกว่านี้ แต่วันนี้พรรคการเมืองทุกพรรคเซ็นเซอร์ตัวเองหมด ตั้งแต่เรื่องปฏิรูปสถาบัน เรื่องชายแดน ไปจนถึงเรื่องปัตตานี

เขาพูดถึงปรากฏการณ์สำคัญอีกอย่างคือ “นักกิจกรรมไหลเข้าสู่พรรคการเมือง” แล้วสูญเสียเสียงของตัวเองกลายเป็นเพียงส่วนเสริมของพรรค มากกว่าจะเป็นผู้กำหนดทิศทาง

“มันถูกพูดถึงน้อยลง ไม่ใช่แค่เพราะพรรคการเมือง ส่วนตัวผมคิดว่า ปัญหาใหญ่คือการต่อสู้นอกสภาของภาคประชาชนเอง ที่ไม่ได้มีข้อเสนอชัดเจนของตัวเอง หรือแม้แต่พวกเราเอง activist คนอื่น ๆ ที่ร่วมขับเคลื่อนเรื่องรัฐธรรมนูญกับกรุงเทพฯ เนี่ย ผมยังไม่เจอเนื้อหาจากฝ่ายปาตานีเองว่า ‘เรามีจุดยืนอย่างไร’ หลายคนกลายเป็นส่วนขยายของนักการเมือง มากกว่าจะเป็นพลังอิสระของตัวเอง”

ความหวาดกลัว มรดก 20 ปีที่ตกค้าง

สิ่งที่น่ากังวลกว่าการเมือง คือ “ความกลัว” ที่ฝังลึกจนกลายเป็นอวัยวะของพื้นที่

อัสมาดีบอกว่า “คนอายุต่ำกว่า 23 ปี ในปัตตานี ไม่เคยเห็นความปกติเลยในชีวิต”
พวกเขาเกิดหลังปี 2547 หลังเหตุการณ์ปล้นปืน กรือเซะ ตากใบ และปฏิบัติการทางทหารที่ตามมาแบบไม่ขาดสาย

เด็กวันนี้โตมากับด่านตรวจ อาวุธยาว และข่าวคนหาย และเมื่อพวกเขาฝันอยากใช้การเมือง ก็พบว่าเวทีการเมืองเองยังมีเพดานต่ำกว่าสิ่งที่คาดหวัง

บางคนจึงกลับไปหาวิธีเดิม อาวุธ กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไปได้ครั้งสุดท้าย ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าจะทำให้ประเทศเปลี่ยน แต่เพราะคิดว่า “ไม่มีทางอื่นแล้ว”

“หลังการเลือกตั้ง (ปี 2566) เราเห็นคนหนุ่มที่เสียชีวิต (จากการปิดล้อมและปะทะกับเจ้าหน้าที่) มากกว่า 50 คน หลายคนเพิ่งมีหมาย หรือไม่มีหมายจับด้วยซ้ำ ผมไม่รู้ว่าจุดเปลี่ยนมันอยู่ตรงไหน แต่ผมรู้ว่ามันมีคนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่า การต่อสู้แบบไม่ใช้อาวุธ ‘ไปต่อไม่ไหวแล้ว’ และการติดอาวุธคือ ‘สัญลักษณ์แห่งการต่อต้าน’ ไม่ใช่เพราะมันจะชนะ แต่เพราะเขาคิดว่า ไม่มีทางเลือกเหลืออยู่เลย”

ความตายของพวกเขา ไม่ได้ดังในข่าวใหญ่ แต่ดังในใจของเพื่อนรุ่นเดียวกันมากพอจะทำให้ความหวาดกลัวท่วมพื้นที่อีกครั้ง

เมื่อโครงสร้างรัฐเป็นกำแพง ขณะที่ การกระจายอำนาจ คือกุญแจดอกแรก

ผมถามอาจารย์เอกรินทร์ว่า อาจารย์เคยพูดเมื่อครั้งผมยังเป็นลูกศิษย์ว่า การกระจายอำนาจ คือ 3 อย่าง  เงิน งาน คน แต่ทุกวันนี้รัฐไทยให้แค่ ‘งาน’ อย่างเดียว ทุกวันนี้ยังเป็นแบบนั้นไหม ผมถาม

“ตัวอย่างง่ายที่สุดคือ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปท้องถิ่นแต่ท้องถิ่นกลับไม่มีอำนาจจะเพิ่มคน ปรับเวลาทำงานเพิ่มสวัสดิการ หรือบริหารบุคลากรให้สอดคล้องกับวิถีของพื้นที่ เช่น การให้บริการในเดือนรอมฎอน นี่ไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่คือ “การกระจายภาระ”

อาจารย์เอกรินทร์พูดประโยคที่ชัดมากว่า
“ถ้าท้องถิ่นไม่มีสิทธิ์ออกแบบบริการของตัวเอง ก็ไม่มีวันแก้ปัญหาได้”

ข้อเสนอเชิงนโยบาย ทางออกที่ทั้งสองคนเห็นร่วมกัน แม้ว่าทั้งอัสมาดีและรศ. เอกรินทร์ จะมาจากคนละสนาม แต่ทั้งสองกลับมีข้อเสนอร่วมกันหลายข้ออย่างน่าประหลาด

ยอมรับว่า ความขัดแย้งเป็น “การเมือง” ไม่ใช่ “ความมั่นคง”

ตราบใดที่รัฐไทยจัดความขัดแย้งปาตานีให้เป็นปัญหา “ความมั่นคงของชาติ” การแก้ปัญหาจะเป็นเรื่องทหาร ไม่ใช่เรื่องสิทธิของประชาชน ทั้งสองคนเห็นตรงกันว่า นี่คือกำแพงที่ใหญ่ที่สุด

เปิดทางสู่ “เขตปกครองพิเศษ  โมเดลกระจายอำนาจใหม่”

ไม่ใช่เพื่อเอกราช แต่เพื่อออกแบบเศรษฐกิจ ออกแบบสวัสดิการ ออกแบบความมั่นคง และออกแบบวิธีอยู่ร่วมกันในพื้นที่ ตามเงื่อนไขวัฒนธรรมของที่นี่ ให้คนในพื้นที่เป็นเจ้าของการเมืองด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่ลงคะแนน แต่ต้องมีสิทธิ์ร่วมออกแบบอนาคตพื้นที่ 

พรรคการเมืองต้องกล้าพูดความจริงมากกว่านี้

ไม่ใช่แค่พูด “แก้กฎหมายพิเศษ” แบบลอย ๆ แต่ต้องพูดถึง โครงสร้างอำนาจ งบประมาณ บุคลากร บทบาททหาร บทบาทชุมชนและ “สิทธิในการกำหนดอนาคตตัวเอง” ในแบบที่ไม่ตีตราว่า เป็นการแบ่งแยกดินแดน

เสียงของสนามที่ 3 (คนทั้งประเทศ) ต้องถูกเปิดพื้นที่

ถ้าคนไทยทั้งประเทศไม่ได้เข้าใจว่า การกระจายอำนาจ = ลดความรุนแรง
ข้อเสนอเชิงสันติภาพก็จะถูกปัดทิ้งก่อนจะเริ่มต้น

สันติภาพไม่ใช่สิ่งหรูหรา แต่เป็น “สิทธิพื้นฐาน”

ในร้านกาแฟเล็ก ๆ นั้น บทสนทนาของวัน ทำให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นว่า ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปาตานีไม่ได้ซับซ้อนเพราะผู้คน แต่มันซับซ้อนเพราะโครงสร้างที่กดทับทุกคนไว้ ทั้งรัฐ ทั้งประชาชน ทั้งคนหนุ่มสาว คนที่อยากเห็นสันติภาพ และทั้งคนที่สิ้นหวังจนกลับไปจับอาวุธอย่างที่อัสมาดีบอกว่า

“สันติภาพไม่ใช่เรื่องของคนถือปืนเท่านั้น และไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเท่านั้น มันคือเรื่องของโครงสร้างอำนาจทั้งหมดที่ต้องถูกเปิดออกให้คนในพื้นที่เป็นเจ้าของให้คนทั้งประเทศทำความเข้าใจร่วมกัน และให้สังคมไทยยอมรับ ว่าความแตกต่างไม่ใช่อาชญากรรม”

รศ. เอกรินทร์พูดประโยคหนึ่งที่ยังดังก้องในหัว

“ถ้าเราไม่รีบคุยกันจริงจัง เราจะถอยห่างจากความเป็นไปได้ในการยุติความขัดแย้งทุกวัน”

อัสมาดีทิ้งท้ายด้วยความหวังต่อสันติภาพว่า

“ผมยังเชื่อว่า การต่อสู้แบบไม่ใช้อาวุธยังไม่เคยหายไป แต่ต้องมีพื้นที่ให้มันเติบโตไม่ใช่ปล่อยให้ความหวังถูกบีบจนตายไปทีละคน”