สมรภูมิการเลือกตั้ง 69 (2) : ประชาชน VS ภูมิใจไทย
Reading Time: 2 minutes(ตอนที่ 2) 'ประจักษ์ ก้องกีรติ' วิเคราะห์สมภูมิการแข่งขันของสองพรรคการเมือง ภูมิใจไทย VS ประชาชนกับโฉมหน้ารัฐบาลใหม่
คำถามว่า “สมดุลการพัฒนาด้ามขวาน เริ่มกี่โมง” อาจฟังดูเหมือนถ้อยคำประชด แต่แท้จริงแล้วมันคือคำถามเชิงโครงสร้างที่คนภาคใต้ถามซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานหลายทศวรรษ คำถามนี้ไม่ได้เรียกร้องเพียงงบประมาณหรือโครงการ หากกำลังตั้งคำถามถึงวิธีคิดของรัฐไทยต่อชีวิตผู้คนทั้งภูมิภาค ว่า รัฐเคยมองเห็นแรงเสียดทานที่ดำรงอยู่จริงในชีวิตประจำวันของพวกเขาหรือไม่
ความล้มเหลวเชิงนโยบายในภาคใต้ที่ผ่านมา มิได้เกิดจากการขาดความตั้งใจ หากเกิดจากการมองไม่เห็น “แรงเสียดทาน” ระหว่างสองกระแสความคิดหลักที่เดินคู่ขนานอยู่ในชีวิตของประชาชน
กระแสหนึ่งคือการดิ้นรนเพื่อปากท้อง การเอาชีวิตรอดในระบบเศรษฐกิจที่เปราะบาง อีกกระแสหนึ่งคือความไม่มั่นคงของชีวิต ทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ รัฐพยายามแก้ปัญหาแต่ละด้านแยกส่วน โดยไม่ยอมรับว่าความตึงเครียดระหว่างสองกระแสนี้ คือหัวใจของปัญหาเชิงโครงสร้าง การเพิกเฉยต่อแรงเสียดทานดังกล่าวนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่ตรงจุด และยิ่งตอกย้ำความไม่ไว้วางใจที่ฝังรากลึกในใจผู้คน

เมื่อฟังเสียงในหัวของคนบ้านฉัน ข้อมูลบอกเราชัดเจนว่า “เศรษฐกิจปากท้อง” คือเสียงที่ดังที่สุดในภาคใต้ ผู้คนจำนวนมากกำลังดิ้นรนเพื่อให้รายได้คุ้มกับแรงงาน เพื่อหลุดพ้นจากหนี้สิน และเพื่อรักษาครอบครัวให้อยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐาน เสียงนี้ไม่ได้เรียกร้องความมั่งคั่ง หากเรียกร้องความเป็นธรรมขั้นต่ำที่ทำให้ชีวิตตั้งหลักได้
แต่ในขณะเดียวกัน เสียงอีกชุดหนึ่งก็ดังขึ้นมาไม่แพ้กัน นั่นคือเสียงของความเปราะบางของชีวิต ความไม่ปลอดภัยจากยาเสพติด ภัยพิบัติที่มาโดยไม่เตือนล่วงหน้า ระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงยาก และรัฐราชการที่ไม่โปร่งใส เสียงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องรอง หากเป็นปัจจัยที่คอยกัดเซาะความพยายามทางเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา ครอบครัวหนึ่งอาจตั้งหลักได้จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่สามารถล้มลงได้ในชั่วข้ามคืนจากอุบัติเหตุ ความเจ็บป่วย หรือความรุนแรงในชุมชน
สิบลำดับความสำคัญที่วนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันของคนภาคใต้ จึงไม่ได้เป็นรายการความต้องการที่แยกขาดจากกัน หากเป็นภาพของยุทธศาสตร์การใช้ชีวิตภายใต้ข้อจำกัด ผู้คนต้องการรายได้ที่คุ้มเหนื่อย ควบคู่กับการปลดหนี้ ต้องการงานใกล้บ้านเพื่อรักษาครอบครัว ต้องการเกษตรกรรมที่ไม่ถูกกดทับโดยทุนผูกขาด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการรัฐที่โปร่งใส ต้องการชุมชนที่ปลอดภัย ต้องการหมอใกล้บ้าน ต้องการระบบการศึกษาที่พาไปสู่การมีงานทำ และต้องการหลักประกันสำหรับวัยชรา สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า การเมืองของคนภาคใต้ไม่ใช่การเมืองเชิงอุดมการณ์ลอยตัว หากเป็นการเมืองของการเอาตัวรอดอย่างมีศักดิ์ศรี

เมื่อมองในเชิงระบบ จะเห็นชัดว่าปัญหามีศูนย์กลางร่วมกันอยู่สามแกน คือรายได้ที่ไม่คุ้มเหนื่อย ระบบราชการที่ขาดความโปร่งใส และความเปราะบางจากภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม แกนทั้งสามไม่ได้แยกจากกัน หากถักทอเป็นโครงข่ายเดียว ความล้มเหลวของรัฐในเรื่องความสุจริต ย่อมกระทบต่อการจัดสรรทรัพยากรและความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ และในที่สุดก็ย้อนกลับมากระทบรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชน
ความเชื่อมโยงเหล่านี้ทำให้เห็นว่า คนภาคใต้ไม่ได้มองปัญหาแบบแยกส่วน พวกเขาเข้าใจดีว่า รายได้ที่ไม่พอเลี้ยงชีวิตนำไปสู่หนี้สิน หนี้สินทำให้ชีวิตไม่มั่นคง และความไม่มั่นคงเปิดช่องให้ความรุนแรงและยาเสพติดแทรกซึม ขณะเดียวกัน หากรัฐไม่โปร่งใส ปัญหาเหล่านี้ย่อมไม่ถูกแก้ไขอย่างจริงจัง การเรียกร้องความโปร่งใสจึงไม่ใช่เรื่องศีลธรรมเชิงนามธรรม แต่เป็นยุทธศาสตร์การเอาตัวรอดของผู้คน
ภายใต้โครงสร้างปัญหานี้ เราเห็นภาพยุทธศาสตร์การใช้ชีวิตสองด้าน ด้านหนึ่งคือการประคองตัวทางการเงิน ครัวเรือนจำนวนมากไม่คิดถึงการเติบโตระยะยาว แต่คิดถึงการรักษาบ้าน ที่ดิน และครอบครัวให้ผ่านวันต่อวัน อีกด้านหนึ่งคือการทวงถามความรับผิดชอบจากรัฐ ผู้คนเริ่มไม่พอใจกับบทบาทของตนเองในฐานะผู้รอรับความช่วยเหลือ แต่ต้องการเป็นผู้มีอำนาจร่วมในการจัดการบ้านของตนเอง
เมื่อเจาะลึกลงไปในระดับจังหวัด ภาพยิ่งชัดว่าภาคใต้ไม่ใช่พื้นที่เดียวกัน ชายแดนใต้ต้องการสันติภาพที่กินได้ ไม่ใช่เพียงความสงบเชิงทหาร จังหวัดฐานเกษตรต้องการความมั่นคงในที่ดินและการทลายโครงสร้างผูกขาด เมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวต้องการการจัดการภัยพิบัติที่ยืดหยุ่นและทันเวลา ขณะที่บางจังหวัดส่งเสียงเรียกร้องการกระจายอำนาจอย่างชัดเจนที่สุด จนกลายเป็นแก่นร่วมของความต้องการทั้งภูมิภาค
จากเสียงสะท้อนเหล่านี้ ข้อเสนอเชิงนโยบายจึงไม่อาจเป็นสูตรสำเร็จเดียว หากต้องเริ่มจากการยอมรับรากของปัญหา นโยบายด้านเศรษฐกิจต้องเชื่อมรายได้ การปลดหนี้ และการทลายทุนผูกขาดเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างตาข่ายความมั่นคงที่ทำให้ผู้คนตั้งหลักได้จริง ไม่ใช่เพียงรอดไปวันต่อวัน ขณะเดียวกัน การฟื้นฟูความไว้วางใจต้องเริ่มจากการคืนอำนาจให้คนหน้างาน กระจายอำนาจด้านการจัดการภัยพิบัติ ความปลอดภัย และบริการสาธารณะ โดยให้รัฐส่วนกลางทำหน้าที่สนับสนุน ไม่ใช่ควบคุม


ในที่สุด นโยบายความปลอดภัยเองก็ต้องเลิกคิดแบบพิมพ์เขียวเดียว สำหรับชายแดนใต้ สันติภาพต้องเชื่อมโยงกับปากท้อง สิทธิ และการอยู่ร่วมกันอย่างพหุวัฒนธรรม สำหรับพื้นที่อื่น ความปลอดภัยต้องตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างยาเสพติด ทรัพยากรธรรมชาติ และภัยพิบัติ โดยเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีบทบาทนำ
ทางแยกเชิงนโยบายอยู่ตรงหน้า หากยังเดินตามแนวทางเดิม ความไม่ไว้วางใจจะยิ่งฝังลึก และทรัพยากรจะยังสูญเปล่า แต่หากรัฐยอมฟังเสียงในหัวของคนบ้านฉันอย่างจริงจัง และกล้าเปลี่ยนวิธีคิด การพัฒนาภาคใต้ก็อาจเริ่มต้นใหม่ได้ ไม่ใช่ในเอกสารเชิงนโยบาย หากในชีวิตจริงของผู้คนที่อาศัยอยู่บนด้ามขวานนี้ทุกวัน
