เมื่อพลังเงิน ‘บ้านใหญ่’ และรัฐราชการ กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในศึกเลือกตั้ง 69
Reading Time: 5 minutesไม่ใช่เรื่องของ เอาลุงตู่หรือไม่เอาลุงตู่ ประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ขวาหรือซ้าย แต่เป็นเรื่องของพลังเงิน บ้านใหญ่และ เครือข่ายราชการ
การเลือกตั้งทั่วไป ล่วงเลยผ่านมาสองสัปดาห์ “ความผิดปกติ” หลายอย่างถูกหยิบขึ้นมาถกเถียง ทั้งในเชิงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหน้างาน และในเชิงโครงสร้างของระบบเลือกตั้งที่ควรรับประกันความโปร่งใส เที่ยงธรรม และความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ คะแนนการเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน คำถามใหญ่ ๆ ก็ย้อนกลับมาที่องค์กรผู้จัดการเลือกตั้งอย่าง กกต. จัง ๆ ว่า “ต้องรับผิดชอบไหม” และถ้าต้องรับผิด การรับผิดนั้นควรเกิดขึ้นได้ผ่านกลไกใดบ้าง
บทสนทนานี้ de/code พูดคุยกับ ผศ. ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อขยายประเด็นให้เห็นว่า ความผิดปกติแบบ “บกพร่องโดยสุจริต” ต่างจากความผิดปกติที่อาจมี “เจตนา” รวมถึงการชี้ให้เห็นจุดที่ความรับผิดอาจไม่หยุดอยู่แค่ระดับหน่วย แต่โยงถึงระดับนโยบายของ กกต. ชุดใหญ่ และข้อกังวลต่อการถกเถียงเรื่องผลของการเลือกตั้ง ว่าจะเป็นโมฆะหรือไม่ เมื่อหยิบยกสถานการณ์ระหว่างคำตัดสินของศาลให้การเลือกตั้ง เมื่อ 2 เมษายน 2549 ไม่มีผลตามรัฐธรรมนูญ โดยหนึ่งในสาเหตุจากการเลือกตั้งครั้งนั้น มีการหันคูหาลงคะแนนของบางหน่วยเลือกตั้งออกสู่ด้านนอก ทำให้อาจเล็งเห็นการลงคะแนนที่เป็นไปโดยไม่ลับ และบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้ง ในปี 2569 ที่สามารถเชื่อมไปถึงต้นขั้ว ซึ่งเป็นข้อถกเถียงอย่างหนักหน่วงว่าอาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นไปโดยไม่ลับเช่นกัน แต่การหยิบยกกรณี “ปี 49” มาเป็นบรรทัดฐานในการล้มการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่อาจารย์เข็มทองกังวล

ต้องตั้งต้นก่อนว่า “ความผิดปกติของการเลือกตั้ง” มันมีมาตลอด มากน้อยต่างกัน ตั้งแต่ปี 62, 66, 69 ลักษณะไม่เหมือนกัน ระดับความร้ายแรงไม่เท่ากัน เช่น “หีบบัตรไปถึงช้า บัตรจ่าหน้าผิด ป้ายผู้สมัครหาย บัตรไม่กระทบยอด” พวกนี้มีมาเรื่อย ๆ ต่างกันที่ความหนักเบา
แต่บางอย่างเราอาจต้องพูดว่าเป็น “ความบกพร่องในการบริหารจัดการ” ในความหมายว่า กกต. ตั้งขึ้นมาให้เป็นองค์กรอิสระ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเลือกตั้ง แต่ความบกพร่องระดับแรกคือ “ไม่เป็นผู้เชี่ยวชาญ” ทั้งที่หน้าที่หลักคือจัดการเลือกตั้ง เช่น เรื่องหีบ เรื่องการส่งบัตร เรื่องการลงทะเบียน เรื่องอบรมเจ้าหน้าที่หน้างานที่น้อยเกินไป ทำให้เกิดเหตุการณ์อย่าง “เขียนเลขรหัสเขตบนบัตรล่วงหน้าผิด” อันนี้เป็นเรื่องเทรนนิ่งไม่พอ ก็อาจจะเรียกว่า “บกพร่องโดยสุจริต” คือทำงานเฉื่อยชา ตีความกฎเข้าข้างตัวเอง ไม่อำนวยความสะดวกประชาชน
แต่บางอย่างไม่ใช่แค่เรื่องไม่เชี่ยวชาญ มันเป็นปัญหา “ความไม่เป็นกลาง” หรือ “อคติ” ของ กกต. เช่น การตีความมุ่งไปที่พรรคหนึ่ง หรือ “ละเว้น” กับอีกพรรคหนึ่ง อย่างปี 62 ก็มีข้อครหาว่าการใช้ทรัพยากรรัฐ ของพรรคพลังประชารัฐที่มีนโยบายประชารัฐในช่วงเลือกตั้ง หรือการไม่สนใจสอบสวนบางเรื่อง เหล่านี้มันสะท้อนความลำเอียง
ดังนั้น เลือกตั้งรอบนี้ก็อาจมีทั้งสองส่วน แต่พอถอยออกมาจากระดับชาติ เช่น “หน้าหน่วยเลือกตั้ง” เรื่องนับคะแนนแปลก ๆ เป็นเรื่องของแต่ละหน่วย แต่ละท้องที่ มันอาจไปถึง “อาญา” ได้ เช่น กปน. หรือ กกต.อำเภอ / เขต อาจเข้าข่าย 157 คือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ / ทุจริตให้เกิดความเสียหายได้
ทีนี้ถ้าถามว่า “เอาผิดได้ไหม” ผมตอบว่า ถ้าเอาเฉพาะ “การนับคะแนน” เขตที่มีปัญหา อาจพอเอาผิดได้ แต่สำคัญที่สุดคือต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า “ไม่ใช่บกพร่องโดยสุจริต” แต่เป็น “ตั้งใจ” เช่น ตั้งใจทำให้ผิดเพี้ยน การนับแบบเขย่ง ๆ บางอย่างอาจไปถึง แต่บางอย่างอย่างเขียนเลขผิดแล้วแก้ เลข 9 เลข 0 อาจไปไม่ถึง เพราะอาจอธิบายได้ว่าเป็นความเหนื่อยล้าหรือความผิดพลาดของคนทำงานทั้งวัน ต้องแยกเป็นรายเขต เพราะข้อเท็จจริงไม่เหมือนกัน บางเขตอาจได้ บางเขตอาจไปไม่ถึง
ใช่ เห็นร่องรอยเยอะ และมันไม่ใช่แค่ความผิดพลาดเล็ก ๆ แบบ isolated case ที่เกิดจุดเดียวแล้วจบ แต่หลายอย่างมันมีลักษณะ “ซ้ำ” และ “เป็นรูปแบบ” ซึ่งทำให้สังคมตั้งคำถามมากขึ้น
คือถ้าเป็นความผิดพลาดโดยสุจริตจริง มันมักจะกระจายตัวแบบสุ่ม เกิดบ้างไม่เกิดบ้าง และเมื่อถูกทักท้วง องค์กรก็ควรจะรีบแก้ไข ชี้แจง เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นรอบนี้มันมีหลายจุดที่ทำให้คนรู้สึกว่า “มันมากเกินกว่าจะอธิบายว่าเป็นแค่พลาด”
อย่างเช่น เรื่องการนับคะแนนที่ตัวเลข “เขย่ง” หรือกระโดดผิดธรรมชาติในบางหน่วย บางเขต ถ้ามันเกิดครั้งสองครั้ง เราอาจอธิบายได้ว่าเจ้าหน้าที่เหนื่อยล้าจากการทำงานทั้งวัน หรือกรอกข้อมูลผิด แต่เมื่อมีการรวบรวมข้อมูลจากหลายพื้นที่ แล้วพบว่ามีลักษณะคล้ายกันในบางกลุ่มพื้นที่ มันเริ่มกลายเป็นคำถามเชิงระบบ
อีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องการเก็บรักษาบัตร การเปิดเผยผลคะแนนรายหน่วย หรือความล่าช้าในการชี้แจงรายละเอียด บางกรณีเมื่อมีการตั้งข้อสงสัย สังคมคาดหวังว่าหน่วยงานที่มั่นใจในความสุจริตของตัวเองควร “รีบเปิดข้อมูล” เพื่อคลายข้อกังขา แต่ท่าทีที่ออกมา บางช่วงกลับเป็นลักษณะปฏิเสธแบบสั้น ๆ หรือโยนความรับผิดไปที่ระดับปฏิบัติการทันที โดยไม่แสดงให้เห็นว่ามีการตรวจสอบเชิงลึก
สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเด็นไม่ได้อยู่แค่ “สุจริตหรือไม่สุจริต” แต่กลายเป็นปัญหาเรื่อง ความรับผิดชอบ (accountability) ขององค์กร

ในเชิงโครงสร้าง ต้องเข้าใจว่า กกต. เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดในกระบวนการเลือกตั้ง ตั้งแต่กำหนดระเบียบ ควบคุมการปฏิบัติ ไปจนถึงวินิจฉัยข้อพิพาท ดังนั้น ความชอบธรรมของมันตั้งอยู่บน “ความน่าเชื่อถือ” ถ้ามีร่องรอยความผิดปกติแล้วองค์กรไม่แสดงความกระตือรือร้นในการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ความสงสัยจะขยายตัวเร็วมาก
อีกมิติหนึ่งคือ การที่ภาคประชาชนสามารถรวบรวมข้อมูลได้เอง เช่น การทำ data visualization วิเคราะห์คะแนนแต่ละหน่วย แล้วพบรูปแบบบางอย่าง สิ่งนี้สะท้อนว่า ระบบสังคมมีศักยภาพตรวจสอบสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าองค์กรรัฐไม่รับลูกต่อ ไม่เปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบร่วม หรือไม่อธิบายเชิงเหตุผลให้ชัด มันจะยิ่งทำให้ perception ทางสังคมเอนไปทาง “อาจมีอะไรผิดปกติ”
ผมจึงบอกว่า “เห็นร่องรอยเยอะ” ไม่ได้หมายความว่าพิสูจน์แล้วว่าทุจริต แต่หมายความว่า มีองค์ประกอบหลายอย่างที่เกินระดับความผิดพลาดเล็ก ๆ และสะสมเป็นข้อสงสัยเชิงโครงสร้าง และเมื่อมันเป็นข้อสงสัยเชิงโครงสร้าง คำถามก็จะไม่หยุดอยู่แค่เจ้าหน้าที่หน่วยหนึ่งหรือสองหน่วย แต่จะย้อนกลับไปที่การออกแบบระบบ การกำกับดูแล และความรับผิดชอบของ กกต. ชุดใหญ่ด้วย
สำคัญคือ กกต. ใหญ่ เป็น “เจ้านาย” อะไรก็ตามที่เกิดในการเลือกตั้ง ต่อให้เป็นความผิดลูกน้อง ความรับผิดชอบมันก็ต้องวิ่งกลับไปที่เจ้านาย เพราะถ้าลูกน้องทำไม่ดี ก็แปลว่าเจ้านายอาจคัดเลือกไม่ดี ไม่กวดขัน ไม่วางมาตรการป้องกัน เราก็รู้กันว่าถ้าจะโกงเลือกตั้ง ต้องซื้อกรรมการหน่วย ต้องเข้าไปที่หน้างาน ดังนั้น กกต. ต้องเข้าใจกลไกการโกง ต้องมีมาตรการป้องกัน เพราะคาดหวังว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุด ถ้า กปน. หรือ กกต. เขตทุจริต มันก็กลับมาถาม กกต. ใหญ่ว่า “ทำงานอย่างไร” แล้วถ้ามันบกพร่องมากขนาดนั้น ก็เกิดคำถามที่ตามมาว่า “จะอยู่ในตำแหน่งทำไม” เพราะเงินเดือนสูง หน้าที่คือจัดเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม และยิ่งน่าคิดว่าเราเคยตั้ง กกต. เพราะไม่อยากให้มหาดไทยจัดการเลือกตั้ง แต่ปัจจุบัน กกต. ก็ใช้กลไกมหาดไทยจัดการอยู่ดี มันเหมือนวนกลับก่อนปี 40 และคุณภาพก็ไม่ตรงกับ KPI ที่รัฐธรรมนูญต้องการ
ถ้าจะพูดถึงความรับผิดของ กกต. ใหญ่ มันต้องเป็นสิ่งที่ กกต. ใหญ่ “ทำเอง” หรือเป็นการตัดสินใจในระดับนโยบาย ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้ง
กล่าวคือ ต้องเป็น “กฎ ระเบียบ คำสั่ง หรือแนวปฏิบัติ” ที่กำหนดโดยกรรมการ กกต. เอง และมีผลใช้ในภาพรวม ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะจุด
ผมคิดว่า ปัจจุบันมีอย่างน้อยสองเรื่องใหญ่ที่เข้าลักษณะนี้
เรื่องแรก : การปฏิเสธไม่นับใหม่ ทั้งที่มีเหตุอันควรสงสัย
สมมติว่า มีผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้นับคะแนนใหม่ โดยมีพยานหลักฐานแสดงให้เห็นความผิดปกติ เช่น ตัวเลขไม่กระทบยอด บัตรเกินหรือขาด การบันทึกข้อมูลไม่สอดคล้องกัน
ตามหลักแล้ว กกต. มีหน้าที่พิจารณาคำร้องอย่างรอบคอบ และถ้าหลักฐานมีน้ำหนักพอที่จะก่อให้เกิดความสงสัยอย่างมีเหตุผล ก็ควรสั่งให้ตรวจสอบเพิ่มเติม หรือนับใหม่เพื่อคลี่คลายข้อสงสัย
แต่ถ้า กกต. เลือกที่จะ “ไม่นับใหม่” ทั้งที่มีข้อพิรุธที่สังคมมองว่าไม่ใช่เรื่องเล็ก อันนี้ไม่ใช่แค่ความผิดของ กปน. หรือเจ้าหน้าที่ระดับหน่วยอีกต่อไป เพราะจุดตัดสินใจอยู่ที่กรรมการ กกต. เอง
ในกรณีแบบนี้ ภาพที่ออกมาคือแทนที่ กกต. จะทำหน้าที่กำกับควบคุม กลับกลายเป็นการปกป้องหน่วยล่างจากการตรวจสอบ หากพิสูจน์ได้ว่ามีหน้าที่ต้องดำเนินการแล้วไม่ดำเนินการ ก็อาจเข้าข่าย “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ได้
ดังนั้น นี่คือระดับที่ความรับผิดไม่สามารถโยนลงไปที่เจ้าหน้าที่หน่วยอย่างเดียวได้ เพราะการตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่คณะกรรมการฯ
เรื่องที่สอง : การกำหนดระเบียบ หรือระบบระดับชาติ เช่น บาร์โคด / คิวอาร์โคด
เรื่องนี้ต่างจากปัญหาการนับคะแนนเขย่งโดยสิ้นเชิง เพราะมันไม่ใช่ความผิดเฉพาะหน่วย แต่เป็นการออกแบบระบบที่ใช้ทั้งประเทศ
ถ้า กกต. เป็นผู้ออกระเบียบให้บัตรเลือกตั้งมีองค์ประกอบอย่างบาร์โคดหรือคิวอาร์โคด ซึ่งมีศักยภาพในการเชื่อมโยงข้อมูล แม้จะอ้างว่าไม่ได้เชื่อมกับตัวบุคคลโดยตรง แต่คำถามสำคัญคือ ระบบนั้นกระทบต่อหลักการ “ความลับของการลงคะแนน” หรือไม่
หลัก secret ballot เป็นหลักพื้นฐานของการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ถ้าการออกแบบระบบสร้างความเสี่ยงต่อหลักนี้ ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือโดยประมาทเลินเล่อ ความรับผิดชอบย่อมอยู่ที่ผู้กำหนดนโยบาย
และในกรณีนี้ ผู้กำหนดคือกรรมการ กกต. ทั้ง 7 คน เพราะเป็นการตัดสินใจระดับชาติ ไม่ใช่ดุลพินิจของหน่วยล่าง
ดังนั้น ถ้าจะชี้ว่าผิดที่ กกต. ใหญ่ ต้องดูว่ามีการใช้อำนาจในระดับนโยบายที่บกพร่องเองหรือไม่ ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้ง เมื่อเป็นระดับนโยบาย ความรับผิดก็ต้องย้อนกลับมาที่กรรมการโดยตรง ไม่สามารถปัดความรับผิดไปที่ระดับปฏิบัติการได้ง่าย ๆ
จริง ๆ ต้องปรับ กกต. กันใหม่นะ ตอนนี้มันมีปัญหาอย่างหนึ่งคือ วิธีการ recruit คนเข้าไปเป็น กกต. เรามักได้คนที่เป็นข้าราชการเก่า คุณสมบัติก็เป็นข้าราชการเก่า พอเป็นอย่างนั้น สัญชาตญาณแรกเวลาเขาตัดสินใจหรือจัดการงาน เขาก็จะใช้เครือข่ายราชการที่ตัวเองคุ้นเคยมาเป็นมือไม้จัดการเลือกตั้ง โดยไม่ได้ขบคิดมากนัก

พอเลือกใช้โครงข่ายที่คุ้นเคย ก็กลับไปสภาพก่อนปี 40 เหมือนกับว่า แม้เราจะตั้งองค์กรอิสระขึ้นมา แต่กลไกปฏิบัติการก็ยังพึ่งพาระบบราชการเดิมอยู่ดี
ถ้าเรา recruit กกต. ที่มีคุณสมบัติอีกแบบหนึ่ง เช่น เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเลือกตั้ง เป็นคนจากภาคประชาสังคม หรือ NGO ที่ติดตามการเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่อง คนกลุ่มนี้จะคิดอีกแบบหนึ่ง เขาจะใช้โครงข่ายอีกแบบหนึ่ง และจะพยายาม recruit คนทำงานอีกแบบหนึ่ง ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของเครือข่ายราชการที่ตัวเองคุ้นเคย
แค่การเปลี่ยนที่มาของคน คุณภาพของการจัดการเลือกตั้งก็เปลี่ยนได้ เพราะมันเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนโครงข่าย เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน
จริง ๆ เครือข่ายมันมีหลายแบบ ไม่ใช่มีแต่มหาดไทย ภาคประชาสังคมก็มีเครือข่ายของเขาเหมือนกัน ถ้าหน้างานมีคนจากหลายกลุ่มปะปนกัน มันจะช่วยคุมกันเองในตัว เพราะเมื่อมีคนนอกเข้ามาทำงานร่วมกัน คนก็ไม่กล้าทำอะไรโจ่งแจ้ง เพราะมีคนที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายเดียวกันเฝ้ามองอยู่
ผมยังคิดว่า กกต. จำเป็น เพราะถ้าไปดูเทรนด์ในโลกช่วงหลัง การจัดการเลือกตั้งเขาให้เป็นหน่วยงานอิสระมากขึ้นเรื่อย ๆ มันดีกว่าแบบเดิม เราอุตส่าห์ทำมาตั้งแต่ปี 40 แล้ว เพราะฉะนั้นควรรักษาแนวทางนี้ไว้ เพียงแต่ต้องปรับปรุงให้มันเป็น “อิสระ” จริง ๆ ไม่ใช่แค่ในรูปแบบ แต่ในเนื้อหาและวิธีการทำงานด้วย
เราต้องการสองอย่างที่มันไปด้วยกันยาก นั่นคือ “ความเชี่ยวชาญ” กับ “ความยึดโยง” แต่ปัญหาคือเราทำไม่ได้ทั้งสองอย่าง
เรื่องความเชี่ยวชาญ เราก็ไม่ได้เชี่ยวชาญจริง ๆ เพราะเรารับคนที่คุณสมบัติตรงตามรัฐธรรมนูญก็จริง แต่คุณสมบัตินั้นไม่ได้เน้นหนักเรื่องความเชี่ยวชาญด้านการจัดการเลือกตั้งโดยตรง มันไปเน้นคุณสมบัติอื่นมากกว่า
เรื่องความเป็นกลางก็ไม่ได้เป็นกลางอย่างที่ควรจะเป็น และเรื่องความยึดโยงก็ไม่ได้ยึดโยง เพราะกระบวนการสรรหาไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขามีส่วนร่วม หรือสามารถตรวจสอบได้
ยิ่งระบบการสรรหาที่มาจากกลไกที่ไม่ชัดเจน ไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรง ก็ยิ่งทำให้ความยึดโยงต่ำลงไปอีก
ถ้ามีโอกาสแก้รัฐธรรมนูญ เราก็ควรคิดใหม่เรื่องคุณสมบัติของ กกต. ว่าจะกำหนดอย่างไร เช่น ที่บอกว่าต้องมาจากศาลหรือมาจากสายกฎหมาย เพียงพอไหม เพราะที่ผ่านมาเราก็ไม่ได้เห็นว่ามันสร้าง contribution ที่ทำให้ระบบการเลือกตั้งดีขึ้นอย่างชัดเจน
ในทางกลับกัน บางครั้งวัฒนธรรมแบบเจ้าขุนมูลนาย หรือวัฒนธรรมการหลบความรับผิดที่มากับระบบ อาจไม่เหมาะกับองค์กรที่ต้องทำงานเชิงรุก และเปิดเผยต่อสาธารณะ
กกต. เป็นองค์กรที่ต้องติดต่อกับประชาชน ต้องสื่อสาร ต้องอธิบาย ต้องรับฟังข้อร้องเรียน เพราะฉะนั้นถ้าเอาคนที่ไม่คุ้นเคยกับการทำงานลักษณะนี้มานั่งเป็นหัว มันก็อาจจะผิดฝาผิดตัว
ดังนั้น โจทย์มันไม่ใช่แค่ว่า “อิสระหรือไม่อิสระ” แต่ต้องถามว่าอิสระแบบไหน เชี่ยวชาญจริงไหม และยึดโยงกับประชาชนในระดับที่สร้างความไว้วางใจได้หรือเปล่า
ปี 49 จริง ๆ มีสองคดี คือคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้เรื่องการเลือกตั้ง ไม่มีผลตามรัฐธรรมนูญ หรือที่สื่อใช้คำว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กับอีกคดีที่ศาลฎีกาฯ ตัดสินให้ให้ กกต. “ติดคุก” ซึ่งสืบเนื่องกัน แต่เป็นคนละคดี
แต่ต้องเข้าใจว่ามันเกิดในบริบทการเมืองไม่ปกติ มีความเป็นการเมืองสูง เขาต้องการให้ กกต. “ต้องโทษจำคุกจริง” เพื่อให้พ้นตำแหน่งตามคุณสมบัติ เลยมีแรงจูงใจทางการเมืองสูงมาก เราไม่ควรยกเป็นบรรทัดฐาน
แต่ก็ไม่ได้แปลว่ากกต. ไม่ควรถูกเอาผิดนะ ผมแค่บอกว่าอย่าไปอ้างปี 49 สำหรับรอบนี้ ให้พูดเนื้อหาให้ชัดว่า กกต. ทำผิดระดับไหน เช่น หน่วยต่าง ๆ ทำผิดหนักมาก แต่ กกต. ไม่คาดโทษ ไม่กระตือรือร้น ไม่นับใหม่ นั่งทับเหตุการณ์ไว้เฉย ๆ แบบนี้เข้าข่ายละเว้นหน้าที่ไหมพูดที่เนื้อหาปี 69 ก็พอ ไม่ต้องไปอ้างปี 49
จริง ๆ ช่องทางทางกฎหมายมีอยู่ค่อนข้างมาก เพียงแต่ว่าการใช้ช่องทางเหล่านั้นต้องทำอย่างรอบคอบ

ในระดับหน่วยปฏิบัติการ เช่น กปน. ถ้ามีการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนับคะแนน การเก็บรักษาบัตร การจัดทำเอกสาร หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ประชาชนก็สามารถแจ้งความหรือดำเนินคดีได้ เพราะเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งโดยตรง
ในระดับของ กกต. เอง ผมคิดว่ามีอย่างน้อยสองระดับที่ต้องพิจารณา
ระดับแรก คือกรณีที่ กกต. ไม่ได้กวดขันหรือกำกับดูแลให้หน่วยงานระดับล่าง เช่น กปน. หรือ กกต. เขต / จังหวัด ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง ถ้ามีหน้าที่ต้องควบคุม ตรวจสอบ หรือสั่งการ แล้วละเลย ไม่ดำเนินการ ทั้งที่มีเหตุอันควรสงสัย แบบนี้อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 ในลักษณะ “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ”
ระดับที่สอง คือกรณีที่เป็นการกระทำของ กกต. เองในระดับนโยบายหรือระเบียบ เช่น เรื่องบาร์โคดหรือคิวอาร์โคดบนบัตรเลือกตั้ง ถ้าการกำหนดระบบหรือระเบียบดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาในระดับใหญ่ กระทบต่อหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้ง และสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ก็อาจเข้าข่ายมาตรา 157 อีกลักษณะหนึ่ง คือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
คดีอาญาในลักษณะนี้ โดยหลักแล้วใครก็มีสิทธิร้องทุกข์กล่าวโทษได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง แต่การที่คดีจะเดินหน้าได้จริง ต้องมีการเตรียมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม ต้องมีการรวบรวมข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ
การฟ้องคดีไม่ใช่แค่การไปยื่นเรื่องเฉย ๆ แต่ต้องมีการวางกลยุทธ์ทางกฎหมาย ต้องมีนักกฎหมายช่วยพิจารณาองค์ประกอบความผิด เชื่อมโยงข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมาย และเตรียมรับมือกับกระบวนการสอบสวนและพิจารณาคดี
ถ้าไม่มีการเตรียมหลักฐานที่แน่นพอ การฟ้องก็อาจไม่ก่อให้เกิดผลตามที่ตั้งใจไว้ เพราะสุดท้ายแล้ว ศาลหรือพนักงานสอบสวนจะดูที่พยานหลักฐานเป็นหลัก ไม่ใช่กระแสสังคม
ดังนั้น ในฐานะประชาชน การจะทำให้เกิดความรับผิดชอบจริง ๆ ต้องทำทั้งสองทาง คือใช้ช่องทางกฎหมายอย่างจริงจัง และในขณะเดียวกันก็ต้องทำงานด้านข้อมูล หลักฐาน และแรงกดดันสาธารณะควบคู่กันไป
de/code : กระบวนการยุติธรรมหวังพึ่งได้ยากมาก?
ผมใช้คำว่า “ยาก” ไม่ได้บอกว่าหวังพึ่งไม่ได้เลย แต่ต้องเข้าใจว่า “การฟ้อง” กับ “การเอาผิดให้สำเร็จ” มันคนละเรื่องกัน

การฟ้องหรือการแจ้งความ ใครก็ทำได้ แต่การจะเอาผิดได้จริง ต้องมีพยานหลักฐานที่รัดกุม ต้องเก็บรวบรวมข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญต้องพิสูจน์องค์ประกอบความผิดให้ครบ โดยเฉพาะเรื่อง “เจตนา” เพราะความผิดบางประเภท เช่น มาตรา 157 ต้องพิสูจน์ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ไม่ใช่แค่ผิดพลาดธรรมดา
ถ้าไม่มีหลักฐานเพียงพอ มันก็จะกลายเป็นการฟ้องที่ไม่เกิดผล หรือในทางปฏิบัติอาจถูกมองว่าเป็นการรบกวนกันเปล่า ๆ เพราะกระบวนการยุติธรรมจะเดินบนฐานของพยานหลักฐาน ไม่ได้เดินบนความรู้สึกหรือกระแสสังคม
การฟ้องคดีจริง ๆ เป็นเรื่องซีเรียส ต้องเตรียมตัว ต้องคิดองค์ประกอบกฎหมายให้ครบ ต้องคิดว่าจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างไร เชื่อมโยงกับบทกฎหมายอย่างไร ไม่ใช่แค่ตั้งข้อกล่าวหาแล้วจบ
แน่นอนเราอาจคาดหมายได้ว่าหน่วยงานอย่างตำรวจอาจไม่ได้กระตือรือร้นมากนักในคดีที่มีมิติทางการเมืองแบบนี้ แต่คำถามคือแล้วเราจะทำอย่างไร ถ้าเราเห็นว่ามันมีปัญหา ประชาชนก็ต้องออกแรงเอง ทั้งในแง่การรวบรวมข้อมูล หลักฐาน และการกดดันให้กระบวนการเดินหน้า
แต่ผมคิดว่ายังมีคำถามใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ นอกจากการเอาผิดแล้ว เราจะทำอย่างไรกับ “ผลการนับคะแนนหรือบัตรที่เกิดขึ้นไปแล้ว”
เพราะตอนนี้คนถามกันมากเรื่อง “นับใหม่ได้ไหม” “เลือกใหม่ได้ไหม” หรือบางคนก็ไปถึงขั้นถามว่า “เป็นโมฆะไหม” หรือ “ไม่มีผลตามรัฐธรรมนูญไหม”
อันนี้เป็นอีกชั้นหนึ่งของปัญหา ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องคดีอาญา แต่เป็นเรื่องกฎหมายมหาชน และผลของการเลือกตั้งทั้งระบบ ว่าจะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วอย่างไร ซึ่งมันซับซ้อนกว่าเรื่องการเอาผิดบุคคลอย่างเดียวมาก
ผมคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ “มันไม่ลับ” อยู่แล้ว ถ้ามันมีปัญหาเรื่องคิวอาร์ บาร์โคด ความลับของบัตร คนที่พยายามอธิบายแบบพิสดารให้ดูรับได้ มันค้านกับ common sense มาก
คำถามคือ “ไม่ลับแล้วทำอย่างไรได้” คนเลยย้อนกลับไปปี 49 ซึ่งผมบอกว่าปี 49 มีปัญหาทั้งวิธีการยื่นและบริบทที่ไม่ปกติและต่อให้เหตุผลหนักแน่น เช่น เรื่องบาร์โคดที่กระทบความลับของผู้ใช้สิทธิ์ คำถามใหญ่สองข้อก็ยังอยู่
หนึ่ง เราจะยอมให้คนไม่กี่คนล้มกระบวนการเลือกตั้งของคนเป็นสิบล้านได้ไหม เรื่องนี้ต้องหนักแน่นพอ
สอง หลังจากนั้นจะจัดการอย่างไร เพราะมีกรอบ 60 วัน และอาจนำไปสู่รัฐบาลรักษาการยาว ๆ ซึ่งเป็นสถานการณ์ไม่พึงปรารถนา
ถ้าการลงคะแนนไม่เป็นความลับจริง ต่อให้เลือกตั้งเสร็จสมบูรณ์ มันก็ไม่เป็นคุณต่อประชาธิปไตย อาจนำไปสู่การครอบงำทางการเมืองหนักกว่าเดิม
ถ้าคุณเอาปี 49 มาเป็นบรรทัดฐาน สิ่งแรกที่ต้องยอมรับก็คือ คุณกำลังยอมรับว่าคำวินิจฉัยปี 49 นั้น “ถูกต้อง” ทั้งในเชิงวิธีการและในเชิงหลักการ
ปัญหาคือ คำวินิจฉัยปี 49 ไม่ได้เกิดขึ้นในบริบทปกติ มันเกิดขึ้นในบริบทการเมืองที่มีแรงกดดันสูงมาก และมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผิดปกติอยู่เบื้องหลัง ดังนั้น ถ้าคุณยอมรับมันเป็นบรรทัดฐาน เท่ากับคุณยอมรับตรรกะของ “ตุลาการภิวัฒน์” ที่ตามมาในช่วง 20 ปีหลังจากนั้นด้วย
เมื่อคุณยอมรับตรรกะนั้น คุณก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องยอมรับผลพวงของมันด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขยายบทบาทของศาลในการจัดการความขัดแย้งทางการเมือง หรือแม้กระทั่งความชอบธรรมของรัฐประหารปี 49 และ 57 ที่อาศัยบริบท และฐานคิดแบบเดียวกัน
ผลกระทบระยะยาวคือ คุณจะไม่มีความชอบธรรมที่จะไปโวยวายหรือคัดค้านในอนาคต เวลาตุลาการใช้อำนาจทางการเมือง เช่น การยุบพรรค การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง หรือการตีความกฎหมายในลักษณะที่มีผลทางการเมือง เพราะคุณได้ยอมรับฐานคิดนั้นไว้แล้ว
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากคือ ถ้าคุณยอมรับว่า “การล้มการเลือกตั้งผ่านช่องทางแบบปี 49” เป็นสิ่งที่ทำได้และชอบธรรม คราวหน้าคนที่ใช้ช่องทางนี้อาจไม่ใช่ฝ่ายคุณ แต่อาจเป็นฝ่ายตรงข้าม แล้วเขาก็จะอ้างว่า เขาก็ทำเหมือนที่คุณเคยทำ
นี่คือปัญหาเชิงบรรทัดฐาน (normative problem) ว่าคุณกำลังสร้างแบบอย่างอะไรไว้ในระบบการเมือง เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าไม่ควรเอาปี 49 มาเป็นบรรทัดฐาน สิ่งที่ควรทำ คือหาคำอธิบายและช่องทางใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน คือรัฐธรรมนูญปี 60 ว่ามีช่องทางใดบ้างที่สามารถยื่นเรื่องได้อย่างถูกต้องตามกรอบที่กำหนด
ต้องทำให้ศาลยอมรับว่าเป็นช่องทางที่รัฐธรรมนูญ 60 เปิดไว้จริง ๆ โดยไม่อาศัยช่องว่างหรือความคลุมเครือแบบรัฐธรรมนูญปี 40 และไม่พึ่งบริบททางการเมืองพิเศษเหมือนปี 49
อีกช่องทางหนึ่งที่อาจพิจารณาได้คือศาลปกครอง เพราะ กกต. เป็นหน่วยงานของรัฐ และการออกกฎหรือคำสั่งบางอย่างอาจอยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลปกครอง แต่ก็ต้องเข้าใจข้อจำกัดด้วยว่า การเลือกตั้งเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไปแล้ว การเพิกถอนทั้งชุดทำได้ยากมาก

สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่าอาจเป็นการขอให้นับคะแนนใหม่ ตรวจบัตรใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่เฉพาะบางเขต มากกว่าการล้มทั้งประเทศ
ดังนั้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเราพอใจผลเลือกตั้งหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราจะใช้กรอบกฎหมาย และบรรทัดฐานแบบไหนในการจัดการปัญหา เพราะสิ่งที่เรายอมรับวันนี้ จะกลายเป็นแบบอย่างของระบบการเมืองในวันข้างหน้าด้วย