Reading Time: 4 minutes
Net Zero 2030 จะเป็นจริงได้ยังไง? ถ้าโครงสร้างพลังงานไทยยังเหมือนเดิม
จากวิกฤตน้ำมันแพงหลังสงครามตะวันออกกลางถึงสถานการณ์ค่าไฟที่สังคมไทยเถียงกันไม่จบเรื่องปรับโครงสร้าง
สังคมไทยจะอยู่ตรงไหนในความพร่าเลือนของแผน PDP และความซับซ้อนทางนโยบายที่ทุนพลังงานยังกุมพื้นที่การตัดสินใจอย่างเหนียวแน่น นั่นทำให้เรายังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศสูงถึง 60-70% เกิดความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลให้ค่าครองชีพและค่าไฟแพงขึ้น
Decode.plus ร่วมกับ สกสว. เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน ในวงเสวนา “พลังงานทางเลือกที่เป็นทางรอดของประเทศไทย” กับ 6 วิทยากร 6 ความเชี่ยวชาญ ในขณะที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางพลังงานระยะยาวยังขาดแผนที่ชัดเจนและนโยบายที่จับต้องได้ กระทั่งความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่ยังอยู่ในเครื่องหมายคำถาม
โซลาร์ฯ หลักแสนนั้นแสนยาก?
ดร. ครรชิต สิงห์สุข หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านพลังงานทางเลือก ม.ราชภัฏสกลนคร ยอมรับว่าเกษตรกรกำลังเผชิญกับ ‘วิกฤตซ้อน’ ในพื้นที่ ทำให้ความเป็นธรรมในการใช้พลังงานทางเลือกในภาคเกษตรกรรมไม่เกิดขึ้น
วิกฤตราคาพลังงาน เมื่อต้นทุนกว่า 30-40% ของเกษตรกรมาจากพลังงาน สามารถแก้ได้ด้วยการนำโซลาร์เซลล์มาใช้เพื่อลดต้นทุน 2. วิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง สามารถแก้ได้ด้วยการนำระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาใช้ 3. วิกฤตราคาผลผลิตตกต่ำ สามารถแก้ได้ด้วยการนำนวัตกรรมการแปรรูปด้วยพลังงานสะอาด เข้ามาแปรรูปผลผลิตและขายในราคาที่สูงขึ้น
ดร. ครรชิตอธิบายเสริมว่า วิกฤตเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยพลังงานทางเลือก ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านพลังงานทางเลือกทำงานกับเกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้กว่า 70% และเพิ่มรายได้กว่า 30%
ดังนั้น การหันมาใช้โซลาร์เซลล์ในการสูบน้ำจะช่วยลดต้นทุนน้ำมันทั้งหมด ทุกวันนี้ประสิทธิภาพของโซลาร์เซลล์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อ 10 ปีที่แล้ว โซลาร์เซลล์ 2 แผงเราใช้กับปั้มน้ำ 1 นิ้ว ปัจจุบันสามารถใช้กับปั๊มน้ำ 4-5 นิ้ว เปรียบเทียบให้เห็นภาพ คือเมื่อ 10 ปีก่อน เราใช้ได้แค่กับพืชไร่พืชสวนที่ต้องการน้ำน้อย แต่ปัจจุบันสามารถใช้กับนาข้าวได้แล้ว
ดร. ครรชิต สิงห์สุข หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านพลังงานทางเลือก ม.ราชภัฏสกลนคร
ปัจจุบัน ทีมนักวิจัยได้มีการดำเนินการร่วมกับเกษตรกรมากกว่า 33 จังหวัด 179 พื้นที่ โดยออกแบบให้นวัตกรรมที่ทุกคนสามารถใช้ได้ เช่น สมาชิกเกษตรกร 100 ครัวเรือน ใช้รถเข็นสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 1 เครื่องร่วมกัน โดยออกแบบให้เป็นนวัตกรรมเป็นแบบเคลื่อนที่ได้ เมื่อเคลื่อนที่ได้ เกษตรกรสามารถมาหยิบยืมไปใช้งานได้
นอกจากการพัฒนานวัตกรรม นักวิจัยก็ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการในชุมชนร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อสร้างนวัตกรรมชุมชนและ ‘นวัตกรที่เป็นคนในชุมชน’ เพื่อให้ชุมชนอยู่ได้ด้วยตัวเอง สามารถเป็นศูนย์เรียนรู้ให้ชุมชนอื่น ๆ ต่อไปได้
สุดท้ายเมื่อแปรรูปผ่านนวัตกรรมที่เป็นพลังงานทางเลือก จำเป็นต้องมีโมเดลทางการตลาดที่จะช่วยเหลือในการขายผลิตภัณฑ์ เช่น การทำโรงเรือนแปรรูปมาตรฐาน GMP และติดฉลากอย. บนสินค้าแปรรูป เพื่อช่วยขยายพื้นที่ตลาด
นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึง Smart Farm Smart Energy หรือการที่เกษตรกรเป็นเจ้าของพลังงาน ในแง่มุมที่เกษตรกรผันตัวจากผู้ใช้มาเป็นหน่วยผลิตพลังงานให้กับภาครัฐ เพื่อเป็นเครดิตในการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับตัวเกษตรอีกด้วย
ดร. ครรชิต มองว่า ปัญหาปัจจุบันเป็นเรื่องของโอกาสในการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาสนใจ ต้องสร้างกระบวนการยอมรับในการใช้โซลาร์เซลล์ สร้างความตระหนักรู้ เพื่อสร้างแรงจูงใจกับเกษตรกรเพื่อใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น การที่จะให้เกษตรกรลงทุนหลักหมื่นหลักแสนในการเข้าถึงพลังงานทางเลือกยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก ถ้าเรามีกองทุนการกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ 0% ก็จะช่วยส่งเสริมเกษตรกรให้เข้าถึงและสามารถใช้พลังงานทางเลือกเหล่านี้ได้
EV Bike ทางเลือกของปัจจุบันที่ไทยยังไปไม่ถึง
ในไทยกลุ่มที่พัฒนาช้าไป คือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและกลุ่มรถบรรทุก ในหนึ่งปีมีรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ในไทยประมาณ 1.8 ล้านคัน เป็นจักรยานยนต์ไฟฟ้า 1-2 หมื่นคัน ส่วนแบ่งทางการตลาดแค่ 1% ถือว่า “น้อยมาก”
ทั้งที่ตลาดกลุ่มนี้ใหญ่กว่ารถยนต์ไฟฟ้า กลุ่มผู้ใช้มีรายได้น้อยแต่ยังขาดการสนับสนุนจากรัฐ อีกกลุ่มคือรถบรรทุกที่ภาครัฐยังเข้ามาสนับสนุนน้อยอยู่ ถ้าในมุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสองกลุ่มนี้น่าจะมีการศึกษาและรัฐต้องเข้ามาดูเพิ่มเติม
ภาพรวมการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในไทย “ถ้าในช่วง 4-5 ปีที่แล้ว ถ้าประเทศไทยไม่มีการวางแผนการเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าวันนี้เราคงไม่เห็นการเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมนี้ แต่สิ่งที่เราต้องคิดต่อคือเรื่องการจัดการแบตเตอรี่” รศ.ดร. ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)
โดยในปี 2569 ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน ประเทศไทยมียอดจองรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมาก มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าราว 1.1 แสนคัน งานศึกษาเพื่อประเมินภาพอนาคตของการใช้งานแบตเตอรี่ในไทยของ ม. พระจอมเกล้าธนบุรี พบว่า ปี 2024 ตัวเลขการใช้อยู่ที่ 4.70 (GWh) ต่อมาปี 2025 การใช้เพิ่มขึ้นมาเป็น 8.01 (GWh) และคาดจะเพิ่มขึ้นในปี 2030 เป็น 54.05 (GWh) ซึ่งเป็นปีที่รัฐวางเป้าหมายในการส่งเสริมการใช้และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไว้
รศ.ดร. ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)
รศ.ดร. ยศพงษ์ ย้ำว่าสิ่งที่จะตามมาคือการสะสมของแบตเตอรี่ ซึ่งแบตเตอรี่ 1 ลูกสามารถใช้งานได้ราว 7-8 ปีจึงจะถึงช่วงเสื่อม เมื่อเสื่อมมีการคาดการณ์ว่าจะนำไปใช้ในระบบกักเก็บพลังงาน เช่น ระบบกักเก็บไฟโซลาร์ ระยะต่อมาเมื่อแบตมาถึงจุดที่เสื่อมมากใช้ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องเข้าสู่ระบบรีไซเคิล เวลานี้ต้องยอมรับว่าในประเทศไทยยังไม่มีการลงทุนโรงงานรีไซเคิล เพราะถ้ามองเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนถือว่าเวลานี้เป็นช่วงต้นที่เต็มไปด้วยข้อท้าทาย
เรื่องการผลักดันโรงงานรีไซเคิลและการจัดการแบตเตอรี่ ภาครัฐกำลังพยายามผลักดันกฎหมาย และรัฐเริ่มมีการพูดถึงเรื่องการยอมให้นำแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วเข้ามาในประเทศแล้วเพราะจำนวนที่ใช้ในประเทศอาจไม่พอ
รศ.ดร. ยศพงษ์ มองว่าการที่เราหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าคือการเปลี่ยนจากฝั่งน้ำมันซึ่งวันนี้เราต้องพึ่งพาต่างประเทศเยอะไปด้วยซ้ำ แต่ถ้าเราทำพลังงานทางเลือกในประเทศไทยได้นั่นหมายถึงความยั่งยืนในประเทศมากขึ้นด้วยซ้ำ จริง ๆ ควรทำพลังงานทางเลือกโตให้ถึง 10-20 เท่า เหลือก็มาผลิตเก็บในรูปแบบไฮโดรเจน
ถ้าไปในทิศทางนี้เราจะเห็นว่าต้องมีการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ไม่ใช่ในภาคครัวเรือนแล้ว ภาคการขนส่งต้องมีการใช้มากขึ้น และถ้าทำไปถึงจุดนึงในภูมิภาคเราเรื่องพลังงานเป็นโอกาสในไทย วันนี้หลายบริษัทของไทยลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ในอนาคตถ้าเราสร้างเครือข่ายที่ดีเราอาจจะสามารถขายไฟไปในประเทศอื่น ๆ ด้วย
Ecosystem ของพลังงานไฮโดรเจน โตเดี่ยวไปก็ไร้ประโยชน์
พลังงานไฮโดรเจนกำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะชิ้นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกไปสู่ระบบที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ
เมื่อโลกกำลังเผชิญทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความไม่มั่นคงด้านพลังงาน และข้อจำกัดของเชื้อเพลิงฟอสซิล ด้าน ดร. เนรัญ สุวรรณโชติช่วง กรรมการและเหรัญญิก สมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย (H2TH) กล่าวว่าไฮโดรเจนไม่ใช่พลังงานใหม่เสียทีเดียว แต่มีความสำคัญในการเป็นตัวพา (energy carrier) ที่สามารถกักเก็บและขนส่งพลังงานจากแหล่งพลังงานอื่น ๆ โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน
การนำไฟฟ้าส่วนเกิน ซึ่งเป็นปัญหาคอขวดสำคัญของพลังงานไทยเพื่อผลิตไฮโดรเจนและสามารถกักเก็บไว้ได้ จึงเป็นวิธีเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้กลายเป็นพลังงานที่เก็บได้นานและขนส่งได้ไกล
ดร.เนรัญ สุวรรณโชติช่วง กรรมการและเหรัญญิก สมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย(H2TH)
ดร. เนรัญ กล่าวถึงประเภทต่าง ๆ ของพลังงานไฮโดรเจนว่า ไฮโดรเจนถูกจัดประเภทตามวิธีการผลิตและสามารถแยกได้เป็นสี เช่น ไฮโดรเจนสีเทามาจากก๊าซธรรมชาติและยังปล่อยคาร์บอน “ไฮโดรเจนสีน้ำเงินเพิ่มกระบวนการดักจับและกักเก็บคาร์บอนเพื่อลดการปล่อย และไฮโดรเจนสีเขียวซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในระยะยาว ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนและแทบไม่ปล่อยคาร์บอนเลย
”ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ต้นทุนการผลิตสีเขียวที่ยังสูง และโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องลงทุนใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ระบบผลิต การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่งที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีแรงดันสูง แต่ถ้าหากเราสามารถไปถึงพลังงานสีเขียวรูปแบบนี้ได้ จะช่วยทำให้เราสร้างความยั่งยืนให้กับพลังงานของไทย เพราะนอกจากจะใช้ได้แล้วยังสามารถกักเก็บพลังงานส่วนเกินได้อีกด้วย“ ดร. เนรัญ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การผลักดันไฮโดรเจนต้องเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาพลังงานทางเลือกประเภทอื่น ๆ เพราะไม่มีพลังงานชนิดใดชนิดหนึ่งที่จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมยังเป็นหัวใจของระบบไฟฟ้าใหม่ เนื่องจากต้นทุนที่ลดลงอย่างรวดเร็วและสามารถผลิตไฟฟ้าได้โดยตรง ในขณะที่พลังงานจากการผลิตไฟฟ้าอื่น ๆ ยังมีความเสี่ยงถึงความคุ้มค่าว่าการได้พลังงานไฮโดรเจนจากแหล่งที่มาที่มีการปล่อยมลพิษสูง เช่น ไฟฟ้าจากขยะหรือฟอสซิล อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของชุมชน และไม่สามารถสร้างความยั่งยืนอย่างรอบด้าน
ดร. เนรัญเสริมว่าในบริบทของประเทศไทย การพัฒนาไฮโดรเจนยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่มีศักยภาพจากทรัพยากรพลังงานแสงอาทิตย์ที่ค่อนข้างสูง และโครงสร้างอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดได้ เช่น กลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นที่มีการใช้ไฮโดรเจนอยู่แล้ว หากสามารถเปลี่ยนไปใช้ไฮโดรเจนสีเขียวได้ ก็จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ไทยยังสามารถใช้ไฮโดรเจนในการกักเก็บพลังงานหมุนเวียนในช่วงที่ผลิตเกินความต้องการ
“พลังงานไฮโดรเจนอาจไม่ใช่ทางออกทางเดียว แต่มันเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เจอทางใหม่ ๆ และขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาที่เรานำมาใช้ผลิตพลังงานนี้ด้วย ตั้งแต่สีเทา สีน้ำตาล มาจนถึงสีเขียว สิ่งสำคัญคือการทำ carbon capture เพื่อให้เกิดพลังงานทางเลือกที่เป็นพลังงานสะอาดและยั่งยืนจริง ๆ”
นักวิ่งมาราธอนที่วิ่งตามเทคโนโลยีไม่ทัน
จากอาวุธในสงครามโลกครั้งที่สองและโศกนาฏกรรมเชอร์โนบิล
‘พลังงานนิวเคลียร์’ ได้ถูกแปะป้ายว่า เป็นกลุ่มก้อนพลังงานที่ไม่ควรไปแตะต้อง
แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า พลังงานนิวเคลียร์จะเป็น ‘ทางเลือกใหม่’ สู่ความมั่นคงทางพลังงานใหม่ของแทบทุกทวีป?
รศ.ดร. สมบูรณ์ รัศมี จากภาควิชาการวิศวกรรมนิวเคลียร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ขั้นร้ายแรงที่เกิดขึ้นที่เชอร์โนบิล เกิดขึ้นจากความรู้ทางวิศวกรรมนิวเคลียร์ที่จำกัดในยุคนั้น แต่ปัจจุบันการใช้พลังงานนิวเคลียร์ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเกือบ 4 รุ่น และกินระยะเวลากว่า 70 ปี ทำให้ข้อจำกัดต่าง ๆ น้อยลง และมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยสูงขึ้น เช่น ปกติอุบัติเหตุนิวเคลียร์จะกินระยะรัศมี 1-2 กิโลเมตร แต่ Small Modular Reactor มีรัศมีแค่ 500 เมตรเท่านั้น
ขณะที่ตำแหน่งในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็มีหลากหลาย โดยหลักจะนิยมสร้างบริเวณติดชายทะเลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายความร้อน แต่ในยุโรปก็มีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แท่นขุดเจาะใต้มหาสมุทร หรือกระทั่งในเรือดำน้ำ รวมถึงเทคโนโลยีในการควบคุมและตรวจจับปริมาณกัมมันตรังสีของแต่ละประเทศ ซึ่งมันสะท้อนว่า ความปลอดภัยในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ นั้นสูงพอให้หลายภูมิภาคยอมรับ รศ.ดร. สมบูรณ์ กล่าวว่า Small Modular Reactor หรือ SMR เคยถูกระบุในแผน PDP ของประเทศไทย แต่ถูกนำออกไปในแผน PDP 2018 ซึ่งระยะกว่า 7-8 ปีที่ SMR ไม่ได้ถูกพูดถึงในแผนโครงสร้างพลังงานของประเทศ กลายเป็นช่องว่างสำคัญที่ทำให้ SMR หยุดชะงักและไม่ได้ถูกพัฒนาไปอย่างที่ควรจะเป็น
รศ.ดร. สมบูรณ์ รัศมี จากภาควิชาการวิศวกรรมนิวเคลียร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เขายกตัวอย่างว่าประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามนำหน้าประเทศไทยเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ไปแล้ว 6-7 ปี ขณะที่สหรัฐฯ ยุโรป และจีนเดินหน้าเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
นั่นทำให้ขณะนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงว่า จะวิ่งตามเทคโนโลยีใหม่นี้ไม่ทันและตกขบวนการลงทุน
ดังนั้นคำถามสำคัญ คือประเทศไทยจะเริ่มได้เร็วและมีประสิทธิภาพเพียงใด แม้จะเคยมีการสำรวจว่าพื้นที่ใดมีความเหมาะสมในการตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่
แต่สิ่งที่ต้องทำไปพร้อมกันคือการยกระดับกฎเกณฑ์ข้อบังคับ บุคลากร และความปลอดภัยไปพร้อมกัน เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในยุคที่ 4 นี้ไม่ใช่แค่โรงผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่มันมีความศักยภาพในการใช้ในอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก การผลิตไฮโดรเจน และอุตสาหกรรมที่ใช้ความร้อนอย่างการแปรรูปปิโตรเลียม
“อุตสาหกรรมนิวเคลียร์เป็นนักวิ่งมาราธอน มันต้องวิ่งรักษาความเร็ว และเร่งเข้าเส้นชัย แต่ประเทศไทยเดินมา 30-40 ปี ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เหลือ 200 เมตรสุดท้ายแล้ว เรามีองค์กรที่มีความพร้อมในหลาย ๆ รุ่นตั้งแต่ปี 2520 ที่เป็นครั้งแรกของการมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ตอนนี้มันชัดกว่าทุก ๆ รอบ เพราะมีความจำเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ความสะอาด และความมั่นคง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ” รศ.ดร. สมบูรณ์ ทิ้งท้าย
เลิกฟอสซิล สนับสนุนพลังงานทางเลือก กี่โมง?
เมื่อถามว่า รัฐกำลังขับเคลื่อนอะไรอยู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือกมาทดแทนพลังงานฟอสซิล
วันนี้ไทยมีสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก 15 เปอร์เซ็นต์ของการใช้พลังงานทั้งประเทศ โดยพลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นประเภทของพลังงานทดแทนที่ถูกใช้มากที่สุด 7,095 เมกะวัตต์ รองลงมาคือไบโอแมส (Biomass) ในปริมาณการใช้ 3,750 เมกะวัตต์ ที่ได้มาจากการแปรรูปชีวมวล เศษวัสดุที่หลงเหลือในแปลงเกษตรจากภาคอุตสาหกรรม อย่างใบอ้อย และปาล์ม
อดิศักดิ์ ชูสุข รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวถึงแผนพลังงานทดแทน (ADEP) ที่อยู่ระหว่างกำหนดทิศทางสนับสนุนพลังงานทางเลือกของรัฐจนถึงปี 2580 ให้เพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือกในภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรม อดิศักดิ์กล่าวว่าสัดส่วนที่จะเป็นไปได้มากที่สุด ในการที่รัฐจะเข้าไปสนับสนุนพลังงานทางเลือก คือพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชาชนในการเพิ่มกำลังรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 1,500 เมกะวัตต์ มีการลดหย่อนภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจและสนับสนุนต้นทุนการติดตั้งให้กับประชาชน
ส่วนต่อมาที่ยังต้องการแรงผลักดันจากรัฐ และเป็นโอกาสในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก คือการเข้าไปสนับสนุนการผลิตพลังงานจากชีวมวลให้เป็นไบโอแก๊ส ที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สะท้อนว่าเกษตรกรไม่ได้มีความต้องการใช้วิธีการเผาในที่โล่งแจ้ง เพื่อกำจัดเศษวัสดุในภาคการเกษตร แต่ด้วยการลงทุนการแปรรูปเป็นพลังงานยังคงมีค่าใช้จ่ายสูง เกษตรกรขาดการรวบรวมเพื่อนำไปแปรรูปให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด รองอธิบดีกล่าวย้ำว่าภาคการเกษตรต้องการแรงสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งงบประมาณการลงทุนในระยะเปลี่ยนผ่าน การแปรรูปให้เป็นพลังงาน และผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่รวบรวมส่วนที่หลงเหลือในแปลงเกษตร ไปแปรรูปเป็นพลังงานทางเลือกและส่งกลับเข้ามาใช้ในภาคการเกษตรอีกครั้ง
อดิศักดิ์ ชูสุข รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน
“รัฐต้องสนับสนุนในแต่ละกระบวนการตั้งต้นพลังงานทางเลือกภายในประเทศเกิดขึ้นได้ ที่ท้ายที่สุดแล้วแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทางเลือกในภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และประชาชนจะเดินหน้าต่อไปได้ด้วยตนเอง”
ทุกภาคส่วนต้องเริ่มต้นพร้อมกัน ปรับเปลี่ยนและเดินหน้าไปพร้อมกัน คือมุมมองที่เป็นไปได้จากการวิเคราะห์ของอดิศักดิ์ ที่จะทำให้พลังงานทางเลือกภายในประเทศมีประสิทธิภาพและมั่นคง รวบไปถึงการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน และการบังคับใช้ข้อตกลงร่วมกันระหว่างนานาชาติ อย่างมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมสินค้าส่งออกที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง ภายใต้ข้อตกลง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) เพื่อสร้างพันธกิจร่วมกันระหว่างนานาประเทศ ที่จะร่วมหาวิธีการปรับลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิต
ทางรอดเดียวคือสนับสนุนพลังงานทดแทนในประเทศ
ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงแผน PDP ที่กำลังร่างฉบับใหม่ว่า จะเป็นการมองระยะยาวถึงปี 2050 มีเป้าหมายว่าเราจะบรรลุ Net Zero ซึ่งการจะบรรลุ Net Zero ได้ ต้องมีสัดส่วนพลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้าถึง 74% ดังนั้น จากสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ที่ใช้งานกันอยู่จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย แต่จะทำได้จริงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เธอยังกล่าวต่อไปอีกว่า เมื่อก่อนเราอาจขาดเจตจำนงทางการเมืองในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงาน เปลี่ยนผ่านมาใช้พลังงานทางเลือก แต่ตอนนี้ด้วยสถานการณ์ภาคบังคับต่าง ๆ เหมือนกับว่าทางรอดที่เราจะต้องเดินก็น่าจะมีอยู่ทางเดียวคือการสนับสนุนความมั่นคงทางด้านพลังงานในประเทศ เพื่อที่จะลดสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ เมื่อเกิดปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะเห็นได้ว่าเกิดบ่อยขึ้น และแต่ละครั้งก็รุนแรงขึ้น จะกระทบต่อราคาพลังงานในประเทศค่อนข้างมาก ซึ่งสิ่งนี้เป็นบทเรียนสำคัญของภาครัฐไทย ว่าเราจะทำยังไงให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานมากที่สุด โดยสถานการณ์เหล่านี้เป็นตัวบอกคำตอบแล้วว่าเราจะต้องมีการพึ่งพาพลังงานทดแทนในประเทศมากขึ้น ขึ้นอยู่กับว่า เราจะทำยังไงให้คำตอบนี้เป็นจริง
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในวันเดียว แม้เราใช้พลังงานอยู่ทุกวัน ซึ่งในระยะสั้น อารีพรเห็นว่า จะต้องมีนโยบายจากภาครัฐออกมา ทั้งในเรื่องค่าไฟแบบขั้นบันได ใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยเพื่อที่จะทำให้ค่าครองชีพของประชาชนไม่สูงเกินไป แต่ในระยะยาวต้องมีการปรับโครงสร้าง เพื่อให้ราคาพลังงานไม่กระทบต่อพี่น้องประชาชนมากเกินไป และต้องพัฒนาแหล่งพลังงานที่เรามีอยู่แล้วให้มีปริมาณและประสิทธิภาพมากเพียงพอสำหรับเป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า
ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
ส่วนในเรื่องของน้ำมัน เราเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันเพราะเราผลิตเองได้น้อยมาก โจทย์คือจะทำยังไงให้มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอเมื่อเกิดวิกฤตแล้วได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งการแก้ปัญหาหรือรับมือรัฐก็ต้องมีการวางแผนไว้ทั้งระยะสั้น และระยะยาวเช่นกัน
“ที่ผ่านมาภาครัฐไม่มีแผนบริหารจัดการ (พลังงาน) ที่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงต้องมีการจ่ายเงินอุดหนุน ใช้วิธีตรึงราคาค่าไฟ กดราคาน้ำมันซ้ำ ๆ ท้ายที่สุดแล้วเงินอุดหนุนของภาครัฐก็คือเงินที่ประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้ในภายหลังผ่านค่าไฟ หรือค่าน้ำมัน ดังนั้นในการปรับโครงสร้างพลังงานก็ต้องมีโจทย์ว่าจะทำยังไงให้ลดภาระการใช้เงินอุดหนุนให้ได้มากที่สุด”
ดร. อารีพร กล่าวต่อถึงการที่ ครม. มีมติออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 แสนล้านบาทสำหรับเยียวยา อีก 2 แสนล้านบาทสำหรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน เธอให้ความเห็นว่า เรื่องของปริมาณเงินค่อนข้างคาดการณ์ยากว่าจะสามารถเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานได้หรือไม่ แต่นับว่าเป็นจุดตั้งต้นที่ดี ในขณะเดียวกันก็ต้องไปดูในรายละเอียดว่าจุดไหนที่ภาครัฐเน้น และไม่ว่าอย่างไรก็ต้องใช้เวลา เพราะการปรับโครงสร้างแตกต่างจากการตรึงราคาที่สามารถทำได้ทันทีเพียงแค่มีคำสั่งจากรัฐ ซึ่งการปรับโครงสร้างพลังงานจะกระทบหลายภาคส่วน ดังนั้นต้องมีทั้งการสร้างความเข้าใจ การเจรจาต่อรอง ให้การปรับโครงสร้างนี้เป็นที่ยอมรับในทุกภาคส่วน
รับชม : เสวนาพลังงานทางเลือกที่เป็นทางรอดของประเทศไทย (6 พ.ค. 69)