Reading Time: 6 minutes
ท่ามกลางความขมุกขมัวของฝุ่นควัน เป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่าฤดูฝุ่นของประเทศไทยกลับมาอีกครั้ง
วิสัยทัศน์ที่พร่าเลือนของยอดดอย เกิดขึ้นพร้อมกันกับความคลุมเครือในการจัดการปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ในวันที่ 16 เมษายน 2569 มีจุดเผาไหม้(Hotspot) มากกว่า 5,384 จุด
มีแต่ฝุ่นและจุดเผาไหม้เพิ่มขึ้น แต่งบประมาณ บุคลากร และทรัพยากรในการร่วมจัดการจุดความร้อนเหล่านี้ยิ่งขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นอาสา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ รวมถึงชาวบ้าน ไม่ได้เพียงต้องสูญเสียกำลังแรง แต่ยังอันตรายกับทรัพย์สินและชีวิตตามลำพังโดยขาดสวัสดิการจากรัฐมารองรับ
เมื่อไฟหลายกองยังไร้เจ้าภาพ รวมถึงนโยบายการจัดการไฟและฝุ่นเหล่านี้กลับดูถอยหลังมากไปกว่าเดิมหลังมีเสียงเบรก พ.ร.บ.อากาศสะอาด ในรัฐสภา เสียงจากคนหน้าไฟ ที่ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในปีนี้ ท่ามกลางม่านหมอกของฝุ่นควัน อคติ และความซับซ้อนของปัญหาฝุ่น วาระระดับชาติกำลังถูกจัดการเพื่อมุ่งหาทางออกหรือกำลังถูกผลักให้ถอยหลังอีกครั้ง
เหมารวมชาวบ้านจุดไฟเป็นเรื่องมายา แต่ความเสี่ยงเพื่อดูแลผืนป่าสิของจริง
“เราแทบไม่ได้เข้าสวนของเราเลย ทั้งฤดูกาล(ฝุ่น) ทุกวันเราต้องออกไปเฝ้าระวังพื้นที่กว่า 500 ไร่ เพราะไม่อย่างนั้นถ้าไฟเข้ามาในเขตชุมชนได้เมื่อไหร่ นั่นหมายถึงพี่น้องในชุมชนอีกจำนวนมากที่ต้องล้มละลายเลย” อาหล่อง กล่าว
อาหล่อง อุ้ยแม้ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านพนาเสรี ต.ท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เป็นหนึ่งในชาวปกาเกอะญอที่ต้องเป็นคนหน้าไฟมายาวนานกว่า 19 ปี
อาหล่อง อุ้ยแม้ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านพนาเสรี
หมู่บ้านพนาเสรีประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ซึ่งมีทั้งพืชทางเศรษฐกิจอย่างกาแฟ ชา สวนผลไม้ต่าง ๆ และประกอบวิถีชีวิตไร่หมุนเวียนในแบบของพี่น้องปกาเกอะญอด้วย
ตลอดระยะเวลาที่อาหล่องรับหน้าที่หัวหน้าชุดดับไฟป่าของชุมชน แม้ปีนี้จะมีจุดเผาไหม้มากเป็นพิเศษ แต่สำหรับคนหน้าไฟแล้วไม่ว่าปีไหน ๆ ก็ล้วนมีความยากลำบากแทบไม่ต่างกัน
อาหล่องเล่าว่า ป่าชุมชนที่หมู่บ้านพนาเสรีต้องดูแลมีขนาดที่ 500 ไร่ แต่พื้นที่ทั้งหมดที่ต้องช่วยกันเฝ้าระวังและดูแลนั้นมีมากกว่า 6,000 ไร่ เนื่องจากอ.แม่สรวยเป็นอำเภอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงราย อีกทั้งมีเขตแดนติดกับหลายอำเภอทั้งในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ แต่ทว่า บุคลากร ทรัพยากร รวมไปถึงเม็ดเงินกลับสวนทางกัน
“เราจะเริ่มทำแนวกันไฟกันตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชน ในช่วงนั้นเราจะให้คนทั้งชุมชนเข้าไปร่วมทำแนวกันไฟเพราะว่าขนาดพื้นที่ค่อนข้างกว้าง และหลังจากนั้นจะเป็นช่วงเฝ้าระวัง ซึ่งจะมีเราเป็นหัวหน้าชุดทีมดับไฟเป็นหลัก จะทีมอาสาเฝ้าระวังทั้งหมด 20 คน แต่จะออกไปปฏิบัติครั้งละ 3 คน ที่ไปเฝ้าระวังตลอดทุกวัน เพื่อเช็คดูแนวกันไฟบางจุดที่อาจมีเชื้อเพลิง(ใบไม้) มาต่อเป็นสะพานจนอาจทำให้ไฟลุกลามเข้ามาได้”
หมู่บ้านพนาเสรีได้รับงบประมาณจากงบสนับสนุนของทางอบต.ในการจัดทำแนวกันไฟและบริหารเชื้อเพลิงที่ปีละราว ๆ 10,000 บาท แต่เนื่องจากว่าในปีนี้สถานการณ์ไฟแพร่กระจายเป็นวงกว้าง จึงได้รับงบประมาณเพิ่มอีก 800 บาทและอีกงวดหนึ่งที่ 3,000 บาท ในขณะที่ค่าใช้จ่ายตลอดทั้งฤดูฝุ่นควันเพื่อป้องกันการลุกลามของไฟป่านั้นจะอยู่ที่ราว ๆ 20,000-30,000 บาท หรือมากกว่านั้น
“ไม่รวมค่าแรงนะ เพราะว่าเราไม่มีงบพอสำหรับการจ่ายค่าแรงให้กับอาสาที่มาช่วย” อาหล่อง กล่าว “ค่าใช้จ่ายจะถูกใช้ไปสำหรับการทำแนวกันไฟในช่วงแรกของการรับมือไฟที่อาจลุกลามมา ซึ่งจะมีทั้งค่าอาหาร ค่าน้ำมัน ค่าอุปกรณ์ทำแนวกันไฟต่าง ๆ ซึ่งเราก็ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายให้ดี ไม่งั้นก็อาจต้องเข้าเนื้อมากกว่านี้”
แม้ในช่วงนี้สังคมไทยจะต้องเผชิญกับวิกฤติน้ำมันขาดแคลน การดับไฟป่าเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะนอกจากค่าน้ำมันรถในการขับลาดตระเวน ยังหมายถึงเครื่องเป่าลมดับไฟ เครื่องตัดหญ้าสำหรับถางทาง จำเป็นต้องใช้น้ำมันทั้งสิ้น
“ของเราจะเตรียมการไว้ก่อนที่น้ำมันจะขึ้นราคาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ยังไงก็กระทบ ชาวบ้านที่ไปลาดตระเวนบางคนก็เห็นใจเรา ปกติเราจะสามารถเติมน้ำมันให้เขาได้ก่อนไปทำงาน แต่ทุกวันนี้ถ้าใครยังพอมีน้ำมันคารถก็ขอให้ช่วยกันไปก่อน ซึ่งก็จะต้องแบกรับต้นทุนตรงนี้ไปจนถึงสิ้นสุดฤดูกาล ในของปีนี้เขาก็จะประกาศหยุดมาตรการหยุดเผาในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม” อาหล่อง กล่าว
หลายปีที่ผ่านมา อาหล่องในฐานะหัวหน้าชุดดับไฟจำเป็นต้องใช้งบประมาณของชุมชนเข้ามาเสริมหนุนกับการดับไฟ เพื่อไม่ให้ต้องเข้าเนื้อตัวเองมากนัก อย่างไรก็ตาม บางปีก็จะมีเอกชนเข้ามาร่วมอาสาทั้งการบริจาค กำลังคน รวมไปถึงเม็ดเงินเข้ามาบางส่วนเพื่อช่วยเหลือชุมชนในการดับไฟ
อาหล่องเล่าว่า ในฐานะหัวหน้าคน ตนหนักใจทุกครั้งที่ออกไปปฏิบัติการ เนื่องจากชุดอาสาดับไฟของชุมชนไม่มีสวัสดิการใด ๆ มารองรับแม้จะเป็นงานที่เสี่ยงชีวิต หนึ่งในข้อเสนอของเขาคืออยากให้ภาครัฐจัดทำสวัสดิการหรือประกันสุขภาพสำหรับการปฏิบัติงานแบบนี้ เพื่อให้อาสาสมัครของชุมชนต่าง ๆ ได้มีเบาะรองรับ
“งานนี้มันเสี่ยงมาก เรากล้าพูดเลยว่าถ้าเกิดมีความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือชีวิตลูกน้องในทีม เราดูแลไม่ไหว มีเพื่อนอีกหมู่บ้านที่มอเตอร์ไซค์เขาพังไปเลย เขามาปรึกษาเรา เพราะมอเตอร์ไซต์คันนั้นคือทรัพย์สินไม่กี่อย่างของเขา เขาเครียดมาก ทะเลาะกับแฟน ไม่รู้จะไปทำมาหากินยังไง แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะไปเฝ้าระวังไฟยังไงอีก มันมีปัจจัยความเสี่ยงพวกนี้เยอะมาก ๆ ในการดูแลผืนป่าในช่วงฤดูไฟ เราอยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลเราตรงนี้ อาจจะไม่ต้องจ่ายให้ทั้งหมดก็ได้ ให้เราออกคนละครึ่งก็ยอม มันยังดีกว่าตายไปแล้วไม่ได้อะไรเลย มีแต่เสียกับเสีย” อาหล่อง กล่าว
ไฟ ‘เกลียดชัง’ ลุกลามถึงบัตรประชาชน-สิทธิทำกิน
อาหล่องกล่าวถึงประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงในสังคมกับประเด็นเรื่องวิถีการเผาของพี่น้องชาติพันธุ์ อาหล่องกล่าวอย่างชัดเจนว่า ไม่มีคนปกติที่ไหนจะทุบหม้อข้าว อู่น้ำของตัวเอง ปัญหาใหญ่ภายใต้ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้น อาหล่องมองว่าเป็นเพราะการระบุพื้นที่ในการดูแลยังไม่ชัดเจน ทำให้เมื่อไฟมา ซึ่งในกรณีของหมู่บ้านพนาเสรี เราเพียงได้แค่รับรู้ได้ว่ามาจากทิศทางไหน แต่ไม่สามารถระบุได้เลยว่าสาเหตุของการใช้ไฟคืออะไร
การกล่าวโทษพี่น้องชาติพันธุ์ ยิ่งทำให้ต้นตอของปัญหาไม่ถูกจัดการ อีกทั้งยังทำให้กลุ่มคนที่ทำหน้าที่ในการดูแล จัดการ และได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกนั้นถูกจำกัดสิทธิต่าง ๆ ที่จะเข้าถึงได้อีกด้วย
“ไม่มีคนปกติที่ไหนอยากให้บ้านตัวเองไฟไหม้หรอก แต่การถกเถียงเรื่องนี้มันทำให้เราเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ยากขึ้นไปอีก การจะเข้าถึงงบประมาณในการจัดการพื้นที่ของตัวเองก็น้อยลง เพราะถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของไฟ ไฟของความเกลียดชังมันลามไปถึงสิทธิสวัสดิการพื้นฐานของเราในฐานะคนไทยเลยนะ ทั้งสิทธิทำกิน สิทธิการศึกษาของลูก ไปจนถึงกระทั่งบัตรประชาชนก็ยังทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นแล้วเอาความจริงมาคุยกันดีกว่าถึงจะแก้ปัญหาได้ถูกจุด”
ข้อเสนอหลักของอาหล่องคืออยากให้เกิดการทำ MOU ระหว่างเขต อาหล่องยืนยันว่าลำพังเพียงแค่ประชาชนไม่สามารถจัดการไฟที่ลุกลามเป็นวงกว้างได้อย่างเบ็ดเสร็จ ฉะนั้นแล้ว รัฐเองก็ควรจะสร้างมาตรการที่ต้องบูรณาการร่วมกัน ถึงจะจัดการปัญหานี้ได้อย่างเป็นระบบ
“เราภาวนาให้ไฟดับลงเร็ว ๆ แต่ในมุมหนึ่งช่วงสิ้นสุดการห้ามเผาก็อันตรายมาก เพราะช่วงนั้นไฟก็จะลามเป็นวงกว้างในขณะที่เราเริ่มวางมือกัน รัฐต้องอย่าแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ควรต้องสนับสนุนชุมชนในการป้องกันไฟ เพราะพวกเราคือแนวหน้าของการจัดการไฟเหมือนกัน” อาหล่อง กล่าว
งบไฟป่า 2569 เกือบ400 ล้านบาท มีประสิทธิภาพแค่ไหนเมื่อฝุ่นยังมาตามนัด
ข้อมูลจาก Rocket Media Lab ระบุว่า กระทรวงที่ใช้งบประมาณเกี่ยวกับไฟป่าโดยตรงคือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กระทรวงนี้ มี 3 หน่วยงานที่ดูแลเรื่องไฟป่าโดยตรง คือสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งดูแลแผนงานและการจัดการ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดูแลเรื่องการทำแนวกันไฟ และกรมป่าไม้ ดูแลเรื่องการดับไฟ
จากงบประมาณปี 2569 สำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดสรรงบสนับสนุนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กใน 17 จังหวัดภาคเหนือ รวม 7,310,000 บาท โดยนครสวรรค์ได้รับงบน้อยที่สุด 210,000 บาท และเชียงใหม่ได้รับมากที่สุด 600,000 บาท
ด้านกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตั้งงบสำหรับการควบคุมไฟป่า การทำแนวกันไฟ และการเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาไฟป่าใน 17 จังหวัดภาคเหนือไว้ที่ 266,219,300 บาท โดยนครสวรรค์ได้รับน้อยที่สุด 3,074,100 บาท และเชียงใหม่ได้รับมากที่สุด 63,635,500 บาท
ส่วนกรมป่าไม้ตั้งงบสำหรับงานป้องกันไฟป่าและควบคุมหมอกควันใน 17 จังหวัดภาคเหนือรวม 77,939,900 บาท โดยนครสวรรค์ได้รับน้อยที่สุด 462,000 บาท และน่านได้รับมากที่สุด 15,110,900 บาท
เมื่อพิจารณางบประมาณรวมทั้งสามหน่วยงานในระดับจังหวัด พบว่านครสวรรค์เป็นจังหวัดที่ได้รับงบประมาณน้อยที่สุดเพียง 3,719,100 บาท ขณะที่เชียงใหม่ได้รับสูงสุด 73,418,000 บาท
ในขณะเดียวกัน หากพิจารณาควบคู่กับข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ จากข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช พบว่าในปี 2568 เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าในเขตอนุรักษ์ถูกไฟไหม้สูงที่สุดทั้งในระดับประเทศและใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ที่ 38,575.3 ไร่ ขณะที่อุตรดิตถ์มีพื้นที่ถูกเผาน้อยที่สุดใน 17 จังหวัดภาคเหนือเพียง 767 ไร่
นอกจากนี้ หากพิจารณาจากข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ในป่าของ GISTDA ในปีเดียวกัน พบว่าตากเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าถูกเผาสูงที่สุดถึง 1,195,419 ไร่ ในขณะที่พิจิตรมีพื้นที่ถูกเผาน้อยที่สุดเพียง 1,715 ไร่
นอกจากงบประมาณจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว งบประมาณที่เกี่ยวกับการจัดการไฟป่าในแต่ละพื้นที่จังหวัดยังมาจากงบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล แต่ละหน่วยงานต่างก็มีโครงการหลากหลายรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการไฟป่า ไม่ว่าจะเป็นโครงการเงินอุดหนุนหน่วยงานในพื้นที่ที่ทำงานด้านไฟป่าโดยตรง โครงการอบรมอาสาสมัครป้องกันไฟป่า โครงการทำแนวกันไฟ หรือจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ในการจัดการไฟป่า ฯลฯ
สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ที่กำลังเผชิญปัญหาไฟป่าจนกลายเป็นเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลกอยู่ในขณะนี้ หากพิจารณางบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และ PM2.5 ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ รวม 351,469,200 บาท พบว่าเชียงใหม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสูงที่สุดใน 17 จังหวัดภาคเหนือ รวม 73,418,000 บาท หรือคิดเป็น 20.89% ของงบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการไฟป่าของกระทรวงฯ ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยแบ่งเป็นงบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช 63,635,500 บาท กรมป่าไม้ 9,182,500 บาท และสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 600,000 บาท
เมื่อพิจารณางบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการไฟป่าจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในส่วนของ อบจ.เชียงใหม่นั้นตั้งงบในปี 2569 ไว้ที่ 9,987,200 บาท แบ่งเป็น
กล้องถ่ายภาพความร้อน 460,000 บาท
รถปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับ 3,500,000 บาท
อากาศยานไร้คนขับ 2,427,200 บาท
การรายงานข้อมูลฝุ่น PM2.5 1,600,000 บาท
ติดตั้งเครื่องพ่นน้ำ 2,000,000 บาท
ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 211 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อพิจารณาจากข้อบัญญัติงบประมาณของ อบจ. อบต. และเทศบาล ประจำปี 2569 หรือปีก่อนหน้าในกรณีที่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูล พบว่ามี 191 แห่งที่ตั้งงบประมาณสำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และ PM2.5 รวมทั้งสิ้น 18,432,336 บาท (ไม่รวมงบวัสดุ ครุภัณฑ์ และงบกลาง) ขณะที่อีก 20 แห่งไม่ได้ตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้
งบประมาณสำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และ PM2.5 ส่วนใหญ่จะอยู่ในหมวดงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย งานสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ และงบอุดหนุน โดยแต่ละ อปท. มีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป แต่มักพบโครงการที่ใช้ชื่อซ้ำกันในหลาย อปท. เช่น “โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5” ซึ่งมีรายละเอียดการดำเนินงาน ได้แก่ การรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักแก่ประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบของหมอกควันและฝุ่น PM2.5 การจัดกิจกรรมฉีดน้ำในอากาศช่วงวิกฤต การรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่ และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าตกแต่งและจัดสถานที่ เช่น เครื่องเสียง เต็นท์ และเวที รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกจากนี้ยังพบโครงการที่เกี่ยวข้องกับการทำแนวกันไฟโดยตรงอีกประมาณ 41 โครงการใน 16 อปท. รวมงบประมาณทั้งสิ้น 1,725,200 บาท เช่น อบต.บ้านสหกรณ์ที่ได้รับเงินอุดหนุนสำหรับการทำแนวกันไฟใน 8 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 10,000 บาท โครงการทำแนวกันไฟป่าชุมชนของ อบต.อมก๋อย งบประมาณ 200,000 บาท และเงินอุดหนุนโครงการจัดทำแนวกันไฟประจำปีงบประมาณ 2569 ของเทศบาลตำบลจอมแจ้ง งบประมาณ 105,000 บาท
รวมถึงงบสำหรับการอบรมอาสาสมัคร เช่น โครงการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันไฟป่าของ อบต.ออนเหนือ งบประมาณ 20,000 บาท และโครงการอบรมอาสาดับไฟป่าและกฎหมายสิ่งแวดล้อมของ อบต.แม่ตื่น งบประมาณ 200,000 บาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการที่มุ่งลดการเผาในภาคเกษตรกรรม เช่น โครงการแก้ไขปัญหาหมอกควันและลดการเผาในพื้นที่ของ อบต.แม่ก๊า ซึ่งสนับสนุนการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาทำปุ๋ยหมักแทนการเผา งบประมาณ 5,000 บาท โครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดหมอกควันของ อบต.บ้านหลวง งบประมาณ 30,000 บาท และโครงการพิธีรวมพลังป้องกันไฟป่าและหมอกควัน (พิธีสาปแช่ง) ขององค์กรเครือข่ายลุ่มน้ำแม่กลางตอนบน ของเทศบาลตำบลบ้านหลวง งบประมาณ 40,000 บาท
นอกจากงบโครงการแล้ว บาง อปท. ยังมีการใช้งบวัสดุจัดซื้ออุปกรณ์ดับไฟป่าด้วย เช่น เทศบาลตำบลยุหว่าจัดซื้อเครื่องเป่าลม งบประมาณ 6,110 บาท และเครื่องเป่าใบไม้ งบประมาณ 9,080 บาท อบต.สันกลางจัดซื้อเครื่องเป่าลมสะพายหลัง งบประมาณ 11,800 บาท และเทศบาลตำบลบ้านตาลจัดซื้อโดรน งบประมาณ 308,600 บาท
งบมี แต่ทำไมฝุ่นยังมา หรือวิกฤตฝุ่นควัน PM 2.5 ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการทุ่มเงินเพียงอย่างเดียวจากส่วนกลาง
วิกฤติไฟมากกว่าคน อย่าซุก ‘ไฟ’ ไว้ใต้พรม
ข้อมูลจุดความร้อนในเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 29 มีนาคม 2569 จำนวนจุดความร้อนในป่าอนุรักษ์ 3,859 จุด, ในป่าเตรียมประกาศเป็นป่าอนุรักษ์ 2,009 จุด, ในป่าสงวนแห่งชาติ 1,348 จุด ส่วนในป่าชุมชนที่ชาวบ้านดูแล มีจุดความร้อนเพียง จำนวน 164 จุด
ณัฐพล สิงห์เถื่อน หัวหน้าชุดอาสาดับไฟป่า มูลนิธิกระจกเงา มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ว่าผิดปกติ ทำให้เราไม่สามารถใช้มาตรการการรับมือจากปีก่อนหน้าได้ ถ้าเรายังมองเหตุการณ์ไฟและฝุ่นควันแบบเดิม จะยิ่งทำให้สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม
“ปีนี้จุดความร้อนเพิ่มขึ้นจำนวนมาก อย่างในหนึ่งวันที่เราพบเจอจะอยู่ที่ 100 จุด แต่จู่ ๆ ก็ขึ้นไปสูงถึง 300 และพีคที่สุดมากถึง 700 จุด สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด เมื่อไฟมีจำนวนเยอะขึ้นกว่าที่เราคาดไว้มาก คือคนจะไม่พอจำนวนไฟที่เกิดขึ้น” ณัฐพล กล่าว
ทีมอาสาดับไฟป่า มูลนิธิกระจกเงา จะประจำอยู่ที่อ.แม่ออน และ อ.ดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยชุดอาสานี้จะมีอาสาสมัครประจำอยู่ราว 60-70 คน หมุนเวียนกันไปและอาจมีคนในพื้นที่มาร่วมอาสาดับไฟด้วยเช่นกัน
แม้มูลนิธิกระจกเงา จะสามารถบริหารจัดการทรัพยากรทั้งอุปกรณ์ดับไฟ รวมถึงบุคลากรในการดับไฟได้ แต่ณัฐพลมองว่า แต่สำหรับหลาย ๆ พื้นที่ที่อาจมีเพียงชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ประจำการอยู่ต้องลำบากกว่ามากนัก ด้วยสถานการณ์ในปีนี้ที่เป็นลักษณะไฟลาม กินบริเวณเป็นวงกว้าง หรือจุดต้นไฟอาจอยู่ในที่ลาดชัน ทำให้การเข้าไปดับไฟไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจไม่สามารถเข้าไปดับไฟที่กำลังเกิดขึ้น
“ลักษณะไฟที่เกิดขึ้นในปีนี้นอกจากจะจุดช่วงกลางคืนเป็นจำนวนมาก เราพบเจอลักษณะของไฟเริ่มจากเป็นหย่อม ๆ และปล่อยให้ลุกลามเป็นบริเวณวงกว้าง สิ่งสำคัญที่เราคุยกันมานานและต้องรีบทำให้ได้ ซึ่งจะได้ใช้เร็วที่สุดในปีถัดไป คือไฟที่เราพบเจอมีกี่แบบ ไม่อย่างนั้นไฟแต่ละกองจะไม่มีเจ้าภาพ เราจะหาต้นตอของปัญหาไม่เจอ และทำให้สุดท้ายกลายเป็นเราไปไล่ดับไฟ มากกว่าจะป้องกันไฟไม่ให้เกิดการลุกลาม”
การมีอยู่ของระบบ Fire-D เพื่อตรวจสอบการขออนุญาตเผาจากทางภาครัฐ แต่ณัฐพลมองว่าข้อมูลดังกล่าวยังระบุชัดไม่มากพอ ทำให้เราไม่สามารถป้องกันและระบุพื้นที่ก่อนได้เลยว่าไฟที่เกิดในป่า เราไม่สามารถเหมารวมได้ทั้งหมด บางครั้งไฟเกิดขึ้นเพื่อเผาป่า บางครั้งเผาเพื่อกันความเสียของพืชผลทางการเกษตร อีกทั้งเผาในไร่หมุนเวียน เผาชน รวมถึงเผาไปเรื่อย
“แม้จำนวน Hotspot จะดูเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าหนึ่งจุดที่เราเห็นคือไฟหนึ่งกอง แต่มันอาจจะเป็นไฟกองใหญ่ แต่ก็เพราะแบบนั้น เราถึงอยากให้มีการจัดทำแผนที่ใช้สอยประโยชน์ ให้มันระบุชัดเจนไปเลยว่าตรงนี้เป็นพื้นที่อะไร ใช้ไฟแบบไหน สุดท้ายแล้วถ้ามันมีปัญหา ไฟลุกลาม เราจะสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้เร็วและไม่จำเป็นต้องรอให้ไฟลุกลาม เพราะถ้าเรารอ สิ่งที่สูญเสียอาจไม่ใช่แค่ผืนป่าแต่ยังหมายถึงชีวิตเจ้าหน้าที่อาสาในการดับไฟ” ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย
ท่ามกลางข้อถกเถียงถึงใครเป็นผู้จุดไฟให้เกิดจุดความร้อนเหล่านั้น แต่ ปิยนาถ ปิ่นทอง นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟห้วยน้ำดัง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16(เชียงใหม่) กำลังชี้ให้เห็นว่า สังคมอาจต้องคุยกันให้ลึกถึงรากของปัญหานั้นมากกว่านี้ มิเช่นนั้น เราอาจวนกันอยู่ในอ่างมากกว่าหาทางออก
ปิยนาถ ปิ่นทอง นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟห้วยน้ำดัง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16(เชียงใหม่)
“เราคิดว่าการไปโทษชาวบ้านอย่างเดียวไม่อาจนำไปสู่ทางออก การจุดไฟหาของป่าของชาวบ้านเป็นสาเหตุของปัญหาความจน ปัญหาทำกินและปากท้องของพวกเขา หากเราอยากแก้ไขปัญหาฝุ่นควันให้ยั่งยืน เราก็ต้องแก้ไขต้นเหตุหรือแรงจูงใจให้กับชาวบ้านด้วย” ปิยนาถ กล่าว
ด้านอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง มีพื้นที่ทั้งหมด 782,500 ไร่ ในพื้นที่ที่ปิยนาถดูแลกินพื้นที่ทั้งหมด 1 ใน 6 ของพื้นที่ดังกล่าว พื้นที่ขนาดใหญ่แต่ในการดำเนินงาน ปิยนาถยอมรับว่าหลายครั้ง เมื่อไฟได้ลุกลามหรือกลายเป็นไฟกองใหญ่ ด้วยจำนวนคนที่มีจึงจำเป็นต้องสละพื้นที่หลายส่วนให้สูญไป
ปิยนาถกล่าวถึงแผนดำเนินงานเพื่อป้องกันไฟป่าของอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังว่าจะมีจุดเฝ้าระวังทั้งหมด 50 จุด โดยจะแบ่งการดำเนินงานเป็นทั้งหมด 10 หน่วย หน่วยละ 5-6 คน ด้วยจำนวนคนของทางราชการจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่การแก้ไขปัญหานี้จะไม่ดึงชาวบ้านเข้ามาร่วมบริหารจัดการด้วยกัน
การดำเนินงานของกรมป่าไม้และอุทยานแห่งชาติในปัจจุบันเพื่อควบคุมไฟป่า พยายามสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนในแง่ของการจ้างชุมชนช่วยจัดการไฟ แต่ในขณะเดียวกัน การสร้างความยั่งยืนในการควบคุมไฟนั้นยังคาดหวังกับผู้นำชุมชนค่อนข้างสูง ทำให้ปิยนาถมองว่า การดำเนินงานลักษณะนี้ไม่อาจสร้างความยั่งยืนในระยะยาว หน่วยงานป่าไม้จำเป็นจะต้องเข้ามาสร้างแรงจูงใจ ทำความเข้าใจ และหาทางร่วมกันกับชาวบ้านมากกว่านี้
“การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐมุ่งเน้นไปที่การรายงานขึ้นข้างบน มากกว่าการพูดคุยหาทางออกร่วมกันกับชุมชน เราคิดว่านี่เป็นช่องโหว่ของการรักษาผืนป่า เราจำเป็นจะต้องเอาเรื่องไฟ เอาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาคุยกันมากกว่านี้ เพราะผู้ใช้ประโยชน์ ผู้ได้รับผลกระทบในด่านหน้าคือคนที่อยู่ในพื้นที่ทุกฝ่าย การนำผลกระทบจากไฟมาคุยกันบนโต๊ะใหญ่ตอนเกิดการเผาไหม้แล้วจะไม่ทันการณ์” ปิยนาถ กล่าว
สำหรับปิยนาถที่เป็นนักวิชาการด้านป่าไม้ ยืนยันว่าไฟยังจำเป็นต่อผืนป่าในหลายบริบท และในทุกบริบทนั้นมีความแตกต่างกัน การหาทางออกของปัญหาการใช้ไฟและการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน จึงต้องแก้ไขกันด้วยโจทย์คนละแบบ ฉะนั้นแล้วภาครัฐ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยิ่งต้องกำกับนโยบายการอยู่รวมกันของคนกับป่าให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดการรักษาร่วมกัน
“ในเชิงวิชาการป่าไม้ ไฟยังจำเป็นสำหรับการจัดการบริหารเชื้อเพลิง ทั้งการเผาชน เผาจำกัดเชื้อเพลิง รวมไปถึงการเผาในรูปแบบต่าง ๆ ของวิถีชีวิตชาวบ้านชาติพันธุ์ แต่แน่นอน มันก็มีไฟอีกหลายแบบที่ไม่จำเป็น คำถามคือ แล้วเราจะสร้างหรือกรอบไฟที่จำเป็นได้อย่างไร นั่นเป็นเรื่องที่ต้องให้คนใช้ไฟ รวมไปถึงผู้ได้รับผลกระทบที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน เรายืนยันว่าการแก้ไขปัญหาไฟและฝุ่นควันไม่สามารถแก้ไขด้วยการสั่งการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นทางร่วมที่ต้องหาคำตอบกันทั้งสังคม” ปิยนาถ กล่าว
จากวิกฤติสู่วิบัติ เมื่อรัฐเลี้ยงไข้ โดยมีปอดของประชาชนเป็นตัวประกัน
ความร่วมมือในบริหารและออกแบบร่วมมือระหว่างรัฐกับประชาชนยังไม่เกิดขึ้น และรวมถึงปัญหานี้ยังคงไร้ซึ่งออกและฝุ่นอาจจะอยู่ต่อไปอีกหลายปี
ตัวอย่างชัดเจนที่เกิดขึ้นคือเชื้อเพลิงหลายจุดยังถูกสะสมไว้ อย่างเช่นเมื่อต้นเดือนเมษายน 2569 ที่บ้านป่าคา อ.สะเมิง มีการประกาศให้ชาวบ้านในชุมชนที่ลงทะเบียนจะบริหารจัดการเชื้อเพลิงในแปลงเกษตรนั้นให้หยุดบริหารเชื้อเพลิงก่อน และให้เริ่มใช้ไฟบริหารได้หลังวันที่ 15 เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป แต่วันที่ 16 มีประกาศจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ว่าห้ามใช้ไฟตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.- 31 พ.ค. 2569
เมื่อรัฐยังมองแบบรวมศูนย์ สั่งการจากส่วนกลาง แต่ประชาชนในพื้นที่ต้องเป็นผู้รับกรรม
จากวงเสวนา สิทธิชุมชนและกฏหมายอากาศสะอาด ทางรอดฝุ่นควันและไฟป่า ดร.นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท กรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ชี้ให้เห็นว่า มีความพยายามเตะตัดขาพ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับประชาชนหรือฉบับปฏิรูปให้ถอยกลับไปอีกครั้ง โดยมีความเชื่อมโยงกับการเอื้อกลุ่มทุน แต่การกระทำดังกล่าวนี้กำลังนำปอดของประชาชนทั้งประเทศเป็นตัวประกันหรือไม่
“รัฐมองปัญหาแบบง่าย ในขณะที่เราสามารถสร้างมาตรการระยะยาว แต่รัฐกำลังใช้อำนาจกดทับและคิดว่าแค่ไม่มีไฟก็ไม่เกิดฝุ่น ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดเมื่อผู้มีอำนาจลงพื้นที่ ไฟก็หายไป แต่ผ่านไป 2 วัน ฝุ่นก็กลับมาตลบไปทั่ว มันเป็นความเชื่อและความต้องการของรัฐที่อยากจะครองอำนาจบริหารไว้ในมือของตัวเองโดยสั่งการมาจากส่วนกลางเท่านั้น และเป็นการเลี้ยงไข้สถานการณ์วิกฤตินี้ต่อไปเพื่อคงสถานะอำนาจของตัวเองโดยมีปอดของประชาชนเป็นตัวประกัน”
ดร.นพ.วิรุฬ อธิบายถึงความสำคัญของพ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับนี้ว่า จากความพยายามกว่า 1 ปี 8 เดือนของคณะกรรมมาธิการหลอมรวมร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่ถูกเสนอเข้าสู่รัฐสภาทั้ง 7 ฉบับ จัดทำร่างกฏหมายฉบับนี้เพื่อตอบรับกับความซับซ้อนของปัญหา PM 2.5 ที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันเราต้องเข้าใจต้นตอของปัญหาโดยคำนึงถึงสิทธิชุมชน เพื่อไม่ให้เกิดแพะรับบาปกับวิกฤติที่เกิดขึ้น ทั้งการเอาผิดกลุ่มทุนอาหารสัตว์ที่ผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน การสร้างความร่วมมือการแก้ไขฝุ่นข้ามแดน และมีการเชื่อมโยงกับพ.ร.บ.ชาติและสิทธิชุมชนไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการร่วมบริหารจัดการหรือ Co Management ที่ประชาชนมีส่วนร่วมและยึดโยงกับชุมชน
“สิ่งที่ประชาชนอย่างเราอยากให้กฏหมายฉบับนี้มันผ่านไปได้สำเร็จ เพราะนอกจากมันจะทวงคืนปอดของเรา มันยังทวงคืนความยุติธรรมกับผู้ที่ก่อมลพิษ นอกจากกลไกที่เราเชื่อมโยงกับกฏหมายหลายฉบับเพื่อสิทธิชุมชน การกระจายอำนาจ มันยังมีส่วนของกองทุนอากาศสะอาด ซึ่งเป็นที่น่าขยะแขยงของกลุ่มทุน มันไม่ใช่แค่ที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยต้องจ่ายกับมลพิษที่เกิดขึ้น แต่มันยังหมายถึงการชี้ชัดว่า พวกเขานี่แหละคือต้นตอของปัญหาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา และกลุ่มอำนาจเหล่านี้ไม่ยอมให้ตัวเองกลายเป็นคนผิด แต่หากลไกต่าง ๆ เพื่อที่จะบอกว่าตัวเองไม่ผิดให้ได้” ดร.นพ.วิรุฬกล่าว
เตะถ่วงพ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับประชาชน Green Economy ก็เป็นแค่โฆษณา ‘ฟอกเขียว’
รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด กล่าวต่อว่า ในชั้นกรรมาธิการที่ผ่านมา ยังคงมีผู้มีอำนาจที่พยายามจะให้การจัดการไฟนั้นผูกอยู่กับดุลพินิจของส่วนกลาง อย่างกรณีการพิจารณาประธานกรรมาธิการอากาศสะอาดประจำจังหวัด ที่ควรจะให้นายกอบจ. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของคนในท้องถิ่นเป็นคนกุมบังเหียน แต่กลับกันมีเสียงจำนวนมากเห็นแย้งว่าควรให้ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมาจากการแต่งตั้งของกระทรวงมหาดไทย ทำให้ชุดความคิดหรือการดำเนินงานยังไม่ยึดโยงกับท้องถิ่น แต่ถูกสั่งมาจากส่วนกลาง
“ในหลายประเทศมีการร่วมกันบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมโดยมีกลไกสำคัญคือชนเผ่าพื้นเมืองเป็นหัวใจสำคัญ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้คือผู้ที่อยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ มันมีทั้งภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมาและความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่ หลายประเทศรู้ โลกรู้ แต่รัฐไทยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้”
“จากการศึกษาจนเกิดมาเป็นกฏหมายฉบับนี้ มันทำให้เราเห็นว่ารัฐอำนาจนิยมไม่สามาถแก้ไขปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้นได้ แต่จำเป็นต้องเกิดการร่วมมือกับชุมชนเจ้าของทรัพยากรในพื้นที่ มันจำเป็นต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากชุมชนนั่งในโต๊ะหารือ เราคาดหวังถึงในระดับนั้น มันต้องออกจากกรอบการกระจายอำนาจแบบรัฐที่อยู่ภายใต้การสั่งการจากส่วนกลาง” รศ.ดร. คนึงนิจ กล่าว
ด้าน ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ ม.แม่ฟ้าหลวง มองปรากฏการณ์มายาคติต่อพี่น้องชาติพันธุ์ว่า สังคมไทยไม่ได้มีปัญหาในการจัดการไฟ แต่เรากำลังมีปัญหาใหญ่กับความรู้ด้านการจัดการไฟ ในฐานะที่เป็นชาวปกาเกอะญอ ผศ.ดร.สุวิชาน เน้นย้ำว่า ในขณะที่พี่น้องชาติพันธุ์ตกเป็นเป้าของการกล่าวโทษ และเป็นกลุ่มคนหลักในการป้องกันไฟที่เกิดขึ้นในป่าเช่นกัน
“ไฟมีหลายแบบและไฟไม่ใช่ผู้ร้าย ถ้าเรายังมองไฟเป็นสิ่งไม่ดีและจัดการมันในรูปแบบเดียวกันหมด เราจะไม่สามารถออกจากวังวนนี้ได้ ถ้าไฟถูกที่ ถูกเวลา มันคือไฟที่ให้ชีวิต แต่ถ้าผิดที่ ผิดเวลา มันก็จะเป็นพิษ สิ่งเหล่านี้มันสืบทอดและส่งต่อกันในองค์ความรู้ของพี่น้องชาติพันธุ์แต่รัฐไม่เชื่อถือในภูมิปัญญาท้องถิ่น มันทำให้นโยบายหรือมาตรการที่ออกมานั้น กลายเป็นสายตาจากคนนอก โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงจากคนในพื้นที่” ผศ.ดร.สุวิชาน กล่าว
ในวงเสวนาครั้งนี้ ยังพูดถึงการขับเคลื่อน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ของไทยที่มีความเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลของ OECD โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมการจัดการมลพิษแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งการกำหนดสิทธิในอากาศสะอาด, หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) และการบริหารจัดการฝุ่น PM2.5 ที่ยั่งยืนตามมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับสู่การเป็นสมาชิก OECD
ดร.กฤษฎา บุญชัย เครือข่าย Thai Climate Justice for All กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า การเตะถ่วงพ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับประชาชนนั้น ยิ่งทำให้ไทยเราได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้นทางเศรษฐกิจ หากเรายังไม่แก้ไขปัญหาถึงต้นตอ โดยเฉพาะการเข้าสู่ Green Economy ของภาครัฐก็จะเป็นเพียงโฆษณาในการฟอกเขียวให้กับกลุ่มทุนและหาคนตัวเล็กตัวน้อยมารับผิดแทน
ในขณะที่ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ยกตัวเลขของฝุ่นควันที่เข้ามายังพื้นที่ภาคเหนือ 30% นั้นเป็นฝุ่นควันจากในพื้นที่ ในขณะที่ 70% เป็นฝุ่นควันข้ามแดนจากรัฐฉาน ซึ่งมีสัมปทานไร่ข้าวโพดของกลุ่มทุนอาหารสัตว์ สัญชาติไทยอยู่เป็นแนวกว้าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับประชาชนเองที่มีความพยายามแก้ไขและเอาผิดผู้ก่อมลพิษประเภทนี้ ยิ่งทำให้สังคมไทยห่างไกลกับการได้สูดอากาศสะอาดอีกครั้ง
“สังคมตอนนี้กำลังตามหาชายชุดดำหรือไอ้โม่ง แต่ตัวการจริง ๆ ของปัญหาฝุ่นควันในสังคมไทยผมเรียกว่ากลุ่มนี้คือชายชุดสูท ซึ่งเราจะเห็นรูปแบบการพยายามปัดตกกฏหมายฉบับนี้แบบเดียวกันเลยจากคนหลายวงการ ในลักษณะที่เป็นการด้อยค่ากฏหมายฉบับนี้ แต่การล้มกฏหมายฉบับนี้มันไปกระทบกับการทำธุรกิจเขาทั้งระบบ มันเป็นการที่กลุ่มทุนมองแต่ประโยชน์ของฝุ่น คน ทั้ง ๆ ที่มันมีส่วนที่ก้าวหน้ามากเพราะมีส่วนที่ต่อเชื่อมกับการจัดการของไฟของชาติพันธุ์ไว้แล้ว”
ผศ.ดร.สุวิชานกล่าวเสริมว่า เวลาที่ยังเหลืออยู่ภาคประชาสังคมมีบทบาทอย่างมากที่จะทำให้ผู้คนหันมาตระหนักและไม่ยอมให้กฏหมายฉบับนี้หายไป “ผมคิดว่าเราไม่ควรรอภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว แต่การเคลื่อนไหวขบวนการประชาชนไปด้วยนั้นจะยิ่งทำให้เสียงความต้องของพวกเราดังยิ่งขึ้น เราต้องไม่ลืมว่ากฏหมายอากาศสะอาดไม่เพียงแต่จะเป็นการพูดถึงอากาศที่ทุกคนพึงจะได้หายใจ แต่ยังหมายถึงสิทธิและศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน เราไม่สามารถแยกเรื่องอากาศกับสิทธิอื่น ๆ ได้ เพราะท้ายที่สุดมันคือเรื่องเดียวกัน” ผศ.ดร.สุวิชาน กล่าว
เช่นเดียวกับทางด้านวิทยากรคนอื่นก็มองเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำอย่างไรเราจะถึงไม่ว่ายวนในอ่างเรื่องฝุ่นควัน และในปัจจุบันที่เรากำลังมีเครื่องมือที่มีความซับซ้อนเพื่อแก้ไขปัญหาที่ซ้อนทับกันของฝุ่นควันนี้ แต่รัฐบาลกำลังปัดทิ้งเสียงของพวกเราจึงยืนยันว่ากฏหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงกฏหมายเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มนึง แต่เป็นกฏหมายสำคัญเพื่อแก้ไขวิกฤติระดับชาติที่ยังคงวิกฤติเข้าสู่ทศวรรษที่สาม
13 พฤษภาคมนี้เป็นอีกหมุดหมายสำคัญที่กฏหมายอากาศสะอาดฉบับนี้จะถูกตัดสินว่าได้ไปต่อในชั้นสมาธิวุฒิสภาหรือหากตรงกันข้าม แม้นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ตอบคำถามสื่อมวลชนเรื่องร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดหลังจากลงพื้นที่จ.เชียงใหม่ด้วยประโยคทิ้งท้ายว่า ไม่สนับสนุนได้เหรอ
การกลับไปที่ชั้นสภาผู้แทนราษฏรอีกครั้งอาจไม่ใช่แค่เริ่มจากศูนย์ แต่อาจหมายถึงการติดลบ จากกฏหมายอากาศสะอาดฉบับจำแลงที่แอบแฝงมาใหม่
ความเสี่ยงบนตัวเลขที่ประชาชนต้องแบกรับ ไม่ใช่แค่งบประมาณไม่เพียงพอ กำลังคนไม่ครอบคลุมพื้นที่ หรือจุดความร้อนที่ขึ้นในฤดูฝุ่นของประเทศไทย
แต่ยังหมายถึงจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งเป็นผู้ป้องกันไฟในด่านหน้า รวมไปถึงเราทุก ๆ คนที่ต้องตายผ่อนส่งจากฝุ่นพิษ จากอากาศที่เราไม่ได้คุ้มครองจากกฏหมายที่ยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเรา