Reading Time: 2 minutes
ข่าวคดีกราดยิง สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถอยออกไปจากหน้าสื่อเร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก
จากข้อมูลที่เปิดสู่สาธารณะ ผลล่าสุดของการสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์กราดยิงใส่รถของสส. พรรคประชาชาติรายนี้ ซึ่งเกิดใกล้บริเวณหน้าบ้านพักของเขาเองที่บาเจาะเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 20 มีนาคม มีความคืบหน้าไม่น้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยไปแล้ว 7 คน โดยที่ผู้ถูกจับกุมสองคนหลังสุดต่างได้ประกันตัว แม้ว่าทางทนายความของ สส. กมลศักดิ์จะคัดค้านเพราะเกรงจะส่งผลกระทบไปถึงหลักฐานของคดี อย่างไรก็ตาม ข่าวความคืบหน้าของคดีเริ่มจางหายไป ขณะที่ตัว สส. กมลศักดิ์เองให้ความเห็นกับสื่อว่า เขาเชื่อว่าคนลงมือไม่ได้มีเพียงแค่นี้
อันที่จริงแล้วทีมทนายความของ สส. กมลศักดิ์ ได้ยื่นหนังสือกับทางพนักงานสอบสวน แสดงความเป็นห่วงพร้อมทั้งมีข้อเสนอแนะในเรื่องของการตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม ที่สำคัญที่ทีมทนายความของสส. กมลศักดิ์เสนอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งเก็บข้อมูลการใช้โทรศัพท์ติดต่อของบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องในช่วงเวลาปฏิบัติการก่อนที่ข้อมูลเหล่านี้จะถูกลบไปตามขั้นตอนของบริษัทผู้ให้บริการ พวกเขาเชื่อว่านี่เป็นหลักฐานที่จะบ่งชี้ถึงการติดต่อต่าง ๆ ซึ่งอาจช่วยให้สาวไปถึงคนอื่น ๆ ที่อยู่เบื้องหลังได้
ความวิตกที่ว่าจะมีการตัดตอนให้จบลงที่กลุ่มคนเท่าที่ได้มานั้นไม่ได้มีอยู่เฉพาะในกลุ่มทนายความคนใกล้ตัว สส. กมลศักดิ์ เท่านั้น เท่าที่สังเกตปฏิกิริยาของผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ก็ดูเหมือนจะเป็นความรู้สึกร่วมของหลาย ๆ คน และตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ พรรคประชาชาติเคลื่อนไหวอย่างคึกคักในการให้ข่าวหลายหนเพื่อชี้พิกัดข้อมูลและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดี ต้องยอมรับว่าการแถลงข่าวแต่ละครั้งของพรรคที่นำโดย พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคได้นำไปสู่การเปิดเผยหลักฐานสำคัญ ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้รถของทางราชการในการก่อเหตุ หรือแม้แต่หลังสุดการไปแจ้งความนายทหารสองนายฐานมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็เป็นการดำเนินการที่ล่วงหน้าไปก่อนจนจนท. ตำรวจผู้ทำคดีมีการจับกุมนายทหารทั้งสองนาย
คดีนี้ปรากฏภาพความเชื่อมโยงชัดเจนระหว่างอดีตนายทหารและทหารที่ยังรับราชการที่พัวพันในการก่อเหตุ หากไม่นับคนขับรถและเจ้าของอู่ที่รับหน้าที่ “ชำแหละ” รถที่ใช้ก่อเหตุแล้ว ก็ต้องบอกว่า บุคคลสำคัญในกลุ่มนี้ล้วนแต่เป็นอดีตทหารเรือและทหารเรือที่ยังอยู่ในราชการ
สิ่งที่น่าคิดคือคำให้การของ ร.อ. วิโรจน์ที่ว่า แจงจูงใจในการก่อเหตุหนนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เขายืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกองทัพภาคที่ 4 รวมทั้งหน่วยงานความมั่นคงต่าง ๆ เขาระบุว่าที่ลงมือก็เพราะ “ไม่พอใจนายกมลศักดิ์ในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่เป็นการส่วนตัว” (ข่าวสด 23 เมษายน 69) ถัดมาในการให้สัมภาษณ์สื่อแบบสั้นกุด ร.อ. วิโรจน์หลุดปากออกมาว่า
“แผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ อย่าให้มีใครมาคิดแบ่งแยกดินแดน..” (สำนักข่าวอิศรา 24 เมษายน 69) แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะแคลงใจว่าวิธีการพูดเช่นนี้เป็นเพียงการเอาตัวรอดทางคดี แต่การอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเหตุเช่นนี้ยิ่งควรจะได้รับการตรวจสอบ
แม้สัมภาษณ์แค่ไม่กี่คำ ร.อ. วิโรจน์สามารถสื่อสารสองเรื่องได้อย่างชัดเจน เรื่องแรกคือการกันหน่วยงานความมั่นคงต่าง ๆ ออกจากเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง ประการที่สองคือคำพูดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะไม่พอใจกับการที่สส. กมลศักดิ์ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เมื่อบวกกับคำพูดสั้น ๆ ที่ว่า “แผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ อย่าให้ใครมาแบ่งแยก” สองประการนี้โยงใย “สิทธิมนุษยชน” เข้ากับ “การแบ่งแยกดินแดน”
มีคำถามตามมาว่า เรื่องสิทธิมนุษยชนแบบใดที่ผลักดันให้ผู้คนถึงกับลงมือก่อความรุนแรงถึงขั้นหมายเอาชีวิตบุคคลอื่น ความไม่พอใจในเรื่องที่กมลศักดิ์ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในที่นี้ย่อมหมายถึงการทำงานด้านกฎหมาย อาจจะรวมบทบาทในสมัยเป็นทนายความสิทธิมนุษยชนและบทบาทในช่วงเป็นผู้แทนที่ถูกตีความว่าสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน ใช่หรือไม่
หลายคนที่มองเหตุการณ์ความขัดแย้งและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ อาจจะแปลกใจในเรื่องการลงมือของกลุ่มคนที่เคยและที่ยังทำงานกับทร. เพราะที่ผ่านมาเรามักจะมองเห็นเฉพาะกองทัพภาคที่ 4 กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าตลอดจนตำรวจและเจ้าหน้าฝ่ายปกครองอื่น ๆ แต่อันที่จริงแล้วในพื้นที่นี้ทหารเรือมีบทบาทสูงมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน มีทั้งเรื่องที่ถูกกระทำและเป็นฝ่ายกระทำ ยกตัวอย่างกรณีในอดีตมีกรณีห้าศพสะพานกอตอในปี 2518 ที่มีกลุ่มชาวบ้านถูกทำร้ายถึงตายบนรถบรรทุกแล้วมีการนำศพพวกเขาไปโยนทิ้งลงในแม่น้ำสายบุรีที่สะพานกอตอ แต่หนึ่งในนั้นรอดมาได้ เป็นเด็กในวัยสิบสี่ชื่อสือแม บราเซะ และเด็กชายคนนี้เองที่นำเรื่องราวในวันนั้นไปบอกเล่าออกไปจนจุดชนวนความโกรธแค้นของคนในพื้นที่กลายเป็นเหตุให้มีการชุมนุมใหญ่ขึ้นที่ปัตตานีโดยเริ่มที่ศาลากลางจังหวัด แต่ทว่าผู้ชุมนุมกลับถูกโยนระเบิดใส่จนตายกันอีกกว่าสิบจึงได้ย้ายไปชุมนุมที่มัสยิดกลางแทน ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าสังหารประชาชนแล้วโยนศพลงที่สะพานกอตอก็คือกลุ่มนาวิกโยธิน สองเหตุการณ์ที่ว่ามานี้ไม่เคยมีการสะสางได้อย่างชัดเจน
ส่วนอีกเหตุการณ์ที่เป็นความทรงจำของการถูกกระทำก็คือเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า เหตุการณ์ตันหยงลิมอ เมื่อเดือนกันยายน 2548 นาวิกโยธินสองนายถูกจับเป็นตัวประกันหลังจากที่เกิดเหตุมีผู้กราดยิงร้านน้ำชาในหมู่บ้าน ทหารทั้งสองนายซึ่งเป็นทหารทำงานด้านพัฒนาอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุพอดีจึงกลายเป็นผู้ต้องสงสัยในสายตาชุมชน พวกเขาถูกชาวบ้านจับขังไว้และต่อมาถูกทำร้ายอย่างทารุณจนเสียชีวิต เรื่องนี้กลายเป็นบาดแผลที่ถูกทิ้งไว้อย่างยาวนาน
ในกระบวนการรับมือความขัดแย้ง ความรุนแรงในพื้นที่ ทหารเรือเป็นกลไกหนึ่งที่ดูแลพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดผ่านการทำงานของกำลังของกองทัพเรือในนราธิวาสซึ่งมีพื้นที่สีแดงหลายแห่ง จึงไม่น่าแปลกใจหากจะมีการกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐส่วนนี้และประชาชนที่ต้องสงสัย และเชื่อได้ว่ามีมากกว่าเรื่องราวที่ได้รับการบันทึกเอาไว้มาก นาวิกโยธินและนายทหารของท.ร. ได้รับกระทบจากการทำงานในพื้นที่ขัดแย้งนี้ไม่น้อยหน้าไปกว่าหน่วยงานความมั่นคงอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ และประเด็นการทำงานประการหนึ่งที่เจ้าหน้าที่แสดงความอึดอัดเสมอมาก็คือเรื่องผลกระทบจากการที่ถูกนักสิทธิมนุษยชนเข้าตรวจสอบการทำงาน ผลักดันให้มีกฎเกณฑ์อันเข้มงวดควบคุมการทำงานของพวกเขา เพื่อป้องกันไม่ให้มีการทำร้ายหรือละเมิดสิทธิผู้ต้องสงสัยในพื้นที่ ต้องยอมรับว่าคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนหลายคนเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงไม่ได้น้อยหน้าไปกว่านักกิจกรรมทางการเมือง
งานสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ถ้ามองอย่างเป็นรูปธรรมครอบคลุมหลายด้านด้วยกัน ทั้งในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายในคดีความมั่นคง ช่วยเหลือในเรื่องการละเมิดสิทธิในรูปแบบอื่น ๆ เช่นเรื่องของการซ้อมทรมาน อุ้มหาย การจับกุมสอบปากคำที่มิชอบด้วยกฎหมาย ฯลฯ และแน่นอนว่าย่อมต้องรวมไปถึงการเปิดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อให้ประชาชนแสดงออกได้อย่างไม่ต้องเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องสิทธิมนุษยชน
กมลศักดิ์ ลีวาเมาะนั้น ก่อนจะลงสู่สนามเลือกตั้งเคยรับหน้าที่เป็นประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมประจำนราธิวาส เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มทนายความอาวุโสของศูนย์ มีประสบการณ์โชกโชนในเรื่องคดีความมั่นคงอันเป็นงานเชี่ยวชาญหลักของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมหรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า MAC หรือ Muslim Attorney Centre ศูนย์นี้เติบโตมาจากชมรมทนายความมุสลิมซึ่งมีทนายสมชาย นีละไพจิตรร่วมก่อตั้ง งานหลักของพวกเขาคือช่วยเหลือกลุ่มคนที่ถูกกล่าวหาดำเนินคดีความมั่นคง ที่ผ่านมาจะเรียกว่ากระบวนการดำเนินคดีความมั่นคงเป็นพื้นที่ที่มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือดก็คงจะไม่ผิดนัก แต่นี่เป็นสมรภูมิที่สาธารณะยากจะมองเห็นด้วยความลำบากในการติดตามคดีหลายประการ แต่ทนายความกลุ่มนี้ทำงานอย่างเหนียวแน่นมาตลอดยี่สิบกว่าปีมานี้ คดีดังเริ่มจากการที่ทนายสมชายที่รับมือคดีแปดอุสตาซจนกระทั่งทำหนังสือร้องเรียนเรื่องลูกความของเขาถูกซ้อมและทรมานจนถึงขั้นถูกบีบบังคับให้ดื่มปัสสาวะ เขายังเดินหน้าเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษก่อนที่จะถูกทำให้หายตัวไป
ตลอดยี่สิบปีมานี้การทำงานของศูนย์ทนายความมุสลิมมักถูกมองสองด้าน ด้านหนึ่งสำหรับผู้ที่มองประเด็นเรื่องความไม่ยุติธรรมในฐานะเป็นเงื่อนไขสำคัญของความขัดแย้งจะเห็นว่า การรับหน้าที่ช่วยเหลือทางด้านกฎหมายซึ่งไม่เพียงแค่ในคดีที่มีการฟ้องร้องในศาลเท่านั้นแต่รวมไปถึงการตกเป็นผู้ต้องสงสัยและเข้าสู่กระบวนการซักถามก่อนที่จะกลายไปเป็นคดีด้วย แม้มีไม่น้อยที่ช่วยเหลือไม่ได้ แต่อีกจำนวนหนึ่งก็ทำให้มีการยกฟ้องในคดีที่หลักฐานอ่อน การทำเช่นนี้ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็น “ตัวปลอม” จำนวนไม่น้อยหลุดรอดไปได้และนักสิทธิตลอดจนผู้สนใจกระบวนการสันติภาพมองว่าความพยายามนี้เป็นการสร้างความโปร่งใส ให้ความหวังและสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทย เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสันติภาพ เพราะสันติภาพจะไม่เกิดหากไม่มีความยุติธรรม และความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมเป็นรากฐานของความเชื่อมั่นต่อระบบ
แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงหลายคนกลับพูดถึงงานของนักสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนว่ากลายเป็นการช่วยเหลือกลุ่มแนวร่วม เป็นที่รู้กันว่าทนายความสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ได้สมญาว่าเป็น “ทนายโจร” งานของพวกเขาทำให้ผู้ต้องสงสัยและถูกจับกุมจำนวนหนึ่งหลุดรอดไปได้อันเนื่องมาจากวิธีการปฏิบัติที่ผิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่เช่นการจับกุมคุมขังที่เกินเวลาอันกำหนดไว้ตามกฎหมาย การทำร้ายร่างกาย การบีบบังคับให้รับสารภาพ แม้แต่กระบวนการซักถามที่ไม่ถูกต้อง ต้องยอมรับเช่นกันว่าในแวดวงผู้ถืออำนาจตามกฎหมายมีทัศนะอย่างหนึ่งแอบแฝงอยู่ไม่ว่าที่ใดในประเทศไทย นั่นคือทัศนะที่ “รำคาญ” กับการที่กฎหมายมีกระบวนการที่พวกเขาเห็นว่าเยิ่นเย้อ ยุ่งยาก ทำให้การเอาผิดผู้ที่ต้องสงสัยเป็นเรื่องยากลำบากและท้ายสุดเป้าหมายหลุดลอยไป เป็นทัศนะที่สนับสนุนศาลเตี้ยอันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดมานานแล้วและทั่วประเทศไม่ใช่เพียงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ งานของกลุ่มนักสิทธิและนักกฎหมายสิทธิจึงถูกมองจากจนท. บางส่วนว่าเป็นอุปสรรคต่อการลงโทษผู้กระทำผิด
ความคิดต่อเรื่องการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่า อยู่ในใจกลางความขัดแย้งนี้มาโดยตลอด และในระยะหลังดีกรีความเดียดฉันท์เพิ่มระดับมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่สื่อที่ตั้งคำถามหรือเปิดพื้นที่ให้เสียงกับคนที่เห็นแตกต่างทางการเมือง ก็ถูกกระบวนการทางโซเชียลมีเดียที่สนับสนุนแนวทางเช่นนี้รุกไล่ให้ข้อมูลเท็จอย่างโจ่งแจ้ง เห็นได้ชัดว่าแนวคิดเช่นนี้เติบโตและขยายตัวจนทำให้ประชาชนบางส่วนมองไปว่านักสิทธิเป็นอุปสรรคต่อเจ้าหน้าที่ไปด้วย การมองไม่เห็นคุณค่าของงานด้านสิทธิมนุษยชนเช่นนี้มีปรากฏการณ์ให้เห็นเสมอมาและดูเหมือนมีมาตรการสร้างความยากลำบากให้กับคนกลุ่มนี้หลายครั้ง เช่นมีการปล่อยข้อมูลเท็จใส่ร้ายพวกเขา ตัวอย่างอันหนึ่งเช่นนักสิทธิในพื้นที่รายหนึ่งเพิ่งจะหลุดพ้นจากคดีที่ถูกจนท. ฟ้องฐานโพสต์ทวงค่าน้ำให้กับองค์กรส่วนท้องถิ่น ส่วนสื่อมวลชนซึ่งไปติดตามถ่ายทอดสดการรอรับศพผู้ที่เสียชีวิตจากการยิงต่อสู้กันกับเจ้าหน้าที่ก็ถูกฟ้องในคดีที่ถือกันว่าเป็นการฟ้องปิดปาก สื่อมวลชนอย่างฐปณีย์ เอียดศรีไชย ถูกปล่อยภาพปลอมสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะไม่พอใจกับงานของเธอที่รายงานเรื่องการทำงานของเจ้าหน้าที่ เราจะเห็นได้ว่ามีการเผยแพร่ทัศนะว่างานด้านสิทธิมนุษยชนเป็นงานที่ไม่เป็นผลดีและไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติ งานสิทธิมนุษยชนกำลังถูกมองว่าเป็นการช่วยเหลือแนวร่วมหรือขบวนการ เมื่อมีปฏิบัติการไอโอ คนกลุ่มแรกที่จะตกเป็นเป้าหมายถูกโจมตีจะสังเกตเห็นได้ทันทีว่าคือนักสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นอังคณา นีละไพจิตร พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ อัญชนา หีมมีหน๊ะ
ยิ่งกว่านั้นผู้ที่พยายามเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในรัฐสภา ก็ยังถูกปฏิบัติการข่าวสารโจมตีว่าเป็นแนวร่วมของบีอาร์เอ็น อย่างเช่น สส. รอมฎอน ปันจอร์ อดีตเจ้าหน้าที่รัฐยังได้โจมตีนักกิจกรรมที่พยายามใช้เวทีรัฐสภาว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามจะยกระดับปฏิบัติการของบีอาร์เอ็นด้วยการเข้าไปเปิดประเด็นในรัฐสภา ส่วนนักวิชาการที่ทำงานด้านสันติวิธีและสนับสนุนกระบวนการสันติภาพมองว่าท่าทีเช่นนี้เป็นเรื่องที่แปลก เพราะท้ายที่สุดแล้วการทำให้กลุ่มที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนเข้าสู่กระบวนการต่อสู้ด้วยวิถีทางทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ควรจะเป็นเป้าหมายของรัฐบาล อันที่จริงพวกเขาควรจะดีใจที่การเมืองในระบบประชาธิปไตยเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ใช้ความรุนแรง การโยนข้อหาแนวร่วมให้คนที่พึ่งพิงกระบวนการรัฐสภาจึงเป็นความคิดที่สวนทางกับระบบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง
สำหรับกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เขาคือหนึ่งในผู้แทนจากพื้นที่ที่เข้าไปมีบทบาทในรัฐสภาเปิดประเด็นเพื่อตรวจสอบและสร้างกฎเกณฑ์ที่เป็นธรรม หากย้อนกลับไปดูบทบาทของกมลศักดิ์ในรัฐสภาชุดที่แล้วจะพบอย่างชัดเจนว่า คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนที่เขาเป็นประธานมีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างมาก ที่เป็นดังนี้เพราะการตรวจสอบในระดับอื่น ๆ ล้วนล้มเหลวซึ่งยิ่งทำให้กลไกนี้ยิ่งทวีความสำคัญ ตัวอย่างที่ชัดเจนมากของการตรวจสอบคือกรณีคดีตากใบ เพราะกมลศักดิ์และเพื่อนสส. อีกหลายคนช่วยกันผลักดันเรื่องคดีจะหมดอายุจึงทำให้สังคมตื่นตัวติดตามคดี แม้ว่าท้ายที่สุดจะไม่มีการดำเนินคดีเพราะจำเลยหนีศาล แต่ระดับของความรับรู้และการเปิดเผยปัญหาการเมินเฉยต่อกฎหมายของเจ้าหน้าที่แต่ละระดับกลายเป็นเรื่องที่เป็นที่รับรู้อย่างไม่เคยมีมาก่อน ซ้ำยังมีการผลักดันอีกหลายเรื่องรวมไปถึงเรื่องอำนาจของศาลทหาร กรรมาธิการชุดนี้กลายเป็นเวทีที่สำคัญให้มีการถกกรณีการร้องทุกข์ต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาการละเมิดสิทธิ แม้ว่าเวทีนี้จะไม่ได้ทำให้เรื่องราวต่าง ๆ ยุติแต่ทว่ามันคือการสร้างความ “รำคาญ” ให้กับผู้เกี่ยวข้องที่จะต้องไปตอบคำถาม และเผชิญหน้ากับการตรวจสอบซึ่งไม่ปรากฏว่า จะมีกลไกใดของรัฐบาลทำได้
กมลศักดิ์เองให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เขาเชื่อว่ามีความพยายามลอบสังหารเขามาหลายครั้งก่อนหน้านี้ และการวางแผนเกิดขึ้นล่วงหน้าเป็นเดือน ๆ ถ้านับไทม์ไลน์ การวางแผนกำจัดกมลศักดิ์น่าจะสอดรับกับการแสดงบทบาทอันเข้มข้นมากขึ้นทุกทีของเขาในระยะหลังในรัฐสภา
ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าพื้นที่นี้จะไม่เคยมีการตอบโต้กันไปมาระหว่างผู้ถืออาวุธด้วยความโกรธเคืองที่ทะลุมิติความเป็นมืออาชีพ ทว่านี่เป็นกรณีสำคัญอย่างยิ่งที่มีผู้อ้างเหตุไม่ชอบใจผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนจนต้องหาทางกำจัดและด้วยวิธีอันรุนแรง คำถามสำคัญอันเนื่องมาจากเรื่องของการลอบยิงสส. กมลศักดิ์จึงอยู่ที่ว่าทัศนะของเจ้าหน้าที่ต่องานสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ความขัดแย้งนี้ติดลบไปขนาดไหนและมีการปลูกฝังกันไปไกลเพียงใด การผูกโยงเรื่องของสิทธิมนุษยชนเข้ากับการก่อการร้ายและกลายเป็นมูลเหตุสนับสนุนการก่ออาชญากรรมหนนี้ มีผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “ตื่น” กับปัญหานี้บ้างหรือไม่