‘พิษใต้บาดาลระยอง’ บ่อดำหนองพะวาสู่บ่อแดงหนองละลอก ไม่จบที่รุ่นเรา

EnvironmentJustice
Reading Time: 9 minutes

ไม่มีผลไม้รสล้ำ คงเหลือแต่อุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าแต่กำลังทิ้งวิถีชีวิตเกษตรกรไว้ข้างหลัง
เมื่อสองข้างทางในอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เต็มไปด้วยป้ายรับซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงงาน-รับสมัครพนักงานเพื่อประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

อำเภอบ้านค่าย หนึ่งในอำเภอที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนมลพิษครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อย่างกรณี ‘วิน โพรเสส’ ในตำบลหนองพะวา ถึงแม้ชาวบ้านจะชนะคดีและมีคำสั่งขนย้ายกากอุตสาหกรรมจำนวนมากที่เห็นได้ด้วยตาออกไปจนเกือบหมดแล้ว แต่ความเป็นจริง ชาวบ้านยังไม่มีใครได้รับเงินชดเชยจากบริษัทและสารพิษจำนวนมากที่ ‘ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา’ ยังคงปนเปื้อนอยู่ในผืนดินหนองพะวา

“การปนเปื้อนมลพิษจากวิน โพรเสส คงไม่หมดลงที่รุ่นของผม” สนิท มณีศรี หนึ่งในชาวบ้านหนองพะวาที่ต่อสู้เพื่อสิทธิสิ่งแวดล้อมในบ้านเกิดของตน กล่าว

ห่างไปไม่ไกลเพียง 30 นาที ในตำบลหนองละลอก สวนทุเรียนโชติช่วงก็กำลังเผชิญเหตุการณ์ไม่ต่างจากชาวบ้านหนองพะวาเมื่อครั้งอดีต เมื่อน้ำสีแดงผุดขึ้นจากใต้ดินส่งผลให้ทุเรียนมีผิวไหม้ ต้นยางหลายส่วนยืนต้นตาย จุดสังเกตที่น่าสนใจคือก่อนที่หนองพะวาจะกลายเป็นบ่อดำและทุ่งสีทองจากการปนเปื้อนของมลพิษขึ้นมาสู่ผิวดิน ในระยะแรกนั้นก็ปรากฏ ‘บ่อแดง’ เหมือนกับที่สวนทุเรียนโชติช่วงกำลังเผชิญเข้าปีที่ 4

ในวันนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน 2 ไม่แสดงเจตจำนงที่จะขอให้นำร่างกฎหมาย PRTR กลับมาพิจารณา นั่นทำให้ ร่างกฎหมาย PRTR ที่ใช้เวลารอคอยมานานกว่า 20 ปี จึงจะเข้าที่สภาได้ ต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

และการกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ครั้งนี้อาจเท่ากับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยถอยหลังไปสู่จุดติดลบ เพราะความซับซ้อนของปัญหาการปนเปื้อนมลพิษในสังคมไทยวันนี้ยากจะบอกได้ว่าเราจะกลับมาตั้งศูนย์อีกครั้งถึงสิทธิสิ่งแวดล้อมได้อีกครั้งหากยังไร้กรอบกฎหมายและการปฏิบัติที่จะปกป้องชีวิตของประชาชนในพื้นที่

บ่อดำ ‘วิน โพรเสส’ 15 ปีที่ชาวบ้านตกอยู่ในสถานะผู้ชนะคดีแต่เป็นผู้แพ้ในบ้านเกิด

กลิ่นเหม็นแสบจมูกที่หากใครได้กลิ่นครั้งแรกต้องอุทานในใจถึงความไม่คุ้นชินความเหม็นประเภทนี้ แต่กับชาวบ้านหนองพะวา กลิ่นนี้คือกลิ่นกากหมักหมมของของเสียและรูโหว่ของการปกป้องสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ที่ได้เกิดขึ้นและยังไร้ทางออกอยู่หน้าบ้านของพวกเขา

บริษัทวิน โพรเสสฯ ถูกนับได้ว่าเป็นการก่ออาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมโดย ‘ทุนไทย’ ครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศไทย

การต่อสู้นับ 15 ปีและการเปิดแผลอีกครั้งนับ 2 ปีหลังไฟไหม้ ไม่เพียงแต่การโยงใยเครือข่ายเพื่อทำให้เห็นภาพของกากอุตสาหกรรมตลอดทศวรรษที่ผ่านมา แต่หลังการชนะคดีและมีคำสั่งฟื้นฟูพื้นที่ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ สวพ 1/2564 นั้น เราเห็นแล้วว่ากลไกและรูปแบบที่เครือข่ายผู้ก่ออาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะด้านกากอุตสาหกรรมทำนั้น มีแบบแผนและลักษณะที่ชัดเจนในการประกอบธุรกิจเพื่อกอบโกยกำไรเพียงอย่างเดียว

ทั้งการประกอบธุรกิจโดยผิดประเภทใบอนุญาต รวมไปถึงสถานะโกดังไม่ใช่โรงงาน การลักลอบทิ้งฝังกลบอย่างไม่มีจริยธรรม และที่สำคัญทำให้เราเห็นช่องโหว่ของสิ่งแวดล้อมไทยที่มีเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับกระทรวงอุตสาหกรรมไปจนถึงอุตสาหกรรมจังหวัดเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง หรืออย่างน้อยที่สุดคือการหลับตาสองข้าง เพราะก่อนจะไฟไหม้ที่โกดังหมายเลข 5 เมื่อปี 2567 นั้น เราเห็นการสั่ง ‘ปิดปรับปรุง’ หลายครั้งทั้ง ๆ ที่ก่อมลพิษต่อพื้นที่เป็นวงกว้าง ประกอบธุรกิจผิดประเภทใบอนุญาต หรือหากกล่าวให้เจาะจงคงจะเรียกว่าผิดประเภทก็ไม่ได้เพราะโกดังแห่งนี้ไม่มีแม้แต่เครื่องจักรไว้สำหรับการรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมอย่างที่ประกอบกิจการมา

จนถึงวันนี้ ยังไม่มีชาวบ้านหนองพะวาคนไหนได้รับเงินค่าชดเชยแม้แต่บาทเดียว ถึงแม้จะมีการขนย้ายสารเคมีออกไปและพึ่งครบกำหนดส่งมอบเมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา แต่ชาวบ้านยังไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างเคยได้ วิถีชีวิตแบบเกษตรกรรมถูกทำลาย และยังคงมีกากอุตสาหกรรมอีกจำนวนมากที่เรามองไม่เห็นใต้ผืนดินปนเปื้อนและซึมลึกไปอีกหลายชั่วอายุคนของชาวหนองพะวา

“เมื่อก่อนพี่เคยปลูกบัว ก่อนหน้าไฟไหม้มันก็ยังพอจะออกดอกออกกอ แต่หลังไฟไหม้ พี่ว่าสารเคมีที่ฝังอยู่และที่อยู่บนดินมันยิ่งกระจายตัวออกมา จนวันนี้บัวพี่ตายหมด บ่อน้ำตรงนี้ก็ใช้ไม่ได้ ทุกอย่างมันคือการเพิ่มต้นทุนในชีวิตเราหมดเลย” เสียงจาก สุพรรษา ด้วงอิน ชาวบ้านหนองพะวาที่มีพื้นที่ติดกับโกดังโรงงานวิน โพรเสสฯ

สุพรรษา เป็นชาวบ้านอีกคนที่ได้รับผลกระทบจากโกดังบริษัทวิน โพรเสสฯ พื้นที่กว่า 2 งานที่เธอได้รับสืบทอดมรดกจากทางบ้าน จากอดีตที่ต้องการตั้งตัวทำตามวิถีเกษตรกรรมของหนองพะวา แต่การสูญเสียที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินก้อนใหญ่ในชีวิตและไม่สามารถหากินตามวิถีเกษตรกรรมได้ ในวันนี้เธอต้องไปทำงานที่ร้านสะดวกซื้อ และที่ดินกว่า 2 งานนั้นก็เป็นเพียงที่ผืนเปล่าที่ต้องฝืนอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่ผุพัง แม้จะขายเพื่อเอาเงินก็ไม่สามารถทำได้

แรกเริ่มบริษัทวิน โพรเสสฯ ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานคัดแยกสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นอันตรายจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ช่วงเดือนตุลาคม 2554  

อย่างไรก็ตาม แม้ กรอ. จะปฏิเสธการให้ใบอนุญาตต่อวิน โพรเสสฯ แต่บริษัทกลับลักลอบเดินหน้ารับกากของเสียเข้ามายังพื้นที่บ้านหนองพะวา กระทั่งในเดือนเมษายน 2556 ประชาชนในพื้นที่ร้องเรียน อบต. จนมีการประสานอุตสาหกรรมจังหวัด (อสจ.) ระยอง และหน่วยงานต่าง ๆ เข้าตรวจสอบ จึงพบว่า บริษัทมีการลอบฝังกากอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่บริษัทไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน แต่มีใบอนุญาตครอบครองวัตถุอันตราย

แม้จะมีคำสั่งจากผู้ว่าราชการจังหวัดในเวลานั้น แต่วินโพรเสสเองก็ยังไม่หยุดขนกากเข้ามาในโรงงานเพื่อฝังเก็บ พร้อม ๆ กับที่ขอใบอนุญาตประกอบกิจการเรื่อยมา

ระหว่างปี 2557–2559 กลายเป็นช่วงเวลาวิกฤติหนักของชาวหนองพะวา เนื่องจากวิน โพรเสสฯ ไม่ได้สนใจคำสั่งใด ๆ จากทางภาครัฐ ในขณะที่รอขอใบอนุญาตก็ยังขนกากเถื่อนเข้าโรงงานตลอด ส่วนทางชาวบ้านและหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือก็คัดค้านและต่อต้านอย่างต่อเนื่อง มีการนำคนจำนวนกว่า 213 คนไปปิดที่หน้าโรงงาน

แต่แล้ว ในปี 2560 เมื่อ กรอ. ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแก่วิน โพรเสสฯ ถึง 3 ใบ ทำให้กลายเป็นโรงงานที่ประกอบกิจการได้ทั้ง

1. ประเภท 40 (1) และ 64 (11) ประกอบกิจการอัดเศษกระดาษ เศษโลหะ เศษพลาสติก คัดแยกของใช้แล้วทั่วไป
2. ประเภท 60 ประกอบกิจการหล่อและหลอมโลหะ
3. ประเภท 106 ประกอบกิจการรีไซเคิล

ในปีเดียวกัน กรอ. ยังได้มอบใบอนุญาตถือครองวัตถุอันตรายจำพวกน้ำมันใช้แล้วอีก 4 ใบแก่วิน โพรเสสฯ ด้วยเช่นกัน

แม้ชาวบ้านจะชนะคดีตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดระยอง ในปี 2565 แต่ค่าเยียวยา 20.8 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงการเยียวยา บำบัด ฟื้นฟูพื้นที่ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ สวพ 1/2564 นั้นก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง

ในปี 2566 บริษัทหยุดดำเนินการ ไม่มีการขนขยะเข้ามาในโรงงานและไม่มีการฟื้นฟูใด ๆ จากภาคธุรกิจ ความเงียบเข้าปกคลุมโรงงานอยู่นานนับปี จนกระทั่งเสียงที่ดังขึ้นอีกครั้งในวันที่ 22 เมษายน 2567 กลับไม่ใช่เสียงของเครื่องจักรที่เข้ามาบำบัด ฟื้นฟูพื้นที่ แต่กลายเป็นเสียงปะทุเพลิงไหม้ตอนรุ่งเช้า

“มันส่งผลกระทบต่อเราทั้งร่างกายและจิตใจมากนะ ทุกวันนี้ต้องกินยาเพื่อให้นอนหลับ เพื่อให้ไม่ให้คิดมาก ซึ่งก็เสียค่าหมอเยอะ ไหนจะค่าน้ำประปาที่เอาไว้เลี้ยงวัว เพราะหนองน้ำติดบ้านก็กลายเป็นบ่อดำไปแล้ว บางครั้งก็ต้องลุยน้ำดำเพื่อไปตัดไม้มาขาย จริง ๆ ถ้าบ่อดำแสดงว่าน้ำมันนิ่งนะ แต่บางช่วงที่สารเคมีมันไหลออกมามันจะเป็นสีแดง สีเหลือง สีดำปน ๆ กัน คิดดูสิ เราใช้ชีวิตอยู่กับแวดล้อมพวกนี้จะไม่ให้เราเครียดได้ยังไง” สุพรรษา กล่าว

บ่อดำ ที่ชาวบ้านหนองพะวาเรียกกันนั้น ก่อนหน้าบ่อแห่งนี้ถูกวางไว้อยู่ด้านหน้าบริษัทวิน โพรเสสฯ โดยอ้างว่าเป็นบ่อบำบัดน้ำเสีย อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากบ่อนี้ได้ถูกสร้างขึ้นมากลับปรากฏว่าไม่มีการบำบัดของเสียแต่อย่างใด แต่เป็นการระบายของเสียออกมาซึ่งคาดว่าไหลออกมาจากบ่อซีเมนต์ที่อยู่ในโรงงานรวมถึงของเสียต่าง ๆ ที่บริษัทฝังกลบเอาไว้

แม้ว่าปัจจุบันคูคั่นระหว่างที่ดินของบริษัทและที่ดินของชาวบ้าน จะถูกคั่นด้วยคันดินขนาดสูงราว 5 เมตร ทว่า ด้วยปริมาณของเสียที่ถูกฝังอยู่ใต้โกดังแห่งนี้มีปริมาณมาก ทำให้ของเสียเหล่านี้ปนเปื้อนน้ำบาดาลหลายชั้น ตั้งแต่น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน จนน้ำจากบ่อดำนั้นก็ไหลตัวสู่น้ำใต้ดินซึ่งเป็นน้ำประเภทหลักที่ชาวบ้านใช้อุปโภค-บริโภค จนทำให้เป็นภาพที่เห็นกันในหลายสื่อ ทั้งทุ่งสีทองของเทียบ สมานมิตร ที่เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งติดกับคันดินของบริษัท รวมไปถึงบ่อดำ-แดง-เหลือง ของสุพรรษา ที่ขึ้นอยู่กับว่าช่วงไหนสารเคมีจะรั่วไหลออกมามาก-น้อยแค่ไหน

การบำบัดของเสียในบริษัทวิน โพรเสสฯ ถูกใช้ไป 2 งบประมาณใหญ่ โดยมีวงเงินรวมประมาณ 30 กว่าล้านบาท ซึ่งของเสียที่อยู่ในบริษัทนั้นที่มีการคำนวณและตรวจพบได้แก่ ของเสียเคมีวัตถุและเศษซากของเสียที่ถูกไฟไหม้ ประมาณ 4,000 ตัน โดยเฉพาะสารเคมีที่บรรจุอยู่ในถัง IBC และถุงบิ๊กแบ็กที่อยู่นอกอาคารปริมาณ 2,600 ตัน รวมถึงวัตถุอันตรายในบ่อซีเมนต์อีกกว่า 1,400 ตัน และของเสียกากอุตสาหกรรมอีก 24,300 ตัน

หากนับตามจำนวนของกากอุตสาหกรรมและของเสียที่พบเห็นในบริษัทแล้ว จะอยู่ที่ราว 30,000 กว่าตันหรือมากกว่า จนถึงปัจจุบันถูกนำออกไปเพื่อบำบัดแล้วราว ๆ 4,000 ตัน เท่ากับว่าพื้นที่หนองพะวายังเหลือกากอุตสาหกรรมที่ต้องกำจัดอีกไม่ต่ำกว่า 7 เท่าเทียบกับที่นำออกไปแล้ว

จากการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าว ประจวบเหมาะกับวันส่งมอบงานของบริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ปนเปื้อนผ่านโครงการจ้างเหมาบริการกำจัดและบำบัดวัสดุไม่ใช้แล้ว รวมถึงของเสียเคมีวัตถุที่ตกค้าง

แม้ว่าภายนอกนั้น กากอุตสาหกรรมและของเสียจำนวนมากจะถูกนำออกไปเยอะจนบางตา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ยังคงมีอยู่และอาจปรากฏมาเรื่อย ๆ ก็ยังคงเป็นคำถามว่าพื้นที่หนองพะวาจะสามารถบำบัดได้จริงหรือไม่

“มันพูดยากมากว่าสารเคมีจะหายไปจากพื้นที่ได้หมดจริง ๆ เมื่อไหร่ หรืออาจจะไม่มีวันหายไปเลยก็ว่าได้ถ้าภาครัฐยังไม่ได้วางข้อกำหนดให้เจ้าของบริษัทเหล่านี้ต้องรับผิดชอบกับมลพิษที่ตัวเองก่อไป และจำนวนเงินที่เอามาบำบัดมลพิษในพื้นที่ก็เงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น ถ้าไม่สามารถสร้างกฏเกณฑ์ที่จะทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องรู้สึกกลัวกับการกระทำผิด หรือกลัวว่าจะต้องสูญเสียสิ่งที่ตัวเองกระทำลงไป มลพิษจะปนเปื้อนอีกหลาย ๆ พื้นที่ เพราะคนสูญเสียไม่เคยเป็นฝั่งกลุ่มทุนเลย มีแต่ชาวบ้านที่ต้องจมอยู่กับสารพิษเหล่านี้” สุพรรษา กล่าว

และที่สำคัญ กากจำนวนมหาศาลยังเป็นเพียงแค่สิ่งที่มองเห็น แต่ยังมีของเสียจำนวนมากที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ดิน จากการคาดการณ์ของภาคประชาสังคมรวมถึงหน่วยงานรัฐ อาจมีมากกว่าที่เห็นบนดินนับเท่าตัว

จากหนองพะวาสู่หนองละลอก ‘บ่อแดง’ และสวนทุเรียนยืนต้นตาย

หากขับรถจากหนองพะวาออกมาราว 30 นาที ในพื้นที่ที่ยังปกคลุมด้วยสวนผลทุเรียน มะม่วง และต้นยางพาราสูงตระหง่าน สองข้างทางยังเต็มไปด้วยป้าย ‘ขาย-รับซื้อที่ดิน’ ‘รับสมัคร / จัดหาคนงานไทย-ต่างด้าว’ ทั้งภาษาไทย ภาษาพม่า และภาษาจีน

ลึกเข้าไปในสวนทุเรียนโชติช่วง สวนผลไม้ที่ประกอบไปทั้งทุเรียนหลากพันธุ์และต้นยางพารา รวมถึงยังมีบ้านของจรัญ โชติช่วง เกษตรกรชาวหนองละลอก ที่วันนี้บ่อแดงได้มาถึงหน้าบ้านของเขา

ภาพของบ่อแดงทำให้เชื่อมโยงไปถึงระยะแรกของบ่อดำหนองพะวา อีกทั้งกลิ่นที่คล้ายกับ ‘เหล็ก’ แต่มีกลิ่นที่ฉุนและแสบจมูกกว่าปกติ นอกจากกลิ่นที่ต้องทนสูดดม ก็ยังต้องแบกต้นทุนจนแทบติดลบเมื่อทุเรียนและยางพาราหลายต้นยืนต้นตายต่อหน้าจากหลักฐานของสปริงเกอร์สีฟ้ากลายเป็นสีสนิมแทบทั้งอัน

สวนโชติช่วงของจรัญมีพื้นที่ทั้งหมด 33 ไร่ ประกอบด้วยสวนปลูกทุเรียน 9 ไร่ ที่เหลือเป็นยางพารา ทั้งนี้ พื้นที่สวนของเขาอยู่ติดกับเขตประกอบการอุตสาหกรรม WHA ระยอง

ชายสวนโชติช่วงหากเงยหน้าขึ้นไป พื้นที่ถมดินสูงกว่า 5 เมตร คือ WHA Industrial Development เป็นหนึ่งในผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทย โดยในจังหวัดระยองมีหลายพื้นที่สำคัญที่อยู่ภายใต้เครือ WHA กระจายตัวตามแนวอุตสาหกรรมภาคตะวันออก โดยเฉพาะโซนบ้านค่าย–ปลวกแดง–มาบยางพร โดยที่เขตประกอบการ WHA ระยองแห่งนี้มีขนาดอยู่ที่ 2,152 ไร่

เขตประกอบการ WHA ระยองแห่งนี้มีผู้ประกอบการอยู่ทั้งหมด 39 ราย แทบทุกผู้ประกอบการในรายชื่อนี้เป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โลจิสติกส์ เหล็ก รวมถึงโรงงานทุนจีนที่เข้ามาขยายฐานผลิตในช่วงหลายปีหลัง นั่นหมายถึงเขตประกอบอุตสาหกรรมแห่งนี้ หลายบริษัทก็เป็นที่รู้จักในสังคมไทย ตั้งแต่บริษัทอิเล็กทรอลักซ์ เครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อดัง บริษัทในเครือของกัลฟ์ ไปจนถึงบริษัทซิน เคอ หยวน ก็อยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมแห่งนี้ด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน จรัญพบน้ำสีแดงผุดขึ้นในสวนของเขาครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2565 หลังการร้องเรียนผ่านหลายหน่วยงาน ผลการตรวจจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 ชลบุรี พบว่าสวนของเขานั้นพบการปนเปื้อนหลายจุด และโดยรวมคุณภาพน้ำทั้งหมดต่ำกว่าน้ำที่ได้รับน้ำทิ้งจากกิจกรรมบางประเภทและสามารถใช้ประโยชน์เพื่อการอุตสาหกรรมได้

จากเอกสารรายงานผลการตรวจตัวอย่างน้ำผิวดินในครั้งนั้นพบว่า ตัวอย่างที่เก็บจากลำรางในสวนยางและจากลำรางใกล้สวนทุเรียน มีค่าแอมโมเนียสูงกว่าค่ามาตรฐานเทียบเคียง ซึ่งค่ามาตรฐานเทียบเคียงก็คือค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2537)

สำหรับผลตรวจในส่วนพารามิเตอร์อื่น ๆ เช่นบีโอดี ไนเตรต ไนไตรต์ และโลหะหนัก ถึงแม้มีค่าต่ำกว่ามาตรฐาน แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าคุณภาพน้ำทั้งหมดมีมาตรฐานต่ำกว่าคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำประเภทที่ 4 ซึ่งจัดเป็นประเภทแหล่งน้ำที่ได้รับน้ำทิ้งจากกิจกรรมบางประเภทและสามารถใช้ประโยชน์เพื่อการอุตสาหกรรมได้ แต่ถ้าจะใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคต้องผ่านการฆ่าเชื้อโรคตามปกติและผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำเป็นพิเศษก่อน

ทั้งนี้ ในการเก็บตัวอย่างน้ำผิวดินมีการเก็บจาก 5 จุด ได้แก่ ลำรางใกล้สวนทุเรียนของจรัญ ลำรางในสวนยางของจรัญ สระน้ำที่จรัญใช้รดต้นทุเรียน สระน้ำติดคลองน้ำเย็น ซึ่งอยู่ห่างจากโรงงานไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 400 เมตร และลำรางก่อนลงคลองน้ำเย็นประมาณ 100 เมตร

สำหรับในส่วนของตะกอนดินก็เก็บตัวอย่างจาก 5 จุดดังกล่าวเช่นเดียวกัน และจุดที่พบปัญหาก็ยังคงเป็นลำรางสองจุดเดิมภายในสวนของจรัญนั่นเอง โดยพบว่าตะกอนดินมีโลหะหนักหลายชนิดในปริมาณสูง

หลังการร้องเรียนในปี 2565 สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 ได้ออกผลตรวจสอบผลกระทบต่อพืช โดยระบุว่าพืชผลผลิตในสวนของเขา เข้าเกณฑ์ทั้งอาจจะก่อให้พืชเป็นพิษ-จะก่อความเป็นพิษต่อพืชตามค่าดังนี้

อีกข้อมูลชุดหนึ่งของการตรวจจากกรมควบคุมมลพิษ ก็ดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำใต้ดินภายในพื้นที่เขตประกอบการอุตสาหกรรม WHA ระยอง ในส่วนของบ่อสังเกตการณ์ 2 จุด และเก็บจากพื้นที่บ้านประชาชนภายนอก ซึ่งเป็นบ่อตื้นลึก 5 เมตรอีก 1 จุด เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ

โดยการเก็บตัวอย่างน้ำใต้ดินนี้ ตามหลักฐานระบุว่าดำเนินการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ส่วนการรายงานผลตรวจเกิดขึ้นในวันที่ 16 สิงหาคม 2565

แม้จะผ่านเข้าสู่ปีที่ 4 แต่ผลกระทบเหล่านั้นยังอยู่ แม้ในการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าว บ่อแดงของสวนโชติช่วงจะเบาบางลง แต่ยังส่งกลิ่นเหม็นต่าง ๆ ในขณะที่ปลายเดือนเมษายนนั้นจังหวัดระยองยังเข้าสู่หน้าร้อนจัด ฝนไม่ตกลงมาก่อนหน้า 4-5 วัน แต่ทำไมบ่อแดงที่สวนโชติช่วงยังปรากฏชัดถึงร่องรอยน้ำ เพราะถ้าไม่ใช่ฝนที่ยังคงค้างหรืออาจเป็นน้ำที่ผุดจากผิวดิน?

“ช่วงที่เราเห็นว่ามันมีบ่อสีแดงผุดขึ้นมาในสวนแล้ว เราไม่กล้าเอาไปรดน้ำต้นยางหรือทุเรียนเลย ขนาดเราไม่ได้ไปกรีดยางแล้วปล่อยทิ้งไว้ จู่ ๆ ยางก็ไม่มีน้ำยางออกมาเลย สปริงเกอร์ที่เอาไว้ใช้รดน้ำทุเรียนก็เริ่มมีคราบสนิมเกาะมากขึ้นบนพลาสติก จนกระทั่งต้นทุเรียนเราก็ตายไปหลายต้น บางต้นไม้ตายแต่ผลมีรอยไหม้”

“ถ้าถามว่าเสียหายเท่าไหร่ รายได้จากที่เคยขายฤดูกาลเป็นล้านก็หารครึ่ง แต่ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มจากเดิมมาอีกครึ่งหนึ่งเพราะเราต้องการรักษาสวนของเราไว้ สรุปแล้วแทบไม่เหลือรายได้เลย” จรัญ กล่าว

สิ่งที่เป็นที่น่ากังวลของสวนทุเรียนโชติช่วง คือสภาวะบ่อแดงที่เกิดขึ้นนั้น มีลักษณะคล้ายกับบ่อดำที่หนองพะวา โดย ดาวัลย์ จันทรหัสดี เจ้าหน้าที่อาวุโสมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า นอกจากลำรางที่ใช้เลี้ยงสวนยางพาราและสวนทุเรียนนั้น ยังมีบ่อขนาดใหญ่ของสวนโชติช่วง หากยังไม่เร่งแก้ไขหรือตรวจสอบเพื่อหาจุดกำเนิดมลพิษและยับยั้งอาจทำให้สวนแห่งนี้ไม่ต่างจากอีกหลายสวนที่ปนเปื้อนที่หนองพะวา

ในช่วงปี 2567 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ได้เข้าตรวจสอบโรงงานที่อยู่ใกล้เคียงพื้นที่ดังกล่าวร่วมกับเจ้าหน้าที่เขตประกอบการอุตสาหกรรม WHA ระยอง ได้แก่ บริษัท เอส.คลีเบอร์ เคมีคอล จำกัด รวมถึงแนวรั้วและลำรางระบายน้ำฝนของเขตประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อหาแหล่งที่มาของเหตุดังกล่าว ซึ่งตรวจไม่พบว่ามีการระบายน้ำทิ้งจากบริเวณที่ตรวจสอบ

ตามข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม บริษัท เอส.คลีเบอร์ เคมีคอล จำกัด เป็นโรงงานประเภท 42 (1) ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาวและสารเคมี ซึ่งถ้าดูตามหมายเลขทะเบียนโรงงาน 91220290025646 [ข3-42(1)-2/64รย] ลงท้ายด้วย ‘64’ แสดงว่าจดทะเบียนโรงงานในปี 2564

จากข้อมูลทางการดังกล่าว เมื่อพิจารณาเทียบเคียงกับข้อมูลที่จรัญเล่า ถือได้ว่ามีความสอดคล้องกัน กล่าวคือ เขาพบน้ำในบ่อเป็นสีแดง เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2565 และระบุว่า โรงงานข้างสวนของเขาเริ่มเปิดดำเนินการมาก่อนหน้านั้นอย่างน้อย 6 เดือน นั่นย่อมตรงกับปี 2564

“มันก็เคยมีการเจรจาจากทางบริษัท เขาก็ขอให้เราหยุดร้องเรียน เราก็บอกไปว่าถ้าคุณไม่ปล่อยมลพิษเราจะร้องเรียนคุณเรื่องอะไร อันนี้เหมือนมาปิดปากเราแล้วบอกกลาย ๆ ว่าให้เราออกไปจากที่นี่ ทั้ง ๆ ที่ดินตรงนี้เป็นที่ ๆ เราได้รับสืบทอดมา แล้วเราก็อยากจะส่งต่อให้กับลูกของเรา การย้ายออกเพื่อแลกกับเงินเพียงนิดเดียวแต่ถ้าเทียบกับความยั่งยืนที่เรามอบให้ลูกหลานได้แล้ว ยังไงมันก็ไม่คุ้ม” จรัญ กล่าว

ดินเปลี่ยนสี ทุนเปลี่ยนมือ ชีวิตคนใกล้มลพิษเปลี่ยนไป

จากหนองพะวาสู่หนองละลอก แม้จะต่างตำบลแต่ผลกระทบของอุตสาหกรรมกำลังรุกคืบเกษตรกรรม แม้จะเปลี่ยนบทบาทจากกลุ่มทุนรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมเป็นผู้ผลิตอุตสาหกรรมโดยตรง หรือกลุ่มทุนไทยกลายเป็นทุนข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีน

ข้อมูลจากรายชื่อลูกค้าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในเขตประกอบการอุตสาหกรรม WHA ระยอง (อัพเดทล่าสุด 23 ต.ค. 2567) เราจะเห็นถึงพัฒนาการของนิคมสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงหลัก ๆ 

ช่วงแรกใน 2530–2540 เป็นยุคของการสร้างฐานอุตสาหกรรมหนัก โดยมีโรงงานด้านเหล็ก โลหะ กระจก และยางรถยนต์เข้ามาตั้งฐานการผลิต เช่น กลุ่มผลิตเหล็กและวัสดุก่อสร้าง รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ โรงงานเหล่านี้ยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบันและครองพื้นที่ขนาดใหญ่

ต่อมาในช่วงทศวรรษ 2550–2560 เขตประกอบการอุตสาหกรรมนี้เริ่มขยายตัวไปสู่อุตสาหกรรมที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น โรงงานผลิตตู้เย็นและเครื่องซักผ้า ขณะเดียวกันยังมีการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม รวมถึงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเอกชนเพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นภายในนิคม แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของระบบอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้นจากเดิมที่เน้นอุตสาหกรรมหนักเพียงอย่างเดียว

ในช่วงหลังตั้งแต่ปี 2560–2567 เริ่มเกิดสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรม โดยมีกลุ่มโรงงานเคมีภัณฑ์และวัสดุสำหรับห่วงโซ่อุปทานเข้ามาเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันการเข้ามาของบริษัทผลิตแคปซูลสำหรับยาและอาหารเสริมถือเป็นสัญญาณสำคัญของการขยับไปสู่อุตสาหกรรมสุขภาพ ถึงกระนั้นเราก็ยังเห็นอุตสาหกรรมหนัก ๆ อยู่ร่วมกันในเขตประกอบการอุตสาหกรรมแห่งนี้

อีกประเด็นสำคัญคือโครงสร้างสัญชาติทุนในเขตประกอบการอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนพลวัตของเศรษฐกิจโลกและการย้ายฐานการผลิตระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันก็เริ่มเห็นผลของยุทธศาสตร์ China +1 อย่างชัดเจน เมื่อบริษัทจีนจำนวนหนึ่งย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังไทยเพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนการค้า โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเหล็ก เครื่องจักร และไฮดรอลิกส์ ส่วนทุนไทยยังคงมีบทบาทสำคัญที่สุดในเชิงจำนวนบริษัทและความหลากหลายของกิจการแต่ก็ยังมีข้อสังเกตุถึงผู้ร่วมลงทุนสัญชาติอื่น ๆ 

ภายใต้รายชื่อในเขตประกอบการอุตสาหกรรมนี้ เราจะเห็นว่ากลุ่มทุนโดยเฉพาะจากสัญชาติจีนเริ่มเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นในช่วง 10 ปีหลัง แม้จะดูดีในแง่ของการลงทุนแต่หากถามถึงความคุ้มค่าอย่างรอบด้าน รวมไปถึงผลกระทบที่เกิดกับสวนทุเรียนโชติช่วง รัฐมีมาตรการในการป้องกันผลกระทบจากเขตอุตสาหกรรมเหล่านี้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเกิดใกล้กับพื้นที่เกษตรกรรม

ดาวัลย์กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดกับสวนทุเรียนโชติช่วงจึงเป็นอีกหลักฐานสำคัญ ว่ารัฐกำลังให้ความสำคัญกับกลุ่มทุนมากกว่าชาวบ้านเกษตรกรหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้น ความยั่งยืนที่ถูกมาโปรยมาในเขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้ โดยเฉพาะ EEC ก็อาจเป็นเพียงความมั่งคั่งจากฝั่งทุนอย่างเดียวแต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่

ด้านดาวัลย์ ยังกล่าวเสริมด้วยว่า เนื่องจากเขตประกอบการอุตสาหกรรม WHA ระยองนั้นมีรูปแบบของการเป็นนิคมอุตสาหกรรม คือมีโรงงานหลายประเภทขนาดใหญ่อยู่ร่วมกัน ดังนั้น เราไม่อาจสรุปได้ว่าของเสียที่ปล่อยออกมานั้นคือของเสียจากโรงงานแค่โรงงานเดียว การตรวจสอบจำเป็นจะต้องไปดูระบบการปล่อยน้ำทิ้ง / การกำจัดของเสียของทั้งเขตประกอบการอุตสาหกรรม

“ในอีกมุมหนึ่ง เขตประกอบการอุตสาหกรรมมีสถานะเป็นผู้ให้เช่า ส่วนบริษัทต่าง ๆ คือผู้เช่าพื้นที่ เพราะว่าปริมาณของเสียที่กำจัดออกมาอาจมีปริมาณมากกว่าของบริษัทเดียว และอีกภาคส่วนหนึ่งที่ต้องเข้ามาดูแล คือการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถ้าเปรียบเทียบกันที่แห่งนี้มันมีบริษัทอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาประกอบกิจการในนี้ ถ้าหน่วยงานแค่อุตสาหกรรมจังหวัดเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด รัฐเองก็จำเป็นต้องออกบทกฏหมายให้ชัดเจนกับการเข้ามาของกลุ่มทุนสัญชาติเหล่านี้ ไม่อย่างนั้นผลกระทบมันจะกว้างกว่านี้อีกมาก” ดาวัลย์ กล่าว

รวมถึงที่ดินที่กำลังถมอีกฝั่งของสวนโชติช่วงที่ห่างออกไปเพียงข้ามถนน แต่พื้นที่ขนาดพันไร่ กำลังถมดินสูงไม่ต่างจากเดิมนัก กำลังเร่งก่อสร้างเขตประกอบการอุตสาหกรรมเพิ่มอีกแห่ง โดยผู้เป็นเจ้าของก็เป็นกลุ่ม WHA Industrial Development เช่นเคย

“เราเสียพื้นที่ฝั่งหนึ่งไปแล้ว เราหวังว่าหน่วยงานที่กำกับดูแลจะให้ความเป็นธรรมกับเราและจัดการกับผู้กำเนิดมลพิษ เพราะมันไม่ใช่แค่มลพิษที่หลุดลอดรั่วไหลออกมา แต่มันยังมีเรื่องการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ อย่างอีกฝั่งที่กำลังสร้าง ก่อนหน้าที่เขาขุดลอกคลองมาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม แต่กลายเป็นว่ามันก็แย่งน้ำในการทำสวนของคนในพื้นที่ แล้วเขาก็ทำแค่บางจุด ในจุดที่มันเป็นคอขวดมันก็ไหลลงพื้นที่ของเราจนท่วมและต้นยาง ต้นทุเรียนก็ตายหมด”

“ต้นไม้พวกนี้ของเราเป็นพืชที่บอบบาง มันอาศัยระยะเวลาในการปลูกแต่จะทำลายมันง่ายนิดเดียว บางทีกลุ่มทุนเขาอาจจะมองชาวบ้านแบบนั้นเหมือนกันมั้ง แต่เราไม่ เพราะถ้าเราไม่สู้ก็คงไม่มีใครมาสู้แทนเรา” จรัญ กล่าว

นิติอุทกวิทยา ‘ประเทศไทยรอให้การปนเปื้อนจนกลับมาไม่ได้แล้วจึงแก้ไข’

แผ่นค่าตรวจวัด Ph (ความเป็นกรด-ด่าง) ถูกหยิบขึ้นมาตรวจเบื้องต้นเมื่อแหล่งน้ำที่อยู่ในเบื้องหน้าส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง แม้จะเห็นได้ชัดแม้ไม่ต้องตรวจว่าแหล่งน้ำที่ติดกับบริษัทวิน โพรเสสฯ ผิดปกติ แต่เมื่อตรวจผ่านค่าตรวจวัดแล้วก็ต้องพบว่า แหล่งน้ำแห่งนี้มีค่าความเป็นกรดเท่ากับ 2 เมื่อเทียบในระดับ 0-14 ยิ่งเลขน้อยลงเท่าไหร่ ค่าความเป็นกรดยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น

“สิ่งที่อยากให้ดูเพิ่มเติมคือหินก้อนนี้หรือหินแกรนิตที่ถูกใช้เป็นอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ที่เราอาจจะเห็นว่าแข็งแรงหรือสวยงาม ซึ่งหินเหล่านี้ก็พบได้ทั่วไป แต่จากที่เราเห็นกัน หินแกรนิตที่นี่กลับกลายเป็นทรายละเอียดซึ่งก็อาจเป็นได้ว่าหินนี้ถูกน้ำชะล้างจนกลายสภาพ แต่อีกมุมหนึ่งความเป็นกรดของแหล่งน้ำก็ทำให้หินที่สวยงามและดูแข็งแรงกลับกลายเป็นแค่เม็ดทราย” ดร. มนัสวี เฮงสุวรรณ นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าว

นิติอุทกวิทยา คือศาสตร์ที่ใช้ความรู้ด้านน้ำ ดิน ชั้นหิน และการไหลของน้ำ มาตรวจสอบย้อนกลับว่า มลพิษหรือสารปนเปื้อนเดินทางมาจากไหน เคลื่อนตัวอย่างไร และส่งผลต่อพื้นที่ใดบ้าง ศาสตร์นี้จึงไม่ได้มองเพียงน้ำในลำคลองหรืออ่างเก็บน้ำ แต่ลงลึกไปถึงน้ำใต้ดิน ชั้นตะกอน ทิศทางการซึมผ่านของสารเคมี รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมมนุษย์กับระบบนิเวศที่อยู่ใต้ผิวดิน หรือพูดอย่างง่าย ๆ ในช่วงให้หลังมานี้ที่การปนเปื้อนมลพิษแพร่กระจายเป็นวงกว้างในสังคมไทย กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเอง คืออีกหนึ่งหน่วยงานสำคัญที่สามารถชี้ตัวได้ว่าการปนเปื้อนมาจากไหน และใครคือผู้ก่อมลพิษ

สิ่งที่เหมือนกันของพื้นที่หนองพะวาและหนองละลอกคือบริษัทเหล่านี้มักถมที่ดินสูงทั้งเพื่อการพ้นข้อกล่าวหาการประกอบกิจการติดกับเขตเกษตรกรรม อย่างไรก็ตาม ในหลักของนิติอุทกวิทยาแล้วนั้นยิ่งส่งผลให้ความเสียหายไหลมารวมกันที่เขตอุตสาหกรรมตามหลักน้ำไหลลงจากที่สูงสู่ที่ต่ำ

“พอตั้งบนพื้นที่สูง มันก็เกิดความเสี่ยง เวลาเกิดมลภาวะ เกิดฝนตก เกิดน้ำชะ น้ำเสียมันก็จะไหลตามความลาดเอียงของภูมิประเทศ ไปตามที่ราบที่ต่ำกว่า ที่รอบข้างก็จะประสบปัญหาการปนเปื้อน” ดร. มนัสวี กล่าว

หากจะพูดถึงเรื่องของความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ ดร. มนัสวีกล่าวว่า มันจะต้องย้อนกลับไปพูดถึงตั้งแต่เรื่องสภาพทางธรณีวิทยาของพื้นที่แต่ละแห่ง เพราะแต่ละพื้นที่ระดับน้ำบาดาลมันก็ค่อนข้างแตกต่างกัน บางที่เราขุดเจอน้ำบาดาลตั้งแต่ระดับ 5 เมตรขุด บางพื้นที่อาจจะลึกหน่อย ต้องขุดไปประมาณ 15 เมตร หรือในบางพื้นที่ที่เป็นแบบหินแข็งมากอาจจะต้องแบบเจาะลงไปลึก ๆ เป็น 100 เมตร ถึงจะเจอชั้นน้ำ ทั้งนี้อย่างในกรณีของหลาย ๆ พื้นที่ที่มีความเสี่ยงเยอะ พื้นที่มักเป็นดินทราย มีความพรุน ของเหลวสามารถซึมผ่านได้ดี ซึ่งจะทำให้การแพร่กระจายเป็นวงกว้างได้มากขึ้น

จากการรังวัดระดับความสูงของภูมิประเทศ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลพบว่า จุดที่ตั้งของวิน โพรเสสฯ มีความสูง 40 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง พูดง่าย ๆ คือเป็นจุดเนินที่มีความสูงมากที่สุดในพื้นที่บริเวณใกล้เคียง โดยที่มีความลาดเอียงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

การปนเปื้อนและรัศมีกระจายตัวประมาณ 1 กิโลเมตร จากโรงงานไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ก็คือไปทางสระหนองพะวา สิ่งที่น่ากังวล คือมันปนเปื้อนทั้งกรดและสารอินทรีย์ระเหยง่าย ซึ่งสารเหล่านี้เป็นสารก่อมะเร็ง

ข้อมูลจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลชี้ชัดในกรณีวินโพรเสสไว้ด้วยว่า “เมื่อนำผลวิเคราะห์คุณภาพน้ำใต้ดินและน้ำผิวดิน บริเวณบริษัท วิน โพรเสส จำกัด มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ เพื่อศึกษารูปแบบการกระจายตัว และแหล่งที่มาของสารปนเปื้อน พบว่า คุณลักษณะทางเคมีของน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินภายในและภายนอกโรงงานมีความสัมพันธ์กัน โดยน้ำตัวอย่างมีสภาพเป็นกรด มีค่าปริมาณสารทั้งหมดที่ละลายได้ (TDS) คลอไรด์ เหล็ก แมงกานีส ทองแดง สังกะสี นิกเกิล และสารอินทรีย์ระเหยง่าย ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานน้ำใต้ดินฯ แสดงให้เห็นถึงการแพร่กระจายของสารปนเปื้อนไปสู่สิ่งแวดล้อม โดยมีต้นกำเนิดมาจากบริษัท วิน โพรเสส จำกัด

“ถ้าเราสังเกตน้ำจากทั้ง 2 ที่ เราจะพบค่าเหล็กเยอะมาก รวมไปถึงพวกโลหะหนัก แอมโมเนีย มันก็ต้องกลับมาย้อนถึงการประกอบธุรกิจประเภทนี้ว่า หลังจากที่คุณได้ทำธุรกิจและสร้างกำไร คุณได้หักลบกับค่าดูแลสิ่งแวดล้อมบ้างหรือไม่ โดยเรารู้กันอยู่แล้วว่าอุตสาหกรรมประเภทนี้อยู่ใน EEC ค่อนข้างเยอะ และได้กลายเป็นอุตสาหกรรมหลัก แต่ค่าเหล็กที่ถ้าบริษัทจัดการไม่ดี มันส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมแน่นอน มันก็เป็นหลักฐานอย่างที่พวกเราเห็นกัน ทั้งบ่อดำ บ่อแดง หรือจะเป็นสีดินที่แปลก ๆ”

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ใช้กระบวนการสำรวจและตรวจวัดคุณภาพน้ำบาดาลผ่านการเก็บตัวอย่างจากบ่อสังเกตการณ์และบ่อใช้งานในพื้นที่เสี่ยง จากนั้นนำตัวอย่างเข้าสู่ห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาค่าความเป็นกรด-ด่าง โลหะหนัก สารเคมี และสารปนเปื้อนต่าง ๆ พร้อมวิเคราะห์ทิศทางการไหลของน้ำใต้ดินและชั้นธรณีวิทยาเพื่อประเมินการแพร่กระจายของมลพิษ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเปรียบเทียบกับมาตรฐานคุณภาพน้ำบาดาลของประเทศ

แต่หลายครั้งที่การตรวจสอบเพื่อหาสารปนเปื้อนไม่อาจสรุปมลพิษตกค้างได้ทั้งหมด เมื่อกากลักลอบฝังกลบหรือการละเลยสิ่งแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมอาจใช้สารเคมีที่มากกว่าชุดตรวจสอบของทางกรมมี

“อย่างที่หนองพะวา เราตรวจ 10 ตัวเราเจอ 10 ตัว เราตรวจ 20 สาร เราก็เจอ 20 สาร แต่ถ้าถามว่ามันคือทั้งหมดของในพื้นที่ไหม เราตอบเลยว่าไม่ ในการตรวจสอบสารปนเปื้อนเราจะใช้ test kit ในการระบุซึ่งจะมีเป็นชุดต่าง ๆ สำหรับคาดการณ์ว่าพื้นที่นี้น่าจะปนเปื้อนสารตัวนี้ แต่ถ้าอยากรู้ว่าพื้นที่ตรงไหนปนเปื้อนอะไรบ้าง อย่างกรณีของวินโพรเสส เราคิดว่าน่าจะต้องใช้งบประมาณแค่สำหรับการตรวจหาเป็นหลักหลายแสนบาท เพราะสารเคมีที่ตกค้างอยู่ในนี้น่ามหาศาลมากจริง ๆ และอาจมีเป็นพันชนิด” ดร. มนัสวี กล่าว

แม้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลดูจะเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญในการตามหาต้นตอมลพิษ แต่ปัญหาสำคัญที่สุดคือหน่วยงานแห่งนี้ไม่มีอำนาจในการเข้าพื้นที่ปนเปื้อน ในหลายครั้งที่มีการเข้าพื้นที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลต้องรอให้หน่วยงานหน้างานอย่างอุตสาหกรรมจังหวัด กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานเข้าประสานงาน เพราะอำนาจตาม พ.ร.บ.น้ำบาดาล 2520 ซึ่งในช่วงที่กฎหมายถูกร่างขึ้นมา ประเทศไทยยังไม่เคยพบการปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดิน กฎหมายจึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำภารกิจตรวจสอบการปนเปื้อน นอกจากนี้ เนื่องจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังมีภารกิจของหน่วยงานซึ่งเป็นแผนระยะยาว หากรัฐบาลมองเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาปนเปื้อนมลพิษ การแก้ไขกฏหมายที่เกี่ยวข้องก็จำเป็นเพื่อสร้างการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงาน

“สิ่งที่เราต้องการในการปฏิบัติภารกิจนี้ต่อไป คืออำนาจในการเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ที่ถูกสงสัยว่ามีความเสี่ยงจะเกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดิน แม้ว่าในปัจจุบันทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะมีมาตรการให้โรงงานต้องติดตั้งบ่อสังเกตการณ์น้ำใต้ดินอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือการเข้าไม่ถึงข้อมูลจากบ่อสังเกตการณ์เหล่านั้น แต่ถ้าเราเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ เราก็อาจจะหยุดยั้งการปนเปื้อนได้ตั้งแต่ในช่วงที่ความเสียหายยังไม่มากนัก” ดร. มนัสวี กล่าว

หลายพื้นที่ยังรอคอยการเข้าตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและนำหลักฐานเพื่อค้นหาความจริงเพื่อยืนยันสิทธิทางสิ่งแวดล้อมของชุมชน สวนโชติช่วงของจรัญก็เช่นกัน แม้ว่าจะกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะมีกำหนดการเพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบแต่ก็ยังต้องรอจนถึงปลายปี แต่คำถามสำคัญคือระหว่างการรอคอยนั้น สิ่งที่ชาวบ้านต้องแลกไปคืออะไร และภาครัฐจะมีการป้องกันอย่างไรให้พวกเขาบ้าง

เมื่อทุกเวลาที่เสียไป อาจไม่ใช่การรอคอย แต่อาจเป็นการนับถอยหลังต่อการสูญเสียบ้านทั้งหลังของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งไปตลอดกาล

‘PRTR’ ต้องเริ่มใหม่ ในวันที่รัฐบาลอนุทินไม่คิดแม้แต่จะ CPR สิ่งแวดล้อม

อาจกล่าวได้ว่า เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน ไม่แสดงเจตจำนงที่จะขอให้นำร่างกฎหมาย PRTR กลับมาพิจารณา นั่นทำให้ ร่างกฎหมาย PRTR ที่ใช้เวลารอคอยมานานกว่า 20 ปี จึงจะเข้าที่สภาได้ต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

แม้ในวันที่ 19 พ.ค. 2569 ที่จะถึงนี้ กรีนพีซ ประเทศไทย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และมูลนิธิบูรณะนิเวศ จะเข้ายื่นหนังสือยืนยันต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. PRTR ต่อไป 

หากประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่าเป็นร่างกฎหมายการเงิน ต้องส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีมีคำรับรองก่อน จึงจะสามารถบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ แม้ประธานสภาผู้แทนราษฎรในสมัยที่แล้วจะวินิจฉัยว่าไม่ใช่ร่างกฎหมายการเงิน แต่ประธานสภาฯ คนปัจจุบันก็สามารถวินิจฉัยแตกต่างได้ ในกรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่าเป็นร่างกฎหมายการเงิน แต่นายกรัฐมนตรีไม่ให้คำรับรอง ก็จะมีผลให้ร่าง พ.ร.บ. PRTR ไม่ได้กลับเข้าสู่สภาฯ และต้องไปเริ่มกระบวนการเข้าชื่อใหม่ตั้งแต่ต้น

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า กฎหมาย PRTR เป็นกลไกสําคัญที่กําหนดให้โรงงานและสถานประกอบการรายงานข้อมูลการปล่อยสารมลพิษและการเคลื่อนย้ายสารอันตรายต่อหน่วยงานรัฐ พร้อมเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างโปร่งใส ทําให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ว่ามีสารมลพิษชนิดใดถูกปล่อยออกมา ปริมาณเท่าใดต่อปี และกากอันตรายถูกเคลื่อนย้ายไปที่ใดและจัดการอย่างไร

ข้อมูลนี้ช่วยให้หน่วยงานรัฐสามารถวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ประชาชนสามารถเตรียมการป้องกันตนเอง และร่วมเฝ้าระวังมลพิษได้ ส่วนภาคเอกชนก็มีเครื่องมือบริหารจัดการสารอันตรายภายในโรงงาน ลดการรั่วไหลและลดอุบัติภัยทางเคมี พร้อมทั้งลดต้นทุนการดําเนินงาน

ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยเผชิญอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝุ่นพิษ PM2.5 มลพิษจากอุตสาหกรรม การลักลอบทิ้งกากอันตราย และอุบัติภัยเคมีที่เกิดซ้ำซาก กฎหมาย PRTR จึงเป็นรากฐานสําคัญที่จะทําให้เกิดระบบข้อมูลระดับประเทศที่ครอบคลุมแหล่งกําเนิดมลพิษหลัก ๆ มีความน่าเชื่อถือได้ สามารถตรวจสอบได้และจะเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการมลพิษและสารอันตรายอย่างแท้จริง

การต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของกฎหมาย PRTR อาจยังส่งผลให้กฎหมายฉบับอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องถูกปรับและเอื้อให้กับกลุ่มทุนอุตสาหกรรม

ทว่า ความพยายามปัดตกกฎหมาย PRTR ยังเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ทั้งในวันที่ 15 พ.ค. 2569 กรณีที่ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ อ้างว่า ที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้ยืนยันร่างกฎหมาย PRTR หรือการเปิดเผยข้อมูลการครอบครองสารเคมี และการปล่อยมลพิษ ของภาคประชาชนนั้น เนื่องจากไม่มีการยืนยันเจตจำนงกลับมาว่า ต้องการให้สภาฯ ชุดนี้พิจารณาต่อ

“ในส่วนของภาคประชาชนมีทั้งสิ้น 6 ฉบับ ยืนยันมาเพียง 1 ฉบับ ถามว่าเพราะอะไร เพราะมีเพียง 1 ร่างเท่านั้น ที่แสดงเจตจำนงที่ชัดเจน มาที่รัฐบาล มาที่นายกรัฐมนตรีว่าร่างนี้มีความสำคัญ พวกผมไม่อาจจะทราบได้ว่า ร่างที่เหลือเจตจำนงของประชาชนที่เข้าชื่อเสนอกฎหมายมานั้น ยังมีเจตจำนงเดิมที่จะเสนอกฎหมายหรือไม่ จึงไม่สามารถที่จะตัดสินใจแทนได้ จึงไม่ได้ยืนยัน” ภราดร กล่าว

อีกทั้งจากกรณีมีข่าวว่ากรมโรงงานอุตสาหกรรมจะฉวยจังหวะทบทวน พ.ร.บ. จัดการกากอุตสาหกรรม ในช่วงเวลาก่อนที่จะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ต่อเนื่องจากที่พิจารณาค้างไว้ก่อนยุบสภาเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา โดยสาระหลักที่ พรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานฯ ระบุว่าเป็นเงื่อนไขซึ่งถือว่าเข้มเกินไปและจะทบทวนคือเรื่องการวางเงินหลักประกันของเอกชน เพื่อไม่ให้นักลงทุนเกิดภาวะแหยงจนชะลอหรือชะงักการลงทุน

“กฎหมายโรงงานเดิมมีการกำหนดในเรื่องของการเก็บค่าธรรมเนียมและค่าปรับจากโรงงานอุตสาหกรรมที่กระทำผิด แต่เงินที่โรงงานถูกปรับพบว่า มีการแจกจ่ายให้กับข้าราชการที่ปฏิบัติงาน ซึ่งจากเงินค่าปรับหลัก 100 ล้านบาทในปัจจุบัน มีการเบิกเข้ากระเป๋าเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมเป็นรายเดือนระดับหลายล้านบาท โดยเข้ากระเป๋าทั้งกลุ่มผู้ตรวจสอบ กลุ่มนิติกร และกลุ่มคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนและการทุจริต”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นความขัดแย้งทางสังคมและการต่อต้านโรงงานจากประชาชนทั่วประเทศ เนื่องจากปัญหามลพิษสร้างผลกระทบกว้างขวาง ขณะที่ภาครัฐไม่สามารถแก้ไขได้ ทุกพื้นที่ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมจึงเผชิญปัญหากลิ่นเหม็น น้ําเสีย กากอันตราย และอุบัติภัยทางเคมีทั้งภายในและภายนอกโรงงาน

“กฎหมาย PRTR ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือสิ่งจําเป็นพื้นฐานของสังคมที่ต้องการความปลอดภัยและความเป็นธรรม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เกิดมลพิษหรืออุบัติภัยสารเคมี ประชาชน กลับไม่สามารถรู้ได้ชัดเจนว่าแหล่งกําเนิดอยู่ที่ใด ใครเป็นผู้ปล่อย และใครต้องรับผิดชอบ ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ การไม่มี PRTR จึงไม่ใช่เพียงช่องว่างทางกฎหมาย แต่คือการผลักภาระความเสี่ยงไปให้ประชาชนโดยปราศจากเครื่องมือปกป้องตนเอง หากรัฐยังไม่เร่งผลักดันกฎหมายนี้ ก็เท่ากับปล่อยให้ความไม่โปร่งใสและความไม่รับผิดชอบดํารงอยู่ต่อไปในระบบ”

อีกปัญหาที่สำคัญคือประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดให้ ‘ผู้ก่อมลพิษ’ ต้องรับผิดชอบต่อการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนอย่างชัดเจน แม้จะมีกฎกระทรวงที่ระบุไว้คร่าว ๆ ว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหน้าที่ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า กลไกดังกล่าวยังไม่เพียงพอ

“สิ่งที่น่าเจ็บปวด คือขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียบ้าน สุขภาพ และอาชีพ ประเทศไทยกลับยังไม่มีระบบกฎหมายที่สามารถช่วยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ผู้ก่อมลพิษหรืออาชญากรทางสิ่งแวดล้อม หลายรายกลับยังถูกดำเนินคดีได้ยาก หรือบางกรณีแทบไม่สามารถเอาผิดได้เลย” เพ็ญโฉมกล่าว

เพ็ญโฉมมองว่า การปัดตกกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับสำคัญครั้งนี้ภายใต้รัฐบาลอนุทิน การขับเคลื่อนเพื่อสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมของคนทั้งประเทศ ไม่เพียงแต่จะต้องกลับไปนับหนึ่งอีกครั้ง แต่การล่าถอยท่ามกลางการเกิดอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมจำนวนมากที่เกิดขึ้นโดยกลุ่มทุนหลายสัญชาติ รวมถึงภายใต้นโยบายจากภาครัฐ อาจเป็นสัญญานว่ารัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับคนกลุ่มใดมากกว่ากัน

ดังนั้นแล้ว กฎหมาย PRTR มิได้เป็นเพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ แต่ยังเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจ มาตรการการสกัดกั้นมลพิษข้ามแดน คงเป็นหลักฐานสำคัญว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับชีวิตประชาชนอย่างไร

บ่อดำของวิน โพรเสสฯ ถึงบ่อแดงของสวนโชติช่วง การทุกข์ทนกับการปนเปื้อนที่ระยะเวลาห่างกันเกือบ 10 ปี ทำให้เราเห็นว่าหากยังไร้ซึ่งกฎหมายที่จะคุ้มครองชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ล้วนอาจเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนมลพิษได้ไม่ต่างกัน

โดยเฉพาะวันที่โจทย์ของอุตสาหกรรมในไทยมีตัวแปรและแปรปรวนมากยิ่งขึ้น จากทั้งกลุ่มทุนจีนข้ามชาติ การก่อสร้างเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ พื้นที่ใน EEC นั้นยิ่งเป็นข้อพิสูจน์สำคัญว่าหากรัฐยังไม่สามารถควบคุม กำกับ หรือสร้างกฎหมายเพื่อครอบคลุมความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้กับประชาชน เราจะไม่มีพื้นที่เศรษฐกิจใดเกิดขึ้นจริง เพราะในท้ายที่สุดประชาชนในพื้นที่ก็ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้ จากอยู่สวนเกษตรกรรมก็ไม่สามารถเข้าไปเป็นหนุ่มสาวโรงงานอุตสาหกรรมได้เช่นกัน

ภายใต้ตัวเลขทางเศรษฐกิจยังมีชีวิตอีกจำนวนมากที่กำลังถูก ‘การพัฒนา’ พัดไป แต่พัดให้ออกจากพื้นที่ทำกิน พื้นที่มรดกของตระกูล ถูกพัดให้ระหกระเหเร่ร่อนไม่ต่างจากการตายทั้งเป็น

ทั้งสุพรรษาและจรัญ ต่างมีความฝันคล้าย ๆ กันคือการที่ตั้งใจพัฒนาที่ดินผืนที่ได้รับมรดกตกทอดและส่งต่อให้กับลูกหลายต่อไปในฐานะชาวบ้านค่าย จังหวัดระยอง บนเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ รัฐบาลไทยในวันนี้ต้องการส่งต่อสังคมไทยแบบไหนให้กับประชาชนทั้งรุ่นนี้ รุ่นก่อนหน้า และรุ่นถัด ๆ ไป

Author
นทธร เกตุชู
แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า นาที 1.14.15
Photographer
พันวิทย์ ภู่กฤษณา
คนชลบุรีที่การเสพติดศิลปะ และ อเมริกาโน่ไม่หวาน