Reading Time: 3 minutes
วงเสวนาต้อนรับ Pride Month หัวข้อ ‘sex worker เสียงที่ไม่ถูกได้ยิน’ ของ SWING Thailand เปิดบทสนทนาบอกเล่าประสบการณ์ของ sex worker และ sex creator บนลานสกายวอล์กที่ผู้คนพลุกพล่าน เสียงของผู้ที่ไม่ถูกได้ยิน ถูกทำให้ได้ยินในที่แจ้ง และมีเพียงความธรรมดาสามัญเป็นเบื้องหลัง ตัดความซีเรียสขึงขังทางวิชาการ ปล่อยตัวเองให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนของคนทำงานจริง ซึ่งผู้ดำเนินรายการอย่าง จำรอง แพงหนองยาง รองผู้อำนวยการ SWING Thailand เซ็ตบรรยากาศให้เป็นกันเองด้วยการให้ทุกคนได้แนะนำตัวเองในแบบที่พึงพอใจ พร้อมไปกับชวนบอกเล่าจุดเริ่มต้นของการเดินบนเส้นทางอาชีพของแต่ละคน
เครดิตภาพ : กันต์ แสงทอง
ครูแพรว แพรวไพลิน นางงามจากเวที Miss Universe Trans Thailand 2023 และอีกบทบาทหนึ่งที่ภาคภูมิใจมากคือการเป็น sex creator แพรวเล่าว่าที่มีคำว่า ‘ครู’ นำหน้าเพราะอดีตเคยเป็นครูสอนแต่งหน้า และสอนบุคลิกภาพมาก่อน
ศิริทาทา หรือทาทา เทวีกะหรี่เบอร์ตอง บุคคลที่หลายคนอาจคุ้นเคยผ่านในหน้าสื่อ ผู้ที่เพิ่งมาประกาศตัวว่าเป็น sex worker ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลังจากมีคนรู้จักมากขึ้นจากการทำงานเคลื่อนไหวหลายหมวก ทาทาแนะนำตัวเองว่าเป็นอดีตคณะกรรมาธิการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันการยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 และยังดูแลคนไร้บ้านร่วมกับมูลนิธิอิสรชน รวมถึงยังร่วมกับคณะทำงานบางกอกไพรด์
ไหม เป็น sex worker ฟรีแลนซ์ ทำงานอยู่เชียงใหม่ สนใจกิจกรรมของมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ หลังจากนั้นได้เข้ามาเป็นกระบอกเสียงให้กับพี่น้องที่ทำงานเป็น sex worker ซึ่งตอนนี้ไหมทำงานกับเอ็มพาวเวอร์มา 14 ปีแล้ว
และ บิ๊ก หรือหลุยส์บิ๊ก sex creator หน้าใหม่ ที่ตอนนี้พยายามผลิตผลงานอย่างต่อเนื่อง
เส้นทางอาชีพที่โรยด้วยความกลัว… สู่ความภูมิใจ
เมื่อเจาะลึกไปถึงคำถามที่ว่าแต่ละคนเข้าสู่เส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างไร สำหรับแพรว ที่ในอดีตเคยทำสถาบันสอนแต่งหน้าและสอนบุคลิกภาพ ตอนอายุประมาณ 19-20 ปี เธอเคยมีรูปหลุดและเคยถูกถามคำถามบนเวทีประกวดนางงามเวทีหนึ่งว่า ‘ถ้าเพื่อนของคุณมีรูปหลุดจะบอกเพื่อนคนนั้นว่าอะไร’
“ถามแบบนี้มันก็รู้แล้วไหมว่าคือหนู หมายถึงหนู”
เหตุการณ์นั้นทำให้เธอหายหน้าและเฟดตัวออกไปจากทุกอย่างนานถึง 7-8 ปี จนกระทั่งวันหนึ่งเธอทะเลาะกับเพื่อนแล้วเพื่อนขู่ว่าจะปล่อยรูปหลุด แพรวจึงตัดสินใจสมัครทวิตเตอร์เพราะอยากเอาชนะและอยากหลุดพ้นจากความกลัว
“หนูสมัครทวิตเตอร์ แล้วก็ปล่อยรูปใหม่ด้วยตัวเองไปเลย เป็นรูปที่ตุ๊งแล้วด้วยแบบเริ่ด ๆ”
*พจนานุกะ (เทย) : ตุ๊ง=แต่ง
เพียงไม่นานแพรวเล่าว่าได้ผู้ติดตามมาถึง 20,000 คน หลังจากนั้นเธอจึงซิงค์รายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดในโทรศัพท์เข้ากับบัญชีทวิตเตอร์ตอนนั้นเพราะอยากให้เพื่อนที่ขู่ปล่อยรูปหลุดได้เห็น
เครดิตภาพ : กันต์ แสงทอง
นอกจากนี้ แพรวยังเล่าต่อด้วยว่า ความท้าทายขณะนั้นคือ คำว่า sex creator ยังไม่มีในสังคม ไม่รู้ว่าจะนิยามตัวเองว่าคือใคร หรือทำอาชีพอะไร ทำไปได้ไม่นานก็เกิดสถานการณ์โควิด-19 ขึ้น ซึ่งเป็นช่วงที่มีแพลตฟอร์ม OnlyFans เข้ามาพอดิบพอดี ทำให้เธอได้เข้าไปในแพลตฟอร์มเป็นกลุ่มแรก ๆ ส่งผลให้มีฐานแฟนคลับเยอะพอสมควร
“ผ่านมา 6 ปีแล้ว ตอนนี้ไม่มีคลิปหลุดอีกต่อไป มีแต่คลิปที่ตั้งใจปล่อยค่ะ” แพรวกล่าว
ทางด้านทาทาเล่าว่า ในช่วงที่เธอกลับมาจากการเรียนต่อที่ประเทศอินเดีย อยู่ ๆ ก็มีความคิดว่าอยากลองใส่ชุดนักศึกษาเล่น ๆ
“เอาตรง ๆ ก็อยากรู้ว่าเราจะขายได้ไหม ซึ่งพอใส่ชุดนักศึกษาปรากฏว่าก็ขายได้จริง ๆ ตอนนั้นไม่ได้เลือกว่าจะมาทำอาชีพนี้จริงจัง ทำเพราะแค่อยากรู้ แต่ก็มีคนมาขอดูแล มาซื้ออยู่เรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้เยอะแยะมากมาย”
การที่ยังไม่ตัดสินใจประกอบอาชีพ sex worker จริงจัง ทาทาเล่าว่าเป็นเพราะ ‘เสียงในหัว’ ที่ยังตีกันอยู่ตลอดเวลา มีความรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ไม่ดีและผิดกฎหมาย จึงเป็นที่มาของการทำอาชีพนี้แบบกลัว ๆ และเขินอาย ไม่กล้าบอกใคร กระทั่งการเข้าโรงแรมม่านรูดครั้งแรกยังต้องเอาตัวถดไถลอยู่ในรถเพื่อไม่ให้คนข้างนอกเห็น
“เรากลัวว่าคนจะจำหน้าได้ กลัวว่าญาติผู้ใหญ่หรือคนในครอบครัวจะมาเห็น” ทาทาบอก
เครดิตภาพ : กันต์ แสงทอง
กระทั่งมีช่วงหนึ่งที่ต้องหันมาเป็น sex worker จริงจัง ทาทากล่าวว่าเป็นเพราะต้องใช้เงินเยอะเลยเริ่มที่จะไม่กลัว ซึ่งแน่นอนว่าเธอเก็บเป็นความลับกับคนทางบ้านอย่างแนบเนียน จะมีก็แค่คนรอบตัวที่สนิทกันเท่านั้นถึงจะรู้ว่าเคยทำอะไรและทำที่ไหน
สำหรับไหม เธอเปิดด้วยการบอกว่า
“ค่อนข้างที่จะเสียใจ…เสียใจที่เข้าวงการนี้ช้าเกินไป เสียเวลาไปทำอะไรไม่รู้ เงินก็น้อย”
ถ้อยคำของไหมเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้คนที่นั่งฟังเรื่องเล่าของเธอ ไปตาม ๆ กัน
ไหมเล่าต่อว่าเธอเริ่มทำอาชีพนี้ตอนอายุได้ 26 ปี ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเสียเวลาไปตั้ง 5 ปีกับการทำงานอื่นที่งานหนักและได้เงินน้อย กลับกันงานนี้สามารถทำให้เธอดูแลตัวเองได้ดี มีเวลา มีเงินดูแลครอบครัว และยังได้พูดคุยกับชาวต่างชาติ ได้เรียนรู้วัฒนธรรม ได้เจอความหลากหลาย ซึ่งเธอกล่าวย้ำว่าเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจมาก จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมจึงรู้สึกเสียใจที่ก้าวเข้ามาทำอาชีพนี้ช้าไป
เครดิตภาพ : กันต์ แสงทอง
ส่วนบิ๊กเล่าว่า เขาเริ่มมาจากความชอบเสพสื่อทางเพศ ตอนแรกไม่กล้าที่จะเข้ามาทำตรงนี้ ซึ่งจุดเริ่มต้นจริง ๆ คือการเลือกไปถ่ายแบบช่วงตรุษจีน
“มันก็ไม่ใช่การถ่ายแบบปกติทั่วไป แต่เป็นการแก้ผ้าถ่าย วันนั้นไปเจออีกคนที่ถ่ายก่อน ส่วนบิ๊กถ่ายทีหลังและต้องบิ๊วอารมณ์ ก็เลยตัดสินใจถ่ายเป็นหนังเลย ไม่ได้ถ่ายเฉพาะแค่ภาพนิ่ง” บิ๊กเล่า
หลังจากนั้นบิ๊กจึงลองโพสต์คลิปวิดีโอดังกล่าวลงในทวิตเตอร์ พอโพสต์ไปก็มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้น ทำให้เห็นว่าตัวเองสามารถทำได้ และตอนนี้บิ๊กก็มีผลงานร่วมกับ sex creator จากสิงคโปร์แล้ว
“น่าประทับใจที่ทุกคนเลือกทางเดินนี้ ทั้งที่รู้ว่าอคติในสังคมเต็มไปหมด แต่คนที่มาอยู่ตรงนี้มาเพื่อจะบอกกับทุกคนว่าฉันภูมิใจ และมันคืองานสุจริต” จำรองกล่าวเพิ่มเติมหลังจากทั้งสี่คนได้บอกเล่าจุดเริ่มต้นในเส้นทางอาชีพของตัวเอง
‘บ้าน’ กับการรับรู้ถึงการดำรงอยู่
เมื่อกล่าวถึงประเด็นที่ว่าครอบครัวรับรู้เรื่องนี้หรือไม่ แพรวเล่าอย่างตรงไปตรงมาว่า ครอบครัวเธอรู้ เพราะตอนที่จะเข้ามาทำตรงนี้เธอตั้งเป้าหมายว่าจะเอาคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเสียไป
“เราตั้งเป้าเลยว่าเราจะเอาคืนทั้งหมดที่เราเสียไป เราจะเอาทั้งหมดกลับคืนมาจากการที่เราเป็น sex creator ก็คือบอกตัวเองเลยว่าเราจะต้องดัง ไม่งั้นเราจะเป็นแค่คนทำคลิปธรรมดาที่ไม่ถูกยอมรับ ดังนั้นก็เลยตั้งใจมาก ๆ ที่จะทำยังไงก็ได้ให้เราถูกยอมรับในสายอาชีพนี้” แพรวบอก
ทางด้านทาทากล่าวว่า เธอไม่ได้เดินไปบอกที่บ้านว่าทำอาชีพนี้ แต่คิดว่าคนทางบ้านน่าจะต้องรู้ผ่านสื่อ ส่วนคนที่จะไม่ได้รู้อยู่แล้วคือ ย่า ตา ปู่ และแม่ เพราะท่านเสียชีวิตไปหมดแล้ว จะเหลือก็หลวงพ่อที่บวชอยู่วัด บวกกับนิสัยส่วนตัวคือ ทำอะไรไม่ค่อยบอกใครอยู่แล้ว
“หลวงพ่อก็จะโทรมาหาตอนที่เห็นเราในสื่อ เราไม่ได้บอกใครจริงจัง ถึงท้ายที่สุดถ้าเขาจะรู้แล้วมาด่าเราก็ไม่ได้แคร์ขนาดนั้น เพราะเราก็หากินของเราเองไม่ได้พึ่งพาใคร ส่วนญาติ ๆ ถ้าเขาจะบอกว่าเราทำอาชีพนี้แล้วทำวงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย เราก็รู้สึกว่า ‘it’s not my business’”
เครดิตภาพ: กันต์ แสงทอง
ขณะที่ไหมมองในมุมที่เรียบง่ายว่า ที่บ้านอาจจะไม่แฮปปี้ ด้วยสังคมยังคงมีอคติต่ออาชีพนี้อยู่อย่างเข้มข้น จึงมีการบอกให้ทางบ้านรับรู้แค่ว่าเธอทำงานอยู่ที่บาร์แห่งหนึ่ง
“จริง ๆ ก็เหมือนเวลาที่เรามีแฟน เราก็ไม่จำเป็นต้องเดินไปบอกพ่อแม่ว่า เรามีเซ็กซ์กับแฟนวันนึงกี่ครั้ง”
ไหมเปรียบเทียบก่อนจะกล่าวต่อว่า เหมือนกับการที่เธอทำงานในบาร์ ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเดินไปบอกพ่อแม่ว่าคืนนี้ไปกับแขกกี่คน ไหมมองว่าการทำอาชีพนี้อาจจะไม่จำเป็นที่ต้องบอกกับครอบครัวตรง ๆ เพียงแค่เขารู้ว่าเราอยู่จุดไหนก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเจาะจง หรือทำให้พวกเขารู้สึกแย่กับเรา
ความฝัน ความหวัง และคำตราหน้าว่า ‘รักสบาย’
ท่ามกลางคำกล่าวหาที่สังคมมักตราหน้าว่าคนกลุ่มนี้ “รักสบาย” จึงเลือกเดินเข้าสู่อาชีพนี้ เวทีเสวนาได้ชวนสำรวจลึกลงไปถึงความฝันและความหวังที่แท้จริงในใจของแต่ละคน ซึ่งคำตอบที่ได้สะท้อนมิติชีวิตที่หลากหลายและเป็นมนุษย์อย่างมาก
ทาทาเปิดมุมมองในส่วนของเธอว่า เธอไม่ได้มีความต้องการที่จะซื้อหรือเป็นเจ้าของสิ่งของนอกกายมากมาย ไม่ได้อยากมีบ้านหรือมีรถยนต์หรู ๆ เพราะไม่มีลูกหลานหรือภาระผูกพันอะไรให้ต้องกังวล “ทุกวันนี้ก็ไม่ได้มองอะไรไกล มองแค่เรื่องของความใคร่ เราสำเร็จความใคร่พร้อมกันก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าวันนึงอยากมี ก็อยากมีเพราะตัวเองมีความสุข แต่ทุกวันนี้ไม่ได้คาดหวังอะไร” ทาทากล่าวขยายความด้วยความพึงพอใจในจุดที่ยืนอยู่
ขณะที่ไหมได้สะท้อนภาพความเป็นจริงของเพื่อนร่วมอาชีพว่า sex worker หลายคนที่ก้าวเข้ามาตรงนี้ ต่างต้องแบกรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวแทบทั้งสิ้น สำหรับตัวเธอเอง แม้ใจจริงจะเคยอยากมีบ้านมีรถเหมือนคนอื่น ๆ แต่ด้วยความที่ผันตัวมาทำงานเป็นสายนักกิจกรรมขับเคลื่อนสังคมด้วย จึงเลือกที่จะไม่ตั้งความหวังในชีวิตไว้สูงจนเกินไป ทุกวันนี้ขอเพียงแค่ใช้ชีวิตอยู่ไปอย่างราบรื่น มีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น และสามารถดูแลปรนนิบัติพ่อให้ดีที่สุดก็เพียงพอแล้ว
เครดิตภาพ : กันต์ แสงทอง
ทางด้านแพรวได้ร่วมสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า สำหรับเธอนั้น ความฝันและความหวังคือสิ่งจำเป็นที่ต้องมี เพราะถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไป ชีวิตก็คงจะเรื่อยเปื่อยและทำให้รู้สึกว่าตัวเองหมดคุณค่า ในอดีตเธอเคยฝันอยากมีบ้าน มีรถ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งอาชีพนี้ก็ได้มอบทุกอย่างให้เธอจนครบถ้วนแล้ว แต่สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกเคว้งคว้างจนกลายเป็นคนไม่มีความฝัน ความหวังในตอนนี้ของเธอจึงไม่ใช่เรื่องวัตถุอีกต่อไป แต่เป็นการอยากเดินออกจากชีวิตในจุดนี้เพื่อกลับไปเป็นตัวเองคนเดิมที่มีแพสชันในการใช้ชีวิต เพราะตอนนี้เธอรู้สึกว่าชีวิตไม่สนุกเอาเสียเลย เธอยังอยากสนุกและอยากตื่นตัวกับการทำงาน แต่ในเมื่อแพสชันมันมอดดับลงไป ทุกอย่างในหัวจึงกำลังตีกันอย่างหนัก
ปิดท้ายด้วยบิ๊ก ซึ่งยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในฐานะที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการได้ไม่นาน ตัวเขาเองยังไม่ได้ประสบความสำเร็จถึงขั้นนั้น ความฝันในตอนนี้จึงเป็นการมุ่งมั่นทำผลงานให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้เพื่อสร้างชีวิตให้แม่สุขสบาย อย่างไรก็ตาม บิ๊กไม่ได้คิดจะอยู่บนเส้นทางสายนี้ไปตลอดชีวิต แต่เขาวางแผนที่จะทำควบคู่ไปกับการเป็น ‘โกโก้บอย’ และมีโอกาสเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ
ข้ามพ้นมายาคติและอคติที่ฝังจำ
เมื่อพูดถึงสิ่งที่ต้องพบเจอท่ามกลางมายาคติและการข้ามผ่านจุดนั้น ไหมบอกว่าเธอไม่ได้มองหรือสนใจคำพูดของคนอื่น เพราะพวกเขาไม่ได้มาดูแลหรือเอาเงินมาให้เรา ในเมื่อเราทำงานหาเงินดูแลตัวเองได้ ถ้าเรามัวแต่เก็บคำพูดของคนที่มาว่าหรือด่าทอเรามาคิด มันก็จะกลายเป็นปมในใจและทำให้เราไม่เข้มแข็งพอที่จะทำงานต่อไปได้ แน่นอนว่ามันมีคนมองเธอด้วยสายตาดูถูกอยู่แล้ว ช่วงทำงานก็เจอคนใช้สายตาเหยียด แต่เธอเลือกที่จะไม่ซีเรียสกับตรงนั้น
ทาทาเล่าเสริมว่า พออยู่ในสถานการณ์ที่ช่วงหนึ่งจำเป็นต้องใช้เงินเยอะ ก็เป็นเหตุให้ต้องก้าวข้ามผ่านมายาคติต่าง ๆ ให้ได้ ความอายต้องหดหายไป จากที่ไม่เคยต้องมาเต้นยั่ว ไม่เคยต้องทำท่าต่าง ๆ ที่ไม่คุ้นชิน แต่เมื่อต้องใช้เงิน หลาย ๆ อย่างก็บังคับให้ต้องเลิกกลัว หากปล่อยให้ความกลัวบดบัง เงินทองก็คงมาไม่ถึงมือตัวเอง
นอกจากนี้ ยังมีมิติที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของทาทา ด้วยความที่เป็นทรานส์เจนเดอร์ ในช่วงแรกเธอติดกรอบเพศของตัวเองว่าต้องเป็น ‘รับ’ อย่างเดียว ทำให้ไม่กล้าเปลี่ยนบทบาทเพราะอายตัวเอง
“ท้ายที่สุดมีคนพูดเตือนสติว่าเรื่องแบบนี้มันคือการ give and take together มันถึงจะทำให้รู้สึกว่าไปรอดและไปได้ดี เลยตัดสินใจปรับเปลี่ยนมุมมองและทำมันให้ได้”
ส่วนในฐานะเด็กต่างจังหวัดอย่างบิ๊ก เขาเล่าว่าพอก้าวเข้ามาเป็น sex creator จะโดนมองว่าเป็นเด็กบ้านนอกที่อยากอัปเกรดตัวเอง อยากบินสูง อยากดูดี สิ่งที่ทำให้ก้าวผ่านมาได้คือการทำให้พวกเขาเห็นว่าเขาทำได้จริง ๆ
เครดิตภาพ : กันต์ แสงทอง
“เราสามารถหาเงินจากตรงนี้ไปเลี้ยงดูแม่และน้องสาวได้ ในเมื่อหลายคนทำได้ทำไมเราจะทำไม่ได้ แล้วมันก็เป็นอาชีพที่บิ๊กไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อน”
ขณะที่แพรวบอกว่าตอนแรกโดนด่าเยอะมากเพราะมีคำว่า ‘ครู’ ค้ำคออยู่ แต่สิ่งที่ทำให้ก้าวผ่านมาได้ คือการไม่อายที่จะเป็นตัวเอง พอค่อย ๆ ภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเองในทุกรูปแบบ ก็จะไม่มีใครสามารถมากดเธอลงได้อีก
ทั้งสี่คนลงความเห็นตรงกันว่า สถานการณ์ด้านอคติต่ออาชีพ sex worker และ sex creator ตอนนี้ดีขึ้นในมิติที่เราสามารถพูดถึงมันได้ อาชีพนี้สามารถเข้าไปอยู่ในบทสนทนาทางการเมือง อยู่ในพื้นที่นิติบัญญัติ และแสดงออกทางการเมืองได้ว่าต้องการยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 เมื่อถูกพูดในที่สาธารณะได้มากขึ้น ก็ทำให้รู้สึกว่าสามารถยืนยันได้อย่างหนักแน่นว่าอาชีพของพวกเขาสมควรได้รับการปกป้องคุ้มครอง
เครดิตภาพ : กันต์ แสงทอง
ไหมกล่าวเสริมว่าตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ต่อสู้มา เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนว่าคนรุ่นใหม่กล้าที่จะพูดและเรียกร้องสิทธิร่วมกัน มีกลุ่มนักศึกษามาช่วยล่ารายชื่อ เพื่อสนับสนุนการยื่นร่าง พ.ร.บ. คุ้มครอง sex worker เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้มาทั้งหมด 11,765 รายชื่อ
อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าเพื่อยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี และเรียกร้องการคุ้มครอง sex worker ก็ยังมีการชักแม่น้ำทั้งห้า หาเหตุผลมากมายมาปฏิเสธข้อเรียกร้อง หรือทำให้เดินหน้าได้อย่างช้า ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องกระตุ้นทวงถามถึงเจตจำนงทางการเมืองเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ทุกคนคาดหวัง
เพราะมนุษย์ทุกคนมีเหตุผลว่าจะ ‘เลือก’ ทำอะไร
ช่วงท้าย ศ. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ หรือ SWING Thailand ได้ขึ้นมากล่าวต่อว่า หากฟังถ้อยคำน้ำเสียงจากตัวแทนคนทำงานในอุตสาหกรรมทางเพศทั้งสี่คน จะเห็นได้เลยว่าไม่ได้มีความแตกต่างจากแรงงานประเภทอื่นที่ทำงานออฟฟิศ หรือทำงานอยู่ในโรงงาน เขาเลือก และเขามีเหตุผล มีปัจจัยในการเลือก เหมือนที่มนุษย์ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองว่าจะเลือกทำอะไร
เครดิตภาพ: กันต์ แสงทอง
ชลิดาภรณ์ ย้ำว่าคนอาชีพนี้ต่างมีความยากลำบากจากการถูกตีตราและประณาม ทั้งที่ทุกคนมีความฝัน มีความปรารถนา ซึ่งถ้าฟังให้ดีมันไม่ต่างอะไรจากใครหลายคน ที่อยากปรารถนาให้ครอบครัวและตัวเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นี่คือสิ่งที่ทุกคนผู้กำลังดิ้นรนอยู่ในตลาดแรงงานประเทศนี้พูดอยู่ไม่ใช่หรือ
“เมื่อไหร่ที่เราจะมองข้ามการตีตราประณาม เมื่อไหร่คุณจะเชื่อมั่นว่าคนคนหนึ่งเลือกได้เอง เพราะถ้าคุณไม่เชื่อมั่น แปลว่าคุณกำลังบอกว่าในประเทศมีคนบางคนที่เลือกไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นประเทศนี้ไม่ต้องเป็นแล้วประชาธิปไตย”
“อยากฝากถึงท่านนายกฯ อนุทิน ท่านอาจจะไม่ได้สนับสนุนโพสิชั่นของพวกเรา ที่จะยกเลิก พ.ร.บ. ท่านไม่สนับสนุนก็ไม่เป็นไร แต่ขอพื้นที่ให้พวกเราได้ถกเถียงพูดคุย ท่านไม่เคยฟังเสียงพวกเราเลย นี่คือคนกลุ่มที่ท่านนายกฯ ไม่เคยคุยด้วยเลย และถ้าท่านจะไม่สนับสนุนความพยายามของพวกเราในการแก้ไขปัญหานี้ ก็อย่ารังแกพี่น้องของฉันเพิ่ม” ชลิดาภรณ์กล่าวทิ้งท้าย