น้ำดำพาให้เรื่องแดง มีอะไรอยู่ใกล้ต้นน้ำแหล่งผลิตน้ำประปาสระบุรี

Environment
Reading Time: 5 minutes

นานนับสัปดาห์หลังภาพแหล่งน้ำของสระบุรีกลายเป็นสีดำสนิทและยังไม่รู้ว่าจะดำเนินการฟื้นฟูอย่างไร

แม้ในภาพจะดูรุนแรงเพียงใด แต่คงไม่เท่ากับสิ่งที่ประชาชนชาวสระบุรีที่ต้องดม ต้องเห็น และต้องใช้ชีวิตอยู่กับแหล่งน้ำปนเปื้อน โดยเฉพาะเมื่อแหล่งน้ำเหล่านี้คือสายน้ำหลักที่จะไหลบรรจบเข้าสู่อ่างเก็บน้ำคลองเพรียวก่อนไหลลงสู่แม่น้ำป่าสัก และยังถูกใช้เป็นแหล่งผลิตน้ำประปาของจังหวัดอีกด้วย

จากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ ปรากฏการณ์น้ำดำนี้ไม่ใช่ครั้งแรก หากเกิดขึ้นปีแล้วปีเล่า และมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวสระบุรีนานกว่า 20 ปี ของการปนเปื้อนมลพิษในพื้นที่นี้

แม้ก่อนหน้านี้จะมีข้อถกเถียงว่าต้นตอของน้ำดำครั้งนี้มาจากไหน แต่จากคำแถลงการณ์ของ ดร. สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า “การพบ VOCs (สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย) แสดงให้เห็นว่ามีการปนเปื้อนของเสียจากแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทอุตสาหกรรม”

หรือกล่าวอีกนัย นี่คือการปนเปื้อนที่สะท้อนปัญหาระดับชาติที่เตะถ่วงมานาน หลังจากผ่านพ้นหน้าฝนไป เมื่อเข้าสู่ภาวะน้ำนิ่งทำให้สารเหล่านี้ตกตะกอนและรอให้น้ำวนให้ขุ่นดำอีกครั้งเมื่อฤดูฝนครั้งถัดไปมาถึง และสารที่คพ. ตรวจพบในน้ำนั้นมาจากภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่ภาคเกษตรกรรมหรือคนตัวเล็กตัวน้อยที่จะทำให้เส้นน้ำสายหลักของจังหวัดสระบุรีดำไปทั้งสาย

ทำไม ต้นน้ำของจังหวัดจึงเต็มไปด้วยโรงงานและสถานประกอบการที่สุ่มเสี่ยงแน่นขนัด แล้วโรงงานเหล่านั้นประกอบกิจการอะไรกันบ้าง

ริมน้ำสระบุรียังมีโรงงานรีไซเคิล บ่อหลุมฝังกลบไปจนถึงโกดังเก็บวัตถุระเบิด

จากการเปิดเผยของจุดตรวจตะกอนดิน 13 จุด น้ำผิวดิน 6 จุด และคุณภาพอากาศ 3 จุดของกรมควบคุมมลพิษ บวกกับการเข้าตรวจโรงงาน 3 โรงงานจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีจุดสังเกตที่น่าสนใจคือบริเวณคลองเกดและคลองหนองน้ำเขียวหรือบริเวณต้นน้ำที่เป็นแหล่งน้ำประปาของจังหวัด มีโรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการอยู่รายล้อม จนเป็นที่น่าสนใจว่าเพราะเหตุใด จังหวัดสระบุรีถึงมีโรงงานจำนวนมากตั้งอยู่ริมน้ำมากขนาดนี้

โดยเมื่อแจกแจงประเภทของโรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการที่กรมควบคุมมลพิษไปตรวจทั้งหมด 9 จุด ซึ่งอยู่ในเส้นทางน้ำราว ๆ 5 กิโลเมตร ทั้ง 9 จุดนั้นประกอบไปด้วย โรงงานอุตสาหกรรมรีไซเคิล 2 จุด มีสถานประกอบการรีไซเคิลที่ไม่ระบุชื่อแต่เมื่อเสิร์ชใน google maps พบว่าชื่อ ‘ร้านของเก่า’ 2 จุด ประกอบกิจการเกี่ยวกับวัตถุระเบิด 3 จุด เป็นผู้ให้บริการและจำหน่ายระบบหัวเผาพลังงานชีวมวลอัดเม็ดและหม้อไอน้ำ 1 จุด และแพลนต์ยางมะตอย 1 จุด

แม้ยังไม่สรุปผลการสุ่มตรวจจากการลงพื้นที่สองครั้งล่าสุดของกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) แต่จากการทาบแผนที่จุดตรวจวัด 13 จุดตลอดเส้นทางยาวราว 10-15 กิโลเมตรกับแผนที่ใน google maps จะพบว่ามีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากตั้งอยู่โดยรอบแหล่งน้ำซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำประปาในชุมชน 

การตั้งโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบกิจการเกี่ยวกับการกำจัดของเสียและวัตถุอันตรายใกล้แหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำ คลอง หรือแหล่งน้ำสาธารณะ ไม่ได้เป็นความผิดตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้กำหนดระยะห้ามตั้งโรงงานจากแหล่งน้ำเป็นมาตรฐานเดียวสำหรับโรงงานทุกประเภท การมีโรงงานอยู่ติดคลอง หรืออยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำจึงอาจเป็นสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากผ่านการพิจารณาด้านผังเมือง การอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และมีระบบควบคุมมลพิษตามข้อกำหนด

สำหรับประเทศไทย เรามีพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดมลพิษหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการประกอบกิจการ โรงงานต้องจัดให้มีระบบบำบัดมลพิษ เช่น ระบบบำบัดน้ำเสีย และต้องไม่ปล่อยน้ำทิ้ง อากาศเสีย หรือของเสียเกินกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

หากโรงงานก่อให้เกิดมลพิษหรือฝ่าฝืนเงื่อนไขการอนุญาต เจ้าหน้าที่สามารถสั่งแก้ไข ระงับการประกอบกิจการ หรือดำเนินการตามกฎหมายได้ 

อย่างไรก็ตาม การตั้งโรงงานในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำถือเป็นพื้นที่ความเสี่ยงสูงทางสิ่งแวดล้อม เพราะแหล่งน้ำเป็นเส้นทางที่สามารถพาสารปนเปื้อนแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็ว หากเกิดความผิดพลาดในกระบวนการผลิต ระบบบำบัดน้ำเสีย หรือการจัดเก็บวัตถุดิบและของเสีย ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในพื้นที่โรงงาน แต่สามารถส่งต่อไปยังชุมชน เกษตรกรรม และระบบนิเวศที่อยู่ปลายน้ำได้

โดยเฉพาะโรงงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี โลหะ การชุบ การผลิตวัสดุ การรีไซเคิล หรือการจัดการกากอุตสาหกรรม ความเสี่ยงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากน้ำเสียที่ปล่อยออกจากท่อเท่านั้น แต่ยังรวมถึงน้ำฝนที่ไหลผ่านพื้นที่เก็บวัตถุดิบ น้ำชะจากกองวัสดุ หรือการรั่วไหลจากพื้นที่จัดเก็บของเสีย ซึ่งอาจนำสารปนเปื้อน เช่น โลหะหนัก สารเคมี หรือสารอินทรีย์ต่าง ๆ ลงสู่แหล่งน้ำได้

ปัญหาสำคัญของระบบกฎหมายไทยคือ การควบคุมส่วนใหญ่เน้นไปที่มาตรฐานน้ำทิ้ง ณ จุดปล่อยมากกว่าการควบคุมความเสี่ยงของพื้นที่ตั้งโรงงานในระยะยาว กล่าวคือหากโรงงานมีระบบบำบัดน้ำเสียและสามารถควบคุมค่ามลพิษให้อยู่ในเกณฑ์ ก็สามารถดำเนินกิจการได้ แม้ว่าจะตั้งอยู่ใกล้คลองหรือแหล่งน้ำก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติ การตรวจสอบว่ามีการปล่อยน้ำเสียจริงหรือไม่อาจทำได้ยาก เพราะมลพิษบางชนิดสะสมในตะกอนดิน เดินทางไปตามกระแสน้ำ หรือเกิดขึ้นเฉพาะบางช่วงเวลา เช่น ช่วงฝนตกหนัก ช่วงระบายน้ำ หรือช่วงที่ระบบบำบัดมีปัญหา

ผลตรวจยังออกมาไม่ครบแต่พบสารโลหะหนักสารอินทรีย์ระเหยก่อมะเร็ง

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 กรมควบคุมมลพิษรายงานผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำผิวดิน บริเวณจุดสูบน้ำดิบเพื่อการประปา ทม. สระบุรี (ประปาเดิม) หลังจากคลองเพรียวบรรจบแม่น้ำป่าสัก และน้ำประปาที่ผ่านการผลิต จากเก็บตัวอย่างวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 (หลังฝนตกช่วงเย็นของวันเสาร์ที่ 30 พ.ค. 2569) และวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ทั้งหมด 13 จุด พบว่า 

ผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำบริเวณจุดสูบน้ำดิบ จำนวน 18 พารามิเตอร์ ได้แก่ ความเป็นกรดและด่าง (pH) ออกซิเจนละลายน้ำ (DO) ความกระด้าง แบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด (TCB) และกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม (FCB) ไนเทรต ไนไตรท์ แอมโมเนีย ฟอสฟอรัส ซีโอดี และโลหะหนัก 8 ชนิด พบว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดิน ประเภทที่ 3 สามารถนำไปใช้เพื่อการเกษตรกรรม รวมถึงใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภคได้ โดยต้องผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรคและปรับปรุงคุณภาพน้ำตามปกติก่อน ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2537)

ผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำประปา จำนวน 16 พารามิเตอร์ ซึ่งแบ่งเป็น ทางกายภาพ ได้แก่ ความขุ่น สี และความเป็นกรดด่าง ค่าทางเคมีทั่วไป ได้แก่ ไนเทรต ไนไตรท์ ฟลูออไรด์ ซัลเฟต ความกระด้าง และโลหะหนัก 9 ชนิด โดยพบเหล็ก แมงกานีส ทองแดง สังกะสี ตะกั่ว สารหนู ปรอท โครเมียมรวม และแคดเมียม มีค่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำประปาดื่มได้ ตามประกาศกรมอนามัย เรื่อง เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ พ.ศ. 2563 กล่าวโดยสรุปคุณภาพน้ำประปาที่ผลิตได้ปลอดภัยตามประกาศกรมอนามัยเรื่อง เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ฯ

การติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในคลองหนองน้ำเขียว คลองเกด และคลองห้วยตะเข้ จากการเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำตามมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน พบค่าโลหะหนักในแหล่งน้ำทั้ง 3 แห่ง ตลอดลำคลอง โดยพบสารหนู (As) และตะกั่ว (Pb) มีค่าเกินมาตรฐานน้ำผิวดิน ได้แก่

1.  จุดที่ 1 ต้นน้ำคลองหนองน้ำเขียว พบโลหะหนัก 5 ชนิด ได้แก่ ทองแดง (Cu) นิกเกิล (Ni) แบเรียม (Ba) ไม่เกินมาตรฐาน และพบโลหะหนัก 2 ชนิด ที่เกินมาตรฐาน ได้แก่ สารหนู 0.013 มิลลิกรัมต่อลิตร (มก. / ล.) (ค่ามาตรฐาน 0.010 มก. / ล.) ตะกั่ว 0.072 มก. / ล. (ค่ามาตรฐาน 0.050 มก. / ล.) 

2. จุดที่ 3 คลองหนองน้ำเขียวบริเวณท้ายกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม พบโลหะหนัก 4 ชนิด ได้แก่ ตะกั่ว นิกเกิล แบเรียม ไม่เกินมาตรฐาน และพบโลหะหนัก 1 ชนิด ที่เกินมาตรฐาน ได้แก่ สารหนู 0.019 มก. / ล. 

3.  จุดที่ 6 ฝายกุดนกเปล้า หมู่ 2 ตำบลกุดนกเปล้า พบโลหะหนัก 6 ชนิด ได้แก่ ทองแดง นิกเกิล แบเรียม ไม่เกินมาตรฐาน และพบโลหะหนัก 2 ชนิด ที่เกินมาตรฐาน ได้แก่ สารหนู 0.020 มก. / ล. และตะกั่ว 0.076 มก. / ล. 

โดยหลังจากจุดที่ 6 ฝายห้วยตะเข้ ข้างโรงเรียนสวนกุหลาบ ไปจนถึงปลายน้ำคลองเพรียวสรุปว่า พบค่าโลหะหนักบางพารามิเตอร์ แต่ไม่มีตัวไหนเกินค่ามาตรฐาน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 กรมควบคุมมลพิษได้ออกมาเปิดเผยเพิ่มเติมถึงผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ ว่าพบการปนเปื้อนสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs (Volatile Organic Compounds) ซึ่งหมายถึงสารประกอบอินทรีย์ที่สามารถระเหยกลายเป็นไอได้ง่ายแม้ในอุณหภูมิห้อง

สำหรับสามวิธีการตรวจของ คพ. นั้นได้แก่ 1) การตรวจด้วยการดักจับโมเลกุลกลิ่นที่ลอยเหนือผิวน้ำในภาชนะปิดเพื่อหาไอระเหยของสารเคมี (การตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธี Headspace) ผลคือพบค่าสาร VOCs ตลอดลำคลอง

2) การวิเคราะห์ตัวอย่างในห้องปฏิบัติการ จากการเก็บตัวอย่างตลอดลำคลอง ทั้ง 7 จุด พบ VOCs ได้แก่ เบนซีน (Benzene) 1, 2 ไดคลอโรอีเทน (1, 2-Dichloroethane) ไดคลอโรมีเทน (Dichloromethane) เอทิลเบนซีน (Ethylbenzene) โทลูอีน (Toluene) และ 1, 1, 2-ไตรคลอโรอีเทน (1, 1, 2-Trichloroethane)

3) การตรวจวัดในบรรยากาศรอบพื้นที่ห้วยตะเข้และกลุ่มโรงงาน ซึ่งเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 28-29 พ.ค. 2569 พบ VOCs ในบรรยากาศจำนวนมากถึง 16 ชนิด เพียงแต่ยังมีค่าไม่เกินค่าเฝ้าระวังสำหรับสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง แต่สาร VOCs บางชนิดที่พบ เช่น โทลูอีน ในปัจจุบันก็ยังไม่มีการกำหนดค่าการเฝ้าระวัง 

ทั้งนี้ สาร VOCs ทั้ง 6 ชนิดที่ตรวจพบด้วยการวิเคราะห์ตัวอย่างในห้องปฏิบัติการ เป็นสารที่มีฤทธิ์สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองตา จมูก และลำคอ หายใจลำบาก ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า คลื่นไส้ เวียนศีรษะ และปัญหาผิวหนัง หากมีความเข้มข้นที่สูงขึ้นอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อปอด รวมถึงความเสียหายต่อตับ ไต หรือระบบประสาทส่วนกลาง การได้รับสารเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อตับ ไต หรือระบบประสาทส่วนกลางได้

ในขณะที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังไม่มีผลการตรวจออกมาจาก 3 โรงงานที่มีหมุดอยู่ในแผนที่เช่นกัน และถึงแม้ทั้ง 2 หน่วยงานจะยังไม่ได้เปิดเผยชื่อโรงงานที่ได้รับการตรวจ แต่จากภาพและหลักฐานทางนิติอุทกวิทยานั้นก็ทำให้เห็นความเชื่อมโยงของลักษณะการปนเปื้อนที่ปรากฏขึ้นมาในพื้นที่แหล่งน้ำของจังหวัดสระบุรี

ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมยังพบว่า โรงงานที่ 1 หรือบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน พบน้ำชะจากหลุมฝังกลบกากอันตรายปริมาณมากและเสี่ยงไหลออกสู่สาธารณะ ในขณะที่โรงงานที่ 2 หรือบริษัท ที.เอ็น.ซี. จำกัด พบการขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตและระบายน้ำชะออกนอกพื้นที่ และโรงงานที่ 3 (ยังไม่ปรากฏชื่อ) อยู่ในระยะเฝ้าระวังและเปรียบเทียบผล

อำนาจซ้อนทับของรัฐราชการ ประชาชนจมพิษไปอีกนาน?

หลังการตรวจพบทั้งสารโลหะหนักและสาร VOCs ในแหล่งน้ำสระบุรี ก่อนหน้านี้ที่มีการตามหาต้นตอว่ามาจากต้นทางใด ทั้งนี้ ดร. สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า “การพบ VOCs แสดงให้เห็นว่ามีการปนเปื้อนของเสียจากแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทอุตสาหกรรม” และได้ขยายความในการให้สัมภาษณ์กับ The EXIT Thai PBS ว่า แหล่งกำเนิดหรือต้นตออาจมาจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยตรงหรือจากกากของเสียที่ส่งเข้ามากำจัดในโรงงานก็ได้

หรือกล่าวอีกนัย นี่คือการปนเปื้อนระดับประเทศครั้งใหญ่ซึ่งดำเนินมาเป็นระยะเวลานาน หลังจากผ่านพ้นหน้าฝนไป เมื่อเข้าสู่ภาวะน้ำนิ่งทำให้สารเหล่านี้ตกตะกอนและรอให้น้ำวนให้ขุ่นดำอีกครั้งเมื่อฤดูฝนครั้งถัดไปมาถึง และสารที่ตรวจพบในน้ำนั้นล้วนมาจากภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่เกษตรกรรม หรือคนตัวเล็กตัวน้อยที่จะทำให้เส้นน้ำสายหลักของจังหวัดสระบุรีดำมืดไปทั้งสาย

กรณีน้ำดำในพื้นที่คลองห้วยตะเข้–คลองหนองน้ำเขียว จังหวัดสระบุรี ไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหามลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนอีกหนึ่งปัญหาสำคัญของการจัดการสิ่งแวดล้อมไทย คืออำนาจรัฐที่กระจายและทับซ้อนกันหลายหน่วยงาน ซึ่งทำให้การค้นหาต้นตอ การกำกับดูแล และการรับผิดชอบต่อปัญหามีความซับซ้อนมากขึ้น

กรมโรงงานอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมจังหวัดมีบทบาทหลักในการกำกับดูแลโรงงานตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 โดยดูแลเรื่องการอนุญาตประกอบกิจการ การควบคุมกระบวนการผลิต ระบบบำบัดมลพิษ และการปฏิบัติตามเงื่อนไขใบอนุญาต หากพบว่าโรงงานมีปัญหา เช่น ปล่อยน้ำเสียเกินมาตรฐาน หรือจัดการของเสียไม่ถูกต้อง กรมโรงงานฯ มีอำนาจสั่งแก้ไขหรือดำเนินการตามกฎหมาย

ขณะที่กรมควบคุมมลพิษมีบทบาทในการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม เช่น การเก็บตัวอย่างน้ำ วิเคราะห์สารปนเปื้อน และประเมินผลกระทบต่อแหล่งน้ำสาธารณะ แต่กรมควบคุมมลพิษไม่ได้มีอำนาจโดยตรงในการสั่งปิดโรงงาน หรือเพิกถอนใบอนุญาตโรงงาน ทำให้เมื่อพบสารปนเปื้อนในคลอง หน่วยงานอาจสามารถระบุปัญหาคุณภาพน้ำได้ แต่การหาผู้รับผิดชอบและดำเนินการกับแหล่งกำเนิดยังต้องอาศัยอำนาจจากหน่วยงานอื่น

ส่วน จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล มีหน้าที่ดูแลพื้นที่และรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน แต่ไม่ได้มีอำนาจควบคุมโรงงานโดยตรงเหมือนกรมโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ในหลายกรณีท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่รับรู้ปัญหาก่อน แต่ต้องส่งต่อให้หน่วยงานส่วนกลางดำเนินการ

เหตุการณ์ในครั้งนี้เราเห็นหน่วยงานที่มีอำนาจจัดการโดยตรงอย่างกรมโรงงานอุตสาหกรรมยังไม่มีคำสั่งใดออกมาจนอาจพูดได้ว่าในขณะที่หน่วยงานอื่นกำลังแบกรับความคาดหวังจากประชาชน หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลโดยตรงยังคงนิ่งเฉยจนผิดปกติ ในขณะที่กรมควบคุมมลพิษไปร้องกับตำรวจ บก. ปทส. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) เพื่อขออำนาจเพิ่มเติมในการตรวจค้นโรงงานที่มีความเสี่ยงสูง

กรณีน้ำดำสระบุรีจึงสะท้อนคำถามสำคัญว่า เมื่อเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ประชาชนควรได้รับคำตอบจากหน่วยงานใด และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบหลัก เพราะแม้แต่ละหน่วยงานจะมีอำนาจตามกฎหมาย แต่เมื่ออำนาจถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วน อาจทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง ‘การตรวจพบปัญหา’ กับ ‘การแก้ไขปัญหา’

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเรายังไม่เห็นการเร่งแก้ปัญหาจากหน่วยงานกำกับโดยตรงของกระทรวงอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรมหรืออุตสาหกรรมจังหวัด แต่การแก้ไขแรก ๆ ที่ประชาชนได้เห็นจากการปนเปื้อนแหล่งน้ำในจังหวัดสระบุรีครั้งนี้ กลับเป็นเจ้าหน้าที่ข้าราชการทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น โยนบอล EM เพื่อหวังบำบัดน้ำเสียให้กลับมาดีดังเดิม และมีบอล EM จำนวนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากหนึ่งในโรงงานอุตสาหกรรมที่ความเสี่ยงในการปล่อยสารปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำของจังหวัดอีกด้วย

ทางออกจึงอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มอำนาจให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่คือการบูรณาการทำงานร่วมกันที่ชัดเจนและเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เช่น การตรวจตราการปล่อยน้ำเสียของโรงงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูลโรงงาน ผลตรวจคุณภาพน้ำ และการเปิดเผยข้อมูล เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางมลพิษได้อย่างรวดเร็ว

อีก(กี่)ครั้งที่ประชาชนต้อง ‘รอ’ แต่ผู้ก่อมลพิษลอยนวล

เมื่อพิจารณาการทาบแผนที่ จะพบได้ว่านี่เป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยง่ายและชัดเจนหากมีกฎหมายการเปิดเผยมลพิษหรือ PRTR ซึ่งรัฐบาลอนุทินได้เตะถ่วงกฎหมายที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการมลพิษในสังคมไทยออกไปอีกครั้ง

ปัญหามลพิษจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นว่า ‘การฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ’ ไม่สามารถทดแทน ‘การป้องกันไม่ให้เกิดการปนเปื้อนตั้งแต่แรก’ ได้ เพราะเมื่อสารมลพิษเข้าสู่สิ่งแวดล้อมแล้ว ความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับน้ำ ดิน หรือระบบนิเวศ แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพ วิถีชีวิต และความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ ขณะที่กระบวนการฟื้นฟูมักใช้เวลานาน มีต้นทุนสูง และบางครั้งไม่สามารถทำให้สิ่งแวดล้อมกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ทั้งหมด

ตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับการรอคอยดังกล่าวมีให้เห็นอย่างกรณี โรงงานแว็กซ์ กาเบจ จังหวัดราชบุรี ที่ชาวบ้านต้องรอคอยเงินชดเชยนานถึง 20 ปี กว่าจะมาถึง หรือกระทั่งการต่อสู้ของพี่น้องชาติพันธุ์ที่หมู่บ้านคลิตี้ ล่าง จังหวัดกาญจนบุรี ที่ประกอบกิจการเหมืองและโรงแต่งแร่ตะกั่วของ บริษัท ตะกั่ว คอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ใช้เวลานานถึง 10 ปีกว่าจะยุติการประกอบกิจการ ไปจนถึงชัยชนะบนกระดาษของชาวบ้านหนองพะวากับบริษัท วิน โพรเสส จำกัด ที่แม้จะมีคำประกาศชนะคดีจากศาลมาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการชดเชยเกิดขึ้นจริง

แม้ประชาชนหลายภาคส่วนจะเรียกร้องเกิดการตรวจสอบและตามหาต้นตอของการปนเปื้อนครั้งนี้ ทว่า การตรวจหาสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำไม่ได้ใช้เวลานานเพราะการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผ่านหลายขั้นตอนตั้งแต่การเก็บตัวอย่างในพื้นที่ การรักษาสภาพตัวอย่าง การเตรียมตัวอย่าง การวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง และการตรวจสอบความถูกต้องของผล เพื่อให้ผลสามารถใช้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และทางกฎหมายได้ จึงมักใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงเป็นเดือน

ยิ่งหากต้องการระบุว่า โรงงานหรือสถานประกอบการใดเป็นผู้ก่อมลพิษ หน่วยงานรัฐยังต้องเก็บตัวอย่างจากหลายจุดทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ รวมถึงจุดระบายน้ำของโรงงานแต่ละแห่ง เพื่อนำมาเปรียบเทียบและเชื่อมโยงกับชนิดของสารปนเปื้อนที่พบ กระบวนการนี้จึงใช้เวลานานกว่าการตรวจพบสารในน้ำเพียงอย่างเดียว

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานที่มีใบรง. 4 (โรงงานจำพวกที่ 3 ใช้เครื่องจักรตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป หรือมีคนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป) จำเป็นจะต้องส่งข้อมูลทั้งรายงานการประกอบกิจการ ผลตรวจน้ำทิ้ง ผลตรวจสิ่งแวดล้อมและรายงานการจัดการกากอุตสาหกรรมเป็นระยะต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยผ่านอุตสาหกรรมจังหวัด

อย่างไรก็ตามไม่ได้มีบทกฎหมายชัดเจนว่าแต่ละแห่งจะต้องส่งทุก ๆ กี่เดือน และในครั้งนี้เองประชาชนยังคงไม่สามารถเข้าถึงผลการตรวจเหล่านี้ได้โดยง่าย ถ้าโรงงานส่งผลตรวจอยู่แล้ว รัฐมีข้อมูลอะไรอยู่ในมือบ้าง และเหตุใดประชาชนจึงยังไม่เห็นข้อมูลเหล่านั้น

ในช่วงเวลาที่รอคำตอบ ประชาชนมักเป็นฝ่ายที่ต้องรับความเสี่ยง เพราะยังไม่สามารถระบุได้ว่าใครคือผู้ก่อมลพิษ เมื่อการพิสูจน์ใช้เวลาหลายปี การเยียวยาและฟื้นฟูก็มักล่าช้าตามไปด้วย ขณะที่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนเกิดขึ้นแล้ว

เมื่อพิจารณาประกอบการความหนาแน่นของโรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการในแผนที่ดังกล่าว คงเป็นไปได้ยากว่าการปนเปื้อนนี้จะมาจากโรงงานใดโรงงานหนึ่ง

ระหว่างที่การตามหาคำตอบของหน่วยงานภาครัฐ สิ่งที่เราในฐานะประชาชนควรตั้งคำถามไปให้ไกลกว่านั้น ทำไมในแหล่งน้ำสำคัญของจังหวัดถึงมีโรงงานอยู่เป็นจำนวนมาก เรามั่นใจได้อย่างไรว่าการระบายของเสียจากโรงงานเหล่านี้ออกสู่สาธารณะสะอาดเพียงพอ และแม้จะสามารถตรวจสอบได้ว่ามีโรงงานตั้งอยู่ใกล้บ้านผ่านโปรแกรมฟรี แต่จะดีกว่าไหมถ้าหากเราสามารถเข้าถึงข้อมูลของบริษัทเหล่านี้ว่าประกอบกิจการใด ถูกกฎหมายหรือไม่ มีผลการตรวจสอบอย่างไรได้โดยตรงจากภาครัฐ

ดังนั้น แนวคิดสำคัญของการจัดการสิ่งแวดล้อมจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่เมื่อเกิดปัญหาแล้วค่อยฟื้นฟู แต่ต้องให้ความสำคัญกับหลักการป้องกันล่วงหน้า และจึงเป็นที่น่าเสียดาย เมื่อวันนี้กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหลายฉบับไม่ได้ไปต่อ เป็นที่น่าเสียดายมากไปกว่านั้นเพราะเหตุการณ์เหล่านี้ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า และไร้ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายที่จะเป็นเกราะป้องกันให้กับประชาชนมากกว่าการอุ้มกลุ่มทุนที่ประกอบกิจการในพื้นที่ต่าง ๆ

ฝนระลอกนี้ไม่ได้ทำให้สารเคมีในแหล่งน้ำในสระบุรีเจือจางลงเพียงอย่างเดียว แต่กลับทำให้สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำปรากฏชัดมากยิ่งขึ้น

แต่ก่อนที่ฝนฤดูนี้จะหายไป เราอาจต้องมาลุ้นกันอีกทีเหมือนกันว่า จะมีใครหรืออะไรทำให้ปัญหาเหล่านี้ตกตะกอนไปอยู่ใต้ผิวน้ำหรือไม่ จนทำให้ประชาชนชาวสระบุรีและสังคมไทยต้องตั้งคำถามถึงความขุ่นมัวที่มีต่อระบบกฎหมายและการจัดการสิ่งแวดล้อมของรัฐไทย

Author
นทธร เกตุชู
แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า นาที 1.14.15
Photographer
พันวิทย์ ภู่กฤษณา
คนชลบุรีที่การเสพติดศิลปะ และ อเมริกาโน่ไม่หวาน
illustrator
ณิชกานต์ บุญไชย
นักรักผู้อกหักเป็นงานประจำมากกว่าการทำกราฟิก