ความเจ็บปวดของครอบครัวผู้สูญหายนั้นสดใหม่ ‘ความหวัง’ ยังมีอยู่
Reading Time: 4 minutesความไม่คืบหน้าในการสอบสวน การที่ศาลยกฟ้อง หรือการสั่งยุติการสอบสวน ไม่อาจจะเป็นคำตอบให้กับญาติว่า รัฐจะไม่ค้นหาคนหาย
1 ปี … 5 ปี … 10 ปี … สำหรับใครหลายคน ช่วงเวลาเหล่านี้อาจหมายถึงการทบทวนเส้นทางในอาชีพการงาน ว่าเราจะอยู่ที่เดิมหรือเลือกเส้นทางใหม่ แต่มีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับโอกาสนั้น หนำซ้ำยังถูกริบฝัน ครอบครัว กระทั่งชะตาชีวิตของตนเอง
“มันคือการค้ามนุษย์ เอาคนไปเป็นทาส เป็นทาสยุคใหม่ เขาซื้อคนในต้นทุนที่ถูกที่สุด ถ้าเขาซื้อ 15,000 บาท เขาก็ซื้อครั้งเดียว ชีวิตทั้งหมดของคน ๆ นั้นก็หายไปทันที เพราะคนจนมันไม่มีเสียง มันคืออาชญากรรมข้ามชาติทางทะเลที่เรายอมรับไม่ได้”
เสียงสะท้อนของ ปฏิมา ตั้งปรัชญากูล คนต้นเรื่องในภาพยนตร์ ‘Ghost Fleet’ สารคดีที่ว่าด้วยการช่วยเหลือแรงงานที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์บนเรือประมง และเรื่องราวแสนโหดร้ายทารุณเหนือน่านน้ำอินโดนีเซียที่เสียงปืนดังกลบความจริงที่ De/code ร่วมกับ LPN จัดฉายในงานดูหนังฟังทอล์ก “ซีฟู๊ดในจาน ปีศาจในเรือ Ghost Fleet : Missing from the Table” ณ THEATER สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
เธอเล่าว่า สารคดีเรื่องนี้เป็นการติดตามการทำงานของมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือ Labour Protection Network (LPN) ตลอดการทำงานกว่า 4 ปี (ทำงานจริง 10 ปี ถ่ายทำ 4 ปี) บนฐานความคิดเดียวที่ว่า ‘คนอยากกลับบ้าน ต้องได้กลับบ้าน’ ซึ่งการเดินทางระยะยาวในครั้งนั้น สามารถพาแรงงานประมงบังคับกลับบ้านได้กว่า 40,000 คน พาสารคดีเรื่องนี้ไปถึงรางวัลระดับนานาชาติ และพาปฏิมาคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
แต่การทำงานในเรื่องนี้ไม่ง่าย ปฏิมาอธิบายว่า สาเหตุที่คนเหล่านี้กลับบ้านไม่ได้ เป็นเพราะกระบวนการต่าง ๆ ของนายจ้างและผู้สมรู้ร่วมคิดในการทำลายอัตลักษณ์ของแรงงานคนนั้น ๆ เช่น การทิ้งเอกสารประจำตัวของลูกจ้าง การซ้อมทรมานจนลืมบ้านเกิด หรือเลวร้ายที่สุดคือ ถูกใบสั่งให้ตาย
“การไปช่วยเขา ถ้าเราไปช้า เขาตาย เราต้องทำยังไงก็ได้ให้เร็วที่สุด ให้เขายังมีชีวิตอยู่” เธอบอก

ซาย ทุน ส่วย แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา สะท้อนว่าแรงงานหลายคนไม่เข้าใจสิทธิแรงงานของตนเอง ทั้งสิ่งที่ควรได้รับ หรืออัตราค่าจ้าง เพราะเขาคิดแค่ว่าได้เงินก็พอใจ ไม่เรียกร้องต่อนายจ้างแม้จะต้องทำงานทั้งวันทั้งคืนก็ตาม เขาชี้ต่ออีกว่า เรื่องราวใน Ghost fleet นั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของวงจรอุบาวท์ เพราะว่ายังมีแรงงานในโรงงานที่ทำปลาป่น ส่งออกอาหารสัตว์ ซึ่งก็เป็นพื้นที่การทำงานที่ลูกจ้างไร้สิทธิ์เสียงในการต่อรอง ไร้ซึ่งสวัสดิการหรือสัญญาจ้างอีกด้วย หรือต้องกลายเป็นแรงงานขัดหนี้จากความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสถานะของตนเอง
ดาว หนึ่งในอดีตลูกเรือประมงอินโดนีเซีย ย้ำกับทุกคนในห้องฉายภาพยนตร์ว่า “เรื่องจริงหนักกว่านี้”
สหัสวัต คุ้มคง กรรมาธิการแรงาน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ความรู้สึกหลังจากดูสารคดีเรื่องนี้ไม่ใช่ความหดหู่ แต่เป็นความโกรธแค้นอย่างรุนแรงที่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของรัฐไทย เขาบอกว่าเหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้เกิดขึ้นแทบทุกภาคส่วน ทั้งแรงงานเบอร์รี แรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมอื่น ที่บังคับคนเหล่านี้เป็นทาสยุคใหม่ผ่านกลไกของรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ และผู้มีอำนาจบางกลุ่มที่พร้อมรับบรรณาการเพื่อให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นต่อไป แม้ช่วงท้ายของภาพยนตร์จะแสดงให้เห็นถึงการออกพระราชบัญญัติประมง เพื่อปลดธงเหลือง IUU แต่ท้ายที่สุดก็ยังติดปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ
“เวลาเราจะออกกฎหมายที่เพิ่มมาตรฐานแรงงานในไทย ก็จะมีคนบางกลุ่มที่เคยได้ประโยชน์จากการที่แรงงานไทยต่ำกว่ามาตรฐาน ออกมาคัดค้านทุกครั้ง และเป็นกลุ่มคนที่มีเงิน มี Connection ร่วมกับกับผู้มีอำนาจ การผลักกฎหมายมันก็ยาก เช่น เรามีแผนยกระดับพ.ร.บ. ประมง เราอาจจะเจอม็อบเรือพาณิชย์ บอกทำไม่ได้หรอก แบบนี้ขาดทุน แต่ถ้าเราไปดูในรายละเอียด มันไม่มีใครขาดทุนหรอกครับ แค่ได้กำไรน้อยลง ซึ่งเขาไม่ยอมกัน” สหัสวัตบอก

แม้ว่าในปี 2562-2569 มีกฎหมายที่ทำให้แรงงานสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้
แต่ปฏิมาบอกว่านั่นทำให้ปฏิบัติการของเรือประมงเหล่านี้ซับซ้อนและซ่อนเร้นขึ้น
หนึ่งในผู้ร่วมชมภาพยนตร์สะท้อนว่า ในยุคสมัยรัฐบาลทักษิณจะมีงบประมาณสำหรับผู้ประกอบการในการผลักดันมาตรฐานแรงงานเพื่อให้ยกระดับการส่งออก ทว่าผลลัพธ์ในรายอุตสาหกรรมก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่นัก ซึ่งเหล่าผู้ประกอบการก็ถามกลับว่าถ้ายกระดับแล้วพวกเขาจะได้อะไร เพราะมาตรฐานที่ว่าคือการไม่ซื้อวัตถุดิบประมงจากเรือที่ไม่ได้มาตรฐานด้านความปลอดภัยของแรงงาน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สุด นั่นทำให้ไม่ว่าจะผลักมาตรฐานแรงงานไปเท่าใด การเพิ่มต้นทุนด้านแรงงานก็ไม่ใช่ทางเลือกที่น่าอภิรมย์นักสำหรับผู้ประกอบการ
ปฏิมาเล่าว่า พวกเธอได้พูดคุยกับลูกเรือน้อยมากเวลาลงพื้นที่ตรวจสอบ เพราะพวกเขาถูกห้ามไม่ได้คุยหรือสัมภาษณ์เท่าไหร่นัก หรือกระทั่งตอนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมระหว่างลูกเรือกับนายจ้าง ที่เกิดเหตุกระทบกระทั่งจนมีการใช้ปืน ฝั่งลูกเรือก็จะถูกถามกลับว่าเห็นลูกปืนไหม ซึ่งสร้างความไม่เข้าใจให้กับฝั่งลูกจ้างว่ามันจำเป็นต้องมีหลักฐานขนาดนั้นเชียวเหรอ ซึ่งปฏิมามองว่ามันสะท้อนความไม่กล้าตรวจสอบของรัฐอย่างชัดเจน
“แค่มีปืนในเรือเขาก็กลัวแล้ว ไม่ยิงก็รู้ว่าขัดขืนไม่ได้ ภาครัฐมันไม่กล้าตรวจสอบ บางพื้นที่ก็ไปอยู่ในพื้นที่ที่ไกลขึ้น ไปท่าเรือก็มีป้ายห้ามเข้า ห้ามลูกเรือพูดคุย มีกฎหมาย แต่อิสรภาพไม่มี เขาไม่กังวลความปลอดภัยของลูกเรือหรอก ตัวไต๋เอาเรื่องนี้ไว้หลังจำนวนปลาที่ได้อีก” ปฏิมาบอก
สหัสวัตเสริมว่า เวลาลงพื้นที่ตรวจสอบเรือประกอบการเหล่านี้ มักจะไม่ได้รับข้อมูลที่ตรงไปตรงมาจากทั้งลูกเรือประมง เพราะด้านหลังลูกเรือเหล่านั้นมักมีไต๋เรือยืนกำกับอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นทำให้ความจริงไม่ปรากฏเท่าที่ควรนักเวลาทำงานในพื้นที่ ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายของกระทรวงแรงงานหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังมีปัญหา เขายกตัวอย่างว่าแต่ละปีมีแรงงานประมงที่จดทะเบียนแล้วกว่าร้อยคนที่ตกน้ำระหว่างปฏิบัติหน้าที่ หรืออาจจะด้วยสาเหตุอื่น ๆ เช่น ทะเลาะวิวาท อุบัติเหตุระหว่างทำงาน หรือการไม่มีห้องน้ำบนเรือทำให้ลูกเรือต้องผูกเอวหย่อนลงไปในทะเล ทว่าการตรวจสอบเรือประกอบ การเหล่านี้กลับยังไม่เข้มข้นจนการดูแลลูกเรือไม่เกิดขึ้น
“ที่ ๆ กฎหมายเข้าไปไม่ถึง มันมักจะมีอะไรแบบนี้ การค้ามนุษย์เบอร์รีก็อยู่ในป่าลึก นี่ก็เกิดขึ้นกลางทะเลที่ไม่มีคนไปเห็น กลไกตั้งแต่ต้นทาง ปลายน้ำหลังจากเขากลับมา มันต้องแข็งแรงมาก เพื่อบล็อกสิ่งที่เกิดขึ้นกลางทะเล โทษก็ต้องสมเหตุสมผล มีแรงงานตกน้ำแต่โทษไม่สมเหตุสมผลกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น มันเลยมีช่องโหว่มหาศาลในกฎหมาย” สหัสวัตบอก

จักริน เทพวงศ์ ผู้กำกับร่วมและผู้เขียนบทร่วมซีรีส์ที่สร้างชื่อไปทั่วประเทศในเวลาเพียงข้ามคืนอย่างทนายปีศาจ สะท้อนว่าในตอนที่เริ่มค้นคว้าหาข้อมูลมาเขียนบทซีรีส์เรื่องนี้ก็พบว่า กระบวนการยุติธรรมนั้นถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบเพื่อมิให้เอื้อต่อกลุ่มคนชายขอบเหล่านี้ ในระหว่างถ่ายทำ เขาและทีมงานก็พบอุปสรรคมากมายระหว่างถ่ายทำ ทั้งการห้ามถ่ายจุดนี้ ห้ามเดินเข้าในจุดนี้ หรือถูกยกเลิกสถานที่ถ่ายทำที่เป็นท่าเทียบเรือกระทันหัน ทำให้การถ่ายทำต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แต่นั่นก็ทำให้เขามีพลังที่อยากถ่ายทอดเรื่องนี้มากกว่าเดิม
“ประมาณ 17 ปีที่แล้ว ผมเคยทำสารคดีสั้น ๆ ตอนเรียน เรื่องแรงงานไม่ได้เงินค่าจ้าง ไปนั่งคุย ไปดูครอบครัว ไปดูการทำงาน นึกว่าเรื่องเหล่านี้มันหายไปแล้ว แต่ไปถามพี่ปฏิมา มันก็ยังมีอยู่ ไปถามคนในเรือ เขาก็บอกว่ายังมีอยู่” จักรินบอก
หลายครั้งเบื้องหลังสินค้าหรืออาหารราคาถูก มักแลกมาด้วยการขูดรีดแรงงานเหล่านี้ ในฐานะผู้บริโภคทั่วไป เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าแหล่งที่มาของอาหารจานนั้นมาจากที่ใด แม้จะไม่ใช่หน้าที่ของปัจเจกชนทุกคนในการเสาะแสวงหาความจริงนั้น แต่หากเราตั้งคำถามถึงที่มาของอาหารที่ราคาถูกเกินสมควร ก็ช่วยขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าวในสังคมไปได้ไม่มากก็น้อย

เชฟโอ๋-วิธวดี ศรียะพันธ์ เจ้าของร้าน JOJO SOBA กล่าวว่าแม้การเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายจะเป็นเรื่องที่เธอเองหรือประชาชนหลายคนมองไม่ถึง แต่สิ่งที่อาจพอทำได้คือการตั้งคำถามต่ออาหารตรงหน้าว่า มีที่มาจากแหล่งใด เธอเล่าว่าร้านของเธอมีนโยบายการค้นหาที่มาของวัตถุดิบ ส่วนหนึ่งก็เพื่อคุณภาพของอาหาร แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการตั้งคำถามกับเจ้าของร้านเองด้วยว่า หากวัตถุดิบที่ได้มาแลกมาด้วยชีวิตคน เราจะยังมีความสุขกับมื้อนั้นอยู่หรือไม่
เธอเล่าต่อว่า กลุ่มเชฟที่รู้จักก็มีความพยายามในการเสาะหาวัตถุดิบจากชุมชน หรือวัตถุดิบที่ไม่ปลดปล่อยมลพิษมากขึ้น แต่นั่นก็แลกมากับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น หรือความไม่แน่นอนว่าจะได้วัตถุดิบนั้น ๆ รึเปล่า “ถ้าวันไหนเราไม่มีกุ้ง เราก็บอกลูกค้าว่าเรือจับกุ้งไม่ได้ เราเคยเอากุ้งจากซุปเปอร์มาร์เก็ตมาให้ลูกค้าบริโภค ลูกค้าประจำบอกว่าแตกต่างมาก ความฉ่ำ ความแน่นของเนื้อไม่เหมือนกัน มีแค่นี้ก็เสิร์ฟแค่นี้ ทำเท่าไหนก็เท่านั้น แล้วร้านเราก็ขาดทุนค่ะ” เธอหัวเราะ
แม้จะมีธรรมาภิบาลเพียงใด แต่การต่อรองเจรจากับลูกค้า ลูกจ้าง เจ้าของที่ดินร้านอาหาร หรือกระทั่งรัฐเองไม่เคยเป็นเรื่องง่าย สำหรับวิธวดีปีศาจตัวจริงก็คือ ‘ระบบ’ ที่ฉุดรั้งโครงสร้างไม่ให้ก้าวหน้า
“ถ้าเรากำลังจะกินหรือซื้อ อยากให้เอ๊ะในใจเราก่อน เราอาจเปลี่ยนโครงสร้างใหญ่ไม่ได้ ภาครัฐยังทำไม่ได้ เราต้องยอมรับ แต่ถ้าเราตั้งคำถาม ช่วยกันส่งเสียง พี่ว่ามันเกิดแรงกระเพื่อม ถ้าเราไม่กล้าตั้งคำถามกับราคาหมูกิโลละ 40-50 บาทจากปกติ 80-90 บาท มันก็แก้กันยาก” วิธวดีบอก
แต่คำถามสำคัญประการถัดมา คือร้านอาหารทุกร้าน หรือประชาชนทุกคน
มีสิทธิเลือกคุณภาพหรือแหล่งที่มาของอาหารในจานของพวกเขามากเพียงใด?

ปฏิมาย้ำคำพูดของลูกเรือที่พูดกับเธอว่า ‘อย่าให้ชีวิตของพวกเขาราคาถูกกว่าปลา’
เธอยืนยันว่า ที่ลูกเรือประมงหลายคนไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นเพราะผู้เขียนกฎหมายคือหนึ่งในผู้กระทำการสำคัญนั่นเอง ขณะที่สหัสวัตมองว่าหลายภาคส่วนขาดความกล้าในการท้าชนกับสมาคมประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสองปีศาจตนสำคัญที่ยื้อให้ปัญหาลากยาวจนถึงทุกวันนี้
แม้ปฏิบัติการของปฏิมาและLPN จะสามารถนำพาลูกเรือหลายคนกลับสู่อ้อมอกของครอบครัว แต่ขั้นตอนการเยียวยาแรงงานเหล่านี้ทั้งในมิติเศรษฐกิจและสภาพจิตใจยังขาดตกบกพร่อง เธอยกตัวอย่างเรื่องการจ่ายเงินค่าจ้าง ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในผูกรั้งให้แรงงานทำงานอยู่กับเรือต่อไป เธออธิบายว่าแรงงานส่วนใหญ่อยากได้เงินสด แต่นายจ้างมักจ่ายเป็นรายปีผ่านหลายกรรมวิธี เช่น จ่ายให้ภรรยาหรือครอบครัวที่อยู่บนฝั่ง ซึ่งทำให้สุดท้ายแรงงานไม่ได้รับค่าจ้าง หนำซ้ำยังต้องทำงานต่อไปโดยไม่รู้ว่าจะได้เงินเมื่อไหร่ และกลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แรงงานไม่สามารถออกจากวังวนนี้ได้
หรือกระทั่งการจ่ายเงินเยียวยาให้ลูกจ้างของนายจ้างหรือนายหน้าหลังเสร็จสิ้นคดีความ ก็มักจะจ่ายตามการคำนวณของเจ้าของเรือ ไม่ได้จ่ายตามค่าจ้างจริงที่ลูกจ้างควรได้ รวมถึงการต่อสู้ในชั้นศาลเองที่แน่นอนว่าลูกจ้างนั้นสายป่านสั้นกว่าผู้ประกอบการอย่างแน่นอน ในเรื่องการเยียวยาจึงจำเป็นต้องทำงานกันต่อไป

สหัสวัตมองว่า ประเด็นปัญหาเรื่องแรงงานจำเป็นต้องแก้ไขทั้งในมิติการเมือง คือโครงสร้างทางกฎหมายที่ไม่มีครอบคลุมคุณภาพชีวิตของแรงงาน และมิติเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยกลุ่มทุนผูกขาดทั้งทางธุรกิจและอำนาจในการกำหนดกลไกการซื้อหรือเจรจา โดยต้นทุนที่พวกเขาตัดง่ายที่สุดก็คือแรงงาน
นอกจากความระกำของแรงงาน ปฏิมาทิ้งท้ายถึงประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้ด้วย เพราะประมงพาณิชย์เหล่านี้ไม่ได้ทำลายล้างแค่ชีวิตของแรงงาน แต่ทำลายล้างทรัพยากรทางทะเลไปมหาศาลผ่านช่องโหว่ ทางกฎหมาย ฉะนั้นการตั้งคำถามว่า ทิศทางการประมงแบบใดที่ควรไปต่อ ก็สำคัญเช่นเดียวกัน
“เราต้องรับผิดชอบลูกหลานของเรา เราคือผู้ที่ต้องเปลี่ยน แรงงานต้องได้กลับบ้าน สินค้าอะไรที่ไม่โอเค เราต้องตั้งคำถามให้เขาเปลี่ยน ขั้วอำนาจแบบนี้มันต้องถูกพังได้แล้ว” เธอบอก
