มหาอุทกภัยที่ไม่มีใครถูกทิ้ง ‘ยะลาโมเดล’   – Decode

มหาอุทกภัยที่ไม่มีใครถูกทิ้ง ‘ยะลาโมเดล’  

Columnist
Reading Time: 3 minutes

ชาวบ้านชาวช่อง

รศ. ดร. บุญเลิศ วิเศษปรีชา

แม้ว่า “มหาอุทกภัยภาคใต้” จะทุเลาลงแล้ว แต่ก็ได้สร้างความเสียหายทิ้งไว้มหาศาล ทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แม้ปริมาณน้ำที่มากไหลทะลักมาพร้อมกันจะเป็นสาเหตุสำคัญของความเสียหาย แต่หากมีการเตรียมพร้อมที่ดี ความเสียหายน่าจะน้อยกว่านี้ โดยเฉพาะเทศบาลนครหาดใหญ่ที่ถูกระบุว่า ให้ส่งสัญญาณผิดพลาดว่าน้ำจะลด ทั้ง ๆ ที่น้ำลูกใหญ่กำลังมา[i] ทำให้ผู้คนจำนวนมากติดอยู่ในบ้านที่ล้อมด้วยน้ำเป็นเวลา 4-5 วัน ไม่อาจฝ่าน้ำออกมาได้ ยานพาหนะของรัฐไม่ว่าจะเรือหรือรถสูง ก็ไม่ได้ถูกเตรียมการไว้อย่างเพียงพอและทันท่วงที ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับการเตรียมการรับมือภัยพิบัติทั้งต่อหน่วยงานระดับชาติและระดับท้องถิ่น

เนื่องจากปีนี้ ผมมีโอกาสได้ไปศึกษาเรียนรู้จากเทศบาลนครยะลาอยู่หลายครั้ง ทั้งสัมภาษณ์และฟังการบรรยายของนายกฯ พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีที่คิดนอกกรอบมองการณ์ไกล ทำให้ทราบว่าเทศบาลนครยะลา ทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ต่างเตรียมการป้องกันน้ำท่วมมาตลอดปี แม้ท้ายที่สุดจะป้องกันไม่สำเร็จ เพราะน้ำมากเกินกำลังจะต้านก็ตาม

ความแตกต่างอย่างชัดเจนกับสถานการณ์ที่หาดใหญ่คือ ความรู้สึกของคนในเมืองยะลาที่สะท้อนบนเพจ เทศบาลนครยะลา Yalacity หรือที่ เพจ สวท.ยะลากรมประชาสัมพันธ์  แทบไม่มีคำกล่าวตำหนิความบกพร่องของเทศบาล มีบ้างที่โพสต์แจ้งว่า จุดนั้นจุดนี้ น้ำยังท่วมอยู่ แต่ความเห็นส่วนใหญ่ออกไปในทางให้กำลังใจเทศบาลว่า เทศบาลทำเต็มที่แล้ว อยู่ข้างพวกเขาอย่างดีที่สุดแล้ว การป้องกันที่ดีกว่ากว่านี้อยู่เกินอำนาจของเทศบาลไปมาก

ผมคิดว่าเทศบาลนครยะลา เป็นตัวอย่างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ป้องกันและการรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างดีมาก และขอยกมากล่าวใน 4 ประเด็นสำคัญ

หนึ่ง เน้นการทำงานเชิงรุก ผมได้มีโอกาสรับฟังชาวเมืองยะลาสะท้อนปัญหาในเวทีสภาประชาชนยะลา เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา ที่เทศบาลจัดให้ประชาชนมาแสดงความเห็น ทำให้ทราบว่า ปัญหาที่คนเมืองยะลาห่วงใยมากที่สุดก็คือ ปัญหาน้ำท่วม ประชาชนมีข้อเสนอแนะให้ขุดลอกคูคลองในเมืองเพื่อเตรียมรับฤดูน้ำหลาก แต่นายกฯ พงษ์ศักดิ์ มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลกว่าและลงมือทำล่วงหน้าไปแล้วก็คือ การเล็งเห็นว่า การทำงานเฉพาะในเขตเทศบาลไม่เพียงพอ หากน้ำที่มาจากเทือกเขารอบนอกทั้งหมดมารวมกันที่แม่น้ำปัตตานีไหลผ่านเมืองยะลาก่อนไปลงทะเลที่ตังหวัดปัตตานี โอกาสน้ำท่วมมีสูง จึงต้องหาทางเบี่ยงน้ำก่อนเข้าเขตเมืองยะลาให้กระจายไปในพื้นที่ต่าง ๆ จากนั้นก็ประสานกรมชลประทาน เพื่อดูว่าทางน้ำตามธรรมชาติมีเคยเบี่ยงน้ำก่อนเข้าเมืองยะลาอยู่แนวใดบ้าง แล้วประสานกับอบจ.ยะลา และอบต. ต่าง ๆ เพื่อนำสรรพกำลังที่มีไปช่วยขุดลอกคูคลองนอกเมืองให้น้ำได้กระจายไปลงทะเลทางด้านอื่น ไม่ต้องผ่านตัวเมืองยะลาทั้งหมด อีกทั้งประสานงานกับการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อขอความร่วมมือชุมชนที่ปลูกแนวคูคลองขนานทางรถไฟได้ขยับบ้านเรือน เพื่อให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพ โดยคาดหวังว่า ปริมาณน้ำที่เคยผ่านตัวเมืองยะลาทั้งหมด จะลดลงเหลือประมาณหนึ่งในสาม ส่วนอีกสองในสามกระจายผ่านทางอื่นโดยที่ท้องถิ่นอื่นรับได้

สอง การจัดระบบการแจ้งเตือนเชิงรุก บทเรียนจากน้ำท่วมปี 2566 และ 2567 ทำให้เทศบาลตระหนักถึง ความสำคัญของระบบการแจ้งเตือนที่ต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนน้ำจะมาถึง ซึ่งจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต้องประสานงานเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการพยากรณ์อากาศและระดับน้ำ จากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน รวมถึง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ไม่เพียงเท่านี้ เทศบาลยังไปติดตั้งเครื่องวัดน้ำที่แม่น้ำ คูคลอง อำเภอรอบนอก ติดตามระดับน้ำ จากนั้นเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้มาคำนวณและสร้างภาพสามมิติว่า หากระดับน้ำที่อำเภอรอบนอกสูงขนาดนี้ จะมาถึงเมืองยะลาภายในเวลากี่ชั่วโมง และพื้นที่ใดบ้างที่จะท่วม จึงทำให้การแจ้งเตือนแม่นยำ

เทศบาลนครยะลา ยังแจ้งประชาชนล่วงหน้าถึงสองเดือนว่า ขอให้ทุกบ้านต้องมีสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งคนเป็นเพื่อนทาง Line กับเทศบาลเพื่อจะได้รับข้อมูลข่าวสารแจ้งเตือนถึงตัว นอกเหนือจากที่รับข่าวสารประกาศทางเพจ #เทศบาลนครยะลา YalaCity

สาม การจัดเตรียมความพร้อมของศูนย์พักพิงสำหรับผู้ต้องอพยพจากน้ำท่วม ศูนย์พักพิงไม่ได้มีแค่อาคารสถานที่ แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานและการอำนวยความสะดวก เทศบาลนครยะลา สรุปบทเรียนของการบริหารศูนย์พักพิง แล้วเตรียมความพร้อมไว้อย่างดี ได้แก่

  • ต้องเป็นอาคารสถานที่ที่มั่นใจว่าไม่ถูกน้ำท่วม หรือสามารถส่งเสบียงอาหารทั้งของสดและอาหารปรุงสำเร็จได้สะดวกโดยมีการประสานกับสถานที่เหล่านี้ล่วงหน้า เช่น มัสยิดกลางประจำจังหวัด โรงเรียนเทศบาล TK Park ยะลา ฯลฯ
  • มีข้อมูลของกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงว่า อยู่ที่บ้านไหนซอยไหน เพื่อจะได้เป็นกลุ่มเป้าหมายแรกที่จะต้องอพยพเคลื่อนย้าย โดยไม่ต้องรอให้น้ำท่วมก่อนแล้วค่อยเคลื่อนย้าย เพราะจะยุ่งยากลำบากกว่า โดยข้อมูลเหล่านี้มาจากทีมอสม. และทีมงานฝ่ายพัฒนาชุมชนของเทศบาล
  • จัดเตรียมระบบไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ เพราะมีบทเรียนว่า เมื่อเกิดน้ำท่วมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะตัดไฟเพื่อป้องกันปัญหาไฟดูด ดังนั้นไฟสำรองจากโซลาร์เซลล์ จึงต้องพร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้คนต่างต้องการไฟฟ้าสำหรับชาร์จแบตเตอรีโทรศัพท์เพื่อการติดต่อสื่อสาร   
  • จัดเตรียมระบบครัวทำอาหาร การมีศูนย์รองรับผู้อพยพจำนวนมาก การจัดเตรียมอาหารเป็นงานสำคัญที่ต้องทำให้เพียงพอและทันเวลา จึงมีการเตรียมล่วงหน้าว่า ชุมชนแต่ละซอยถ้าต้องอพยพจะไปที่ไหน และจะกระจายการทำอาหาร โดยเทศบาลช่วยเตรียมของสดและอุปกรณ์ทำครัวต่าง ๆ ไว้ให้ เตรียมถึงขนาดจะใช้โดรนส่งอาหารหากน้ำท่วมแล้วบางพื้นที่เข้าไม่ถึง
  • รักษาระบบสัญญาณโทรศัพท์ ที่ผ่านมาเคยมีบทเรียนว่า เมื่อเวลาน้ำท่วมตัดสัญญาณไฟ และท้ายที่สุดก็จะกระทบระบบสื่อสาร จึงต้องเตรียมการอำนวยการให้เจ้าหน้าที่บริษัทสื่อสารในการเข้าดูแลเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ให้สามารถให้บริการได้
  • การจัดเตรียมเจ้าหน้าที่และวัสดุอุปกรณ์ นอกจากมีเรือท้องแบนอย่างเพียงพอ ยังต้องมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้เตรียมพร้อมกับการใช้เครื่องมือต่าง ๆ 
  • การอำนวยการด้านการแพทย์ สาธารณสุข สำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นได้เข้าถึงการรักษาแม้ในช่วงน้ำท่วม หรือระหว่างพักอยู่ที่ศูนย์พักพิงก็มีแพทย์ไปตรวจถึงที่

สี่ การสื่อสารด้วยข้อมูลที่ถูกต้องเข้าใจง่าย ผมติดตามเพจของเทศบาลยะลา ตลอดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า การสื่อสารที่ประชาชนฟังแล้วเข้าใจง่าย ตั้งแต่การแจ้งสถานการณ์ว่าน้ำท่วมในเขตพื้นที่ใดบ้าง ถนนเส้นใดที่เดินทางไม่ได้แล้ว หากจำเป็นก็ส่งสัญญาณเตือนชัดเจนว่า พื้นที่ใดบ้างเป็นพื้นที่เสี่ยงที่น้ำจะท่วมควรต้องอพยพ ต่อมาคือให้คำอธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจสาเหตุ เช่น ทางน้ำที่คาดว่าจะช่วยบรรเทาการระบายน้ำยังทำได้ไม่เต็มที่ เพราะความเจริญของเมืองรอบนอกกีดขวางทางน้ำ อธิบายสาเหตุที่ให้บริการน้ำประปาไม่ได้ เพราะน้ำท่วมถึงแหล่งทำน้ำประปา และเทศบาลกำลังแก้ปัญหาอย่างไร คาดว่าน้ำประปาจะกลับมาให้บริการได้เวลาไหน ขณะเดียวกันก็รายงานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการทำแนวป้องกัน การเร่งระบายน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่จุดใดบ้าง รวมถึง ข่าวสารขอความร่วมมือจากประชาชน เช่น จิตอาสาที่จะช่วยทำอาหาร หรือรับส่งแจกอาหาร และหากมีข่าวสารที่แพร่กระจายไม่เป็นความจริงก็รีบชี้แจงทันที เช่น เทศบาลไม่มีความคิดที่จะให้พื้นที่ใดเป็นพื้นที่แก้มลิงสำหรับรองรับน้ำถาวร เพื่อไม่ให้เกิดความหวาดวิตกบ้านตนเองจะถูกทำเป็นแก้มลิง

การสื่อสารที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง สร้างความเข้าใจกับประชาชน เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนเมืองยะลา ทราบสถานการณ์ และไม่รู้สึกว่าพวกเขาถูกทอดทิ้ง ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วม เราจึงเห็นโพสต์ทำนองว่า ขอบคุณเทศบาลที่ช่วยดูแลอย่างเต็มที่  ให้กำลังใจนายก

แน่นอนว่า ปริมาณน้ำที่เข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่มีปริมาณมากกว่าที่ยะลาประสบ สถานการณ์จึงรุนแรงกว่า แต่หากมีการเตรียมการที่ดีกว่าที่ผ่านมา ผลกระทบต่อทรัพย์สินและชีวิตของผู้คนน่าจะน้อยกว่านี้ ความรู้สึกของผู้คนน่าจะดีกว่าที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี ที่กล่าวมาคือศักยภาพที่ท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพ แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ เราคงไม่ยินดีแค่ว่า น้ำท่วมแต่ท้องถิ่นบรรเทาปัญหาได้ดีแค่นั้น

จึงมีความจำเป็นที่หน่วยงานส่วนกลางที่มีอำนาจหน้าที่และงบประมาณมากกว่าท้องถิ่น ต้องทำหน้าที่วางแผนป้องกันและรับมือกับน้ำที่มีแนวโน้มมากขึ้นทุกปีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่เกินกว่าระดับท้องถิ่นจะรับมือตามลำพัง

ขอบคุณภาพจาก เพจเทศบาลนครยะลา YalaCity


[i] โพสต์เฟซบุ๊กของ ผศ. นพ. คณิน คะนึงวนิชกุล โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ชี้ว่า เทศบาลนครหาดใหญ่ส่งสัญญาณผิด ที่ผ่านมาประชาชนในอำเภอหาดใหญ่จะเชื่อถือและให้น้ำหนักกับการส่งสัญญาณของเทศบาลนครหาดใหญ่ เมื่อเทศบาลส่งสัญญาณว่าน้ำจะลด จึงไม่เกิดการเตรียมพร้อมในการอพยพ กระทั่งน้ำลูกใหญ่มาจึงติดวงล้อมของน้ำ