กู้ชีพระบบสาธารณะสุข ใจกลางภัยพิบัติ ‘รัฐล้มเหลว’ – Decode

กู้ชีพระบบสาธารณะสุข ใจกลางภัยพิบัติ ‘รัฐล้มเหลว’

News
Reading Time: < 1 minute

ในสภาวะเผชิญเหตุของอุทกภัยภาคใต้ ในขณะนี้การช่วยเหลือและเข้าถึงผู้ประสบภัยยังเป็นเป้าหมายหลักของการทำงานสำหรับเจ้าหน้าที่ในทุกหน่วยงาน แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เมื่อระดับน้ำในพื้นที่ลดระดับลง ความสูญเสียและร่องรอยที่ภัยพิบัติได้ทิ้งไว้ปรากฎเด่นชัดคือการรอคอยการฟื้นฟูเยียวยาและกอบกู้ความสูญเสียจากมหาอุทกภัยครั้งนี้

เมื่อ ‘โรงพยาบาล’ คือจุดแรกรับผู้ป่วยหลังการได้รับความช่วยเหลือจากทีมกู้ภัย แต่ในพื้นที่ผลกระทบรุนแรงเช่นตัวเมืองหาดใหญ่และจังหวัดสงขลา มวลน้ำไหลเข้าไปด้านในจุดตรวจรักษาของโรงพยาบาลหาดใหญ่ มีการตัดสัญญาณไฟฟ้า น้ำประปา และเมื่อระยะเวลาของ ‘การรอคอย’ ความช่วยเหลือล่วงเลยผ่านไป กระแสไฟฟ้าสำรองจากเครื่องปั่นไฟหมดลงเปรียบเป็นความหวังสำหรับการช่วยชีวิตผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ทางการแพทย์

โฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) เปิดเผยรายงานจากโรงพยาบาลหาดใหญ่ ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15:00 น. ว่ามีผู้เสียชีวิตในช่วงอุทกภัย 85 รายการ โดยได้รับการยืนยันจากกระทรวงสาธารณสุขว่ามีสาเหตุจากน้ำท่วมทั้งสิ้น 55 ราย ในขณะที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ได้แจ้งให้ทราบในวันเดียวกันเวลา 17:00 น. ถึงการดำเนินการพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตที่ทางโรงพยาบาลได้รับการส่งต่อ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติตามกระบวนการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยปัจจุบันมีจำนวนผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่รอคอยการพิสูจน์อัตลักษณ์ก่อนส่งมอบร่างให้กับครอบครัว

การเทียบเคียงข้อมูลเกิดขึ้นเมื่อ พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ในเวลา 20.30 น. ว่ามียอดผู้เสียชีวิตที่ถูกส่งมาพิสูจน์ทราบรวมทั้งสิ้น 104 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขหลายโรงพยาบาลและหลายพื้นที่ในจังหวัดใกล้เคียง จำนวนนี้คือผู้เสียชีวิตจากพื้นที่น้ำท่วมที่ถูกนำส่งโดยอาสามาสมัครกู้ภัย ที่รอการพิสูจน์ทรายทางนิติวิทยาศาสตร์ 47 ราย และมีการเตรียมความพร้อมให้โรงพยาบาลสงขลานครินทร์เป็นพื้นที่รับดูแลผู้เสียชีวิตเพียงแห่งเดียวในจังหวัดสงขลา

ตัวเลขที่ยังมีความคาดเคลื่อน ยังไม่มีคำตอบของระบบการระบุอัตลักษณ์และแนวทางการช่วยผู้ประสบภัยด้านสาธารณสุข สำหรับ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลากล่าวว่า เมื่อสถานพยาบาลได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ระบบสาธารณะสุขต้องกลับมาตั้งหลักอย่างไรในการทำหน้าที่เป็นกลไกช่วยเหลือผู้ป่วยในภาวะวิกฤติในอนาคต

หลังน้ำลด …. โรงพยาบาลจะเป็นจุดที่โกลาหลมากที่สุดหากไม่มีระบบเสริมที่เข้ามาช่วยจัดการอย่างเพียงพอ

หนึ่งในภารกิจที่หน่วยแพทย์จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นฟูคือ กระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์และจัดทำฐานข้อมูลผู้เสียชีวิตตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ ระบุสาเหตุการเสียชีวิตที่มาจากสาเหตุของน้ำท่วมหรือในกรณีอื่น ๆ ที่ต้องถูกจำแนกการพิสูจน์ทราบให้ชัดเจน

“ปกติโดยทั่วไปการพบศพต้องนำส่งต่อให้กลับโรงพยาบาลในเขตพื้นที่ ฐานข้อมูลจะถูกบันทึกไว้ค่อนข้างรัดกุม แต่หากเทียบเคียงกรณีหาดใหญ่กับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 ในเวลานั้นจะมี Central Command ที่เป็นจุดรับและจุดเก็บรักษาดูแลศพในห้องเย็น ขั้นตอนสำคัญคือการทำฐานข้อมูลในจุดแรกรับ ระบุตำแหน่งที่พบและพิสูจน์อัตลักษณ์ ซึ่งต้องประสานการทำงานกับสำนักงานตำรวจและแพทย์นิติเวชในพื้นที่ แน่นอนว่ากำลังบุคลากรมีไม่มีเพียงพอสำหรับการทำงานในเวลานี้ รัฐบาลควรประสานทีมแพทย์นิติเวชจากพื้นที่อื่นเข้ามาวางระบบฐานข้อมูลกลางให้กับประชาชนไม่ให้เกิดความสับสนในการเข้ามาติดต่อรับศพ เช่นในกรณีที่มีญาติมารับศพไปก่อนหน้า คำถามที่ตามต่อมาคือระบบการบันทึกข้อมูลได้ถูกจัดวางไว้เพื่อเก็บข้อมูลอย่างครบถ้วนแล้วหรือไม่ ”

นพ.สุภัทร ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดสงขลาในช่วงน้ำท่วมสูงที่หลงเหลือเพียงโรงพยาบาลสงขลานครินทร์แห่งเดียวทั้งจังหวัดที่ไม่ถูกน้ำท่วมขังและมีศักยภาพรับการส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลบริเวณใกล้เคียง ในขณะที่มวลน้ำโดยรอบก็เป็นปัจจัยให้ระบบการส่งต่อผู้ป่วยเกิดความยากลำบากและใช้ระยะเวลายาวนานมากขึ้นจากการปรับเปลี่ยนเส้นทาง หรือจำเป็นต้องส่งต่อผู้ป่วยให้กับโรงพยาบาลห่างไกลที่มีความพร้อมในการรักษา สิ่งเหล่านี้คือข้อมูลที่ต้องถูกบันทึกไว้เพื่อนำมาวางแผนการรับมือในสภาวะวิกฤตทั้งจำนวนผู้ป่วย บุคลากรและความพร้อมของอุปกรณ์ทางการแพทย์

สถานการณ์ของศูนย์อพยพขนาดใหญ่ที่มีบุคลากรทางการแพทย์คอยให้การช่วยเหลือ มีการรวบรวมกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ทางการแพทย์จากโรงพยาบาลขนาดเล็กโดยรอบเป็นทีมเฉพาะกิจเพื่อให้การช่วยเหลือ ในขณะที่ชุดข้อมูลที่ตกหล่นไป คือศูนย์อพยพพักพิงขนาดเล็กที่เกิดการร่วมกลุ่มผู้ประสบภัย แต่ยังไม่มีการเข้าถึงอาหารและการรักษาพยาบาล ที่ยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถรวบรวมและแจ้งพิกัดของศูนย์อพยพที่ยังกระจัดกระจายอยู่นี้

“ผมยกตัวอย่างในกรณีของโรงพยาบาลในระดับอำเภอ หลังจากมีการแจ้งเตือนทั้งท้องถิ่นและ Cell Podcast เรากลับมาตรวจสอบข้อมูลผู้ป่วยในระบบของโรงพยาบาลว่ามีคนไข้ท่านใดที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ เช่นคนไข้ที่ต้องฟอกไตทุก 3 วัน แต่น้ำท่วมไปแล้ว 5 วัน เกินระยะเวลาที่คนไข้ต้องได้รับการรักษา ซึ่งเป็นความเสี่ยงถึงชีวิต รวมไปถึงคนไข้ตั้งครรภ์ที่อยู่ในภาวะใกล้คลอด เราจะแจ้งให้คนไข้เดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อพักรักษา ทำให้ทีมแพทย์สามารถช่วยดูแลทันท่วงที แต่ในกรณีของอำเภอหาดใหญ่และเมืองสงขลาซึ่งมีคนไข้จำนวนมาก ไม่ได้มีระบบแผนที่ความเสี่ยงและสถานที่ปลอดภัยในการอพยพผู้ป่วยล่วงหน้า แม้ปีนี้กระแสน้ำจะมาในปริมาณมากและกินระยะเวลาการท่วมขังยาวนาน แต่ช่วงเวลาที่ภาคใต้เผชิญกับอุทกภัยในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ก็สามารถกำหนดให้เป็นช่วงเวลาที่ภาครัฐต้องกำหนดพื้นที่การอพยพล่วงหน้าให้กับประชาชนในพื้นที่ ”


“สิ่งสำคัญที่สุดของระบบสาธารณสุขในช่วงน้ำลด คือการจัดการระบบรักษาผู้ป่วยจากเหตุการณ์ภัยพิบัติอย่างรวดเร็ว หากจะให้ผู้ป่วยเดินทางไปยังโรงพยาบาลซึ่งเปิดอยู่แห่งเดียว ณ ขณะนี้ ก็จะเกิดความโกลาหลมาก ยังมีคนไข้ที่ต้องการยารักษาเฉพาะโรค แต่พอเราไม่มีฐานข้อมูลเดิมที่คนไข้เคยรับรับการรักษา แพทย์ก็ต้องจัดการท่ามกลางข้อจำกัด”

ส่วนนี้ทางรัฐบาลต้องร่วมประเมินว่า ทีมแพทย์ในพื้นที่ใกล้เคียงเพียงพอต่อการดูแลคนไข้หรือไม่ ซึ่งในระยะเวลาที่ผ่านมาเราเห็นความขัดแย้งของข้อมูลระหว่างกระทรวงสาธารณสุขส่วนกลางและโรงพยาบาลในพื้นที่ทั้งในการทีมบุคลากร การเข้าถึงอาหารและการช่วยเหลือผู้ป่วย ซึ่งไม่ใช่การกล่าวโทษกระบวนการทำงานของฝ่ายใด แต่เป็นการนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมาสำหรับการวางระบบการช่วยเหลือผู้ป่วยในอนาคต