การเมืองคนใต้ “จุดตัด” กระแสนิยมภูมิใจไทย (?) – Decode

การเมืองคนใต้ “จุดตัด” กระแสนิยมภูมิใจไทย (?)

Crack Politics
Reading Time: 2 minutes

เรื่องเล่า(ไม่)ต้องห้าม

ปิยวัฒน์ สีแตงสุก

วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่และพื้นที่อื่น ๆ ในภาคใต้ตอนล่างที่ผ่านมา เปรียบเสมือน “จุดตัดสำคัญ” ของความนิยมต่อพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลที่ลดลง

หากย้อนไปในช่วงจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ๆ ภูมิใจไทยได้รับการประเมินและความเห็นเชิงบวกจากใครต่อใครหลายคน เพราะรายชื่อรัฐมนตรีคนนอกที่ดูดีและมีความน่าเชื่อถือ (แม้รัฐมนตรีโควตาจากพรรคร่วมรัฐบาลบางคนจะถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์มากก็ตาม) อีกทั้งรัฐบาลภูมิใจไทยสมัยนี้จะอยู่ในอำนาจเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ไม่น่าจะมี “แผล” มากพอที่ส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งรอบหน้าได้

แต่วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ได้เปิด “แผล” การบริหารจัดการของภูมิใจไทยออกมาให้เห็นชัด นี่ยังไม่นับรวมวิกฤตอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ ของรัฐบาลภูมิใจไทย อย่างข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาสแกมเมอร์+ทุนเทา หรืออื่น ๆ

ในวาระที่การเลือกตั้งกำลังจะมาถึง ถือเป็นโอกาสที่จะได้ทบทวนบทบาทของภูมิใจไทยในฐานะตัวเต็งที่มีการคาดการณ์กันว่าจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง (?) แต่นอกเหนือจากเรื่องนี้ สิ่งที่ผู้เขียนสนใจจริง ๆ คือ การมองภูมิใจไทยไปให้ไกลกว่าการเป็นพรรคปัจเจก แต่ต้องการเจาะลึกภูมิใจไทยในฐานะ “ตัวแทนใหม่” ของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม

บทสนทนากับ รศ. เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ทั้งในฐานะนักวิชาการและคนในพื้นที่ คงจะพอให้ผู้อ่านได้เห็นบทบาทของพรรคสีน้ำเงินที่หมายมั่นปั้นมือจะครองพื้นที่ในภาคใต้ได้ไม่มากก็น้อย

“พรรคสีน้ำเงิน” ในฐานะตัวแทนใหม่ของอนุรักษนิยม

เวลาเราพูดถึงอนุรักษนิยม ก็คือกลุ่มที่ต้องการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชนชั้นนำในการเมืองไทย แน่นอนว่า ตั้งแต่ในประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน กลุ่มชนชั้นนำมีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดเกมการเมือง ไม่ว่าจะผ่านทางกฎหมาย หรือการพูดถึงที่รุนแรงที่สุดก็คือสนับสนุนการรัฐประหาร”

นี่เป็นนิยามเบื้องต้นของฝ่ายอนุรักษนิยมไทยในมุมมองของอาจารย์เอกรินทร์ ซึ่งมีอุดมการณ์ตรงกันข้ามกับหลักการประชาธิปไตยแบบสากล และมีความแตกต่างจากฝ่ายอนุรักษนิยมต่างประเทศในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

เมื่อพูดถึงกลุ่มอนุรักษนิยมหรือชนชั้นนำ ก็จะมีสนามอำนาจหลายสนามด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือระบบรัฐสภา ซึ่งต้องมีพรรคการเมืองเป็นตัวแทน (representative party) เข้ามาคุมเกมในสนามอำนาจนี้

ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา พรรคที่อ้างว่าได้รับการรับรอง (endorse) หรือได้รับฉันทมติจากสังคมและชนชั้นนำให้เป็นตัวแทนของฝ่ายอนุรักษนิยม คือพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนที่แข็งแกร่งเอาชนะฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคไทยรักไทยจนถึงพรรคเพื่อไทยได้ เป็นเหตุให้ฝ่ายอนุรักษนิยมจำต้องเปลี่ยนเกม

และนั่นเป็นที่มาของการรัฐประหารรัฐบาลพรรคเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร ถึง 2 ครั้งในปี 2549 และ 2557

“เมื่อชนชั้นนำได้ล้มอำนาจของประชาชนผ่านการรัฐประหาร ก็ทำให้นานาชาติไม่ยอมรับ หรือแม้กระทั่งคนในประเทศเองก็เกิดการต่อต้าน”

เมื่อเป็นเช่นนั้น ชนชั้นนำจึงจำเป็นต้องสร้างพรรคการเมืองขึ้นมา นั่นคือ พรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้ง 2562 ตามมาด้วยการแยกออกเป็นอีกพรรคคือ พรรครวมไทยสร้างชาติในการเลือกตั้ง 2566

ทว่าทั้ง 2 พรรคกลับไม่ประสบความสำเร็จในทางการเมือง จนถึงตอนนี้เหลือเพียงภูมิใจไทยเท่านั้นที่เป็นตัวแทนฝ่ายอนุรักษนิยมที่มีศักยภาพมากพอจะต่อสู้กับพรรคขั้วตรงข้ามได้

อาจารย์เอกรินทร์อธิบายว่า ภูมิใจไทยแสดงบทบาทการเป็นตัวแทนพรรคฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างชัดเจนใน 3 มิติ

มิติแรก ผ่านตัวผู้นำพรรค (เกือบ) ทางการคือ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นคนที่คล้าย ๆ มีภาพชัดเจนว่า มีความสนิทสนมกับฝ่ายอนุรักษนิยม

มิติที่สอง แสดงออกทางสัญลักษณ์ เช่น ใช้สีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ซึ่งสื่อถึงฝ่ายอนุรักษนิยม หรือสื่อออกมาผ่านนโยบายในการปกป้องสถาบันหลักของประเทศ

มิติสุดท้ายที่ชัดเจนมากคือ มีเครือข่ายกับทุนผูกขาดในประเทศ ซึ่งในกลไกทางด้านเศรษฐศาสตร์ มันไม่ตอบสนองกับแนวคิดกลไกตลาดแบบเสรีนิยม 

“นั่นหมายความว่า การมีพันธมิตรเป็นทุนผูกขาด เป็นการให้ความมั่นใจกับฝ่ายอนุรักษนิยมว่า จะไม่ทำให้ผลประโยชน์ของพวกเขาต้องสูญหายไป”

ทั้งหมดนี้ ภูมิใจไทยต้องการแสดงอัตลักษณ์ทางการเมืองให้เห็นชัดว่า พวกเขาเป็นขั้วตรงข้ามกับพรรคประชาชนที่เสมือนเป็นตัวแทนฝ่ายเสรีนิยมอย่างชัดเจน

สั่งโยกย้าย-สร้างเครือข่ายอำนาจในภาคใต้

ผู้เขียนไม่แน่ใจว่ายังมีคนสงสัยเหมือนกันอยู่หรือเปล่าว่า พรรคการเมืองที่มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่บุรีรัมย์และสร้างฐานความนิยมขึ้นในพื้นที่ภาคอีสาน สามารถขยายอำนาจมาถึงพื้นที่ภาคใต้จนแทบจะเป็นพรรคหลักไปแล้วตอนนี้ได้อย่างไร

จากการที่อาจารย์เอกรินทร์ได้ทำการศึกษาและลงพื้นที่ ก็ช่วยไขความสงสัยของผู้เขียนให้กระจ่างขึ้นว่า การที่ภูมิใจไทยสามารถครองฐานเสียงในภาคใต้ได้ขนาดนี้ อาจพิจารณาจาก 2 ปัจจัย ทั้งปัจจัยบ้านใหญ่และปัจจัยอำนาจรัฐ

ปัจจัยแรก แทกติกควบรวมบ้านใหญ่ นับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 เป็นต้นมา ภูมิใจไทยพยายามควบรวมกลุ่มบ้านใหญ่ในหลายจังหวัดทางภาคใต้จนได้รับชัยชนะในหลายเขต แต่หากไปดูคะแนน สส. บัญชีรายชื่อจะพบว่าไม่ได้รับความนิยมมากนัก

ปัจจัยต่อมา การใช้อำนาจรัฐกับระบบราชการ ซึ่งคาบเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะการโยกย้าย / แต่งตั้งข้าราชการระดับสูง หรือแม้กระทั่งข้าราชการในระดับที่จะกำหนดทิศทางทางการเมือง หรือเป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้งได้ เพราะภูมิใจไทยมักได้คุมกระทรวงใหญ่และมีอิทธิพล อย่างเช่นกระทรวงมหาดไทย ที่เห็นชัดเจนคือ การโยกย้าย / แต่งตั้งตั้งแต่ระดับผู้ว่าราชการจังหวัดลงไปจนถึงนายอำเภอ

“ข้าราชการถ้าปลอดภัยก็ต้องอยู่กับพรรคภูมิใจไทย” – เสียงสะท้อนจากการที่อาจารย์เอกรินทร์ได้พูดคุยกับข้าราชการในพื้นที่

นอกจากนี้ยังมีนโยบายเพิ่มเงินอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อบอกว่าเป็นผลงานตัวเอง และในส่วนของโครงการภาครัฐต่าง ๆ ที่ต้องใช้งบประมาณจะสังเกตได้ว่า นายทุนท้องถิ่น หรือทุนที่ผูกโยงกับภูมิใจไทยในระดับย่อยมักจะได้โอกาสมากกว่าในการเข้าถึงตัวโครงการ

“นี่คือโพรเจกต์ของเขา (ภูมิใจไทย) ที่จะสร้างคนทางการเมืองในภาคใต้ ซึ่งก็ได้ผล เพราะเขามีประสบการณ์ในการใช้อำนาจรัฐ แล้วก็ไม่ผิดกฎหมาย… สะท้อนให้เห็นว่า เขารู้กฎหมายและเขาเล่นกับโครงสร้างอำนาจรัฐได้…”

หากถามว่า เรื่องการโยกย้ายข้าราชการภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทยในระยะเวลาสั้น ๆ สำคัญขนาดไหน สำหรับอาจารย์เอกรินทร์แล้ว เรื่องนี้สามารถทำเป็นสกูปข่าวขนาดใหญ่ได้ ซึ่งชุดข้อมูลตรงนี้จะมีความสำคัญและเข้าใจการมีอำนาจรัฐของภูมิใจไทยได้เป็นอย่างดี

น้ำท่วมหาดใหญ่ไหลทะลักถึงภูมิใจไทย

เท่าที่ผู้เขียนเห็นในโซเชียลมีเดีย รวมถึงบทสัมภาษณ์หรือคลิปวิดีโอที่แสดงภาพและเสียงของชาวบ้านในพื้นที่หาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นการวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขวิกฤตของรัฐบาลภูมิใจไทยอย่างหนักหน่วง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ อาจารย์เอกรินทร์ชวนมองเป็น 2 เรื่อง

เรื่องแรก ปัญหาของรัฐบาลภูมิใจไทย ทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังน้ำท่วม ไม่ได้มีความสามารถเพียงพอในการขึ้นมาเป็นผู้นำรับมือกับวิกฤต โดยเฉพาะตัวนายกฯ อนุทินที่ไม่ได้มีความเข้าใจและคิดจะเตรียมการ คิดแค่เรื่องของทางการเมือง แต่ไม่ได้คิดถึงเรื่องของการแก้ไขปัญหา

“แน่นอนว่า ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้อยู่ในแผนที่จะเตรียมการอยู่แล้ว เพราะอยู่ดี ๆ เกิดฝนแช่แล้วน้ำท่วมหนัก แต่ใช่หรือไม่ว่า ภาวะวิกฤตที่เราคาดเดาไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเรารู้อยู่แล้ว มันสะท้อนถึงบทบาทของผู้นำ ไม่งั้นเราจะมีผู้นำไว้ทำไม ผู้นำจะเกิดดอกเกิดผลอย่างชัดเจน ก็คือเมื่อประเทศเจอวิกฤต ผู้นำจึง Outstanding จึงโดดเด่นขึ้นมา”

หลังน้ำลดใหม่ ๆ (ก่อน 7 ธ.ค. 68) อาจารย์เอกรินทร์ได้เข้าไปที่หาดใหญ่แล้วพบเสียงสะท้อนว่า ไม่มีศูนย์บัญชาการหลักอยู่ในพื้นที่ ต่างคนต่างมาเป็นอาสาสมัครให้ความช่วยเหลือ ซึ่งรัฐบาลไม่มีความเกี่ยวข้องและไม่เอื้ออำนวย ทั้งที่รัฐบาลควรมีศูนย์บัญชาการปักหลักสักแห่ง และยังไม่มีการกล่าวขอบคุณอาสาสมัครอย่างเป็นทางการ

เรื่องที่สอง ความไม่ไว้วางใจของประชาชน ชาวบ้านในพื้นที่ไม่มีใครเชื่อตัวเลขผู้เสียชีวิตของทางการ นั่นหมายถึงความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลภูมิใจไทยแทบจะเป็นศูนย์ และยังไม่รวมถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชน รวมถึงธุรกิจรายเล็ก-รายใหญ่ ซึ่งไม่ได้ประกาศออกมาแบบชัดเจนในตอนที่เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม

“ปัญหาทั้งหมดนี้ มันสะท้อนให้เห็นถึงภาวะผู้นำและการไม่รู้พื้นที่ของคุณอนุทินเลย”

โจทย์การเลือกตั้งของภูมิใจไทยในภาคใต้

จากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้จะเป็นตัวตัดกำลังหรือหักคะแนนเสียงของภูมิใจไทยในพื้นที่นี้ได้ขนาดไหน โดยเฉพาะ สส. เขต ซึ่งรอบนี้พรรคประชาชนที่รอบก่อนครองเสียงได้เฉพาะคะแนนบัญชีรายชื่อ ดูมีความหวังที่จะได้เก้าอี้ สส. เขตมาครองบ้าง ยังไม่นับเจ้าถิ่นแต่เก่าก่อนอย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่ก็ดูมีความหวังเช่นกันจากการได้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

อาจารย์เอกรินทร์ชวนมองว่า ปัจจัยที่จะมีผลต่อความนิยมของภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้อาจมาจากหลายปัจจัย เขตการเลือกตั้งอาจเป็นหนึ่งในนั้น โดยการเลือกตั้งรอบนี้จังหวัดนครศรีธรรมราชลดลง 1 เขต จากเดิมทั้งหมด 60 เขต จึงเหลือ 59 เขต พร้อมกับต้องพิจารณาจากบ้านใหญ่และตัวเลขสถิติเดิม

ในส่วนของ สส. เขต ภูมิใจไทยอาจยังรักษาพื้นที่หรือได้ สส. เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งปี 2566 ด้วยเหตุผลที่ได้จากการสังเกตการณ์ว่า ในรอบเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา บ้านใหญ่ที่ชุมพร ตรัง ปัตตานี หรือที่อื่น ๆ ต่างเข้าสวมเสื้อสีน้ำเงินกันแทบทั้งหมด ซึ่งกลุ่มบ้านใหญ่เหล่านี้จะมีคะแนนของตัวเองอย่างชัดเจน

ทว่าในอีกด้านหนึ่ง สส. เขตจากบ้านใหญ่เหล่านี้จะลำบากในการหาเสียงมากขึ้น อันเป็นผลกระทบจากการจัดการวิกฤตน้ำท่วมของรัฐบาลภูมิใจไทย

“ครั้งนี้ประชาชนจะสั่งสอนภูมิใจไทย หรือปฏิเสธการบริหารการจัดการน้ำท่วมที่ผ่านมาว่าไม่ได้เรื่อง โดยน่าจะแปรความโกรธไปสู่หีบบัตรในการลงโทษพรรคตรง ๆ ซึ่งผมคิดว่ามีผลอย่างแน่นอน”

ในส่วนของ สส. บัญชีรายชื่อ การเลือกตั้งรอบก่อนภูมิใจไทยมีคะแนน สส. เขตกับ สส. บัญชีรายชื่อที่ห่างกันอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้คะแนนจะยิ่งห่างออกไปอีก ประชาชนอาจยังประนีประนอมกับการช่วยเหลือหรือการทำงานของ สส. เขตอยู่ แต่นั่นไม่เท่ากับความนิยมที่มีต่อตัวพรรค

และอีกส่วนที่มีความสำคัญต่อการเลือกตั้งคือ หัวคะแนน 

“ต้องไม่ลืมว่าในการเลือกตั้ง หัวคะแนนเป็นจุดตัดที่สำคัญ ในการศึกษาของผมได้ไปดูพวกหัวคะแนน พบว่าเขามีระบบที่เป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็ กกต. เอาผิดไม่ได้ แต่ประเทศไทยเขารู้กันหมดว่า หัวคะแนนทำงานยังไง จ่ายยังไง แต่องค์กรเดียวที่ไม่รู้คือ กกต.”

โอกาสช่วงชิงคะแนนเสียงของประชาธิปัตย์ & ประชาชน

อาจารย์เอกรินทร์ชวนมองสถานการณ์ข้างต้นต่อเนื่องกับบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ว่า แม้ตอนนี้ สส. เขตของประชาธิปัตย์ยังไม่มีใครโดดเด่นมากนัก ยกเว้นจังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีบ้านใหญ่ตระกูลเดชเดโช แต่ต้องไม่ลืมว่า คนใต้กับประชาธิปัตย์มีความผูกพันกันอยู่ ซึ่งการได้อภิสิทธิ์กลับมาอาจส่งผลให้คะแนน สส. บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเสียงที่มาจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งไม่มีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว และอาจแย่งคะแนนบางส่วนจากพรรคก้าวไกลเดิมหรือพรรคประชาชนในปัจจุบันได้ด้วย

ตัดภาพไปที่การเลือกตั้งรอบก่อน พรรคก้าวไกลได้คะแนน สส. บัญชีรายชื่อเป็นอันดับ 1 ซึ่งจากการที่อาจารย์เอกรินทร์ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลและพูดคุยกับคนในพื้นที่ หัวคะแนน ผู้นำพรรค และ สส. ในพื้นที่อยู่ประมาณครึ่งปี ก็พบคำตอบว่า คะแนน สส. บัญชีรายชื่อที่พรรคก้าวไกลได้ ส่วนหนึ่งมาจากตัวผู้นำคือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่เป็นแต้มบวกสำคัญให้พรรค

“แม้จะบอกว่า พรรคนี้ขับเคลื่อนด้วยนโยบายของพรรค แต่ต้องไม่ลืมว่า คนที่จะพูดนโยบายของพรรคให้ประชาชนได้เข้าใจคือผู้นำพรรค ซึ่งพิธาเป็นคนที่สื่อสารได้ดีและมีบุคลิกที่ทำให้ผู้คนเลือก”

ขณะที่ณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนคนปัจจุบัน มีภาพภาวะการสื่อสาร การอธิบาย หรือการแปลงนโยบายให้ประชาชนได้เข้าใจยังไม่น่าสนใจพอ ฉะนั้น ถ้าเทียบกับอภิสิทธิ์อาจมีผลกระทบต่อคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนแน่นอน

“นอกจากจะดูโพลแล้ว เราต้องดูความรู้สึกนึกคิดของคนในพื้นที่ด้วย คือการเมืองเราใช้เหตุผลอย่างเดียวไม่ได้ บางทีต้องไปดูอารมณ์ผู้คนจากข้างล่าง ต้องใช้เวลานั่งคุยกับคนข้างล่างที่อยู่ในพื้นที่อย่างผม เพื่อให้เข้าใจบรรยากาศว่า ตอนนั้นมันเป็นยังไง ตอนนี้มันเป็นยังไง… เราจะเห็นเลยว่า แคนดิเดตนายกฯ หรือผู้นำมีผลอย่างมากต่อคะแนนบัญชีรายชื่อ”

น้ำลดปัญหาผุดกับสิ่งที่รัฐต้องทำอย่างเร่งด่วน

หลังวิกฤตน้ำท่วมจบลงแล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่ภาครัฐต้องเร่งช่วยเหลือช่วยประชาชนและเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือสถานการณ์แบบนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นอีก ซึ่ง 4 เรื่องใหญ่ที่อาจารย์เอกรินทร์เรียกร้องจากภาครัฐและชวนให้ทุกคนได้เห็นปัญหามีดังนี้

เรื่องแรก นโยบายการฟื้นฟูเมือง โดยเฉพาะเมืองทางด้านเศรษฐกิจ เช่น หาดใหญ่ รวมถึงที่อื่น ๆ ต้องมีไทม์ไลน์การฟื้นฟูเมืองอย่างชัดเจนว่า จะทำอย่างไร ใช้เวลาเท่าไร เมืองจะฟื้นฟูกลับมาได้กี่เปอร์เซ็นต์

เรื่องที่สอง นโยบายช่วยเหลือประชาชนทางด้านเศรษฐกิจ หรือการให้สวัสดิการเพื่อให้คนยืนขึ้นได้ โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยและคนระดับล่าง พอมีคนที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก รัฐบาลจำเป็นต้องคิดภาพให้ออกครบทุกกลุ่มคน โดยเริ่มคิดจากคนทางข้างล่างก่อนแล้วขึ้นไป ไม่ใช่คิดจากทางข้างบนลงมา

“ถ้าไปดูคนระดับล่าง ทุกคนหมดเนื้อหมดตัวไม่น้อย เริ่มต้นก็มืดแปดด้าน หลายคนเริ่มต้นด้วยการเป็นหนี้สองล้านสามล้านตอนอายุ 40-50 มันสร้างปัญหานะครับ ไม่ใช่เริ่มต้นด้วยศูนย์ แต่เริ่มต้นด้วยติดลบ ฉะนั้น เราต้องเข้าใจว่า เขาต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ”

เรื่องที่สาม การดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียกลับมา เพราะหาดใหญ่หรือพื้นที่เศรษฐกิจทางใต้อยู่ได้โดยไม่มากก็น้อย แต่มีส่วนสำคัญแน่ ๆ เพราะมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย ในแต่ละเทศกาลมาหลายหมื่นคน เพราะเดินทางมาได้สะดวก โดยสามารถขับรถเข้ามาทางด่านได้

เรื่องสุดท้าย การเตรียมรับมือฝนแช่ที่อาจเกิดขึ้นในปี 2569 สำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะมีขึ้น ถ้าฝนแช่เกิดขึ้นอีกแล้วน้ำระบายไม่ทันจะมีแผนรับมือกันอย่างไร หลังปีใหม่คือการเคานต์ดาวน์นับวันรอเจอฝนในอีก 9-10 เดือนข้างหน้า

ตอนนี้คนมีอำนาจในทุ่มเททุ่มเวลาคิดกับเรื่องของประชาชนมากเท่าที่ควรหรือยัง

“ถ้าพูดให้ถึงที่สุด เราใช้เวลาใช้กำลังไปกับเรื่องทรัพยากร กับเรื่องที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง ใช้ไปกับเรื่องนามธรรมมากครับ เช่น ชาตินิยม ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เราไปทุ่มกำลังให้กับคนที่มีอำนาจกับความกังวลของชนชั้นนำแค่ไม่กี่คน”

การเลือกตั้งที่จะมาถึงในอีกไม่ช้านี้คงจะเป็นตัวตัดสินชะตากรรมของภูมิใจไทย

แต่ขณะเดียวกันก็เป็นตัวตัดสินชะตากรรมของประชาชน…