Reading Time: 2 minutes
ประกายไฟลามทุ่ง
รศ. ดร. ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
เมื่อนาฬิกาชี้เที่ยงคืนของวันที่เข้ารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีนิวยอร์กคนที่ 112 Zohran Mamdani วัย 34 ปี เลือกที่จะยืนสาบานตนในสถานีรถไฟใต้ดิน City Hall ที่ปิดใช้งานมานานหลายทศวรรษ ท่ามกลางสถาปัตยกรรมโค้งโค้งอันงดงามที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ใจกลางแมนฮัตตัน สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่การเลือกแบบบังเอิญ แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจนว่า เขาจะเป็นนายกเทศมนตรีของคนธรรมดา ของคนที่ใช้รถไฟใต้ดินเดินทางทุกวัน ของชนชั้นแรงงานที่เป็นกระดูกสันหลังของเมืองนิวยอร์ก การยกคัมภีร์อัลกุรอานขึ้นสาบานตนในฐานะนายกเทศมนตรีมุสลิมคนแรกของเมืองนี้ ในฐานะชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียใต้คนแรกที่เกิดในทวีปแอฟริกา Mamdani ไม่เพียงแต่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่เท่านั้น แต่เขากำลังท้าทายนิยามของความเป็นผู้นำทางการเมืองในศตวรรษที่ 21
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าพิธีการที่แหวกแนวคือเนื้อหาของนโยบายที่ Mamdani ประกาศในวันแรกของการเข้ารับตำแหน่ง เขาไม่พูดถึงการ “ปรับปรุง” หรือ “พัฒนา” แบบทีละน้อย แต่ประกาศนโยบายที่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างแท้จริง การแช่แข็งค่าเช่าบ้าน รถเมล์ฟรี การดูแลเด็กฟรี และการตั้งกรมความปลอดภัยชุมชนที่เน้นการป้องกันความรุนแรงผ่านแนวทางสาธารณสุขแทนการใช้ตำรวจ นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่แค่การแจกของฟรี แต่เป็นการท้าทายตรรกะของระบบทุนนิยมเสรีที่ครอบงำเมืองใหญ่ทั่วโลกมาหลายทศวรรษ เป็นการบอกว่าบริการสาธารณะบางอย่างไม่ควรอยู่ภายใต้กลไกตลาด และรัฐควรเข้ามารับประกันคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานของประชาชนโดยไม่มีเงื่อนไข การที่ Bernie Sanders และ Alexandria Ocasio-Cortez เข้าร่วมพิธีสาบานตนในช่วงบ่ายวันเดียวกันย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการยืนยันว่า Mamdani เป็นส่วนหนึ่งของกระแสการเมืองสังคมนิยมประชาธิปไตยที่กำลังเติบโตในอเมริกา
เมื่อเทียบกับบริบทการเมืองไทย เรากลับพบว่าเรายังขาดตัวแทนการเมืองในลักษณะนี้อย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ว่าเราไม่มีนักการเมืองที่พูดถึงความยุติธรรมทางสังคม หรือไม่มีพรรคการเมืองที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของคนจน แต่สิ่งที่ขาดหายไป คือความกล้าหาญในการเสนอนโยบายที่คุกคามผลประโยชน์ของชนชั้นสูงอย่างแท้จริง การมองภาพรวมพรรคการเมืองไทยในปัจจุบันทำให้เห็นความเหลื่อมล้ำระหว่างวาทกรรมกับนโยบายจริงอย่างชัดเจน พรรคเพื่อไทย ซึ่งครองอำนาจมาหลายสมัยยังคงใช้นโยบายเดิม ๆ ที่เป็นเพียงภาพฉายซ้ำมากว่ายี่สิบปี ไม่ว่าจะเป็นโครงการประชานิยมแบบเดิมที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างได้ การแจกเงินโดยไม่แก้ไขระบบที่สร้างความยากจน การอุดหนุนที่กลายเป็นวงจรพึ่งพาแทนที่จะเป็นการเสริมพลังให้ประชาชนสามารถพึ่งตัวเองได้ นโยบายเหล่านี้อาจได้รับความนิยมในระยะสั้น แต่กลับทำให้ระบบอุปถัมภ์และความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ต่อไป
ในขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยที่ได้รับความนิยมจากการปลุกกระแสชาตินิยมกลับนำเสนอนโยบายที่เป็นเพียงการตอบสนองอารมณ์ระยะสั้น มากกว่าการแก้ไขปัญหาโครงสร้างระยะยาว การใช้ความรู้สึกชาตินิยมเพื่อบดบังปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่แท้จริง การสร้างศัตรูภายนอกเพื่อหันเหความสนใจจากความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาภายใน นโยบายเหล่านี้อาจสร้างการสนับสนุนทางการเมืองในระยะสั้น แต่ไม่สามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาวได้ การที่พรรคนี้เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการพูดถึงนโยบายสวัสดิการที่จริงจัง หรือการปฏิรูปภาษีที่ยุติธรรม แสดงให้เห็นว่าความมุ่งมั่นที่แท้จริงของพรรคอยู่ที่การรักษาอำนาจ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสังคม
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือกรณีของพรรคประชาชน ซึ่งผิวเผินดูเหมือนจะเป็นพรรคที่มีนโยบายเป็นระบบ และมีความเป็นมืออาชีพมากที่สุด แต่เมื่อพิจารณาอย่างใกล้ชิด กลับพบว่านโยบายของพรรคนี้เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจยาก ความเน้นในวินัยทางการคลังที่กลายเป็นข้ออ้างในการไม่ทำนโยบายสวัสดิการที่จำเป็น และที่สำคัญที่สุดคือการสนับสนุนกลุ่มทุนแพลตฟอร์มเทคโนโลยีอย่างไม่มีเงื่อนไข นโยบายที่ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของพรรคนี้มักมองข้ามการวิเคราะห์ว่าโมเดลธุรกิจเหล่านี้กำลังสร้างรูปแบบการครอบงำใหม่ที่อันตรายไม่แพ้ทุนแบบเดิม แพลตฟอร์มเหล่านี้ใช้อำนาจผูกขาดในการกำหนดเงื่อนไขการทำงาน เปลี่ยนแรงงานให้กลายเป็นผู้รับเหมาอิสระที่ไม่มีหลักประกันทางสังคม ไม่มีสิทธิในการรวมตัวเจรจาต่อรอง และต้องแข่งขันกันเองภายใต้อัลกอริทึมที่ไม่โปร่งใส
การที่พรรคประชาชนยอมรับวาทกรรมของทุนเทคโนโลยีว่าเป็น “นวัตกรรม” และ “ความยืดหยุ่น” โดยไม่ตั้งคำถามกับผลกระทบต่อความมั่นคงในการทำงานและคุณภาพชีวิตของแรงงาน แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการมองเห็นว่า ทุนในยุคดิจิทัลกำลังสร้างรูปแบบการแสวงหาผลกำไรที่รุนแรงกว่าเดิม พนักงานส่งอาหาร พนักงานขับรถ และผู้ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องทำงานหนักกว่า มีรายได้ไม่แน่นอนกว่า และไม่มีหลักประกันทางสังคมเหมือนแรงงานในระบบเดิม ในขณะที่เจ้าของแพลตฟอร์มสามารถสะสมความมั่งคั่งอย่างมหาศาลโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อสวัสดิการของคนที่สร้างมูลค่าให้กับแพลตฟอร์มจริง ๆ นี่คือรูปแบบการแสวงหาผลกำไรแบบใหม่ที่ถอดสิทธิของแรงงานที่ได้มาอย่างยากลำบากในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา และเปลี่ยนให้กลับไปเป็นสภาพแบบก่อนยุคสวัสดิการรัฐ
นักการเมืองไทยส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่ในกรอบของการเจรจาต่อรองกับกลุ่มทุนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทุนอสังหาริมทรัพย์ ทุนพลังงาน หรือทุนเทคโนโลยีที่กำลังขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็ว แม้แต่พรรคการเมืองที่อ้างว่าก้าวหน้าก็ยังคงต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากกลุ่มทุนบางกลุ่ม ทำให้นโยบายที่ออกมามักเป็นการประนีประนอมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของความเหลื่อมล้ำได้ ทั้งสามพรรคที่กล่าวมาล้วนมีข้อจำกัดที่คล้ายกัน คือความไม่กล้าที่จะท้าทายผลประโยชน์ของชนชั้นสูงอย่างแท้จริง พรรคเพื่อไทยกลัวที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพราะอาจสูญเสียฐานเสียงที่คุ้นเคยกับนโยบายแบบเดิม พรรคภูมิใจไทยเลือกที่จะใช้ประเด็นชาตินิยมแทนการพูดถึงความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ และพรรคประชาชนถูกผูกมัดด้วยพันธมิตรกับกลุ่มทุนเทคโนโลยีที่ทำให้ไม่สามารถผลักดันนโยบายที่ปกป้องสิทธิของแรงงานในเศรษฐกิจแพลตฟอร์มได้
ความแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ Mamdani ไม่ได้มาจากครอบครัวที่ทุกข์ยากที่สุดในสังคม เขาเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการศึกษาดี มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรทางความรู้และเครือข่ายทางสังคม แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ได้ไม่ใช่ประสบการณ์ความทุกข์ยาก แต่เป็นความเข้าใจเชิงโครงสร้างต่อปัญหาสังคม ความกล้าหาญในการท้าทายระบบที่สร้างความเหลื่อมล้ำ และความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง นี่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการเมืองไทยที่มักเข้าใจผิดว่าการเป็นตัวแทนของคนจนจำเป็นต้องมาจากคนที่เคยยากจนเอง หรือต้องมีเรื่องราวชีวิตที่น่าสงสาร พรรคการเมืองไทยหลายพรรคใช้กลยุทธ์หาตัวแทนที่มี “ภูมิหลังที่ถูกต้อง” มาลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่กลับให้นโยบายที่ล้าหลังและอนุรักษนิยม ผลที่ได้คือตัวแทนเหล่านั้นกลายเป็นเพียงใบหน้า ที่ถูกใช้เพื่อความชอบธรรมทางการเมือง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนที่พวกเขาควรจะเป็นตัวแทนได้จริง
การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยนักการเมืองที่พูดถึงความห่วงใยต่อประชาชน แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจในประเด็นสำคัญ พวกเขากลับเลือกที่จะประนีประนอมกับอำนาจเดิม กับกลุ่มทุนใหญ่ กับระบบอุปถัมภ์ที่เป็นรากเหง้าของปัญหา
นโยบายสวัสดิการที่ออกมามักเป็นการ “ช่วยเหลือ” แบบกุศล ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่สร้างความยากจนขึ้นมาตั้งแต่แรก เรามีนโยบายเงินอุดหนุนมากมาย แต่ไม่มีใครกล้าพูดถึงการแช่แข็งค่าเช่า ไม่มีใครกล้าพูดถึงการทำขนส่งสาธารณะให้ฟรีจริง ๆ ไม่มีใครกล้าพูดถึงการดูแลเด็กฟรีที่เป็นสากล เพราะนโยบายเหล่านี้จะกระทบต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนที่พวกเขาพึ่งพาอยู่ และที่สำคัญ ไม่มีใครกล้าพูดถึงการควบคุมแพลตฟอร์มเทคโนโลยีให้มีความรับผิดชอบต่อแรงงานที่ทำงานผ่านระบบของพวกเขา ไม่มีใครกล้าเรียกร้องให้บริษัทเหล่านี้จ่ายภาษีอย่างเป็นธรรมหรือให้สิทธิในการรวมตัวของแรงงานในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม
สิ่งที่ Mamdani แสดงให้เห็นคือการเมืองแบบใหม่ที่ไม่ต้องอาศัยเงินทุนจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ แต่สร้างฐานจากการระดมพลังประชาชน จากการสร้างขบวนการทางสังคมที่เข้าใจและสนับสนุนนโยบายเปลี่ยนแปลง จากความกล้าที่จะบอกความจริงว่าระบบปัจจุบันไม่ยุติธรรมและจำเป็นต้องถูกเปลี่ยนแปลง การที่เขาชนะ Andrew Cuomo ซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีเงินทุนสนับสนุนมหาศาลและมีเครือข่ายอำนาจลึกซึ้งในระบบการเมืองนิวยอร์ก แสดงให้เห็นว่า ประชาชนพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงแล้ว พวกเขาเบื่อหน่ายกับนักการเมืองที่พูดดีแต่ทำน้อย เบื่อหน่ายกับสัญญาที่ไม่เคยเป็นจริง เบื่อหน่ายกับระบบที่ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้นในขณะที่คนธรรมดาต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในแต่ละวัน
ประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤตความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง ค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงจนคนรุ่นใหม่ไม่สามารถมีบ้านของตัวเองได้ ระบบขนส่งสาธารณะที่แพงและไม่ครอบคลุม ค่าดูแลเด็กที่สูงจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการมีบุตร แรงงานในเศรษฐกิจแพลตฟอร์มที่ถูกแสวงหาประโยชน์โดยไม่มีการคุ้มครอง ปัญหาเหล่านี้ต้องการนักการเมืองที่กล้าเสนอนโยบายเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่การแจกเงินหรือบัตรสวัสดิการอีกใบหนึ่ง เราต้องการคนที่กล้าบอกว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ต้องถูกควบคุม ว่าระบบขนส่งสาธารณะควรเป็นสิทธิไม่ใช่สินค้า ว่าการดูแลเด็กเป็นหน้าที่ของรัฐไม่ใช่ภาระของครอบครัวเพียงลำพัง ว่าแพลตฟอร์มเทคโนโลยีต้องรับผิดชอบต่อแรงงานที่สร้างมูลค่าให้กับพวกเขา เราต้องการนักการเมืองที่เข้าใจว่าการแก้ปัญหาความยากจนไม่ใช่การ “ช่วยเหลือ” คนจน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบที่สร้างความยากจนขึ้นมา
ตราบใดที่การเมืองไทยยังคงถูกครอบงำโดยพันธมิตรกับกลุ่มทุนใหญ่ทั้งแบบเก่า และแบบใหม่ ตราบใดที่นักการเมืองยังคงกลัวที่จะท้าทายผลประโยชน์ของชนชั้นสูง และกลุ่มทุนเทคโนโลยี ตราบใดที่เรายังเข้าใจผิดว่าการเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ต้องมาจากการมีภูมิหลังที่ “ถูกต้อง” แทนที่จะเป็นความกล้าหาญทางนโยบาย เราก็จะไม่มีวันได้เห็น Zohran Mamdani ของไทย เราจะยังคงมีแต่นักการเมืองที่พูดดีแต่ไม่กล้าทำ ที่สัญญามากแต่เปลี่ยนแปลงน้อย ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชน แต่กลับรับใช้ผลประโยชน์ของคนกลุ่มเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนแบบดั้งเดิมหรือกลุ่มทุนเทคโนโลยีที่กำลังครอบงำเศรษฐกิจและสังคมในรูปแบบใหม่
การสาบานตนของ Mamdani ที่สถานีรถไฟใต้ดินเก่าในช่วงเที่ยงคืนไม่ใช่แค่ภาพที่สวยงามทางสัญลักษณ์ แต่เป็นการท้าทายให้เราทบทวนว่า การเมืองที่แท้จริงควรเป็นอย่างไร ผู้นำที่แท้จริงควรมีความกล้าหาญแบบไหน และการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากอะไร คำถามคือ เมื่อไหร่การเมืองไทยจะพร้อมสำหรับคำตอบเหล่านี้