เช็กพอยท์! จุดถดถอยของประชาธิปไตย  – Decode

เช็กพอยท์! จุดถดถอยของประชาธิปไตย 

Crack PoliticsPlay Read
Reading Time: 2 minutes

กระแสประชาธิปไตยมีขึ้นมีลงอยู่เสมอนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น

ประชาธิปไตยกำลังถดถอยทั่วโลก เป็นเรื่องที่ยังมีการถกเถียงไม่จบ 

ในสหรัฐฯ ชัยชนะครั้งที่สองของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางการเมืองธรรมดา นักวิชาการหลายคนวิจารณ์ว่า ทรัมป์สัญลักษณ์ความเสื่อมถดถอยของประชาธิปไตยในประเทศที่ส่งออกประชาธิปไตยมาโดยตลอด เป็นชัยชนะที่เป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญของ วิกฤตประชาธิปไตยจากภายใน ในประเทศที่เคยถูกยกให้เป็นต้นแบบของโลกเสรี 

คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า ทำไมทรัมป์ชนะ

แต่คือประชาธิปไตยแบบใดที่เปิดทางให้ชัยชนะเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

หนังสือวิกฤตประชาธิปไตย ซึ่งรวบรวมบทสัมภาษณ์ของนักวิชาการและนักคิดระดับโลก ชี้ให้เห็นตรงกันว่า ปัญหาหลักของประชาธิปไตยร่วมสมัย แต่อยู่ที่ ‘ความเข้าใจประชาธิปไตยของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง’ ที่ถูกทำให้แคบ เหลือเพียงการเลือกข้าง ผ่านคูหามากกว่าการร่วมกำหนดอนาคตของสังคมตามบรรทัดฐานของหลักการประชาธิปไตย

การเมืองสองพรรค ประชาธิปไตยที่เปราะบาง

ระบบการเมืองสหรัฐอเมริกาถูกออกแบบให้มีการแข่งขันระหว่างสองพรรคหลัก คือเดโมแครตและรีพับลิกัน ในทางทฤษฎี ระบบนี้ควรสร้างเสถียรภาพและความชัดเจนทางนโยบาย แต่ในความเป็นจริง ระบบสองพรรคกลับผลักการเมืองให้กลายเป็น สงครามอัตลักษณ์

Francis Fukuyama นักรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศและอาจารย์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งเคยทำงานในกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ชี้ว่าการเมืองอเมริกาไม่ได้แข่งขันกันด้วยวิสัยทัศน์เชิงนโยบายอีกต่อไป หากแต่แข่งขันกันด้วยคำถามว่า ใครคือพวกเรา และใครคือศัตรู การเลือกตั้งจึงไม่ใช่กระบวนการหาฉันทมติ แต่เป็นการยืนยันความเกลียดชังที่มีต่ออีกฝ่าย

ตัวอย่างเช่น ในปี 1960 หากคุณถามผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันทั่วไปว่า “คุณรังเกียจหรือไม่ หากลูกสาวของคุณแต่งงานกับผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต” พวกเขาจะตอบว่า “ไม่รังเกียจ” ถ้าถามในทางกลับกันก็จะได้คำตอบเหมือนกัน แต่ถ้าถามตอนนี้พวกเขาอาจตอบว่า “รังเกียจ” แถมยังภูมิใจกับคำตอบนี้ด้วย

พวกเขาอาจถึงกับเรียกคนที่สนับสนุนพรรคการเมืองที่แตกต่างออกไปว่า เป็นคนเลว และหันไปคบหากับคนที่สนับสนุนพรรคเดียวกันกับตนเองเท่านั้น

นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ ชัยชนะของทรัมป์จึงไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบที่ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมากรู้สึกว่า พวกเขามีทางเลือกเพียงสองทาง และต้องเลือกเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายชนะ มากกว่าจะเลือกเพราะเชื่อมั่นในคุณภาพของระบบ

ย้อนแย้งกับแก่นของระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนลงคะแนนได้อย่างเสรี และให้เคารพต่อความคิดเห็นของกันและกัน แต่สถานการณ์ในสหรัฐฯ วันนี้กลับไม่ได้เป็นแบบนั้น 

เพราะประชาธิปไตยถูกทำให้เป็นเรื่องอารมณ์

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงนโยบาย แนวคิดหรือบุคลิกของทรัมป์ แต่คือวิธีที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมากตัดสินใจภายใต้บรรยากาศของความกลัว ความโกรธ และข้อมูลที่บิดเบือน

Jason Brennan ผู้เชี่ยวชาญปรัชญาการเมือง จริยศาสตรประยุกต์และนโยบายสาธารณะ ตั้งข้อสังเกตว่าประชาธิปไตยจะเริ่มล้มเหลว เมื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่เข้าใจกลไกพื้นฐานของมัน และถูกกระตุ้นให้ตัดสินใจด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล และในสหรัฐความไม่เข้าใจนี้นำไปสู่การปฏิเสธผลการเลือกตั้ง การไม่ยอมรับกระบวนการตรวจสอบ และการทำลายความชอบธรรมของสถาบันประชาธิปไตยโดยประชาชนเอง

ทรัมป์อาจแพ้หรือชนะในแต่ละสมัย แต่สิ่งที่ชนะอย่างต่อเนื่องคือการเมืองแบบแบ่งเราแบ่งเขา ซึ่งกัดกร่อนประชาธิปไตยจากภายในสหรัฐอย่างเงียบงัน

ประชาธิปไตยไม่พังเพราะคนไม่เลือกตั้ง 

แต่ ‘พัง’ เพราะ คนไม่เข้าใจสิ่งที่เลือก’

หนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญของหนังสือเล่มนี้ คือการตั้งคำถามต่อมายาคติที่ว่า การมีสิทธิ์เลือกตั้งเท่ากับมีประชาธิปไตย Joseph S. Nye Jr. นักรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ศาสตราจารย์พิเศษเกียรติคุณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อธิบายว่าประชาธิปไตยต้องอาศัยวัฒนธรรมทางการเมืองที่เคารพความจริง ยอมรับความเห็นต่าง และเข้าใจบทบาทของสถาบันตรวจสอบ หากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมองว่าหน้าที่ของตนจบลงเมื่อหย่อนบัตร จบที่ 4 วินาทีในคูหาเลือกตั้ง ประชาธิปไตยแบบนั้นจะกลายเป็นเพียงพิธีกรรมที่ว่างเปล่า

กรณีสหรัฐสะท้อนชัดว่า ผู้มีสิทธิ์จำนวนมากเข้าใจประชาธิปไตยในฐานะเครื่องมือเอาชนะ ไม่ใช่ระบบบริหารความขัดแย้ง เมื่อฝ่ายที่ตนสนับสนุนแพ้ การปฏิเสธระบบจึงกลายเป็นเรื่องชอบธรรมในสายตาของตนเอง

เมื่อหันกลับมามองในไทย การเลือกตั้งมาถึงทีไรก็นำมาซึ่งความคึกคัก แต่ความเข้าใจในระบบประชาธิปไตยของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในไทยดูยังเปราะบาง ประเทศไทยอาจดูแตกต่างจากสหรัฐในเชิงโครงสร้าง ไทยมีพรรคการเมืองหลายพรรคมากกว่า มีการแข่งขันทางนโยบาย และมีการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566  

แต่หากมองลึกลงไปจะพบว่า ปัญหาเชิงวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นเรื่องน่ากังวล เช่น ภาวะทางตันหลังการเลือกตั้ง ที่เสียงข้างมากจากประชาชน ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างราบรื่น แม้กระบวนการจะเป็นไปตามกติกา แต่กลับสร้างคำถามต่อความหมายของ อำนาจอธิปไตยของประชาชน เกิดคำพูดว่าประชาชนไม่ใช่เจ้าของอำนาจที่แท้จริง 

ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมากรู้สึกว่าตัวเองชนะการเลือกตั้งแต่แพ้ระบบอำนาจ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าอำนาจที่มองไม่เห็นเป็นเรื่องที่ชอบธรรม ความขัดแย้งนี้สะท้อนความไม่เข้าใจร่วมกันว่า ประชาธิปไตยไม่ได้วัดกันที่ชัยชนะเพียงจุดเดียว แต่ต้องวัดจากความชอบธรรมของทั้งกระบวนการ

สำหรับการเมืองไทย เมื่อความไม่ความชอบธรรมของกระบวนการที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จึงส่งผลอย่างเลี่ยงไม่ได้ต่อศรัทธาประชาธิปไตยที่เสื่อมถอยของผู้คน และแน่นอนย่อมส่งผลต่อความเปราะบางของหลักการบริหารด้วยระบอบประชาธิปไตย จะว่าไปการเมืองไทยก็ติดกับดักเดียวกับสหรัฐฯ คือการเมืองแบบฝ่ายเราฝ่ายเขา เห็นได้จากการถกเถียงทางการเมืองไทยในช่วงหลังเลือกตั้ง เต็มไปด้วยการตั้งคำถามว่า ใครคือฝ่ายประชาธิปไตยที่แท้จริง มากกว่าการตั้งคำถามว่า ระบบประชาธิปไตยควรถูกออกแบบและปกป้องอย่างไร

การเมืองไทยถูกดึงเข้าสู่การเมืองแบบอัตลักษณ์ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนไม่น้อยตัดสินใจจากความรู้สึกโกรธ ความคาดหวัง หรือความผิดหวัง มากกว่าความเข้าใจในกลไกรัฐสภา การถ่วงดุลอำนาจ หรือบทบาทขององค์กรอิสระ

ผลลัพธ์คือเมื่อการเมืองไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ความศรัทธาต่อประชาธิปไตยก็สั่นคลอน และเปิดช่องให้ข้อเสนอแบบ “ทางลัด” หรือ “อำนาจพิเศษ” กลับมาได้รับการยอมรับอีกครั้ง

ประชาธิปไตยจะไม่ล่มเพราะคนไม่ไปเลือกตั้ง แต่จะล่มเพราะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยไม่ได้จบที่ชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เริ่มต้นที่ความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคมมากกว่า

Daron Acemoglu นักเศรษฐศาสตร์ชาวตุรกี อาจารย์มหาวิทยาลัย MIT เสนอว่า ประชาธิปไตยจะยั่งยืนได้ ต้องอาศัยทั้งรัฐที่เข้มแข็งและประชาชนที่มีความรู้ทางการเมือง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ่อนแอ ระบบทั้งหมดจะเปราะบาง

ทั้งในสหรัฐและไทย การลงทุนกับความรู้ประชาธิปไตยของประชาชน ยังน้อยกว่าการลงทุนกับการแข่งขันทางการเมือง การให้ความรู้เชิงวิพากษ์ การเข้าใจบทบาทของสถาบัน และการยอมรับความเห็นต่าง ยังคงเป็นโจทย์ที่ถูกละเลย ท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วผู้คนอดทนฟังกันได้น้อยลง พอฟังกันน้อยการถกเถียงที่พยายามเข้าใจอีกฝ่ายโดยไม่ละเลยจุดยืนของกันและกัน จึงเหลือเพียงความเห็นต่างก็ถูกบดบังลงด้วยจุดยืนของฉันเพียงเท่านั้น 

ส่วนความเข้มแข็งของรัฐซึ่งผูกโยงอยู่กับสถาบันทางการเมือง ก็กำลังทำให้ประชาธิปไตยทั้งในไทยและสหรัฐฯ ถูกสั่นคลอนด้วยคำว่าความไม่เชื่อมั่นในรัฐ ที่สหรัฐมีเหตุการณ์โจมตีอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ช่วงเวลาที่โจ ไบเดน พรรคเดโมแครต ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และในการเลือกตั้งครั้งต่อมาการขึ้นมานั่งเก้าอี้ผู้นำอีกครั้งของทรัมป์ เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องที่เพียงพอจะอธิบายกระแสวิพากษ์เรื่องคนสหรัฐจำนวนมากรู้สึกถูกทิ้งไว้ข้างหลังการเติบโตของโลกาภิวัฒน์ ประชาชนสหรัฐจำนวนมากที่เลือกทรัมป์อาจกำลังบอกว่า ที่ผ่านมาพรรคหลักการประชาธิปไตยอย่างเดโมแครต เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชน 

ส่วนในไทย ความแข็งขันของสถาบันทางการเมืองกับการขยายแนวคิดชาตินิยม + ประชานิยมดูกำลังไปได้สวย องค์กรอิสระและองค์กรตุลาการยอดสุดของระบบยุติธรรมที่ถูกออกแบบมาให้มีอำนาจล้นเกิน และยังขาดการยึดโยงกับประชาชน กำลังถูกตั้งคำถามอย่างมากถึงความเป็นธรรมโปร่งใส การทำงานในกระแสอำนาจนิยมของสถาบันการเมืองในไทยจึงเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ 

ยังอีกยาวไกล ในยุคสมัยของเรา 

เราในฐานะประชาชนจะก้าวข้ามวิกฤตประชาธิปไตย วิกฤตแห่งยุคสมัยนี้ไปได้ยังไง