ลังเล ‘ยังไม่ตัดสินใจ’ ไม่ใช่เพราะเบื่อการเมือง – Decode

ลังเล ‘ยังไม่ตัดสินใจ’ ไม่ใช่เพราะเบื่อการเมือง

Crack PoliticsNews
Reading Time: 2 minutes

เสียงของผู้คนที่ “ยังไม่ตัดสินใจ” ไม่แผ่วแม้ในโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง นี่อาจกลายเป็นจุดพลิกผันสำคัญทางการเมือง ผลพวงจากผลลัพธ์ที่ไม่เคยนำไปสู่รัฐบาลที่สะท้อนเสียงประชาชนอย่างแท้จริง

ณ อาคารรัฐสภา ช่วงบ่ายของวันที่ 13 มกราคม อีก 20 กว่าวันก่อนการเลือกตั้งทั่วไป แม้บรรยากาศไม่ได้คึกคักแบบเวทีหาเสียง ไม่มีการปราศรัยเร้าอารมณ์ หากแต่เป็นพื้นที่ของวงสนทนาที่เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ใช่เพียงว่า ใครจะชนะการเลือกตั้ง แต่คือการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีความหมายแค่ไหนต่อชีวิตของประชาชน

เวที Policy Watch Connect 2026 เปิดฉากท่ามกลางบรรยากาศการเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไป พร้อมกับการทำประชามติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในขณะที่ปฏิทินการเมืองขยับเข้าใกล้วันตัดสิน เสียงในสังคมกลับไม่ได้ดังขึ้นตามไปด้วย

“ถ้าให้พูดในเชิงตัวเลข จะเห็นว่าผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจมีอยู่สูงมาก แทบทุกโพลอยู่ที่ประมาณ 35–40%”
ศ.ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดประเด็นไว้ตั้งแต่ต้น

ตัวเลข “ยังไม่ตัดสินใจ” กลายเป็นดัชนีสำคัญของการเมืองรอบนี้ มันไม่ใช่เพียงสถิติทางการเลือกตั้ง แต่เป็นภาพสะท้อนความรู้สึกลึก ๆ ของผู้คนที่ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง โดยที่ผลลัพธ์ไม่เคยนำไปสู่รัฐบาลที่สะท้อนเสียงประชาชนอย่างแท้จริง

ศ.ดร. สิริพรรณ ชวนมองความลังเลของประชาชนในมุมที่ต่างออกไป ในทางรัฐศาสตร์ คนที่ยังไม่ตัดสินใจไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ “เบื่อการเมือง” เสมอไป หากอาจเป็นคนที่กำลังใช้เวลา ประมวลผลข้อมูลอย่างรอบคอบ

“มันไม่ใช่แค่การรับรู้ แต่คือการประมวลผล… คนกลุ่มนี้กำลังเทียบตัวเองกับพรรคการเมือง แล้วเลือกพรรคที่มีจุดยืนใกล้กับเขามากที่สุด แม้มันจะไม่ตรงทั้งหมด”

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ศ.ดร. สิริพรรณกล่าวว่า ประชาชนเกิดความลังเลขึ้นเพราะ “ไม่มีพรรคที่ใช่” อย่างชัดเจน ทุกพรรคต่างมีจุดอ่อน มีคำสัญญาที่ผู้คนเคยได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ประสบการณ์ในอดีตสอนให้ประชาชนระวังตัวมากขึ้น

การเลือกตั้งสองครั้งก่อนหน้า ทิ้งรอยแผลไว้กับความรู้สึกของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือกไปแล้ว เสียงอาจไม่ถูกนับ หรือถูกริดรอนด้วยกระบวนการและกลไกอื่นที่อยู่นอกคูหา

จากการเมืองแบ่งขั้ว สู่การเมืองแบบ “ชนเผ่า”

สิ่งที่ทำให้บรรยากาศการเมืองรอบนี้เปราะบางยิ่งขึ้น คือการแตกตัวของสังคมออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ศ.ดร. สิริพรรณอธิบายว่าหากในอดีตเราเคยพูดถึง polarization หรือการแบ่งเป็นสองขั้วใหญ่ วันนี้ภาพนั้นละเอียดซับซ้อนกว่านั้นมาก

“ตอนนี้มันไม่ใช่แค่สองขั้วแล้ว มันคือ tribalism ต่างคนต่างมีเผ่าของตัวเอง มีหัวหน้าเผ่าที่พูดอะไรเราก็พร้อมจะเชื่อ โดยไม่ตั้งคำถาม”

การเมืองแบบชนเผ่าทำให้พื้นที่สนทนาร่วมกันหดแคบลง ผู้คนเลือกเสพข้อมูลจากแหล่งที่ยืนยันความเชื่อของตนเอง โพลหลายสำนักจึงให้ผลต่างกันอย่างสุดขั้ว ไม่ใช่เพราะประชาชนเปลี่ยนใจเร็ว แต่เพราะแต่ละโพลสะท้อน “กลุ่มผู้เสพสื่อ” ที่ต่างกัน

ในสภาพเช่นนี้ บทบาทของรัฐและสื่อจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การ “ทำนายผลเลือกตั้ง” หากต้องช่วยพยุงสังคมไม่ให้กระจัดกระจายไปมากกว่านี้หลังวันลงคะแนน

หรือรัฐธรรมนูญ 60 ทำให้เสียงของประชาชนไร้ความหมาย

เมื่อพูดถึงรากของปัญหาความไม่มั่นใจในการเลือกตั้ง ชื่อของรัฐธรรมนูญ 2560 ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ณัชปกร นามเมือง นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวด้านการรณรงค์รัฐธรรมนูญ ชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบทเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ที่มา และผลลัพธ์ของโครงสร้างอำนาจที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างขึ้น

“รัฐธรรมนูญ 60 มาจากประชามติที่ไม่เป็นธรรม รณรงค์ฝ่ายเดียว เสียงไม่เห็นด้วยถูกจำกัด แล้วผลคือโครงสร้างที่ทำให้คนไม่เท่ากัน”

ความไม่เท่ากันนั้นปรากฏชัดในหลายระดับ ตั้งแต่การให้อำนาจวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไปจนถึงบทบาทขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ที่สามารถชี้ขาดชะตาทางการเมืองของรัฐบาลซึ่งมาจากเสียงประชาชนหลายล้านคน

แม้วันนี้อำนาจของวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลง แต่โครงสร้างการคัดเลือกองค์กรอิสระยังคงอยู่ และยังส่งผลต่อการเมืองไทยในระยะยาว

เข้าคูหา กาบัตร 3 ใบ ‘อำนาจ’ ในมือ ‘ประชาชน’

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเลือก ส.ส. เขต และบัญชีรายชื่อ แต่ยังมี “บัตรใบที่สาม” สำหรับการทำประชามติ ซึ่งณัชปกรเปรียบเทียบว่าเป็น ประตูบานแรก ของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

“ถ้าอยากได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องเปิดประตูสามบาน ประชามติครั้งนี้คือบานแรก”

ประตูบานที่สองคือการแก้ไขกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญโดยรัฐสภาชุดใหม่ และบานที่สามคือประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคต กระบวนการทั้งหมดนี้ยาวนานและต้องอาศัยความเข้าใจของประชาชนอย่างมาก แต่ปัญหาคือ ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ในวันเลือกตั้งเขาจะต้องถือบัตรกี่ใบ และแต่ละใบมีความหมายอย่างไร

ทั้งสิริพรรณและณัชปกรเห็นตรงกันว่า การทำประชามติควรเป็นวาระสาธารณะที่รัฐต้องรณรงค์อย่างจริงจัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม

“กกต. มีหน้าที่ต้องรณรงค์ ไม่ใช่แค่แจกแผ่นปลิว ถ้าไม่ทำถือว่าล้มเหลว” ศ.ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ชี้ให้เห็นว่า ความล่าช้าในการกำหนดคำถามประชามติ การสื่อสารที่คลุมเครือ และการจำกัดเวลาลงทะเบียน ล้วนทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการมีส่วนร่วม ขณะที่กระบวนการที่ควรเปิดพื้นที่กลับกลายเป็นการเพิ่มอุปสรรคโดยไม่จำเป็น

ณัชปกรชี้ให้เห็นว่า การกำหนดวันลงทะเบียนประชามตินอกเขตที่สั้นและทับซ้อนกับช่วงหลังวันหยุดยาว ส่งผลให้มีผู้มีสิทธิหลายแสนคน “หลุดออกจากระบบ” โดยไม่ตั้งใจ

สิทธิที่ไม่มีสิทธิ-ผลักภาระให้ประชาชน ทำลาย ‘ประชาธิปไตย’

บทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเวทีนี้ พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิวีวอตช์ จากเครือข่ายสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ชี้ว่าหน้าที่ขององค์กรจัดการเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่ “จัดให้เสร็จ” แต่ต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงโดยง่ายที่สุด

“องค์กรจัดการเลือกตั้งไม่ควรทำงานเพื่อความสะดวกของตัวเอง แต่ต้องทำให้ประชาชนตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่เพียงพอ”

หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือจำนวนบัตรเสีย ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งก่อนสูงถึงเกือบ 3 ล้านใบ ตัวเลขนี้สะท้อนความล้มเหลวด้านการให้ความรู้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่กลับไม่ถูกหยิบยกมาเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐนอกจากนี้ ปัญหาการเข้าถึงสิทธิของผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ที่อยู่นอกพื้นที่ ยังแสดงให้เห็นว่าระบบถูกออกแบบจากมุมมองของผู้จัด มากกว่าจากชีวิตจริงของผู้ใช้สิทธิ

เรื่องราวของผู้พิการทางสายตาที่ไม่สามารถใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจกฎหมาย เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของความเหลื่อมล้ำในกระบวนการเลือกตั้ง

สิทธิที่ “มีอยู่บนกระดาษ” แต่ไม่ถูกอำนวยให้เกิดขึ้นจริง ย่อมไม่ต่างจากการไม่มีสิทธิเลย และเมื่อรัฐไม่เร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการประชาธิปไตยก็ยิ่งลดลง

ท่ามกลางข้อจำกัดของรัฐ ภาคประชาชนจำนวนมากลุกขึ้นมาทำหน้าที่แทน ตั้งแต่การสังเกตการณ์ การเปิดสายด่วนรับเรื่องร้องเรียน ไปจนถึงการสื่อสารข้อมูลให้เข้าใจง่าย แต่คำถามเชิงนโยบายว่า เหตุใดภาระนี้จึงตกอยู่กับประชาชนมากกว่าหน่วยงานที่มีงบประมาณและอำนาจโดยตรง

“หนึ่งเสียงหนึ่งสิทธิ์ ถ้ามันมีคุณค่า รัฐต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าทุกเสียงถูกนับจริง” พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน กล่าว

การเลือกตั้งในฐานะจุดเริ่ม ไม่ใช่จุดจบ

การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่สามารถแก้ไขทุกปัญหาที่สั่งสมมาได้ในคราวเดียว แต่สิ่งที่เวที Policy Watch Connect 2026 ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน คือ หากรัฐยังไม่ยอมรับว่าประชาชนคือเจ้าของกระบวนการอย่างแท้จริง ความลังเล ความไม่เชื่อมั่น และความอ่อนล้าทางการเมืองจะยังคงอยู่ต่อไป

ในวันที่ประชาชนถือบัตรสามใบอยู่ในมือ ความหมายที่สำคัญจึงไม่ใช่แค่จะกาอะไรในคูหา แต่คือเสียงทุกเสียงต้องถูกนับ