Reading Time: 5 minutes
“ไม่มีปลาเล้ย” ชายชราตะโกนมาจากอีกฝั่งของแม่น้ำ
หากเป็นช่วงเวลาปกติ เสียงของคนชราคงไม่อาจเดินทางผ่านเสียงเรือหรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามริมแม่น้ำกกได้ แต่วันนี้แม่น้ำกกไม่ปกติมันเงียบเชียบไร้ซึ่งผู้คน ยิ่งเดินลึกยิ่งเงียบสงัด เศษซากปรักหักพังของบ้านเกสต์เฮ้าส์ บังกะโล บ้านยังคงเหลือให้เห็น รอยโคลนที่ทิ้งคราบไว้ตรงคานบ้านชั้นสองยังย้ำชัด ว่าผลกระทบจากน้ำท่วมเชียงรายยังไม่ได้รับการเยียวยา และที่เลวร้ายที่สุด คือสารพิษข้ามแดนที่ยังไม่หายไปจากแม่น้ำกก
ตั้งแต่ตรวจพบสารโลหะหนักปนเปื้อนแม่น้ำกกในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 ที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะไหลเข้าสู่อีก 7 อำเภอในเชียงราย รัฐบาลของ แพทองธาร ชินวัตร มีความพยายามในการรวบรวมข้อมูล จัดประชุมติดตามสถานการณ์ และความพยายามในการเจรจาบนเวทีระหว่างประเทศ จวบจนรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชนในจังหวัดเชียงรายว่า ‘หากเป็นความต้องการของประชาชน เราก็จะหารือร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป’
แต่จนถึงปัจจุบัน ยังมีเด็กและประชาชนหลายคนที่ยังเข้าไม่ถึงข้อมูลว่าสารโลหะหนักเหล่านี้อันตรายเพียงใด หรือหลายธุรกิจที่ซบเซาจนแทบล้มละลาย แม้เกือบหนึ่งปีที่ผ่านเสียงเรียกร้องของภาคประชาชนบนลุ่มน้ำกก รวก สาย โขงจะดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าเสียงตอบรับจากรัฐบาลจะเบาลงไปทุกที
“ช่วงนั้นคนไม่กล้าลงน้ำ ไม่กล้าลงสักคนเลย บางคนก็เลิกกินปลา (จากแม่น้ำกก) ไปเลย ถ้าได้ปลาใหญ่ ๆ ก็เอาไปเลี้ยงในบ่ออีกทีหนึ่ง นานแล้วถึงกล้ากิน เมื่อก่อนจะหามาขายในหมู่บ้าน โอ้โหคนแย่งกันซื้อ แต่เดี๋ยวนี้คนในหมู่บ้านไม่ซื้อแล้ว ต้องไปขายนอกบ้าน แต่เดี๋ยวนี้ก็หาไม่ได้หรอก มันไม่มีปลา”
จะหา อดีตชาวประมงชาวลาหู่สะท้อนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นฉับพลันในหมู่บ้านแคววัวดำ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เขาเล่าว่าแต่ก่อนแม่น้ำกกใสจนเห็นก้อนหินใต้ผิวน้ำ อีกทั้งยังอุดมไปด้วยปลาหลากหลายชนิด โดยสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตเคยรายงานว่า การศึกษาพันธุ์ปลาในแม่น้ำกกปีพ.ศ. 2519 พบพันธุ์ปลากว่า 71 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นปลาแค้ ปลากดคัง ปลาตะเพียนขาว ปลาคางเบือน ฯลฯ ที่เป็นทั้งแหล่งอาหารและแหล่งรายได้สำคัญของคนในพื้นที่ที่ยึดประมงเป็นวิชาชีพ โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านเชียงแสนน้อย บ้านสบคำ และบ้านสบกก
สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตระบุอีกว่า ในช่วงฤดูน้ำหลากเป็นช่วงที่ชาวประมงน้ำกกทำรายได้สูงที่สุดเฉลี่ยประมาณ 52,000 บาทต่อคน แต่หลังจากพบสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก ผู้บริโภคก็ไม่มีความเชื่อมั่นที่จะบริโภคปลาจากแม่น้ำกกอีกต่อไป สังเกตได้จากราคาปลาที่ตกต่ำลงกว่าเดิมมาก เช่น ปลาคางเบือน เหลือ 200 บาทต่อกิโลกรัมจากเดิม 350 บาทต่อกิโลกรัม หรือปลาแค้ที่พบตุ่มปริศนาขึ้นบนลำตัว และทีมวิจัยจาก สกสว. ระบุว่าลักษณะที่ผิดปกติบนตัวปลาบ่งชี้ว่าเกิดขึ้นจากมลพิษในแหล่งน้ำ จนทำให้ภูมิคุ้มกันของปลาอ่อนแอลงและติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งนอกจากราคาจะตกลงไปถึง 150 บาทต่อกิโลกรัม มันยังแทบขายไม่ได้ด้วยซ้ำ
แม้คนในบ้านแคววัวดำจะไม่ได้ทำประมงเป็นหลัก (ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม) แต่การหาปลาก็ถือว่าเป็นกิจกรรมหลักของคนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำที่ขาดไม่ได้ แต่เมื่อปลาไม่มีให้จับ กระแทกซ้ำด้วยสารพิษในแม่น้ำ พวกเขาก็จำเป็นต้องงดกิจกรรมดังกล่าวไปโดยปริยาย เหลือก็เพียงคนเฒ่าคนแก่ที่ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก เช่น ปะนะ ชายชราวัย 60 ปีบริบูรณ์ พี่ชายของจะหา และชาวประมงอาวุโสที่ยังคงล่องไปตามลำน้ำกกเพื่อหาปลาอยู่ทุกวันอย่างที่เขาเคยทำมาทั้งชีวิต
จะหา และ ปะนะ
อย่างไรก็ดี จะหาและปะนะบอกว่าพวกเขาสังเกตเห็นว่าปลาเริ่มน้อยลงตั้งแต่มีการก่อสร้างฝายป่ายางโมน ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง แม้ประชาชนจะยื่นหนังสือคัดค้านแต่ก็ไม่เป็นผล ซึ่งฝายดังกล่าวสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ค่อนข้างมาก เช่น ไม่มีปลามาวางไข่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เพราะฝายไปปิดเส้นทางว่ายของปลา โดยช่วงเวลาดังกล่าวมีปลาเยอะถึงขั้นที่ว่าจับอย่างไรก็ไม่หมด ก่อนจะถูกกระแทกซ้ำด้วยน้ำท่วม และสารพิษปนเปื้อนในที่สุด
“ไม่เห็นสารพิษก็เลยไม่กลัว ปลามันก็ยังมีชีวิตอยู่ น่าจะกินได้แหละ” ปะนะหัวเราะ
“ถ้าน้ำมันขุ่นกว่านี้ก็คงไม่หาแล้ว คงอยู่อย่างนี้ เราก็ไม่มีรายได้อะไรหรอก ทำไร่ก็ไม่เป็น ไม่ถนัด หาปลาเป็นอย่างเดียว” เขาพูดต่อ
“เสียดายก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว”
เขาพูดส่งท้าย ก่อนจะหยิบอ่างเปลผสมปูนขนาดใหญ่พอที่มนุษย์จะลงไปนั่งได้ อวนน้อย ๆ พาดไหล่ และคว้าเอาไม้ไผ่แท่งเรียวสองอันเป็นไม้พาย ก่อนจะล่องไปตามลำน้ำกกสีน้ำตาลอย่างคล่องแคล่ว
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่เพียงภาคประมงเท่านั้นที่พังทลาย ธุรกิจท่องเที่ยวริมน้ำกกก็พังราบเป็นหน้ากลองไม่แพ้กัน หล้า พุ่มไพรระไหวชื่น ชาวกะเหรี่ยงบ้านแคววัวดำผู้ (เคย) ประกอบอาชีพล่องแพเล่าว่า ปีใหม่ที่ผ่านมาเป็นช่วงเทศกาลท่องเที่ยวริมน้ำกกที่เงียบที่สุดเท่าที่เคยประสบพบ
“หลังจากน้ำท่วม การล่องแพก็หยุดโดยปริยาย เกสต์เฮ้าส์ก็ไม่มี จริง ๆ แพก็สามารถกู้ขึ้นมาได้อยู่ แต่มาหนักสุดคือน้ำปนเปื้อนสารพิษนั่นแหละ เราก็เลยไม่ค่อยมีใจแล้ว นักท่องเที่ยวก็หายไป ก็เลยไม่ได้ทำมาจนถึงปัจจุบัน ปกติมีเงินติดกระเป๋าทุกวันอะ” หล้าเล่าอย่างเซ็ง ๆ
หล้าเล่าว่าแต่ก่อนการเดินทางสัญจรส่วนใหญ่จะไปกับสายน้ำ ทั้งการเดินทางเข้าเมือง ขนวัสดุก่อสร้าง ฯลฯ แต่พอมีการตัดถนนและพัฒนาเส้นทางคมนาคมให้สะดวกสบายขึ้น ธุรกิจท่องเที่ยวริมน้ำก็พัฒนาจนกลายเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทย โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะนั่งเรือมาจากตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และเข้าพักที่เกสต์เฮ้าส์ที่บ้านแคววัวดำ ก่อนจะล่องแพไปยังบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรที่มีทั้งปางช้างและโฮมสเตย์ของคนพื้นเมือง ซึ่งระหว่างทางก็มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมายที่ถือว่าเป็นเสน่ห์ในการท่องเที่ยวริมน้ำกกแห่งนี้
“ตามเส้นทางเราจะเห็นธรรมชาติ มีน้ำพุร้อน เห็นเด็ก ๆ เล่นน้ำ ฝรั่งเขาชอบแบบนี้ บางครั้งช้างก็มาอยู่ใกล้ ๆ แม่น้ำให้เราเห็น เด็กน้อยก็บอกว่าเหมือนบ้านลอยน้ำ มันได้บรรยากาศ” หล้าเล่าด้วยรอยยิ้ม
หล้ารับธุรกิจล่องแพต่อมาจากครอบครัวที่อายุมากขึ้นจนทำต่อไม่ไหว เขาเล่าว่าการล่องแพอาศัยร่างกายที่แข็งแรงในการบังคับแพที่ไร้เครื่องยนต์ไม่ให้ชนโขดหิน และอาศัยความชำนาญพื้นที่ว่าตรงไหนน้ำนิ่ง ตรงไหนน้ำลึก ตรงไหนมีโขดหิน ซึ่งหากวันไหนน้ำเยอะและไหลเร็วเกินไปก็จะงดเดินทาง
หล้าเล่าอีกว่าธุรกิจริมกกจะประสานงานต่อกันเป็นทอด ๆ คือทัวร์จากเชียงใหม่จะติดต่อเกสต์เฮ้าส์ เกสต์เฮ้าส์จะขายทริปล่องแพให้นักท่องเที่ยว ซึ่งนั่นทำให้ในพื้นที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ขาดสาย และสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับสายพานธุรกิจนี้ เช่น การล่องแพก็คิดราคาราว 1,700-2,000 บาทต่อรอบ วันหนึ่งสามารถเดินทางได้มากที่สุด 2-3 รอบ และยังไม่รวมทิปตามความพอใจของนักท่องเที่ยวอีกด้วย
แพลำหนึ่งมีต้นทุนอยู่ราว ๆ สองถึงสามหมื่นต่อลำ ทั้งค่าอุปกรณ์อย่างโครงเหล็ก แกลลอนพลาสติก ไม้ไผ่สำหรับตกแต่ง และค่าช่าง แต่เมื่อแพพร้อมรับนักท่องเที่ยวแล้ว ต้นทุนการล่องแพจะเหลือเพียงค่าตัวคนล่องแพ และค่าเคลื่อนย้ายแพกลับมายังจุดเดิม ซึ่งก็ยังถือว่ากำไรและเป็นรายได้เสริมที่นำไปประกอบการทำเกษตรกรรมหรือกิจกรรมอื่น ๆ ได้
ทว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังน้ำท่วมและแม่น้ำปนเปื้อนนั้นรุนแรงเกินกว่าใครจะตั้งหลักได้ทัน
“ถ้าน้ำมันใสขึ้นเราก็อาจจะเอาแพขึ้นมาก็ได้ เพราะว่าเราอยู่ติดน้ำ เราต้องอาศัยน้ำ อาจจะชวนพรรคพวกมาลงทุนกัน ทางไกด์ก็โทรมาให้ทำอยู่ แต่เรายังไม่พร้อม บ้านก็ต้องสร้าง ไม่มีเวลา จิตใจก็ยังไม่กลับมาสมบูรณ์เต็มที่ ถ้าบ้านเสร็จแล้วค่อยว่ากัน” หล้าบอก
หล้า พุ่มไพรระไหวชื่น
ข้อมูลจากศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ รายงานสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่มในพื้นที่จังหวัดเชียงรายของวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ระบุว่าน้ำท่วมครั้งดังกล่าวสร้างความเสียหายทั้งสิ้น 13 อำเภอ 64 ตำบล และ 581 หมู่บ้าน เบื้องต้นมีผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด 56,587 ครัวเรือน โดยในหมู่บ้านแคววัวดำมีบ้านเรือนเสียหายทั้งหมด 53 หลัง ส่วนที่บ้านเรือนเสียหายหนักจะได้รับ ‘บ้านน็อกดาวน์’ (บ้านแคววัวดำมี 6 ครอบครัวที่ได้รับ) หล้าเป็นหนึ่งในนั้น แต่อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว หรือสาธารณูปโภคอื่น ๆ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นผู้จัดหาด้วยตนเอง
ส่วนความช่วยเหลืออื่น ๆ เทศบาลนครเชียงรายระบุว่า ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจะได้รับการเยียวยาเบื้องต้นครอบครัวละ 2,500 บาท และอบจ. เชียงรายระบุว่า ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจะได้รับการเยียวด้านดำรงชีพ อาทิ ค่าเครื่องนุ่งห่มรายละไม่เกิน 1,100 บาท ค่าเครื่องนอนรายละไม่เกิน 1,000 บาท ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพครอบครัวละไม่เกิน 11,400 บาท (เท่าที่จ่ายจริง) ค่าเครื่องครัวและอุปกรณ์ในการประกอบอาหารครอบครัวละไม่เกิน 3,500 บาท (เท่าที่จ่ายจริง)
แต่หลังจากเข้าไปสำรวจและสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ ยังพบผู้ประสบภัยน้ำท่วมบางส่วนที่ยังได้รับการเยียวยาไม่ครบถ้วน อีกทั้งยังพบ ‘ข้อจำกัดทางกฎหมาย’ ที่ทำให้พวกเขาไม่ได้รับการเยียวยาที่เป็นธรรมเท่าไหร่นัก แม้จะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และสารพิษในแม่น้ำไม่ต่างครัวเรือนอื่น ๆ
“ตั้งแต่น้ำท่วมเราก็ไม่มีรายได้ที่ไหน ก็ทำแต่เกสต์เฮ้าส์เนอะ รัฐก็ไม่ช่วย เขาช่วยแต่ที่พักอาศัย เขาบอกว่าเราทำธุรกิจส่วนตัว แต่จริง ๆ เราก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน”
ลัดดาวัลย์ โคโด๊ะ หญิงวัยกลางคนชาวกะเหรี่ยงที่ประกอบธุรกิจเกสต์เฮ้าส์เล่าเสียงเศร้า
ลัดดาวัลย์เริ่มทำเกสต์เฮ้าส์ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2543 ก่อนหน้าที่น้ำจะท่วม เธอมีเกสต์เฮ้าส์ทั้งหมด 9 หลัง หลังหนึ่งเป็นห้องอาหาร ส่วนที่เหลือแบ่งเป็นห้องพักได้ทั้งหมด 13 ห้อง โดยต้นทุนในการก่อสร้างส่วนใหญ่ก็มาจากการเป็นผู้จัดทัวร์และไกด์ของสามี ค่อย ๆ สะสมทุนและก่อสร้างมาเรื่อย ๆ จนเต็มพื้นที่ ซึ่งรายได้จากการทำเกสต์เฮ้าส์ก็ตกอยู่ประมาณปีละ 300,000-400,000 บาท (ยังไม่หักค่าใช้จ่าย)
“เราก็ทำไปเรื่อย ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ หลังหนึ่งก็จะประมาณสามสี่แสน แต่พอน้ำท่วมก็ไปหมดเลย ช้อนชามอะไรก็ไม่เหลือ เราก็ไม่ทำแล้ว ไม่มีงบประมาณที่จะทำ และพี่ก็เหลือคนเดียว” เธอบอก
ลัดดาวัลย์เล่าว่า หลังจากน้ำท่วมเห็นความพยายามจากภาครัฐในการเยียวยาผู้ประภัยน้ำท่วมอยู่ เช่น จะจัดหาวัสดุก่อสร้างหรือเงินมาให้ บางคนที่บ้านลอยไปกับน้ำก็ได้เงินเยียวยาหลักแสนถึงล้าน เงินช่วยเหลือหากน้ำท่วมที่นา แต่จนถึงขณะนี้ เธอได้รับเพียงเงินช่วยเหลือบ้านที่เสียหาย 9,000 บาท เงินช่วยเหลือหัวหน้าครอบครัว 4,000-5,000 บาท และสมาชิกในครอบครัว (ลูก) อีก 2,000 บาท “ถ้ารีโนเวตหลังหนึ่งก็ประมาณสามสี่แสน จะไปเอาเงินแสนที่ไหนถ้าเขาไม่ช่วย” เธอหัวเราะแห้ง
ลัดดาวัลย์ โคโด๊ะ
หากดูตามมาตรการความช่วยเหลือของรัฐที่ผ่านมา เงินช่วยเหลือเยียวยาจะไม่ครอบคลุมธุรกิจบ้านพัก มีเพียงการจัดงบประมาณเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เช่น การให้สินเชื่อ การพักหนี้ หรือโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวต่าง ๆ เท่านั้น
ปัจจุบันลัดดาวัลย์หาเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงหมูเพื่อขาย และตั้งใจจะทำแปลงผักเล็ก ๆ แทนจุดที่เคยเป็นที่ตั้งของเกสต์เฮ้าส์ เธอเล่าว่าเมื่อก่อนที่ดินตรงนี้ราคาสูงมาก อย่างที่ดินรวมเกสต์เฮ้าส์ของเธอก็เคยมีคนเสนอราคาซื้อสูงถึง 6 ล้านบาทแต่เธอก็ตัดสินใจไม่ขาย แต่เดี๋ยวนี้จะเทขายก็แทบไม่มีใครสนใจ เพราะว่ามันกลายเป็นที่ดินติดแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษไปเรียบร้อยแล้ว
ลัดดาวัลย์เองก็กลัวสารโลหะหนักในแม่น้ำเหมือนกัน เธอเล่าว่าได้ยินคนบอกว่าการระเหยของสายน้ำอาจนำพาสารพิษให้ลอยมาตามอากาศ แม้เธออยากจะย้ายขึ้นไปบนเขาหรือไปให้ห่างจากริมแม่น้ำ แม้จะมีที่นาของเธออยู่แปลงหนึ่งไม่ไกลนัก แต่ที่นาดังกล่าวก็ตรวจพบสารโลหะหนักเช่นเดียวกัน ทำให้เธอไม่มีที่ดินอื่นอีกแล้วในบ้านแคววัวดำ หากเทียบกับความรุ่งโรจน์ในอดีต วิวทิวทัศน์แม่น้ำกกของลัดดาวัลย์วันนี้คงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“ไม่รู้ว่าจะทำยังไงเหมือนกัน ไม่รู้จะหาอาชีพอะไรมาทำแล้วเนี่ย” เธอหมดอาลัย
ความกังวลต่อเหตุการณ์น้ำท่วมและสารพิษในแม่น้ำเกิดขึ้นกับคนแทบทั้งหมู่บ้าน หล้าเล่าว่ามีอีกราว ๆ 10 ครัวเรือนที่ต้องการจะย้ายขึ้นไปตั้งรกรากใหม่ในภูเขาหรือบนที่สูง แต่ไม่สามารถทำได้เพราะที่ดินข้างบนนั้นเต็มหมดแล้ว อีกทั้งยังไม่มีงบประมาณในการก่อสร้างใหม่ เพราะครอบครัวที่ไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมก็จะไม่ได้การเยียวยา รวมถึงสถานการณ์แม่น้ำปนเปื้อนก็ยังไม่ถูกบรรจุเป็นวาระที่ควรได้รับการแก้ไขหรือเยียวยา “ตรงนั้นเหมือนดมสารเคมี เมื่อก่อนคนป่วยโรคมะเร็งไม่ค่อยมีนะบ้านเรา แต่ตอนนี้ก็สี่ห้าคนแล้วที่อยู่ ใกล้แม่น้ำแล้วเป็นมะเร็ง ที่ (กะเหรี่ยง) รวมมิตรก็มีป่วยเหมือนกัน ตายไม่ตายแหล่ ใช้ออกซิเจนอยู่” หล้าบอก
เขาเล่าต่อว่า บางครอบครัวเปลี่ยนเถียงนาของตนเป็นบ้านหลังใหม่แก้ขัดไปก่อน เพราะการสร้างบ้านของชาวกะเหรี่ยงบ้านแคววัวดำไม่ใช่ทุ่มเงินครั้งเดียวแล้วได้บ้าน แต่เป็นการเก็บเงินโปะส่วนต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างก็สูงขึ้น อย่างห้องน้ำเล็ก ๆ ก็อาจสูงถึงเจ็ดแปดหมื่นบาท ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ชาวบ้านจะมีงบประมาณขนาดนั้นในช่วงเวลาที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจพังทลายทั้งหมดเช่นนี้
“น้ำเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเรา เมื่อก่อนเราอยู่ใกล้แม่น้ำเราก็มีความสุข เพราะมันมีปลา มีอาหาร แต่ตอนนี้ไม่มีใครอยากได้ที่ใกล้แม่น้ำแล้ว เขากลัว บางคนไม่อยากทำอะไรแล้ว จะรื้อบ้านหลังเก่าเพื่อสร้างใหม่ก็ไม่มีกำลัง นอกจากจะย้ายไปอยู่ที่อื่นเลย แต่ในเมืองก็ค่าครองชีพสูงกว่ามาก มีอะไรก็ต้องเช่าหมด น้ำยังต้องซื้อบริโภคเลย” หล้าบอก
ความโชคดีเดียวที่เกิดขึ้นที่บ้านแคววัวดำ คือ น้ำประปาที่ใช้บริโภคทั้งหมดมาจาก ‘ประปาภูเขา’ ที่พอจะบรรเทาวิกฤตแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษไปได้เปราะหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ความเสียหายไม่ได้หยุดแค่คนริมน้ำกกเท่านั้น แต่ไหลหลากไปถึงคนในจังหวัดเชียงราย ที่ใช้น้ำกกเป็นแหล่งน้ำดิบหลักในการผลิตน้ำประปา โดยรายงานของ BBC ไทย ระบุว่า การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ต้องแบกต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 23 ล้านบาทหลังพบปัญหาปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก เพื่อปรับปรุงระบบจ่ายสารเคมีเพื่อจัดการสารโลหะหนัก จัดหาชุดทดสอบสารโลหะหนักเบื้องต้น เครื่องมือสำหรับการตรวจวัดโลหะหนัก รวมถึงค่าสารเคมีที่ใช้ปรับปรุงคุณภาพน้ำใน 5 สถานีผลิตน้ำในจังหวัดเชียงราย โดยข้อมูลจากการประปาส่วนภูมิภาคระบุว่ามีจำนวนผู้ใช้น้ำราว 84,181 คน
ขณะที่แผนระยะกลางของกปภ. คือ การสร้างระบบผลิตน้ำประปาขนาด 300 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ที่สถานีผลิตน้ำเกาะช้าง โดยใช้แหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำรวก และระบบผลิตน้ำประปาโครงการเชียงแสน ขนาด 24,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ที่สถานีผลิตน้ำเชียงแสน ที่ใช้แหล่งน้ำดิบจากแม่โขงแทนแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก รวมถึงก่อสร้างสถานีจ่ายน้ำแห่งใหม่อีก 3 แห่ง เพื่อส่งน้ำประปามายังอำเภอแม่จัน และอำเภอแม่สาย ใช้งบประมาณทั้งหมด 916.094 ล้านบาท โดยแผนระยะกลางนี้ได้รับการจัดสรรงบประมาณตั้งแต่ก่อนพบสารโลหะหนักปนเปื้อนแม่น้ำ
ส่วนแผนระยะยาวคือ ‘การย้ายแหล่งน้ำดิบ’ โดย จักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค ระบุว่า ขณะนี้มีแผนการย้ายแหล่งน้ำดิบอยู่สองโครงการด้วยกัน หนึ่งคือการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำโดยใช้แหล่งน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำแม่คำของกรมชลประทาน เพื่อผลิตน้ำประปาสำหรับประชาชนในพื้นที่ อำเภอแม่สาย อำเภอแม่จัน และอำเภอเชียงแสน และอีกโครงการหนึ่งคือการใช้แหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำลาวแทนแม่น้ำกก ซึ่งต้องก่อสร้างสถานีผลิตน้ำแม่ลาวขนาด 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 2,248 ล้านบาท
จากสถานการณ์ทั้งหมดจะเห็นได้ชัดว่า แม้สารโลหะหนักที่ปนเปื้อนแม่น้ำนั้นมาจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธและเหมืองแร่ต่าง ๆ บริเวณต้นน้ำที่ประเทศเมียนมา ไม่ว่ามันจะเป็นการลงทุนโดยบริษัทเอกชนของจีน รัฐบาลเมียนมา หรือกองกำลังชาติพันธุ์ แต่ ‘มรดกพิษ’ และความเสียหายทั้งหมด มีประชาชนปลายน้ำเป็นผู้แบกรับแทบทั้งสิ้น
“ที่รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมที่สุด คือเคสเหล่านี้มันเป็นการลงทุนโดยเอกชนที่เราไม่รู้ว่าเขาคือใคร โดยที่มันไม่มีกลไกมาตรฐานใด ๆ กำกับเลย แต่ผลกระทบทั้งหมดมันกลับเกิดขึ้นกับสาธารณะ เกิดขึ้นกับสุขภาพของประชาชน หรืองบประมาณแผ่นดินที่ต้องเข้าไปแก้ไขและบำบัดทั้งสิ้น ถ้าพูดไม่เพราะคือเหมือนเราต้องไปเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวสิ่งที่สกปรกที่มาจากการลงทุนของเอกชน”
เพียรพร ดีเทศน์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา และกรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights ประกาศชัดเจนว่าสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนั้นไม่เป็นธรรมกับผู้คนปลายน้ำ และผู้คนที่ไม่ได้เป็นคนก่อมลพิษอย่างสิ้นเชิง
แน่นอนว่าการหยุดวิกฤตบนแม่น้ำกกและลุ่มแม่น้ำโขงคือการหยุดการทำเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำพร้อมกัน คือการผลักดันประเด็นมลพิษในแม่น้ำเป็นหนึ่งวาระหลักของประเทศ เพียรพรอธิบายว่า กลไกทางสิ่งแวดล้อมของประเทศเพื่อนบ้านนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ประเทศไทยจึงเป็นประเทศเดียวที่พอจะฝากความหวังไว้ได้ ทว่าสามรัฐบาลที่ผ่านมากลับยังไม่เห็นรัฐบาลใดที่ ‘จริงจัง’ กับเรื่องมลพิษในแม่น้ำเลย ทั้งที่ ๆ แค่เปิด Google Maps หรือภาพถ่ายทางดาวเทียมก็สามารถพบเห็นเหมืองแร่ต่าง ๆ อยู่เต็มไปหมด “ทำไมเขาไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือมันมีผลประโยชน์ทับซ้อน?” เธอตั้งคำถาม
เธอย้ำว่านี่ไม่ใช่เพียงเรื่องราวระหว่างธุรกิจเหมืองแร่และคนริมน้ำกกเท่านั้น แต่หมายรวมถึงประชาชนนับสิบล้านตามลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำสาละวิน และลุ่มน้ำอิรวดี ที่ต้องเผชิญการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำที่เขาใช้บริโภคอยู่ทุกวัน เธอยกตัวอย่างว่าปีนี้เป็นปีที่ ‘ไก’ หรือ ‘สาหร่ายน้ำจืด’ ไม่เกิดขึ้นเลยในแม่น้ำโขง นอกจากไกจะเป็นพืชที่ชี้วัดคุณภาพของน้ำได้ มันยังเป็น ‘นิเวศบริการ’ ที่สำคัญของพื้นที่ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนได้อย่างมหาศาล ทว่าความเสียหายเหล่านี้กลับไม่ได้ถูกคำนวนไปด้วย
“ธรรมาภิบาลในการจัดการห่วงโซ่อุปทานมันไม่มีเลย มันขับเคลื่อนด้วยความกระหายทางธุรกิจ ความกระหายทางกำไรโดยที่เพิกเฉยต่อสิทธิมนุษยชน เพิกเฉยต่อความเสียหายทางระบบนิเวศ และเพิกเฉยต่อความเป็นธรรมของประชาชน” เธอพูดหนักแน่น
สถาบัน Stimson Center คลังสมองที่ทำงานเกี่ยวกับประเด็นแม่น้ำโขง ได้เปิดเผยรายงานชิ้นสำคัญ Mining in Mainland Southeast Asia-Rivers Basins Dashboard ซึ่งเป็น Interactive Dashboard ที่ใช้ภาพถ่ายทางดาวเทียมความละเอียดสูงของ Planet Labs และฐานข้อมูลองค์กรสิทธิมนุษยชน-สิ่งแวดล้อมในภูมิภาค เพื่อตรวจหา ยืนยัน และอัปเดตตำแหน่งกิจกรรมการทำเหมืองที่อยู่บนหรือใกล้แม่น้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ ซึ่งพบร่องรอยมากมาย อาทิ พื้นที่ขุดเจาะ พื้นที่แปรรูป และบ่อกักเก็บกากแร่ อีกทั้งยังจำแนกประเภทการทำเหมืองออกมาเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่
การทำเหมืองแบบฉีดละลายแร่ (In-situ leaching) วิธีการหลักที่ใช้ขุดหาแร่แรร์เอิร์ธ
การทำเหมืองแบบกองชะละลาย (Heap leach) วิธีการที่มักใช้กับการทำเหมืองทองคำ
การทำเหมืองทองแบบลานแร่ (Alluvial gold mining) วิธีการที่แพร่หลายที่สุดในภูมิภาค
โดยข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 พบเหมืองในภูมิภาคทั้งหมด 2,400 แห่ง และอีก 600 แห่งที่ยังไม่ได้ปักหมุด เฉพาะในลุ่มแม่น้ำโขงมีเหมืองอย่างน้อย 803 แห่ง เป็นเหมืองแร่แรร์เอิร์ธกว่า 77 แห่ง ที่กระจุกตัวอยู่ในลุ่มแม่น้ำสาขาทางตอนเหนือของลาว เมียนมา และใกล้ชายแดนไทย ขณะที่ลุ่มน้ำอิรวดีก็พบเหมืองกว่า 1,300 แห่ง และในลุ่มน้ำสาละวินอีก 105 แห่ง
ไบรอัน อายเลอร์ นักวิจัยอาวุโส ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้อำนวยการโครงการพลังงาน น้ำ และความยั่งยืน และ เรแกน ขวัน นักวิเคราะห์วิจัยโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโครงการพลังงาน น้ำ และความยั่งยืน จากสถาบัน Stimson Center ระบุว่ากิจกรรมการทำเหมืองเกิดขึ้นโดยปราศจากการรับรู้จากสาธารณะ ไม่มีการบันทึกข้อมูลที่เป็นระบบ และขาดการกำกับควบคุมจากรัฐบาลต้นทาง ที่ซึ่งก็ยังไม่พร้อมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศ ชุมชนริมน้ำ หรือวิกฤตสุขภาพที่คุกคามมาอย่างเงียบ ๆ
สอดรับกับที่หล้าสะท้อนว่า มีผู้สูงอายุเสียชีวิตจากโรคมะเร็งอย่างน้อย 4-5 คนหลังจากพบการปนเปื้อนในแม่น้ำ แม้จะเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน แต่เขาก็เชื่อว่าคงเป็นผลมาจากสารโลหะหนักในแม่น้ำที่ปะปนมาตั้งแต่ก่อนการค้นพบครั้งแรกที่อำเภอแม่อาย
เรแกนอธิบายเสริมว่า ข้อมูลเกือบทั้งหมดรวบรวมจากดาวเทียม ไม่ใช่ฐานข้อมูลของรัฐบาลต้นทาง ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่ไม่สามารถระบุได้ว่า ‘ใครอยู่เบื้องหลังเหมือง’ ได้โดยตรง แต่อย่างไรก็ดีหลายข้อค้นพบชี้ชัดว่าประเทศจีนเป็นตัวแปรหลักในสมการนี้ เช่น เขาระบุว่าการทำเหมืองแร่หายากแบบ In-situ leaching เป็นเทคนิคที่พัฒนาขึ้นในประเทศจีน ใช้กันแพร่หลายโดยปราศจากการควบคุมและกฎหมายตั้งแต่ช่วงค.ศ. 1980-ค.ศ. 2000 ซึ่งเป็นช่วงแร่หายากเฟื่องฟูในประเทศจีน แต่ภายหลังเหมืองผิดกฎหมายเหล่านี้ถูกปราบปรามโดยรัฐบาลจีน มีการจัดระเบียบอุตสาหกรรมแร่หายากและกฎหมายให้เข้มงวดขึ้น ผู้ประกอบการเหมืองและนักธุรกิจที่ทำเหมืองแบบไม่มีมาตรฐานจึงถูกบีบออกจากประเทศจีน และปักหมุดหมายใหม่ในประเทศที่อุดมไปด้วยแร่หายาก แต่ไร้ซึ่งกฎหมายอันเข้มงวด อย่างประเทศ ลาว เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม เป็นต้น
อย่างกรณีล่าสุด สำนักข่าวชายขอบรายงานว่า องค์กรเอกราชกะฉิ่น (Kachin Independence Organization – KIO) ได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัทจีนในการดำเนินการขุดหาแร่หายากในเมืองชิบเว และเมืองปางวาในรัฐกะฉิ่น ซึ่งเป็นพื้นที่ภายใต้การควบคุมของ KIO โดย พันเอกนอร์บู โฆษกของ KIO ได้กำชับบริษัทจีนว่าให้ดำเนินการขุดแร่ด้วยวิธีการที่ลดผลกระทบและความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด
ปัจจุบันแหล่งขุดแร่หายากทั้งหมดในรัฐกะฉิ่นอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพเอกราชกะฉิ่น (KIA) ซึ่งในปี 2564-2567 ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่แร่หายากจากกะฉิ่นถูกส่งไปยังประเทศจีนมากเป็นประวัติการณ์ โดยมีการส่งออกแร่หายากมูลค่าสูงถึง 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่บริษัทเหมืองแร่หายากของจีนก็เริ่มขยายการขุดเหมืองไปยังพื้นที่ตะวันออกของรัฐฉาน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพว้า (United Wa State Army-UWSA) อีกด้วย
“ผมสนับสนุนอย่างยิ่งให้มีการดึงจีน รวมถึงนักวิจัยชาวจีน เข้าร่วมโต๊ะเจรจาเพื่อพูดคุยในประเด็นนี้อย่างละเอียด เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นบริเวณชายแดนของจีนเอง และจีนมีบทบาทสำคัญไม่ใช่เพียงในฐานะ ‘ผู้ซื้อรายหลัก’ เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สกัดและแปรรูปแร่หายากรายใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย” เรแกนกล่าว
ในห้วงเวลาที่ธุรกิจเหมืองแร่แรร์เอิร์ธยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศเพื่อนบ้าน และความต้องแร่ในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยีในการป้องกันประเทศ และประเทศไทยเองก็เพิ่งลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐฯ (MOU on Critical Minerals Supply Chains) แม้จะไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ก็ให้อำนาจสหรัฐฯ ในการวิเคราะห์และเข้าถึงพิกัดแหล่งแร่หายากในประเทศไทย ให้สิทธิ์ผู้ลงทุนสหรัฐฯ เข้าลงทุนก่อนรายอื่น และจะได้รับการอำนวยความสะดวกทางกฎหมาย
เพียรพรอธิบายว่าความจริงแล้วประเทศไทยไม่ได้มีแร่หายากมากขนาดนั้น การที่ประเทศไทยเข้าไปเป็น ‘กลางน้ำ’ ในห่วงโซ่อุปทานการผลิต อาจหมายถึงการเป็น ‘ทางผ่าน’ และ ‘พื้นที่ฟอกเขียว’ ให้กับแร่หายากผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ เธอบอกว่าหากลองค้นหาตามแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ จะพบว่ามีกลุ่มซื้อขายแร่ต่าง ๆ เช่น แร่พลวง ที่มาจากแหล่งที่ไม่สามารถระบุพิกัดได้ ซึ่งเราก็สามารถอนุมานได้ว่ามันคงมาจากพื้นที่เทา ๆ ตามพรมแดนไทย-เมียนมา
ดังนั้นข้อเสนอแรกที่เพียรพรฝากไปถึงรัฐบาลใหม่ คือรัฐบาลใหม่ต้องแยกตัวออกจากทุนเทาให้ชัด ยืนยันกับประชาชนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนกิจการที่ตรวจสอบไม่ได้ เพราะมิเช่นนั้นเราจะ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เลย ในขณะที่ความเสียหายกลับทวีคูณความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
“อยากให้มองว่าความมั่นคง คือสุขภาพของประชาชน ไม่ใช่มองแค่ว่า ประเทศไทยจะมีพื้นที่ยืนในระดับนานาชาติ เพราะว่ามันกำลังจ่ายด้วยสิ่งแวดล้อมที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาก็ไม่เอา และราคาของมันคือชีวิตของมนุษย์” เธอย้ำ
ด้าน ดร. สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชาการนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้นิยามเพิ่มเติมว่า วิกฤตแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษนั้นเป็นความรุนแรงแสนเงียบงัน คือมันไม่ได้สำแดงผลกระทบออกมาทันที ทว่ามันจะทยอยสะสมไปเรื่อย ๆ ทั้งในสิ่งแวดล้อม ร่างกายมนุษย์ รวมถึงความสัมพันธ์ชายแดนระหว่างประเทศที่มีผลกระทบ-ผลประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็ง
สืบสกุลให้ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้งหมด 11 นโยบาย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนเกิดขึ้นจริงและมีประสิทธิภาพ
การเจรจากับประเทศเมียนมา ลาว จีน และกองกำลังชาติพันธุ์ที่ควบคุมเหมือง เขาให้เหตุผลว่า เพราะทั้งสามประเทศนี้เป็นผู้มีส่วนร่วมในสายธารการผลิตแร่
การระงับการนำเข้าแร่จากเมียนมาชั่วคราว เขาให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมามีการเจรจาร่วมกับรัฐเมียนมาอยู่หลายครั้ง ทว่าการเจรจาไม่ได้สร้างแรงกดดันให้รัฐเมียนมาต้องตรวจสอบเหมืองหรือแหล่งที่มาของแร่
การสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ เขาให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมานั้นไม่มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับแร่เลย ทำให้ตลาดเต็มไปด้วยแร่ ที่ตรวจสอบไม่ได้ว่ามันผ่านกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมหรือไม่
เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพของประชาชน เขาให้เหตุผลว่า ทุกวันนี้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ เช่น แม้จะมีการ ตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่การตรวจคุณภาพพืชหรือสัตว์น้ำกลับไม่ครอบคลุม
เปิดข้อมูลและสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เขาให้เหตุผลว่า ต้องมีการบูรณาการข้อมูลและส่งต่อให้กับประชาชนอย่างครบถ้วน เช่น ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐบอกว่าน้ำใช้ได้ ปลากินได้ ข้าวกินได้ แต่ไม่ได้บอกว่าควรบริโภคเท่าไหร่ และการขาดข้อมูลที่ครบถ้วนก็ส่งผลให้การเจรจากับรัฐบาลเมียนมาไม่เป็นผลด้วยเช่นกัน
การตั้งศูนย์ตรวจโลหะหนักระดับจังหวัด เขาให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการที่ตรวจสารโลหะหนักต้องส่งข้อมูลไปยังกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ ใช้ระยะเวลาประมาณสองอาทิตย์ถึงหนึ่งเดือน ซึ่งล่าช้าและไม่สอดรับกับปัญหา
สร้างพลเมืองวิทยาศาสตร์ เขาให้เหตุผลว่า ตอนนี้ประชาชนรู้เพียงว่าน้ำขุ่น แต่ไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการด้วยตนเอง การที่ประชาชนสามารถตรวจสอบคุณภาพน้ำได้เอง จะนำไปสู่การส่งต่อข้อมูลให้รัฐได้ด้วย
การหาแหล่งน้ำดิบใหม่สำหรับผลิตน้ำประปา เขาให้เหตุผลว่า เพื่อลดความเสี่ยงในการบริโภคสารโลหะหนัก
การยกระดับประปาหมู่บ้าน เขาให้เหตุผลว่า เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการกำจัดสารโลหะหนักระดับชุมชน
การจัดหาแหล่งน้ำใหม่ให้พื้นที่นาข้าว 130,000 ไร่ เขาให้เหตุผลว่า เพื่อลดความเสี่ยงสารหนูในข้าวตั้งแต่ต้นทาง
ทำ MOU แร่กับสหรัฐฯ อย่างโปร่งใส เขาให้เหตุผลว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ทราบเลยว่าสหรัฐฯ จะมีมาตรการใดบ้าง ดังนั้นจำเป็นต้องมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนและโปร่งใส
”ตราบใดที่ยังมีเหมืองอยู่ในเขตต้นน้ำ คุณก็ยังมีความเสี่ยงต่อสารโลหะหนักอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันก็ปิดประตูเรื่องการฟื้นฟูไปเลย เพราะมันเป็นไปไม่ได้ (ที่แม่น้ำจะกลับมาสะอาดอีกครั้ง)” สืบสกุลบอก
หล้าบอกว่าถ้าถามหาทางออก เขาเองก็ไม่รู้จะมองไปไหนเหมือนกัน อย่างแรกที่นึกได้ก็คงเป็นการเจรจาให้ต้นทางหยุดการผลิตแร่ต่าง ๆ หรือหยุดการปลดปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำ ขณะที่รัฐบาลก็ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นใด ๆ ให้กับประชาชนได้เลย เขาก็หวังเพียงว่าในการเลือกตั้ง 2569 จะนำพามาซึ่งรัฐบาลที่มองปัญหาแม่น้ำกกและสารพิษปนเปื้อนเป็นวาระเร่งด่วนอย่างที่พวกเขามองเช่นกัน
“ตอนนี้น้ำกกมันเหมือนไม่มีชีวิต” หล้าบอก
“เราเรียกร้องไปไม่รู้จะได้อะไรรึเปล่า เหมือนเสียงเราเป็นเสียงจิ้งหรีด”
“ก็หวังว่ารัฐบาลใหม่จะกู้วิกฤต และทำให้ชาวบ้านเชื่อถือได้ว่าแม่น้ำกกดีขึ้นแล้วนะ ผมคิดว่าแค่แม่น้ำมันใสขึ้นมานิดหน่อย ผมก็ดีใจแล้ว”