‘อนาคตประเทศไทยอยู่ในถังขยะ’ ปากคำ ‘พยาน’ ในคืนขวางหีบ

Election
Reading Time: 3 minutes

คืนวันเลือกตั้งควรเป็นคืนที่ผู้คนเฝ้ารอการรายงานการนับคะแนนการเลือกตั้งทั่วไปจากคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างตั้งใจ แต่บรรยากาศที่สนามแบดมินตัน โรงยิม ต.บางปลาสร้อย อ.เมือง จ.ชลบุรี ไม่เป็นเช่นนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในเขต 1 ชลบุรีคือคืนที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ประชาชนวิ่งวุ่นตามหาหีบบัตรเลือกตั้ง การตอบคำถามที่ไม่ตรงไปตรงมาของเจ้าหน้าที่รัฐ และชุดพฤติการณ์ทั้งหมดที่สะสมจนกลายเป็นความสงสัยสะสมระดับวิกฤต 

แต่หัวใจหลักของการรวมตัวของประชาชน คือเสียงของหญิงวัยกลางคนบอกว่า ‘พวกเราแพ้การเลือกตั้งได้ แต่ไม่ใช่แพ้อย่างไร้ศักดิ์ศรีแบบนี้’ 

“วันนี้ที่มาเนี่ยมาก็เพราะว่า การโกงการเลือกตั้งหรือข้อมูลการทุจริตการเลือกตั้งเนี่ย มันมากเกินกว่าที่จะรู้สึกนิ่งเฉยได้ ไม่ได้มาเพื่อขอนับคะแนนใหม่ ว่าส้มหรือไม่ส้มจะชนะ แต่เพื่อให้เกิดความยุติธรรมต่อเสียงประชาชน”

ผมถามเธอว่า “ประชาชนไม่ใช่แพ้ไม่เป็นใช่ไหม?” เธอตอบว่า

“ประชาชนแพ้ได้ เราแพ้กันมาตลอดอยู่แล้ว เราไม่เคยชนะเลย แพ้ได้ถ้าแพ้จริง ๆ แต่ไม่ใช่แพ้แบบนี้”

กระดาษเรือนร้อยที่บรรจุข้อความหลายพัน “คำ” ตะโกนก้อง ‘แพ้ได้ แต่โกงไม่ได้’ เพราะข้อพิรุธต่าง ๆ ที่พบจากเหตุการณ์นี้สร้างความไม่เชื่อมั่นอย่างมากต่อการเลือกตั้งและระบบการนับคะแนนของกกต.


ชายหนุ่ม (ไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อสกุล) พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่แรกก่อนจะมีการพบหีบไม่รัดสายเคเบิลไทร์ และพบแบบขีดนับคะแนน เขาเล่าให้ Decode ฟังว่า 

“ตอนแรกนะพี่ ก็เรื่องแบบเรียบง่ายเลย มันมีบัตรเขย่ง เกินมาประมาณพันกว่าใบอ่ะพี่ ผมจำตัวเลขแน่ ๆ ไม่ได้แล้ว” 

เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ แม้เวลาจะผ่านเกิน 24 ชั่วโมงแล้ว ก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ว่าทำไมจำนวนบัตรและจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ถึงไม่สัมพันธ์กัน ความคลาดเคลื่อนระดับพันใบไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่มีทางเป็นเพียง ‘ความผิดพลาดทางเทคนิค’ แบบที่เจ้าหน้าที่มักใช้เป็นคำอธิบายสำเร็จรูป

แต่ความไม่ปกติไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังนับคะแนนอยู่ ไฟในพื้นที่ดับลงพร้อมกันนานถึงสี่สิบนาที ชายคนนี้เล่าต่อว่า “บังเอิญปะพี่ ไฟดับพร้อมกัน 40 นาที แล้วก็อยู่ ๆ คะแนนพุ่ง”  ‘บังเอิญ’ ถูกพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ตั้งคำถามและไม่ต้องการการสรุป เพราะไฟดับในช่วงนับคะแนนคือช่องว่างขนาดใหญ่ของความโปร่งใส ไม่มีใครรู้ว่าระหว่างสี่สิบนาทีนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง และการที่คะแนน ‘พุ่ง’ หลังไฟมา อาจไม่ใช่หลักฐานการทุจริต แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ภาพที่ทำให้ประชาชนรู้สึกสบายใจแม้แต่น้อย

หลังผลคะแนนรอบแรกเริ่มออกมา เขาบอกว่าพวกเขาไปรวมตัวกันที่เทศบาลเมืองแสนสุข เพื่อดูความเคลื่อนไหวของหีบและเอกสาร แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือประโยคของเจ้าหน้าที่ที่บอกว่า 

“เขาบอกว่าหีบไม่ได้อยู่นั่น มันอยู่ที่กกต.  พวกผมก็รีบไปที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดชลบุรี แต่เมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่กลับบอกว่า เวลาราชการปิดทำการแล้ว ไม่มีใครอยู่ ไม่มีกุญแจ” เขาบอกว่ามันเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น ทั้ง ๆ ที่เวลานี้ ควรจะเป็นเวลาที่เปิดเผยที่สุดแทนที่จะปิดกั้น

เขาเล่าต่อว่า “พอเขาบอกว่าเออ เวลาราชการ ปิดทำการแล้วไม่มีใครอยู่ไม่มีกุญแจ แต่พอกดดันไปกดดันมา เค้าก็ยอม เค้าบอกว่ามาก็ได้” ประชาชนจึงรวมตัวกันเพื่อรอเข้าตรวจสอบ แต่หลังจากรอเกือบครึ่งชั่วโมง ก็มีคนส่งข่าวเข้ามาว่า หีบไม่ได้อยู่ในอาคารที่ทุกคนรออยู่ แต่กลับถูกเคลื่อนย้ายไปอีกจุดหนึ่งโดยที่ไม่มีใครแจ้งให้ทราบ

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือเหตุการณ์ที่กลายเป็นจุดแตกหัก เมื่อทุกคนรีบไปยังจุดที่ได้รับแจ้ง คือโรงยิม ต.บางปลาสร้อย อ.เมือง จ.ชลบุรี ก็พบรถกระบะสีแดงกำลังขนหีบบัตรเลือกตั้งขึ้นรถ เขาเล่าภาพตรงหน้าว่า “จนมาเจอหีบขนกล่องขึ้นหลังรถ ไอ้ที่รถมันเขียนหนองข้างคอกอ่ะ ไอ้รถคันแดงอ่ะ ผมจำได้ แล้วก็รถกระบะ”

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดไม่ใช่การขนหีบ แต่คือ ‘สภาพของหีบ’ ที่ปรากฏอยู่

“ไอ้จุดเนี้ย มันคือจุดเอามาย่อยเพื่อรวมหีบใช่มั้ยพี่ พอมันย่อยเสร็จปุ๊บ มันก็ต้องปิดสภาพให้สมบูรณ์เหมือนตอนที่คุณรับที่หน่วยเสร็จแล้วคุณปิดล็อก แต่แม่…ไม่ได้ล็อกอะไรเลย เปิดได้อ่ะ เอาขึ้นรถจะออกแล้วไปเลย” ไม่มีเทป ไม่มีเคเบิลไทร์ ไม่มีซีลใด ๆ ที่เป็นมาตรฐานของการปิดผนึกหีบบัตรเลือกตั้งหลังปิดหน่วย ทั้งที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าหีบต้องอยู่ในสภาพปิดผนึก เพื่อบันทึกว่ามันไม่ถูกแกะหรือสลับ

ภาพนั้นทำให้ประชาชนจำนวนมากทยอยมาจุดนั้นไม่ยอมให้รถออก “รถจะออกไปเลย พวกผมไม่ยอม ก็พากันไปยืนขวาง เขาก็ยอม” 

ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่พยายามให้ประชาชนย้ายไปยังโกดังอีกแห่งหนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่ของกกต. แต่เมื่อทีมอาสาขับรถไปตรวจสอบ กลับพบว่าจุดนั้น ‘โคตรเปลี่ยวโคตรมืด’ เขาจึงตัดสินใจร่วมกับคนในพื้นที่ว่า ‘อย่าให้มันออกเด็ดขาด’ เพราะหากหีบที่ไม่ถูกซีลถูกนำไปในที่เปลี่ยว เช่นนั้น ย่อมไม่มีหลักประกันใด ๆ ว่าจะไม่เกิดการแก้ไขใด ๆ ในกล่องเหล่านั้น

ระหว่างความวุ่นวายที่สนามแบดมินตันของเทศบาลเมือง พี่ถา-ณัชปกร นามเมือง เจ้าหน้าของ iLaw อธิบายกรอบกฎหมายของสิ่งที่ควรเกิดขึ้นในสถานการณ์แบบนี้ว่า “ไอ้ระเบียบในการปฏิบัติเนี่ย มันต้องมีการประท้วงบันทึกหลักฐาน เพราะงั้นกปน. ก็จะบันทึกหลักฐานเพื่อส่งทำเรื่องต่อ แต่ กกต. ชุดใหญ่จะเป็นคนตัดสินว่า จะอนุญาตให้นับใหม่หรือไม่นับใหม่” สิ่งนี้หมายความว่า เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดไม่มีอำนาจในการสั่งนับใหม่เอง หากพบความผิดปกติ การสั่งนับใหม่ต้องมาจาก “กกต. ใหญ่” เท่านั้น

พี่ถาอธิบายเพิ่มเติมถึงกฎหมายที่ใช้เป็นฐานสำคัญในกรณีเช่นนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 124 ระบุว่า หากปรากฏเหตุอันควรเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เป็นธรรม หรือมีการนับคะแนนไม่ตรง สามารถสั่งให้มีการนับใหม่หรือจัดการเลือกตั้งใหม่ได้ทันที เขาย้ำอย่างชัดเจนว่า “โอเค ก็มันมี 3 ปัญหาที่เราเห็นว่า มันเข้าข่ายที่จะต้องมีการนับคะแนนใหม่ จริง ๆ ตอนนี้ไม่ใช่แค่นับคะแนนใหม่นะ ไปได้ถึงเลือกตั้งใหม่เลยนะครับ ถ้ามีการนับคะแนนไม่ตรง หรือมีเหตุที่เห็นว่ามีการจัดการเลือกตั้งโดยไม่สุจริต ก็จะสามารถสั่งเลือกตั้งใหม่หรือนับคะแนนใหม่ได้นะครับ โดยเป็นอำนาจของ กกต. ชุดใหญ่”

เมื่อเอาสิ่งที่พี่ถาอธิบายมาเทียบกับสิ่งที่ชายคนนี้พบเห็นด้วยตาตัวเอง ภาพทั้งหมดเชื่อมเข้าหากัน ทั้งความผิดปกติสามอย่างที่ถาอ้าง บัตรเขย่ง การรัดเคเบิลไทร์ไม่ครบถ้วน และเอกสารแบบขีดคะแนนที่ถูกทิ้งในกองขยะ ล้วนปรากฏอยู่ในคำให้การของชายคนนี้อย่างชัดเจน

เรื่องแรกคือบัตรเขย่ง พี่ถาบอกว่า “จากข้อมูลที่เราไปดูในเว็ปไซต์โหวต 62 เราพบว่ามันมี 4 หน่วยที่มันมีบัตรเขย่ง คือจำนวนบัตรกับจำนวนผู้ไม่ใช้สิทธิ์ไม่ตรงกันมันเข้าข่ายตามกฎหมายที่จะต้องนับคะแนนใหม่แน่ ๆ” นั่นสอดคล้องกับสิ่งที่ชายคนนี้เห็นตั้งแต่ต้นวันเลือกตั้ง

เรื่องที่สอง คือหีบที่ไม่ถูกรัดเคเบิลไทร์ พี่ถาอธิบายว่า “สิ่งที่รองเลขาธิการ กกต. แถลงเนี่ย เค้าบอกว่า ไอ้หีบที่มันไปยุบรวมเนี่ย เค้ายังจัดการไม่เสร็จ มันเลยยังไม่ได้มัดเคเบิลไทร์ แต่จริงจริงสถานการณ์นั้น หน้างานเนี่ยเรา พบว่าหีบที่ไม่ได้มัดเคเบิลไทร์เนี่ย มันได้อยู่บนหลังรถที่จะขนออกไปแล้ว” 

เรื่องสุดท้ายคือเอกสารขีดคะแนน ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่สุดในการตรวจสอบความถูกต้องของการลงคะแนน พี่ถายืนยันว่า “แบบขีดคะแนนตามแบบ สส.5/11 (บช.) ในความเป็นจริงที่พี่น้องประชาชนพบเนี่ย เราพบว่ามันอยู่ในจุดทิ้งขยะกับจุดที่มันเป็นกองหีบของหีบที่ใช้แล้ว ซึ่งมันไม่ได้อยู่ในซองใสแบบระเบียบ ที่กกต. ระบุ” นั่นหมายความว่า เอกสารที่ควรเป็นหลักฐานสำคัญกลับถูกจัดการเหมือนขยะ

เมื่อไล่เรียงเหตุการณ์ทั้งหมดจะพบว่า คืนวันเลือกตั้งในเขต 1 ชลบุรีไม่ใช่เพียงเหตุการณ์วุ่นวายเฉพาะหน้า แต่มันสะท้อนช่องโหว่ของโครงสร้างระบบเลือกตั้งไทย ที่ประชาชนต้องระดมสรรพกำลังของตัวเองเข้าไปอุด เพราะหน่วยงานที่ควรทำกลับทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ

เมื่อผมถามถาว่า เหตุการณ์ทั้งหมดพอจะทำให้สรุปได้หรือไม่ ว่ามีการทุจริต? พี่ถาตอบแบบระมัดระวังที่สุดว่า “ผมจะไม่ฟันธงว่าโกง แต่ผมจะฟันธงว่ามันมีความผิดปกติ และต้องการการสอบสวน และเราต้องการความโปร่งใส” คำว่า ‘ไม่ฟันธงว่าโกง’ นั้นชัดเจนพอสำหรับประชาชนทุกคน ว่าสิ่งที่เกิดจำเป็นต้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

ด้านอาจารย์สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. ให้สัมภาษณ์กับสื่อกรณีเอกสารทิ้งขยะและหีบไร้การป้องกัน จากกรณีพบใบคะแนนขีดคะแนนในกองขยะนั้น อาจารย์สมชัยระบุว่า หลักฐานสำคัญที่ต้องถูกเก็บไว้ในหีบเท่านั้น การพบนอกหีบจึงนำไปสู่ข้อสันนิษฐานเรื่องการสวมตัวเลขให้ตรงกับใบรายงานผล ขณะที่ประเด็นหีบบัตรไม่มีสายรัดและลายเซ็นกรรมการ ถือเป็นการละเลยระเบียบปฏิบัติอย่างร้ายแรง เพราะสายรัดคือเครื่องยืนยันความถูกต้อง หากไม่มีใครกล้าเซ็นกำกับ ย่อมหมายถึงไม่มีใครกล้ารับรองสิ่งที่อยู่ข้างใน

“นอกจากเอาผิดทางอาญาแก่ผู้เกี่ยวข้องให้หลาบจำแล้วเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ อาจไม่พอ เพราะหีบบัตรไม่มี cable tie รัด บัตรในหีบอาจถูกเปลี่ยนใหม่แล้วก็ได้ ต้องใบเหลืองเลือกตั้งใหม่ หรือ ใบส้ม เลือกตั้งใหม่พร้อมให้ผู้สมัครที่เกี่ยวข้องออกจากสนาม” อาจารย์สมชัย กล่าว

ที่มีการพบแบบขีดคะแนนตามแบบ สส.5/11 (บช.) หีบบัตรเลือกตั้งไม่ได้อยู่ในสภาพที่รัดสายเคเบิลไทร์ในขณะที่พร้อมขนย้าย และคำให้สัมภาษณ์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า หากยอมให้หีบบัตรปิดเทปกาวโดยรอบแล้วไม่รัด cable tie  อาจจะมีกกต. ได้ย้ายที่นอน

ความผิดปกติทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อเรียกร้องของประชาชนในพื้นที่ คือ ‘นับคะแนนใหม่’ และ “เปิดเผยผลคะแนนรายหน่วย” ซึ่งจะทำลายข้อกล่าวหาที่มีอยู่ ว่าเอกสารไม่ได้ถูกทำลายหรือสลับ เเละเพื่อความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดออกมา จะเป็นคำตอบว่าการนับคะแนนเสียงเป็นไปด้วยความสุจริตหรือไม่ แต่ยิ่งเวลาผ่านไป การเปิดเผยยิ่งล่าช้า ความสงสัยของประชาชนยิ่งขยายวงกว้าง

ชายคนนี้บอกว่า  “ถ้าผมไม่เจอ ทุกอย่างก็เหมือนสายลมอ่ะพี่ พัดมาแล้วก็ผ่านไป” ถ้าเขาไม่บังเอิญเห็นรถกระบะกำลังขนหีบเปิดอยู่ ถ้าไม่มีใครตั้งคำถาม ถ้าไม่มีใครยืนขวางรถคันนั้นไว้ คืนวันนั้นอาจจบลง และความจริงก็อาจถูกพับเก็บอยู่ในกล่องที่ไม่มีใครได้เห็นอีกต่อไป