ความหลากหลายทางชีวภาพ กลายเป็นปราการ ‘ด่าน’ สุดท้าย ในวันที่ปลาหมอคางดำรุกราน ‘เลน้อย’

Environment
Reading Time: 5 minutes

“นักข่าวมาทีไรไม่ผิดหวังนะ ได้(ปลาหมอคางดำ)ทุกที คราวก่อนก็เต็มกะละมังเลย” ลุงสมนึกแซวทีมข่าวที่นั่งรอดูปลาหมอคางดำอย่างใจจดใจจ่อ

“เวลาเขามาสำรวจ เราต้องคิดว่าเขามาทำงานแปดโมง กินกาแฟอะไรเสร็จก็เก้าโมงสิบโมง ปลามันก็ไปหากินที่อื่นแล้ว ลองตื่นเช้าๆ ไปสำรวจสิ ตอนหกเจ็ดโมงที่ปริมาณออกซิเจนในน้ำต่ำ ตอนนั้นคุณจะรู้ความจริงว่ามันเป็นอย่างไร”

เสียงสะท้อนจาก สถาพร พ่วงพี เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในอำเภอระโนด จ.สงขลา ที่ยืนยันว่าแม้สถานการณ์การระบาดของปลาหมอคางดำจะล่วงเลยมาแล้วกว่า 2 ปี และรุนแรงกว่าที่รัฐเคยประเมินไว้ แต่กลับยังไม่มี ‘มาตรการที่ตั้งใจ’ ในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ระโนดถึงทะเลน้อย (หลัง)การรุกราน (ไร้)มาตรการจริงจัง

สถาพรเล่าว่า เขาพบปลาหมอคางดำภายในบ่อเลี้ยงกุ้งของตนเองโดยบังเอิญ วันนั้นสถาพรกำลังเตรียมบ่อสำหรับเลี้ยงกุ้ง ภายในบ่อดูปกติเหมือนทุกครั้ง เขาปล่อยปลา ปล่อยปู ปล่อยกุ้ง สำหรับเลี้ยงไว้ขายและรับประทาน จากนั้นก็ทำการสูบน้ำจากคลองธรรมชาติเข้าไปยังบ่อดังกล่าว ซึ่งเขาบอกว่าปกติแล้วเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยมักไม่ได้กรองน้ำจากคลองธรรมชาติอยู่แล้ว อย่างมากที่สุดก็อาจจะกรองสักหนึ่งชั้น เพราะพวกเขามองไม่ว่าจำเป็นต้องลงทุนในขั้นตอนนี้มากนัก

พอเริ่มได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับปลาหมอคางดำที่เริ่มระบาดในพื้นที่อำเภอหัวไทรและอำเภอปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช สถาพรที่สวมหมวกรองประธานชมรมกุ้งสงขลา จึงลงพื้นที่สำรวจเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงปูหรือกุ้งตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ก็ปรากฎว่าพบปลาหมอคางดำเริ่มระบาดแล้วในพื้นที่ เพราะบ่อกุ้งเหล่านี้ล้วนใช้น้ำจากคลองระโนดที่เชื่อมต่อจากทะเลสาบสงขลา กับอีกส่วนหนึ่งที่กระตุ้นการแพร่ระบาดคือการที่ชาวบ้านยังไม่ทราบถึงการมีอยู่ของปลาหมอคางดำ

เช่นเดียวกันกับบ่อกุ้งของสถาพร เขาเล่าว่าเมื่อการระบาดเริ่มรุนแรงมากขึ้น เขาก็เริ่มเห็นว่าในบ่อของเขาก็มีปลาหมอคางดำอยู่ด้วยเช่นกัน จึงตัดสินใจสูบน้ำในบ่อออกทั้งหมดเพื่อดูประชากรสัตว์น้ำในบ่อ ปรากฎว่ากว่า 700 กิโลกรัมในบ่อที่จับขึ้นมาได้นั้นเป็นปลาหมอคางดำทั้งหมด

“เขาไม่รู้เหมือนกับเรานั่นแหละ เขาก็ไปหาปลาในคูน้ำข้างๆ บ่อ มาตัดครึ่งและโยนให้ปลากิน ให้ปูให้กุ้งกิน เพราะปกติเขาก็ทำแบบนั้นกัน แต่พอผ่านไปสักสองสามเดือน ไปดักไซ ไปยกยอดู สุดท้ายไม่มีปูหรือกุ้งเหลืออยู่แล้ว มีแต่ปลาหมอคางดำ” สถาพรเล่า

อำเภอระโนด จ.สงขลา เป็นหนึ่งในอำเภอหนึ่งที่หน่วยงานรัฐรายงานว่า ‘ไม่พบการระบาดหนัก’ ทว่าเมื่อสถาพรพา de/code สำรวจตามคลองธรรมชาติบริเวณคลองปากแตระ บ้านปากแตระ และคลองเป็ด ตำบลท่าบอน ก็พบปลาชนิดหนึ่งทั้งตัวเล็ก และใหญ่ค่อนข้างชุกชุมอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งเกษตรกรคนดังกล่าวยืนยันกับ de/code ว่าปลาทั้งหมดที่เห็นเป็นปลาหมอคางดำทั้งสิ้น

มวลน้ำใน ‘เหตุการณ์น้ำท่วมใต้ครั้งใหญ่’ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 นั้นครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา ปัตตานี นครศรีธรรมราช พัทลุง นราธิวาส ยะลา สตูล ตรัง และสุราษฎร์ธานี โดย BBC ไทย อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ว่าจังหวัดที่มีพื้นที่น้ำท่วมมากที่สุด คือ สงขลา (245,035 ไร่) ปัตตานี (72,251 ไร่) นครศรีธรรมราช (69,899 ไร่) และพัทลุง (54,281 ไร่)

ซึ่งความน่ากังวลคือ เขตอำเภอฝั่งตะวันออกที่กับติดทะเลอ่าวไทยนั้นท่วมทั้งหมด โดยเฉพาะในอำเภอปากพนังและอำเภอหัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ที่พบการระบาดของปลาหมอคางดำที่ค่อนข้างรุนแรง โดยอำเภอหัวไทรนั้นมีเขตแดนที่ต่อกับอำเภอระโนด จ.สงขลา ที่พบปลาหมอคางดำระบาดด้วยเช่นกัน ในห้วงเวลาดังกล่าวก็มีข้อห่วงใยว่าน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอาจกระตุ้นการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำให้ไกลขึ้นและเร็วขึ้นในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาหรือไม่

ความกังวัลดังกล่าวเริ่มก่อตัวเป็นรูปธรรม เพราะเมื่อปลายปี 2568 เริ่มพบรายงานการระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่อำเภอสทิงพระและอำเภอสิงหนคร จ.สงขลา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 (ก่อนน้ำท่วม) การพบปลาหมอคางดำ 1 ตัว และลูกปลา 1 ฝูง ในตำบลลำปำ อำเภอเมือง จ.พัทลุง เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 และสถานการณ์ล่าสุดที่พบปลาหมอคางดำ 20 ตัวในพื้นที่ชุมน้ำทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จ.พัทลุง ในเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา

ภูมิอย่าตก ‘ความเอาจริงเอาจัง’ ของรัฐก็เช่นกัน

ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเป็นลากูน (Lagoon) ริมฝั่งทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นระบบนิเวศที่เป็นห้วงน้ำที่มีน้ำเค็มไหลเข้าออกจากทะเลอ่าวไทย ผสมกับน้ำจืดภายในทะเลสาบ น้ำฝน และน้ำหลากจากแผ่นดิน โดยน้ำเค็มที่ไหลเข้ามาผสมตามฤดูกาล ทำให้ทะเลสาบสงขลาบางช่วงมีลักษณะเป็น ‘น้ำกร่อย’ ซึ่งนอกจากจะเป็นระบบนิเวศที่หาได้ยากแล้ว ยังเป็นแหล่งน้ำที่เชื่อมโยงสรรพชีวิตตั้งบนภูเขาจนถึงชายทะเลเข้าด้วยกัน

ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาสามารถออกได้เป็น 3 ตอน ได้แก่ ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง อยู่บริเวณปากทะเลสาบที่มีน้ำเค็มเข้ามาผสม ทะเลสาบตอนบนหรือทะเลหลวงที่เป็นน้ำกร่อย และทะเลน้อยที่เป็นบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ ซึ่งระบบนิเวศแบบสามน้ำนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ โดยทะเลน้อยมีขนาดประมาณ 27 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำป่าพรุควนเคร็ง ทางตอนเหนือของทะเลสาบสงขลา เขตจังหวัดพัทลุง ซึ่งพื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์บก สัตว์น้ำ และพืชพันธุ์กว่าหลายร้อยชนิด รวมถึงเป็นแหล่งอนุบาลพันธุ์สัตว์น้ำที่สำคัญของทะเลสาบสงขลา 

“เราเจอประมาณ 20 ตัว ไม่รู้ว่าจะควบคุมได้ไหม เพราะมันแพร่พันธุ์เร็ว แถวสมุทรสาคร เพชรบุรี เขาก็ยอมแพ้ เพราะมันเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลาไม่ได้เลย”

สุภเศรษฐ โอภิธากรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษามูลนิธิพื้นที่ชุมน้ำทะเลน้อย แสดงความกังวลหลังจากหยิบตัวอย่างปลาหมอคางดำจำนวนหนึ่งที่ถูกเก็บในกล่องพลาสติกใสออกมาจากช่องแช่แข็งในตู้เย็น “ตัวใกล้สุดจับได้ตรงไหนรู้ไหม ตรงข้ามถนนนี้เอง ตอนน้ำท่วม มันติดไซชาวบ้าน” เขาบอก

ปกป้องปราการด่าน ‘สุดท้าย’

สุภเศรษฐค่อนข้างมั่นใจว่าที่ผ่านมายังไม่พบการระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ทะเลน้อย เพราะในพื้นที่ยังมีความหลากหลายทางชีวภาพที่สูงมาก โดยเฉพาะปลานักล่าขนาดใหญ่ อาทิ ปลากดหัวโม้ง ปลาดุกทะเล ปลาช่อน ที่กลายเป็นกำแพงที่ป้องกันการรุกรานของปลาหมอคางดำ โดยเขาคาดว่าปลาหมอคางดำ 20 ตัวที่พบในทะเลน้อยคงมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใต้ครั้งใหญ่ที่พัดพาปลาหมอคางดำที่ระบาดในพื้นที่บ่อกุ้งอำเภอระโนด หรืออำเภอฝั่งตะวันออกในจังหวัดนครศรีธรรมราช

ตั้งแต่กลางปี 2567 ที่พบปลาหมอคางดำระบาดรุนแรง แทบทุกพื้นที่จัดทำมาตรเร่งด่วนเพื่อลดประชากรปลาหมอคางดำให้เร็วและมากที่สุด ไทยพีบีเอสได้รวบรวมมาตรการที่เกิดขึ้นทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม ถึง 11 สิงหาคม 2567 โดยปรากฎภาพของประชาชนลงจับปลาหมอคางดำ ในแหล่งน้ำต่าง ๆ ที่พบการระบาดในทุกจังหวัด ขณะที่ภาครัฐก็เร่งปล่อยปลานักล่าในแหล่งน้ำต่างๆ ร่วมกับการเปิดจุดรับซื้อปลาหมอคางดำถึง 75 จุดที่พบการระบาดในปีเดียวกัน ในปี 2568 ก็มีรอบรับซื้อปลาหมอคางดำในเดือนพฤษภาคมทั้ง 14 จังหวัด 40 จุด และต่อเนื่องมาจนถึงปี 2569 นี้ โดยที่ผ่านมามีการขยายพื้นที่รับซื้อและเพิ่มงบประมาณในการรับซื้ออย่างต่อเนื่อง

แต่อย่างไรก็ดี เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบก็สะท้อนเช่นเดียวกันว่า มาตรการของรัฐยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำได้ เป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้ามากกว่า

ขณะเดียวกัน บริษัทเอกชนผู้ถูกร้องเรียนได้เดินหน้า 5 โครงการเชิงรุกเพื่อบูรณาความร่วมมือจากหลายหน่วยงานเช่นเดียวกัน หนึ่งคือสร้างความร่วมมือกับกรมประมงในการสนับสนุนการรับซื้อปลาหมอคางดำทุกจังหวัดที่พบปลาชนิดนี้ สองสนับสนุนปลานักล่าจำนวน 200,000 ตัวเพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ สามสนับสนุนปฏิบัติการลงแขกลงคลองเพื่อจับปลาหมอคางดำใน 6 จังหวัดที่ปลาหมอคางดำระบาดหนัก สี่โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากปลาหมอคางดำ และห้าร่วมทำวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อแสวงหาแนวทางควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในระยะยาว เป็นการดำเนินมาตรการในนิยามช่วยสังคมของบริษัทเอกชน โดยยังปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ยืนยันว่าในปี 2553 ได้นำเข้าปลาหมอคางดำ 2,000 ตัวเพื่อวิจัย แต่ปลาตายเกือบทั้งหมดและได้ทำลายซากตามมาตรฐานกรมประมงแล้วในปี 2554 พร้อมฟ้องคดีหมิ่นประมาทกับกลุ่มที่เปิดเผยข้อมูลเชื่อมโยงบริษัทกับการแพร่ระบาด

ดร. ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการอิสระด้านความหลากหลายสัตว์น้ำ ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ‘ความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำ’ เป็นปราการด่านสำคัญในการป้องกันการรุกรานของปลาหมอคางดำ แต่หากความแข็งแกร่งนั้นเกิด ‘ภูมิตก’ ขึ้นมา ความเสียหายและความสูญเสียก็อาจเกิดขึ้นได้ไม่ต่างกับพื้นที่อื่นๆ

ชวลิตอธิบายว่า พบปลาหมอคางดำในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและลุ่มน้ำบางปะกงตั้งแต่ก่อนกลายเป็นวาระใหญ่ของสังคมในปี 2567 แต่ที่มันไม่ระบาดรุนแรงไปทั่วทุกพื้นที่เป็นเพราะคุณภาพของน้ำที่อยู่ในระดับที่ดี ความหลากหลายของพันธุ์ปลา และปลานักล่าขนาดใหญ่ที่คอยยับยั้งการแพร่พันธุ์ของปลาหมอคางดำ ขณะที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกอื่น ๆ เช่น ระยอง ปากน้ำประแส หรืออ่าวคุ้งกระเบนกลับพบการระบาดที่รุนแรงกว่า

“ผมเชื่อว่า มันมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ปลาหมอคางดำระบาดรุนแรงในหลายที่ ซึ่งก็อย่าชะล่าใจว่าบางปะกงหรือทะเลสาบสงขลาว่าจะไม่เป็นไร บางทีมันอาจจะภูมิตก และรุนแรงจนเป็นปัญหาเหมือนกับที่อื่นก็ได้” ชวลิตบอก

อย่างกรณีของทะเลน้อย ชวลิตอธิบายว่าน้ำในทะเลน้อยเป็นน้ำจืดที่มีความเปรี้ยวเล็กน้อย ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับปลาน้ำจืดหลายชนิดที่เป็นปลาเศรษฐกิจของเกษตรกร และปลาน้ำจืดที่ว่าก็รวมปลาหมอคางดำด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็กตามธรรมชาติ แต่ด้วยศักยภาพของปลาหมอคางดำที่แพร่พันธุ์เร็ว กินทุกอย่าง และทนได้ทุกน้ำ ทำให้มีโอกาสสูงมากที่ปลาหมอคางดำจะระบาดหากมันมีจำนวนมากขึ้นจนเอาชนะปลานักล่าท้องถิ่น และอาจลุกลามไปถึงทะเลหลวงหรือแหล่งน้ำอื่นๆ ในทะเลสาบสงขลาด้วยเช่นกัน

“ในระยะยาวก็มีโอกาสภูมิตกได้ วันนี้เราอาจจะเห็นแค่ยี่สิบตัว ที่บึงบัวสามร้อยยอดก็มีคุณภาพน้ำคล้ายๆ กับทะเลน้อย แต่ที่นั่นมีเปอร์เซนต์ปลาหมอคางดำเกินกว่า 90% หากยังไม่มีการติดตาม ผมคาดว่าหนึ่งถึงสามปี โอกาสที่มันจะรุกรานทะเลน้อยนั้นสูงมาก” ชวลิตแสดงความกังวล

ภูมิตกจึงไม่ได้หมายความแค่ว่าระบบนิเวศอ่อนแอลง แต่รวมถึง ‘ความเอาจริงเอาจัง’ ของหน่วยงานรัฐที่คอยเฝ้าระวังและกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันนโยบายรัฐก็ควรมุ่งไปที่การยกระดับระบบนิเวศให้อุดมสมบูรณ์มากขึ้น หาใช่การพัฒนาโดยดัดแปลงระบบนิเวศดั้งเดิมของพื้นที่

ชลวิตเติมอีกว่า เบื้องต้นควรกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่องในแหล่งที่พบว่าชุกชุมทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำปิด ตั้งแต่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง จนถึงสงขลา เขาเชื่อว่ามันจะช่วยให้การระบาดในชายฝั่งทะเลอ่าวไทยลดระดับความรุนแรงลง และเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันโดยเฉพาะในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ที่เขาเสนอว่า ‘ควรเปิดปากระวะ’ ให้เร็วที่สุด เพราะการไหลเวียนของน้ำจืด -น้ำเค็มจะทำให้ทะเลสาบสงขลาตอนบนหรือทะเลหลวงมีความสมดุลมากที่สุด และคืนความอุดม สมบูรณ์ของสัตว์น้ำและปลาต่างๆ ให้กับทะเลสาบสงขลา

บทเรียนปิดปากระวะ การเปลี่ยนทะเลสาบสงขลาไปตลอดกาล

ความพยายามในการพัฒนาและใช้ประโยชน์บนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลานั้นเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง หากย้อนกลับไปดูโครงการที่เก่าแก่ที่สุดตามเอกสารของรัฐนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2496 นั่นก็คือ โครงการประตูระบายน้ำปากระวะ ในตำบลคลองแดน อำเภอระโนด จ.สงขลา ตามมาด้วย โครงการฝายระวะ ในตำบลระวะ อำเภอระโนด จ.สงขลา ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2516 รวมถึง โครงการท่าเรือน้ำลึกและโครงการเขื่อนกั้นทะเลสาบ ที่เริ่มก่อสร้างในช่วงเดือนมีนาคม 2531 บริเวณปากทะเลสาบสงขลาตอนใต้ สองโครงการขนาดใหญ่ที่มีส่วนทำให้น้ำเค็มเข้าทะเลสาบได้น้อยลง น้ำจืดไหลออกช้าขึ้น และเป็นเหตุให้ระบบน้ำทั้งสามจังหวัดล่มสลายจนถึงบัดนี้

รายงาน ‘จาก…ปากระวะถึงเขื่อนกั้นทะเลสาบสงขลา’ ของสมาพันธ์ชาวประมงทะเลสาบ จ.สงขลา และการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล 25 ลุ่มน้ำและแบบจำลองน้ำท่วมน้ำแล้งลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ระบุว่า ในทะเลสาบสงขลามีทางเชื่อมต่อกับทะเลอ่าวไทยอยู่หลายทาง แต่ทางดังกล่าวถูกปิดถาวรด้วยโครงการฝายจนเกือบหมด

แม้ปัจจุบันบนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาจะมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและโครงการชลประทานทั้งขนาดใหญ่ กลาง เล็ก จำนวนทั้งสิ้น 256 แห่ง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สองโครงแรกที่กล่าวไปนั้นเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้การพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเดินไปผิดทาง

“รัฐเข้าใจผิด เขากลัวน้ำเค็ม ทั้ง ๆ ที่น้ำเค็มคือชีวิต น้ำเค็มคือธรรมชาติ เป็นสิ่งวิเศษที่เรามี แต่กลับมีวาทกรรมที่สอนให้คนกลัวน้ำเค็ม น้ำเค็มบุก น้ำเค็มรุก ผมก็สงสัยว่าที่ผ่านมามันไม่ดียังไงวะ” สุภเศรษฐกล่าวเสียงแข็ง

‘ระวะ’ ตามพจนานุกรมภาษาถิ่นใต้ (2525) มีความหมายว่า ช่องน้ำ, ช่องระบายน้ำลงสู่ทะเล ในทุกเดือนตุลาคม-ธันวาคมที่เป็นฤดูมรสุม น้ำจืดจากเทือกเขาจะท่วมหลากพื้นที่ ดันสันทรายที่ปิดปากน้ำระวะออก และไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยทางปากระวะ หลังจากนั้นระดับในคลองและทะเลสาบจะลดลงต่ำกว่าระดับน้ำของอ่าวไทย เป็นช่องทางให้คลื่นลมแรงพัดพาน้ำเค็มจากอ่าวไทยเข้าสู่ทะเลสาบสงขลาในที่สุด หรือที่คนในพื้นที่เรียกว่า ‘วะแตก’

เมื่อวะแตก น้ำเค็มและสัตว์น้ำเค็มน้ำกร่อยวัยเจริญพันธุ์และระยะที่เป็นไข่ก็เดินทางเข้าทะเลสาบผ่านช่องทางดังกล่าวเช่นเดียวกัน เป็นช่วงเวลาสามเดือนสำคัญที่สัตว์น้ำจำนวนมหาศาลจะเข้ามาเจริญเติบโตภายในทะเลสาบสงขลา เมื่อน้ำเค็มถูกพัดพาเข้าไปในทะเลสาบน้ำจืดที่ค่อยๆ กลายเป็นน้ำกร่อย สัตว์น้ำเหล่านี้ก็จะเดินทางตามน้ำกร่อยเข้าไปด้วย สืบพันธุ์และเจริญเติบโตเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นกุ้งหัวมัน กุ้งหัวแข็ง กุ้งก้ามกราม กุ้งแชบ๊วย กุ้งกุลาดำ ประกระพงขาว ปากกระบอก ฯลฯ ซึ่งว่ากันว่าชุกชุมไปทั่วทะเลสาบทั้งปริมาณและคุณภาพ กลายเป็นวงจรชีวิตและวงจรเศรษฐกิจที่สำคัญตั้งแต่อำเภอระโนด-หัวไทร-ปากพนัง ไปจนถึงอำเภอปากพยูง จ.พัทลุง

ทว่าโครงการที่รู้จักกันในนาม ‘การปิดปากระวะ’ ที่พยายามปิดกั้นคลองปากระวะทั้ง 5 คลองที่เป็นทางเชื่อมสำคัญที่คอยถ่ายเทน้ำเค็มจากทะเลอ่าวไทยเข้าสู่ทะเลสาบสงขลา ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อป้องกันน้ำเค็มเข้าทำลายนาข้าวของเกษตรกร กลับทำให้เกิดวัชพืชต่างๆ เช่น จอก แหน กระจูด พง ฯลฯ จำนวนมากภายในทะเลสาบเพราะไม่มีน้ำเค็มเข้ามาทำลาย อีกทั้งยังเป็นการตัดวงจรชีวิตของสัตว์น้ำอีกมหาศาลที่อาศัยระบบนิเวศแบบลากูน ที่ต้องใช้การหมุนเวียนของน้ำจืดน้ำเค็มในการสืบพันธุ์และ เจริญเติบโตตามฤดูกาล 

แม้จะมีเสียงคัดค้านและข้อเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้เปิดปากระวะ คืนความอุดมสมบูรณ์และความอิสระให้กับพื้นที่ ทว่าข้อเสนอเหล่านั้นก็ยังไม่ได้ถูกตอบรับแต่อย่างใด

“จริง ๆ ใครจะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ไปดัดแปลงระบบนี้นิเวศแบบนี้ พอความหลากหลายมันหายไป มันก็คงเหมาะกันแล้วที่จะมีปลาหมอคางดำระบาด เพราะมันไม่มีระบบนิเวศมาเป็นกำแพง” สุภเศรษฐบอก

อย่างไรก็ตาม แม้การปิดปากระวะจะเป็นความผิดพลาดครั้งที่เห็นชัดที่สุด แต่ตลอดเส้นทางการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลานั้นเต็มไปด้วยกิจกรรมของมนุษย์มากมายที่เปลี่ยนแปลงทะเลสาบไปทีละน้อย 

ตามประวัติศาสตร์ของชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา การเปลี่ยนแปลงการใช้ทรัพยากรในทะเลสาบเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ยุคปฏิรูปประเทศสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีนโยบายกระตุ้นให้มีการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง ชุมชนเริ่มขยายตัวจนมีนัยยะสำคัญต่อคุณภาพของแหล่งน้ำ การทำประมงบางส่วนปรับเปลี่ยนเป็นประมงพาณิชย์ รวมถึงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสัตว์น้ำและเกษตร เช่น ยางพารา ยูคาลิปตัส และปาล์ม ที่เกิดขึ้นในขณะที่ฐานทรัพยากรเริ่มสั่นคลอน ซึ่งล้วนส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของทะเลสาบวงขลาแทบทั้งสิ้น

สุภเศรษฐยกตัวอย่างโครงการขุดลอกร่องน้ำทะเลสาบสงขลาของกรมเจ้าท่า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความตื้นเขินของทะเลสาบสงขลาและบรรเทาปัญหาอุทกภัยบนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยเชื่อว่าหากคลองมีความลึกและกว้างกว่าเดิมจะทำให้น้ำสามารถไหลผ่านลงทะเลอ่าวไทยได้เร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เรือต่างๆ สามารถแล่นผ่านเข้าออกร่องน้ำได้สะดวกตลอดปี 

แต่สุภเศรษฐเชื่อว่านี่เป็นการทำลายระบบนิเวศริมคลองในระยะยาวเสียมากกว่า เพราะปริมาณดินกว่า 1.9 ล้านลูกบาศ์กเมตรที่ถูกขุดออกไปนั้น เป็นแหล่งยึดเกาะของต้นไม้ที่เป็นร่มเงาและที่อนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็ก ขณะเดียวกันโครงการดังกล่าวก็สะท้อนถึงความไม่เข้าใจในระบบนิเวศแบบลากูนของรัฐไทย เขาอธิบายว่าลักษณะสำคัญของลากูน คือ ความตื้นของแหล่งน้ำจืดที่ออกแบบโดยธรรมชาติให้สัมพันธ์คลื่นน้ำเค็มจากทะเลที่ซัดเข้าชายฝั่ง เมื่อมีตะกอนในแหล่งน้ำจืด คลื่นน้ำจะซัดเข้าไปและช้อนตะกอนเหล่านั้นออกมาเพื่อสร้างพื้นที่สำหรับอนุบาลสัตว์น้ำ แต่หากคลองลึกและกว้างขึ้น เมื่อน้ำเค็มซัดเข้าไปก็จะเกิดน้ำขังและไม่สามารถไหลออกมาได้ และทางแก้(ของรัฐ)ก็คือสร้างประตูน้ำกั้นน้ำเค็ม ซึ่งนั่นก็จะสร้างปัญหาใหม่วนเวียนไปไม่จบสิ้น

เขาเสริมอีกว่า ขณะนี้ทะเลน้อยกำลังเจอวิกฤตน้ำเสียจากกิจกรรมของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนของชาวประมงที่สร้างทับบนแหล่งน้ำ หัตถกรรมกระจูด ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ค่อยๆ เปลี่ยนแหล่งน้ำให้เน่าเสีย ลดทอนความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์ปลา และอาจกลายเป็นแหล่งน้ำที่เหมาะกับการอยู่อาศัยของปลาหมอคางดำในที่สุด

โดยไม่นานมานี้ สุภเศรษฐบอกว่าเพิ่งเจอปลาหมอคางดำอีก 4 ตัวบริเวณชุมชนทะเลน้อยที่ติดกับเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย

“เราไม่ได้รณรงค์เรื่องการดูแลรักษาระบบนิเวศ มีแต่ทำลาย การที่เราไปดัดแปลงสร้างเขื่อน สร้างฝาย ตอนนี้มันก็พิสูจน์แล้วว่าเมื่อก่อนมันดีกว่า หรือพี่ไปถามคนทำบ่อกุ้งว่าถ้ารู้แบบนี้จะทำไหม 100% ตั้งแต่ระโนดถึงปากพนัง เขาบอกไม่ทำ มันเจ๊ง ขาดทุน เสียที่ดิน นิเวศหาย ทั้งที่เมื่อก่อนมันเคยอุดมสมบูรณ์มากๆ” สุภเศรษฐบอก

รายงานในปี 2567 ของสำนักความหลากหลายทางชีวภาพ กรมประมง ที่ทำร่วมกับดร. ชวลิต วิทยานนท์ ระบุว่าในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามีความหลากหลายของพันธุ์ปลามากกว่า 453 ชนิด พบมากบริเวณทะเลนอกและปากทะเลสาบถึง 292 ชนิด ทะเลใน 191 ชนิด ทะเลหลวง 186 ชนิด ทะเลทน้อย พรุ ที่ราบรอบทะเลสาบ 91 ชนิด และในต้นน้ำลำธารอีก 52 ชนิด โดยชนิดปลาที่พบมากที่สุด คือ กลุ่มปลากระดูกแข็งขนาดใหญ่ (percomorphs) กว่า 89 ชนิด (มีทั้งที่เป็นปลานักล่าและไม่ใช่) รองลงมาเป็นปลานักล่าขนาดเล็กอย่างปลาบู่ จำนวน 58 ชนิด รองลงมาเป็นปลาเศรษฐกิจอย่างปลา ตะเพียน ปลาแปป ปลาซิว (55 ชนิด) และปลากระตักหลังเขียว (42 ชนิด) และยังพบปลานักล่าในกลุ่มปลากะพงถึง 45 ชนิดอีกด้วย

ในรายงานยังระบุอีกว่า คลองต่าง ๆ ในเขตอำเภอระโนด เช่น คลองท่าเข็น คลองบางแขยง คลองปากระวะ คลองพังยาง และคลองรับแพรก ปรากฎพบปลาหมอคางดำปะปนอยู่กับสัตว์น้ำท้องถิ่นแล้ว โดยเฉพาะในคลองท่าเข็น คลองพังยาง และคลองรับแพรกที่มีสัดส่วนปลาหมอคางดำสูงมากกว่า 60% ปริมาณดังกล่าวได้สร้างความกังวลอย่างมากต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการว่าห้ามไม่มีการเฝ้าระวังและจัดการอย่างจริงจัง การแพร่ระบาดครั้งใหญ่คงรออยู่เบื้องหน้า

“เอาไปไหม? พอแกล้มเหล้าแกล้มเบียร์ได้” ลุงสมนึกถามระหว่างที่ทีมข่าวกวาดสายตาดูในกะละมัง

แม้ยอของลุงสมนึกวันนี้จะไม่ได้เต็มไปด้วยปลาหมอคางดำอย่างที่จินตนาการไว้ แต่ 99% ของกะละมังวันนี้ก็ยังเป็นปลาหมอคางดำ มีปลากระบอกตัวเล็กจ้อยเพียงตัวเดียวที่เล็ดลอดคมเขี้ยวของปลาต่างถิ่นมาได้ หลังจากปฏิเสธน้ำใจของลุงสมนึก สถาพรได้พา Decode สำรวจคลองเล็ก ๆ ตามหน้าบ้านหลังบ้านของชาวอำเภอระโนด รวมถึงหลังบ้านของสถาพรเอง ปรากฎว่าแทบไม่มีที่ไหนเลยในคลองธรรมชาติที่ไม่มีปลาหมอคางดำ

สำนักข่าวไทยรัฐออนไลน์ ระบุ อำเภอระโนดเป็นอำเภอแรกที่พบเจอปลาหมอคางดำ และกระจายไปทั้งสิ้น 7 ตำบล ได้แก่ ตำบลท่าบอน ตำบลคลองแดน ตำบลระวะ ตำบลแดนสงวน ตำบลบ้านใหม่ ตำบลระโนด และตำบลปากแตระ โดยพบทั้งในลำคลองสายหลักและลำคลองสาขาที่เชื่อมต่อกับทะเลสาบสงขลา ซึ่งภายหลังประมงจังหวัดได้จัดกิจกรรมจับปลาหมอคางดำในคลองสายพังยาง- คลองระวะ รวมถึงในตำบลอื่นๆ ในระโนด เพื่อลดจำนวนปลาหมอคางดำให้ได้มากที่สุด

ขณะเดียวกันก็ได้รับการสนับสนุนจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อรับซื้อปลาหมอคางดำจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 15 บาท เพื่อมอบให้กรมพัฒนาที่ดินนำไปผลิตปุ๋ยเพื่อแจกจ่ายเกษตรกรต่อไป นอกจากนี้ยังมีการเร่งปล่อยปลานักล่าอย่างปลากระพงในคลองที่พบการแพร่ระบาดและคลองกันชนต่าง ๆ ในอำเภอระโนดอีกด้วย ซึ่งมาตรการรับซื้อและปล่อยปลานักล่านี้ถือเป็นมาตรการหลักที่ใช้ในแทบทุกพื้นที่ที่พบการระบาดของปลาหมอคางดำ

“ไม่ได้อยากให้รับซื้อเยอะ อยากให้ปลาหมอคางดำมันหายไปมากกว่า ถ้าไม่หมดก็ขอให้มันลดลง แต่นี่มันเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนมันไม่มีอะไรให้เรากินแล้ว เมื่อก่อนในแหล่งน้ำในคลองมันมีทุกอย่าง มีกุ้ง มีปลา แต่ตอนนี้มีแต่ปลาหมอคางดำ” สถาพรเปรยขึ้น

แม้ปลาหมอคางดำจะชุกชุมไปทั่วทุกพื้นที่ แต่ความอร่อยหรือราคาขายกลับเทียบไม่ได้เลยกับปลาชนิดอื่นที่เคยหาได้ในแหล่งน้ำระโนด สถาพรเล่าว่าทุกวันนี้เกษตรกรต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อให้ได้เงินเท่าเดิม เขายกตัวอย่างว่าแต่ก่อนถ้าหาปลานิลได้ 20 กิโลกรัม เขาก็ได้เงินมาแล้ว 600-800 บาท แต่ตอนนี้เขาอาจต้องหาปลาหมอคางดำให้ได้ถึง 40 กิโลกรัมเพื่อแลกเงินเท่าเดิม 

สถาพรเสริมอีกว่า แต่ก่อนที่ชาวบ้านจะยกยอหากุ้งตามคลองธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านสามารถหากุ้งได้มากถึง 50-100 กิโลกรัมต่อวัน คิดเป็นมูลค่าตั้งแต่ 500-1,000 กว่าบาท กุ้งบางส่วนก็นำมาใช้บริโภค บางส่วนจำหน่ายให้กับเหล่าคนตกปลา หรือพืชเศรษฐกิจของระโนดอย่าง ‘สาหร่ายผมนาง’ ที่มีราคา 5-7 บาทต่อกิโลกรัม ทุกเดือนชาวบ้านสามารถเก็บได้หลายตัน ทำรายได้สูงถึงหลักหมื่นต่อเดือน แต่ปัจจุบันทั้งกุ้งและสาหร่ายตามแหล่งน้ำธรรมชาติที่เปรียบเหมือนเศรษฐกิจฐานรากของพื้นที่ก็แทบไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว

เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในอำเภอระโนดหลายรายก็จำต้องยอมขายแต่ปลาหมอคางดำไปโดยปริยาย แม้เกษตรกรบางจะนำปลาหมอคางดำไปตากแห้งที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ขายได้ถึงกิโลกรัมละ 120 บาท แต่นั่นก็เป็นเพียงทางเลือกที่ไม่มีทางเลือกของพวกเขา 

“ชาวบ้านต้องหาปลาหมอคางดำมาขาย เพราะมันไม่มีปลาอื่น แต่ก่อนกวนทีได้ปลาช่อนโลหนึ่ง 120 บาท กระพงโลหนึ่ง 160-180 บาท กุ้งก้ามกามโลละ 200 บาท แต่ตอนนี้ได้(ปลาหมอคางดำ)โลละ 20 บาท กูก็เอา ดีกว่าไม่มีอะไรเลย” สถาพรหัวเราะ

ความล่าช้าและไม่ต่อเนื่องของหน่วยงานรัฐเป็นผลให้เกษตรกรในอำเภอระโนดต้องดิ้นรนด้วยตนเอง สถาพรเล่าว่าแม้จะมีมาตรการต่างๆ ลงมาเพื่อจัดการปลาหมอคางดำแต่กลับไม่เป็นระบบ เช่น บางครั้งก็ปล่อยปลานักล่าลงแหล่งน้ำก่อนที่จะลงอวนจับปลา หรือการรับซื้อปลาหมอคางดำในสัดส่วนที่ไม่สอดรับกับปริมาณปลาหมอคางดำในพื้นที่ “เหมือนปีนี้เขารับซื้อห้าตัน แต่ห้าตันนิดเดียวเองนะ ถ้าไปเจอบ่อร้างก็บ่อละตันแล้ว ในระโนดบ่อกุ้งร้างเป็นพันบ่อ” สถาพรบอก

สถาพรอธิบายว่า เกษตรกรในพื้นที่อำเภอระโนดเริ่มระวังการระบาดของปลาหมอคางดำมากขึ้น แต่นั่นก็แลกมากับต้นทุนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้นด้วย เขาเล่าว่าชาวบ้านต้องเสียค่ากรอ น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมากขึ้น แต่ด้วยความที่ส่วนใหญ่ก็เป็นเกษตรกรรายย่อย ทำให้พวกเขาอาจกรองน้ำเพิ่มได้เพียง 1-2 ชั้นเท่านั้นเอง ซึ่งแม้ในบ่อเลี้ยงจะไม่มีปลาหมอคางดำขนาดใหญ่ แต่ก็ยังพบเจอปลาหมอคางดำขนาดเล็กหรือไข่อยู่ในบ่อพักหรือคูระบายน้ำอยู่ดี

บ่อของสถาพรเองก็พบปลาหมอคางดำทั้งในบ่อเลี้ยงกุ้ง บ่อพัก และคูส่งน้ำ เขาอธิบายว่าการกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดไปเพื่อเลี้ยงกุ้งอีกครั้งแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะสิ่งแรกที่ต้องทำคือการ “สูบน้ำในบ่อเลี้ยง บ่อพัก และคูส่งน้ำทิ้งทั้งหมด” นอกจากปลาหมอคางดำในวัยเจริญพันธุ์ที่ตัวใหญ่ ยังมีไข่ปลาหรือตัวปลาหมอคางดำที่แอบซ่อนอยู่ตามช่องดินในด้วย ซึ่งอาจใช้เวลาในการสูบน้ำทิ้งและสูบน้ำเข้าประมาณ 2-3 เดือน อย่างเร็วคือ 2 อาทิตย์ แต่ที่หนักที่สุดคงเป็นค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำที่เหยียบแสนบาท

“ตรงคูส่งน้ำหรือบ่อพักมีปลาหมอคางดำเยอะกว่าบ่อกุ้ง ถ้าเราจะไปทุ่มทุนเคลียร์ตรงนั้นก็ไม่คุ้ม เพราะมันเป็นบ่อที่ไม่มีรายได้ เราก็ต้องคอยระวังด้วยตัวเอง คนเลี้ยงกุ้งที่ระโนดเป็นแบบนี้หมด มันเพิ่มความเครียดให้เรา จิตตก เสียสุขภาพจิต ถ้ามันพลาดเข้าบ่อเมื่อไหร่ อยากเลี้ยงให้กุ้งถึงสัก 30-40 ตัวก็ไม่ได้แล้ว โอกาสขาดทุนสูง ก็ต้องเอาทุนขึ้นก่อน” สถาพรอธิบาย

สถาพรยืนยันว่าอยากเห็นความจริงใจในการกำจัดปลาหมอคางดำมากกว่านี้ เพราะหลายครั้งที่การสนับสนุนของรัฐนั้นเห็นผล ทว่าขาดความต่อเนื่อง 

เขายกตัวอย่างมาตรการปล่อยปลานักล่าหลังพบการระบาดที่อำเภอระโนด หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมล้อมจับปลาหมอคางดำ หน่วยงานรัฐ เอกชน (สถาพรบอกว่าเป็นบริษัทเจริญโภคภัณฑ์) และเกษตรกรในพื้นที่ ร่วมกันปล่อยปลากระพงขนาดประมาณ 7 นิ้ว จำนวน 50 ตัวต่อบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ 1 บ่อ โดยหลังผ่านไป 6 เดือน ปรากฎว่าปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงลดลงเหลือไม่ถึง 10 กิโลกรัม ขณะที่ปลากระพงนักล่ายังเหลืออยู่อีกราว 30 ตัว ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าพอใจเลยทีเดียว

สถาพรจึงเชื่อว่า หากใช้มาตรการปลานักล่าร่วมกับ ‘การโรยกากชา’ จะช่วยกำจัดปลาหมอคางดำอย่างถอนรากถอนโคนมากขึ้น เพราะกากชามีสาร Saponins ที่เป็นพิษต่อปลาแต่ปลอดภัยกับกุ้งและปู และยังมีส่วนช่วยให้กุ้งลอกคราบได้ง่ายขึ้น โดยฤทธิ์ของกากชาจะสลายไปในเวลา 7-15 วัน 

เขาเสนอว่า ในช่วงอีกสองสามเดือนต่อจากนี้จะเป็นฤดูร้อนแล้งที่น้ำในคลองธรรมชาติจะลดระดับลงไป รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้างระบบการจัดการปลาหมอคางดำให้ครบวงจร เริ่มต้นตั้งแต่การประกาศรับซื้อปลาหมอคางดำและเปิดให้เกษตรกรแจ้งความจำนงว่าพร้อมสูบน้ำออกเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ โดยเกษตรกรคนดังกล่าวจะได้รับกากชาเพื่อนำไปกำจัดปลาหมอคางดำที่บ่อของตน 

ส่วนในแหล่งน้ำธรรมชาติอาจลงแขกจับปลาหมอคางดำขนาดใหญ่เพื่อขายก่อน หลังจากนั้นจึงโรยกากชาและปล่อยปลานักล่าลงไปเพื่อให้การกำจัดในแต่ละครั้งมีประสิทธิภาพสูงสุด “ถ้าเขาเริ่มตั้งแต่สองสามเดือนข้างหน้า มันน่าจะลดลงเยอะเลย ถ้ามีความตั้งใจที่จะทำ สองสามอย่างนี้ไม่เกินความสามารถของมนุษย์หรอก” สถาพรยืนยัน

“การรุกรานของปลาหมอคางดำมันสะท้อนถึงความไม่รับผิดชอบของผู้ที่เป็นต้นเหตุของการระบาด ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม และสะท้อนถึงความเอาใจใส่ของรัฐบาลและผู้มีอำนาจ ที่ไม่มีความจริงใจเท่าที่ควรในการกำจัดปลาหมอคางดำ ถึงเขาจะบอกว่าเป็นวาระแห่งชาติ แต่ก็คงเป็นชาติหน้าครับ” ดร.ชวลิตบอก

ตามรายงานผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ปลาหมอคางดำถูกพบครั้งแรกเมื่อประมาณปี 2555 ในพื้นที่ตำบลแพรกหนามแดงและตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จ.สมุทรสาคร โดยในช่วงแรกยังพบจำนวนไม่มากนักทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบเปิด แต่ภายหลังพบว่าปลาท้องถิ่นเริ่มหายไป และแทนที่ด้วยปลาหมอคางดำ (ขณะนั้นชาวบ้านยังไม่ทราบถึงการมีอยู่ของปลาหมอคางดำ) เมื่อการระบาดของปลาหมอคางดำเริ่มรุนแรง เกษตรกรจึงร้องเรียนไปยังกสม. ว่าได้รับความเดือดร้อนจากปลาหมอคางดำในปี 2560 และเสนอให้มีการดำเนินการร่วมกันทั้งสามฝ่าย ทั้งฝ่ายที่นำเข้าปลาหมอคางดำ หน่วยงานของรัฐ และเกษตรกร

จากการตรวจสอบของกสม. พบว่าเมื่อปี  2549 มีบริษัทเอกชนรายหนึ่ง (ในเอกสารไม่ระบุชื่อบริษัท) ที่ขออนุญาตนำเข้าปลาหมอคางดำตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อนำมาปรับปรุงสายพันธุ์ปลานิล โดยคณะกรรมการด้านความหลากหลายและความปลอดภัยทางชีวภาพของกรมประมง (IBC) พิจารณาแล้วมีมติให้นำเข้าปลาหมอคางดำ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเก็บครีบและตัวอย่างปลานำส่ง เมื่อวิจัยเสร็จสิ้นต้องแจ้งผลการวิจัยให้ทราบ ต้องระมัดระวังไม่ให้มีการแพร่ระบาด และหากวิจัยไม่สำเร็จจะต้องรายงานและเก็บซากปากส่งคืน IBC แต่ด้วยปัญหาบางประการ ทำให้บริษัทเอกชนรายนั้นไม่ได้นำเข้าปลาหมอคางดำในปีดังกล่าว จากนั้นปี  2553 บริษัทได้ได้ข้ออนุญาตนำเข้าปลาหมอคางดำอีกครั้งในเงื่อนไขเดิม และนำเข้าปลาหมอคางดำจำนวน 2,000 ตัว ในวันที่ 22 ธันวาคม 2553 โดยมีศูนย์ทดลองอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร 

ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ได้ชี้แจงกับกรุงเทพธุรกิจ ว่า ในปี 2549 บริษัทพยายามนำเข้าลูกปลาหมอคางดำขนาด 1 กรัม จากประเทศกานาจำนวน 5,000 ตัว ซึ่งต้องใช้เวลารวบรวมเป็นเวลา 3 ปี จึงได้นำเข้าในปี 2553 แต่ก็สามารถรวบรวมได้เพียง 2,000 ตัวเท่านั้น 

เมื่อถึงสนามสุวรรณภูมิ เนื่องจากตัวปลามีขนาดเล็กมากและใช้เวลาในการเดินทางขนส่งมายังประเทศไทยนานถึง 32 ชั่วโมง ทำให้ปลาบางส่วนตายไป เหลือเพียง 600 ตัวที่สภาพร่างกายก็ไม่ค่อยดีนัก จากนั้นจึงนำปลาที่เหลืออยู่เข้ากักกันโรคในบ่อซีเมนต์ระบบปิดขนาด 8 ตันที่เตรียมไว้ในศูนย์วิจัย ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จ.สมุทรสาคร ส่วนปลา 1,400 ตัวที่ตายไปก่อนหน้านั้นได้ทำการแช่ฟอร์มาลีนก่อนทำลายโดยการฝังกลบ 

CPF ชี้แจงอีกว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็เหลือปลาหมอคางดำในศูนย์วิจัยเพียง 200 ตัวเท่านั้น และทยอยตายจนเกือบหมดภายในเวลาสามสัปดาห์ เมื่อปลาไม่แข็งแรงและจำนวนไม่เพียงพอต่อการวิจัย และเห็นว่าการปรับปรุงสายพันธุ์ปลาน่าจะไม่ประสบความสำเร็จ ผู้วิจัยจึงล้มเลิกการวิจัย ผู้วิจัยเก็บตัวอย่างปลาบางส่วนใส่ขวดโหลที่มีฟอร์มาลีน ในสัปดาห์ที่ 2 ก็เก็บตัวอย่างปลาอีกจำนวน 50 ตัวด้วยวิธีการดองฟอร์มาลีนเข้มข้น ทำลายปลาที่เหลือโดยใช้สารฟอร์มาลีนเข้มข้นและฝังกลบซากปลาโรยด้วยปูนขาว และในวันที่ 6 มกราคม 2554 ผู้วิจัยนำส่งตัวอย่างปลาที่เก็บไว้ให้กับกรมประมง และแจ้งปิดโครงการให้กรมประมงทราบด้วยวาจา โดยมิได้จัดทำรายงานอย่างเป็นทางการ 

จนกระทั่งกลางปี 2567 ที่ปลาหมอคางดำเริ่มระบาดขึ้นอีกครั้ง และแพร่กระจายไปกว่า 79 อำเภอ ใน 19 จังหวัด สร้างความเสียหายต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและเลี้ยงกุ้งทะเลกว่า 18,000 ราย จนกรมประมงต้องประกาศ 6 มาตรการเร่งด่วนเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

18 กรกฎาคม 2567 ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.พรรคก้าวไกล (ขณะนั้น) ในฐานะรองคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ว่าเรียกให้ CPF เข้ามาชี้แจงเรื่องการตรวจสอบ DNA ปลา และเก็บตัวอย่างที่ดินที่การอ้างอิงว่ามีการกลบฝังซากปลา ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2567 พร้อมกันนั้นก็เตรียมเข้าตรวจสอบห้องเก็บซากปลาของกรมประมง และติดตามกระบวนการนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศว่ามีมาตรการรัดกุมเพียงใด

ขณะที่ บัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมงขณะนั้น ระบุว่า ไม่พบบันทึกการนำส่งปลาตัวอย่าง หรือหลักฐานการทำลายของปลาชนิดนี้ในระบบของกรมประมง และเมื่อถึงกำหนดวันเข้าพบอนุกมธ. ปรากฎว่า CPF ไม่ได้เข้าร่วมการชี้แจง แต่ได้ส่งเอกสารที่ระบุว่าบริษัทไม่มีการเลี้ยงและวิจัยปลาหมอคางดำอีกเลยนับตั้งแต่ปี 2564 และทางบริษัทก็มั่นใจว่าไม่ได้เป็นต้นตอของการแพร่ระบาด

แม้ขณะนี้จะยังไม่พบหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ว่าปลาหมอคางดำที่ระบาดอยู่ขณะนี้ใช่กลุ่มเดียวกับที่นำเข้ามาในปี 2553 หรือไม่ ระบาดได้อย่างไร และกำจัดอย่างไรถึงจะหมดสิ้นไปจากแหล่งน้ำของประเทศไทย แต่สิ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาสาธารณะชนคือความเสียหายเหลือคณานับที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ดังที่ ศูนย์วิจัยฯ ธรรมศาสตร์ ได้ประเมินมูลค่าการทำประมงในตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จ.สมุทรสาคร ว่ารายได้รวมของผู้ที่เลี้ยงปลากระชัง กุ้งทะเล และประมงพื้นบ้าน มีมูลค่าเฉลี่ยรวมกันสูงถึง 131.96 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหากเป็นจริงดังคำกล่าวอ้างที่ว่า ‘ปลาหมอคางดำมันกินไม่เลือก’ มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรอีก 80 อำเภอคงมากกว่านี้อีกไม่รู้กี่เท่า รวมถึง ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ ที่สั่นคลอนไปทุกที่ที่ปลาหมอคางดำว่ายผ่าน

ไม่ใช่การปรับตัว หรือแก้ตัว แต่ต้องกำจัดปลาหมอคางดำให้สิ้นซาก

ชวลิตยืนยันหนักแน่นว่า การกำจัดปลาหมอคางดำให้สิ้นซากยังเป็นไปได้ แต่ต้องอาศัยความจริงจังของรัฐบาลในการสนับสนุนกรมประมงหรือภาคส่วนต่าง ๆ ในฝ่ายราชการให้เข้มข้นกว่านี้ ทั้งการกำจัด การใช้ประโยชน์ หรือการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่จะช่วยดึงปลาหมอคางดำให้ออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติและออกจากแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ได้มากที่สุด

เขาเสนอว่า ในระยะแรกควรเร่งการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำต่าง ๆ ให้ได้เร็วที่สุด อย่างล่าสุดที่กรมประมงเพิ่งออกกฎหมายเปิดช่องให้สามารถใช้กระแสไฟฟ้าในแหล่งน้ำเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ ซึ่งเขาระบุว่าเป็นวิธีที่รวดเร็วและใช้กำลังแรงงานน้อยกว่าวิธีอื่น ๆ ขณะเดียวกัน ในระยะถัดไปก็ควรมีการจับตาเฝ้าระวังการแพร่ระบาดในแหล่งน้ำต่าง ๆ สนับสนุนบ่อกุ้งเอกชน (ส่วนใหญ่เป็นบ่อร้าง) ในการกำจัดปลาหมอคางดำที่ระบาดอยู่ รวมถึงการมีมาตรการป้องกันการลักลอบเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำเพื่อรับเงินชดเชยหรือเพื่อหาเลี้ยงชีพด้วย

“อย่างปลาหมอคางดำตัวเล็กเขาไม่รับซื้อนะ ชาวบ้านก็จะหาปลาตัวใหญ่ ตัว 3-5 โล เขาก็ใช้อวนใหญ่ พวกปลาหมอคางดำตัวเล็ก ๆ มันก็ไม่ติดอวน มันก็อยู่ของมันต่อไป พออีกสักเดือนเข้าไปหาใหม่ ปลาหมอตัวเล็กมันก็โตขึ้นมาอีก มันก็สืบทอดแบบนี้ไปเรื่อย ๆ” สถาพรเสริม 

ชวลิตเสริมอีกว่า ไม่ว่าจะในทางคดีความจะถูกหรือผิด แต่บริษัทเอกชนที่ถูกกล่าวหาก็ควรเข้ามามีส่วนร่วมและลงทุนในการกำจัดปลาหมอคางดำเช่นเดียวกัน ในขณะที่รัฐบาล เอกชน หรือสื่อมวลชน ก็ต้องไม่สร้างวาทกรรมที่ว่า ‘ปลาหมอคางดำเป็นปลามีประโยชน์’ และให้ประชาชนปรับตัวอยู่ร่วมกับมัน เขาเห็นด้วยว่าควรจะต้องใช้ประโยชน์สูงสุดกับปลาหมอคางดำที่กำจัดมาได้ แต่หากเทียบประโยชน์กับเหล่าปลาพื้นเมืองที่เคยแหวกว่ายอยู่ในแหล่งน้ำ มันเทียบกันแทบไม่ได้เลย

“สัตว์ต่างถิ่นรุกรานแบบนี้มีหนทางเดียวคือการกำจัด เราไม่ควรที่จะปรับตัวหรือแก้ตัวให้มัน เอกชนหรือสื่อบางแห่งพยายามออกมาบอกว่าปลานี้มีประโยชน์หรือไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด แต่ถ้าเราปล่อยประจนปลาหมอคางดำระบาดไปทุกแหล่งน้ำ คงมีเกษตรกรหลายคนต้องสูญเสียอาชีพ และโอกาสที่เราจะได้บริโภคสัตว์น้ำที่หลากหลาย หรือความมั่นคงทางอาหารก็คงหายไปด้วย” ชวลิตทิ้งท้าย