ห้วงฝันในภาพแทนประชาธิปไตย

Play Read
Reading Time: 2 minutes

ความหมายของพรรคการเมือง (Political parties) คงหนีไม่พ้นคำอย่าง องค์กรทางการเมือง การเลือกตั้ง การรวมกลุ่มของนักการเมืองที่มีอุดมการณ์คล้ายคลึงกัน ทั้งหมดนี้ทำให้พรรคการเมืองผูกติดกับระบอบเสรีประชาธิปไตยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับการต้องข้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม

ทั้งการเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของประชาธิปไตย เป็นสิ่งจำเป็นแต่ไม่เพียงพอสำหรับการสร้างประชาธิปไตย เพราะทั้งพรรคการเมืองและการเลือกตั้งต่างไม่ใช่ภาพแทนของประชาธิปไตย …

นี่คือเกริ่นนำในหนังสือ จัดแบ่งแข่งอำนาจ : สัณฐานพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ที่ผู้เขียน รศ.ดร. อรรถสิทธิ์ พานแก้ว ได้เสนอแนวคิดสำคัญถึงความเคลื่อนไหวแนวคิดทางการเมืองการเลือกตั้ง และพลวัตต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในไทย

แม้ประโยคข้างต้นอาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงสำนึกต่อต้านประชาธิปไตย (anti-democratic sentiment) ที่ปราศจากหลักการของอำนาจสูงสุดอยู่ที่ประชาชน เป็นสิ่งที่พรรคการเมืองและการเลือกตั้งถูกโจมตีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ตื้นเขินเกินจะสรุปหากยังไม่ได้คำตอบว่า หากธรรมชาติของพรรคการเมืองและการเลือกตั้งไม่ได้มีพื้นฐานเป็นประชาธิปไตย เพราะเหตุใดจึงแนบชิดกับระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่อย่างไม่สามารถแยกจากกันได้

‘คำตอบที่พอจะเป็นไปได้ คือท่ามกลางบริบทการเมืองสมัยใหม่ เต็มไปด้วยผู้คนที่มีความคิดแตกต่างหลากหลายเป็นจำนวนมาก พรรคการเมืองทำหน้าที่เชื่อมต่อประชาชนเข้ากับรัฐบาล ขณะที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนนั้น ก็ได้ถือสิทธิอำนาจชอบธรรมที่จะดำเนินนโยบายตอบสนองความต้องการของประชาชน’

ที่ชัดเจนกว่านั้นคือทั้งพรรคการเมืองและการเลือกตั้งต่างเป็น ‘เครื่องมือ’ ที่ยังจำเป็นต่อประชาธิปไตยสมัยใหม่ ที่ประชาชนจะมีอำนาจควบคุมรัฐบาล มีอิทธิพลต่อการกำหนดและตัดสินใจในเรื่องนโยบายสาธารณะ

ในคลังคำศัพท์การเมือง พรรคการเมืองอาจมีนิยามลักษณะใกล้เคียงกับคำศัพท์ทางการเมืองอื่น ๆ ในแง่ที่ว่าฟังดูคุ้นหูสำหรับประชาชนในระบอบเสรีประชาธิปไตย ตราบเท่าที่พรรคการเมืองมีการพัฒนาและยกระดับ ก็ย่อมส่งผลต่อความรับรู้ทางการเมืองและเจตจำนงอันแรงกล้าของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

แม้ที่ผ่านมาพรรคการเมืองจะถูกตั้งคำถาม ถูกมองในเชิงลบว่าเป็นที่รวมของนักการเมืองฉ้อฉลทุจริตการเลือกตั้ง สถานะของพรรคการเมืองอยู่ในห้วงคำถามถึงความจำเป็นในการมีอยู่ แต่ก็ยังมีบทบาทหน้าที่บางอย่างที่ระบบประชาธิปไตยไม่สามารถแยกจากสถาบันทางการเมืองประเภทนี้ไปได้

“ระบบพรรคการเมือง การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ของเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่”

ระบบพรรคการเมืองอาศัยจำนวนและขนาดเป็นเกณฑ์พิจารณาสะท้อนให้เห็นกลไกในทางปฏิบัติของประชาธิปไตย การก่อตัวของพรรคการเมือง กระบวนการคัดสรรบุคลากรทางการเมือง เป็นกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมให้กับชนชั้นนำทางการเมืองระดมการสนับสนุนจากมวลชน ซึ่งเป็นที่มาของการเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

แต่ในรัฐสังคมนิยมและรัฐฟาสซิสต์ พรรคการเมืองเป็นเพียงเครื่องมือของชนชั้นปกครองในการครอบงำอำนาจการเมือง เพื่อสร้างสังคมตามอุดมการณ์ที่ชนชั้นปกครองยึดถือ รัฐสังคมนิยมและรัฐฟาสซิสต์จึงมักมีพรรคการเมืองเดียวที่เกิดจากชนชั้นปกครอง ปราศจากการแข่งขันในการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม เพื่อเข้าสู่อำนาจทางการเมือง

เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง ที่ในทุกวันนี้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นวิธีการคัดสรรผู้นำทางการเมืองที่ผูกขาดไว้กับระบอบประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว เพราะแม้แต่ในระบอบอำนาจนิยมก็รับเอากลไกการเลือกตั้งไปหนุนเสริมอำนาจของรัฐบาลอย่างแพร่หลาย สถานะของการเลือกตั้งจึงถูกหย่อนคุณค่าลงจากการเป็นเครื่องมือในระบอบประชาธิปไตย

การเลือกตั้งที่จะเป็นมาตรวัดในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง คือการได้พรรคการเมืองขึ้นมาดำรงตำแหน่งจากการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม

หากหันกลับมาสำรวจพรรคการเมืองในไทย ที่ผู้เขียนมองว่ามักวางอยู่บนแนวทางการศึกษาแบบสถาบันนิยมดั้งเดิม (traditional institutional approach) คือการใช้รัฐธรรมนูญและกฎระเบียบต่าง ๆ เป็นแนวทางการศึกษาพรรคการเมือง ประกอบกับข้อจำกัดที่พรรคการเมืองในไทยทำงานแบบระบบปิด ไม่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกรับรู้ถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนภายในพรรคการเมือง นั่นจึงทำให้ภาพของการเปลี่ยนแปลงและการกระทำของพรรคการเมืองที่ประชาชนรับรู้เป็นทางการ ไม่สามารถพิจารณาไปถึงภาคปฏิบัติการที่เป็นจริง รับรู้ตัวแสดงทางการเมืองของพรรคได้

ผิดกับ ‘การเลือกตั้ง’ ที่มีฐานะชัดเจนกว่าพรรคการเมือง อาจเป็นเพราะหากต้องการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง การเลือกตั้งเป็นหนทางเดียวในระบอบเสรีประชาธิปไตย

‘จึงไม่มีระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่ใดในโลกที่ปราศจากการเลือกตั้ง’

ประชาชนไทยที่ได้ชื่อว่าอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ภาพสะท้อนช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ที่ประชาชนได้แสดงออกถึงเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง คือช่วงที่ประชาชนได้รับฟังนโยบายรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครและพรรคการเมือง ความคึกคักที่ประชาชนออกไปใช้สิทธิลงคะแนนในวันเลือกตั้ง บรรยากาศการลุ้นผลการเลือกตั้งหลังการนับคะแนนและจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งสิ้นสุดลง

ในห้วงเวลาที่ประชาชนได้หย่อนบัตรเลือกตั้งลงไปในหีบบัตร นั่นคือการเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่แทนเราในสนามทางการเมือง นักการเมืองและพรรคการเมืองจึงถือเป็น ‘ตัวแทนทางการเมือง’ 

เมื่อความเชื่อมโยงระหว่างผู้แทนที่ถูกเลือกโดยประชาชน วางอยู่บนความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระแบบพึ่งพา คือไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่ได้โดยปราศจากอีกฝ่าย ประชาชนซึ่งถือเป็นจุดอ้างอิงหลักของระบอบประชาธิปไตย จึงเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าเพียงหย่อนบัตรลงคะแนน

ส่วนในไทย ภาพประชาชนทำงานเป็นผู้สังเกตการณ์ เฝ้าหีบบัตรเลือกตั้งหลังมี ‘ข้อสังสัย’ ในกระบวนการทำงานของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ประชาชนติดตามการชี้แจงกระบวนการทำงาน กดดันให้ประกาศรับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเพื่อเดินหน้ารับรองสถานะผู้แทนทางการเมือง ไปจนถึงยื่นฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลางต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง ที่ไม่ใช้อำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายร่วมกันเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

สิ่งนี้พอจะบอกกับสาธารณะชนได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งปกป้องเสียงการเลือกตัวแทนทางการเมือง และไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองเพียงแค่หย่อนบัตรลงคะแนนเสียง

เพราะฉากหลังพรรคการเมืองและการเลือกตั้งในไทย สองตัวแปรในสมการประชาธิปไตย ถูกทำลายลงด้วยการทำงานขององคาพยพตามรัฐธรรมนูญที่มีชื่อว่า ‘องค์กรอิสระ’ ที่สัมพันธ์อันดีกับอำนาจของพรรคการเมือง

คณะกรรมการเลือกตั้งถูกตั้งคำถามนับตั้งแต่การจัดการเลือกตั้ง 2569 ให้มีความโปร่งใส จนถึงช่วงเวลาการนับคะแนนและรับรองการดำรงตำแหน่งของสมาชิกผู้แทนราษฎร ที่ กกต. ให้มีการรับรองสมาชิกสภาแม้จะยังไม่มีการประกาศคะแนนการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ที่สิทธิในการออกเสียงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทยไม่ถูกทำให้โปร่งใส แม้จะเสรีและเป็นธรรมตามกฎหมายที่คณะกรรมการเลือกตั้งได้ร่างไว้

หนทางให้ประชาธิปไตยผลิบานในสังคมไทย อาจหวังให้มีระบบการเมือง การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมเพียงเท่านั้นคงไม่พอ

Author
ณัฐณิชา มีนาภา
มนุษย์ตัวเล็กคนหนึ่งในสังคมที่เป็นทาสแมว สนใจทุกเรื่องราวรอบตัว มีท้องฟ้าที่สดใสเป็นรางวัลของการใช้ชีวิตในแต่ละวัน
Author
พันวิทย์ ภู่กฤษณา
คนชลบุรีที่การเสพติดศิลปะ และ อเมริกาโน่ไม่หวาน