ชาวเลอูรักลาโว้ย ใต้เกลียวคลื่นและความร้อนของโลก

Environment
Reading Time: 2 minutes

ปัจจุบันอุณหภูมิผิวน้ำในทะเลอันดามันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องราว 0.1–0.2 องศา ในรอบทศวรรษ

งานวิจัยพบว่าเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำสูงกว่า 31 องศา จะเพิ่มโอกาสเกิดพายุมากขึ้นและแรงขึ้นกว่าปกติ สัมพันธ์กับสถิติพายุไซโคลนในทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอล มีแนวโน้มที่รุนแรงและสร้างความเสียหายมากขึ้น เกิดขึ้นบ่อยและมีระยะเวลานานกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิผิวทะเลจากภาวะโลกร้อน

ปรากฏการเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและการขยับถิ่นของสัตว์น้ำ รวมทั้งกระทบกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้ที่อยู่กินกับทะเล สอดคล้องกับคำบอกเล่าของชาวเลอูรักลาโว้ยว่า “สมัยก่อนอยากได้ปลาก็แค่เดินไปตกหน้าหาด แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ปลาเก๋า ปลามง และปลาหลายชนิดเริ่มย้ายลงไปอยู่ในระดับน้ำที่ลึกกว่าเดิม”

ปลาตากแห้งคือภาพสะท้อนความพยายามประคองวิถีประมงพื้นบ้าน ท่ามกลางทรัพยากรที่ลดลงทุกปี อาหารมื้อเช้าของเด็ก ๆ จานนี้ไม่ได้มาง่ายเหมือนอดีต ภาวะโลกร้อนกำลังเปลี่ยนรูปแบบการกระจายตัวของสัตว์น้ำ ปลาเก๋า ปลามง และปลาหลายชนิดเริ่มย้ายลงสู่ระดับน้ำที่ลึกกว่าเดิมจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น

ชีวิตชาวเลอูรักลาโว้ยบนเกาะหลีเป๊ะ ในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม

บนชายฝั่งของ เกาะหลีเป๊ะ บ้านไม้หลังสุดท้ายของชาวเลอูรักลาโว้ยที่ตั้งอยู่ริมหาด จากอดีตชาวเลมีบ้านเรียงรายตามแนวชายฝั่ง วันนี้หลายครอบครัวต้องถอยร่นเข้าไปด้านในเกาะ ต้องเดินผ่านที่ดินเอกชนเพื่อออกมาขึ้นเรือ ทะเลที่เคยเป็นทั้งบ้าน ทางสัญจร และพื้นที่ทำกิน ค่อย ๆ ถูกจำกัดด้วยเส้นเขตกรรมสิทธิ์และการพัฒนาเชิงพาณิชย์

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนบก หากแต่มันกำลังเกิดขึ้นในทะเลด้วย

ชาวเลอูรักลาโว้ยพึ่งพาทะเลทั้งในฐานะแหล่งอาหาร รายได้ และรากทางวัฒนธรรม ความรู้เรื่องลม กระแสน้ำ และฤดูกาลสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น การอ่านทิศเมฆ ดูสีทะเล และฟังเสียงคลื่น คือระบบพยากรณ์อากาศแบบดั้งเดิมที่แม่นยำในอดีต แต่วันนี้ทะเลเปลี่ยนไป! 

ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและ India Meteorological Department ระบุว่า ในปี 2565 มหาสมุทรอินเดียเหนือ อ่าวเบงกอลและทะเลอันดามันมีพายุหมุนเขตร้อนอย่างน้อย 10 ลูก โดยหลายลูกทวีกำลังเป็นไซโคลนรุนแรง เช่น พายุ “อัสนี” (พฤษภาคม 2565) และ “มันดุส” (ธันวาคม 2565) ซึ่งก่อให้เกิดฝนตกหนัก คลื่นลมแรงในพื้นที่ชายฝั่งอินเดีย ศรีลังกา และส่งอิทธิพลต่อสภาพอากาศในภาคใต้ของไทย ขณะที่งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า ความรุนแรงของพายุในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปี 2524–2543 สอดคล้องกับอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนทำให้ฤดูกาลคลาดเคลื่อน พายุเกิดถี่ ลมเปลี่ยนทิศกะทันหัน ถิ่นฐานของปลาไม่แน่นอน ความรู้ที่เคยใช้ได้ผลไม่แม่นยำอย่างที่เคย การพยากรณ์จากประสบการณ์ถูกท้าทายด้วยโลกที่อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ผลกระทบนี้ไม่ได้อยู่เพียงบนผิวน้ำ หลายปีที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยผิวน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมหาสมุทรดูดซับความร้อนส่วนเกินมากกว่า 90% ที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ ตามรายงานขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า วันที่ 1 สิงหาคม 2566 อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกพุ่งสูงถึง 20.96 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลดาวเทียม สะท้อนแนวโน้มภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น และส่งผลต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศ รวมถึงพายุในมหาสมุทรอินเดียเหนือ

ชาวเลกล่าวว่า “ปลาเก๋า ปลามง และปลาหลายชนิดเริ่มย้ายลงไปอยู่ในระดับน้ำที่ลึกกว่าเดิม” การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิน้ำทะเลส่งผลต่อการกระจายตัวของสัตว์น้ำ จุดวางไซดักปลาที่เคยให้ผลดี กลับให้ปลาเพียงเล็กน้อย พวกเขาไม่สามารถวางไซในจุดเดิมซ้ำ ๆ เหมือนในอดีต ต้องคอยเปลี่ยนตำแหน่งใหม่อยู่เสมอ ต้องออกเรือไกลขึ้น ใช้น้ำมัน และเวลามากขึ้น

เมื่อปลาอยู่ลึกขึ้น คนก็ต้องดำน้ำลึกขึ้น

การดำน้ำเก็บไซในระดับความลึกมากกว่าเดิม ทำให้ชาวเลจำนวนหนึ่งป่วยเป็น ‘โรคน้ำหนีบ’ หรือภาวะบาดเจ็บจากการดำน้ำลึกแล้วขึ้นสู่ผิวน้ำเร็วเกินไป เกิดอาการตั้งแต่ปวดข้อ ชาตามแขนขา อัมพาตบางส่วน ไปจนถึงเสียชีวิต รายได้ที่ลดลงบีบให้หลายคนจำเป็นต้องเสี่ยงมากขึ้น เพราะหากไม่ดำน้ำ ก็ไม่มีปลา และหากไม่มีปลา ก็ไม่มีรายได้เลี้ยงครอบครัว

ความลึกของทะเลไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่มันคือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในทุกลมหายใจ

ในขณะเดียวกันภาพที่พบบ่อยครั้งในไซดักปลาคือขยะ ถุงพลาสติก และเศษวัสดุจากกิจกรรมท่องเที่ยวลอยสะสมอยู่ในทะเลเดียวกับที่ชาวเลอูรักลาโว้ยทำกิน แนวปะการังหลายพื้นที่เสื่อมโทรมจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและปริมาณจากการท่องเที่ยวที่หนาแน่น ระบบนิเวศที่เปราะบางยิ่งเสียหายเมื่อถูกซ้ำเติม

เมื่อทรัพยากรลดลง อำนาจต่อรองก็ลดลงตามไปด้วย ปลาส่วนหนึ่งถูกส่งต่อให้พ่อค้าคนกลาง รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะค่าน้ำมันที่มากขึ้นจากการออกเรือไกลกว่าเดิม

ในวันที่อาชีพประมงไม่สามารถเลี้ยงชีพได้ตลอดทั้งเดือน เรือประมงพื้นบ้านลำเดิมต้องปรับบทบาท กลายเป็นเรือรับจ้างท่องเที่ยว พานักท่องเที่ยวไปดำน้ำชมทะเล การเปลี่ยนอาชีพไม่ใช่ภาพของการพัฒนาที่ราบรื่น แต่คือการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

ชาวเลอูรักลาโว้ยกำลังเผชิญการซ้อนทับของหลายวิกฤต ทั้งปัญหาสิทธิในที่ดิน ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ทรัพยากรทางทะเลที่ลดต่ำ ความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการดำน้ำลึก และระบบเศรษฐกิจที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้กำหนด ในโลกที่อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ความเปราะบางไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม ผู้ที่พึ่งพาธรรมชาติโดยตรงมักเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ และมีทางเลือกน้อยที่สุดในการรับมือ

ทะเลยังคงอยู่ แต่ทะเลแบบเดิมกำลังเลือนหาย 

คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า วันนี้จะได้ปลาพอหรือเปล่า 

แต่คือ ในอนาคตพวกเขาจะยังมีพื้นที่ให้เรียกว่า “บ้าน” หรือไม่

ผลงาน :  สราวุธ ถิ่นวัฒนากูล

ทุนสนับสนุน : EJF – Environmental Justice Foundation Thailand

Author
Decode
กองบรรณาธิการที่มีคนหลากหลายรุ่น หลากหลายความสนใจ แต่มีเป้าหมายเดียวกันที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น