แผนที่ที่ ‘ซ่อน’ ลำดับชั้น

ColumnistNew World Order
Reading Time: < 1 minute

ประกายไฟลามทุ่ง

รศ.ดร. ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

อ่านโลกผ่าน Wallerstein — เมื่อปัญหาไม่ใช่ประเทศ แต่คือระบบที่ประเทศอาศัยอยู่

ลองนึกภาพโลกไม่ใช่ในฐานะประเทศหลายร้อยประเทศที่แข่งขันกันอย่างเท่าเทียม แต่เป็นระบบเดียวที่มีลำดับชั้นซ่อนอยู่ภายใน บางประเทศอยู่บนสุด บางประเทศอยู่ตรงกลาง และบางประเทศอยู่ล่างสุด และที่สำคัญ ลำดับชั้นนั้นไม่ได้เกิดจากความขยันหรือความฉลาดของประชาชนในแต่ละประเทศ แต่เกิดจากโครงสร้างของระบบที่กำหนดว่า ใครได้ประโยชน์จากการค้าโลกและใครเสียเปรียบ

นี่คือจุดเริ่มต้นของ Immanuel Wallerstein ใน The Modern World-System ที่ตีพิมพ์ในปี 2517 และยังคงเป็นหนึ่งในงานที่อ่านโลกได้คมที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Core Periphery และ Semiperiphery : สามตำแหน่งในระบบเดียว

วอลเลอร์สไตน์แบ่งประเทศในโลกออกเป็นสามกลุ่มไม่ใช่ตามระดับการพัฒนา แต่ตามหน้าที่ในระบบโลก

กลุ่มแรกคือ Core หรือศูนย์กลาง ซึ่งไม่ได้หมายความแค่ว่ารวยกว่า แต่หมายความว่าเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ของระบบ ครองเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ควบคุมระบบการเงิน และผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ประเทศกลุ่มนี้ดึงมูลค่าออกจากส่วนอื่นของระบบเข้ามาหาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

กลุ่มที่สองคือ Periphery หรือรอบนอก ซึ่งทำหน้าที่ส่งออกวัตถุดิบ แรงงานราคาถูก และสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ประเทศกลุ่มนี้ไม่ยากจนเพราะขาดทรัพยากรหรือขาดความขยัน แต่ยากจนเพราะโครงสร้างของการแลกเปลี่ยนในระบบโลกทำให้มูลค่าที่พวกเขาสร้างไหลออกไปสู่ Core ตลอดเวลา

กลุ่มที่สามคือ Semiperiphery หรือกึ่งรอบนอก และนี่คือตำแหน่งที่น่าสนใจที่สุดในระบบ ประเทศกลุ่มนี้อยู่ตรงกลาง พวกเขามีอุตสาหกรรม มีชนชั้นกลาง มีรัฐที่เข้มแข็งพอควร แต่ยังไม่ถึงระดับที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ของระบบได้ หน้าที่สำคัญของ Semiperiphery ในระบบคือการทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ดูดซับแรงกดดันทางการเมืองจาก Periphery ไม่ให้มันพุ่งตรงไปยัง Core โดยตรง

ทำไมตำแหน่งในระบบถึงสำคัญกว่านโยบายรัฐบาล

สิ่งที่ทำให้วอลเลอร์สไตน์แตกต่างจากนักวิเคราะห์นโยบายทั่วไปคือเขาเชื่อว่า ตำแหน่งของประเทศในระบบโลกมีผลต่อชะตากรรมของประเทศนั้นมากกว่านโยบายภายในเสียอีก ลองคิดดูง่าย ๆ ว่าทำไมประเทศที่ส่งออกวัตถุดิบถึงยังจนอยู่ แม้จะมีทรัพยากรมหาศาล คำตอบของวอลเลอร์สไตน์ไม่ใช่เพราะพวกเขาบริหารไม่ดีหรือทุจริต แต่เพราะโครงสร้างของการแลกเปลี่ยนในระบบโลกถูกออกแบบมาให้มูลค่าไหลจากรอบนอกเข้าสู่ศูนย์กลาง ไม่ว่ารัฐบาลของประเทศรอบนอกจะดี หรือแย่แค่ไหนก็ตาม

สิ่งนี้สำคัญมากในการอ่านความขัดแย้งระหว่างประเทศ เพราะมันบอกเราว่า ปัญหาของประเทศจำนวนมากในโลกไม่ได้อยู่ที่พวกเขาขาดผู้นำที่ดี หรือขาดนโยบายที่ถูกต้อง แต่อยู่ที่ตำแหน่งของพวกเขาในระบบที่สร้างเงื่อนไขที่ไม่เท่าเทียมตั้งแต่แรก

วัฏจักรของอำนาจนำ : ช่วงเปลี่ยนผ่านคือช่วงที่อันตรายที่สุด

วอลเลอร์สไตน์ยังเสนอแนวคิดที่เรียกว่า Hegemonic Cycle หรือ วัฏจักรของอำนาจนำ ซึ่งบอกว่าในระบบโลกนั้นจะมีประเทศที่ครองความเป็นเจ้าอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ เสมอ แต่ความเป็นเจ้านั้นไม่ถาวร มันขึ้นและลงตามวัฏจักรที่ยาวนานหลายทศวรรษ ช่วงที่น่ากลัวที่สุดในวัฏจักรนี้ไม่ใช่ช่วงที่มหาอำนาจหนึ่งครองโลกอย่างชัดเจน แต่คือช่วงเปลี่ยนผ่าน เมื่ออำนาจนำเดิมกำลังเสื่อมถอยและอำนาจนำใหม่ยังขึ้นมาไม่สุด ระบบไม่มีศูนย์กลางที่ชัดเจน กฎเกณฑ์เดิมไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย และประเทศต่าง ๆ แย่งชิงตำแหน่งกันด้วยความก้าวร้าวมากขึ้น

เราอยู่ในช่วงดังกล่าวพอดี สหรัฐยังคงเป็นมหาอำนาจทางทหารและการเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ความสามารถในการกำหนดกฎเกณฑ์ของระบบโลกลดลงอย่างชัดเจน ประเทศต่าง ๆ เริ่มท้าทายระเบียบที่สหรัฐสร้างขึ้นมากขึ้น และทางเลือกใหม่ก็เริ่มเปิดขึ้น ทั้งในแง่สถาบันการเงิน ระบบการค้า และพันธมิตรทางการเมือง

ในช่วงแบบนี้ ประเทศ Semiperiphery มีพื้นที่ในการต่อรองมากขึ้น เพราะ Core ไม่ได้รวมหัวกันแน่นเหมือนเดิม แต่ในขณะเดียวกัน ช่วงแบบนี้ก็อันตรายมาก เพราะทุกฝ่ายพยายามล็อกตำแหน่งของตัวเองไว้ก่อนที่ระเบียบใหม่จะถูกกำหนด

Semiperiphery ที่ไม่ยอมหยุดนิ่งกับราคาที่ต้องจ่าย

ประเทศ Semiperiphery มีสองทางเลือกในระบบโลก ทางแรกคือยอมรับตำแหน่งของตัวเอง และทำหน้าที่ตัวกลางให้ระบบ ทางที่สองคือพยายามดันตัวเองขึ้นไปสู่ระดับ Core ด้วยการสร้างอุตสาหกรรม พัฒนาเทคโนโลยี และสร้างอิทธิพลในภูมิภาค ทางที่สองนี้มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะ Core มีกลไกในการป้องกันการขึ้นมาของคู่แข่งอยู่เสมอ กลไกเหล่านั้นไม่ได้มีแค่รูปแบบทางทหาร แต่รวมถึงการกำหนดกฎเกณฑ์การค้าที่เอาเปรียบ การควบคุมระบบการเงินโลก และการใช้สถาบันระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือกดดัน

เมื่อประเทศ Semiperiphery พยายามควบคุมทรัพยากรของตัวเอง พัฒนาอุตสาหกรรมที่แข่งขันกับ Core หรือสร้างพันธมิตรที่ท้าทายระเบียบเดิม การตอบสนองจาก Core มักจะสม่ำเสมอและรุนแรง ไม่ว่าเหตุผลที่ประกาศออกมาจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตคือ Core ไม่ได้ลงโทษทุกประเทศที่ละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศ มันลงโทษเฉพาะประเทศที่ท้าทายลำดับชั้นของระบบ ประเทศที่ทำสิ่งเดียวกันแต่ยังคงอยู่ในตำแหน่งที่ระบบกำหนดให้มักจะได้รับการยกเว้น ความไม่สม่ำเสมอนั้นเองคือหลักฐานที่บอกว่าเรากำลังเผชิญกับตรรกะของการรักษาระบบ ไม่ใช่ตรรกะของหลักการ

การคว่ำบาตรในฐานะกลไกรักษาลำดับชั้น ไม่ใช่เครื่องมือทางกฎหมาย

การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมักถูกนำเสนอว่าเป็นเครื่องมือทางการทูตที่ใช้บังคับให้ประเทศที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศปรับพฤติกรรม คำอธิบายนี้ฟังดูสมเหตุสมผลและเป็นกลาง แต่เมื่อเราดูว่าใครถูกคว่ำบาตรและใครไม่ถูกคว่ำบาตร รูปแบบที่ปรากฏขึ้นบอกเรื่องที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

ประเทศที่ถูกคว่ำบาตรหนักที่สุดในโลก คือประเทศที่พยายามสร้างระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นอิสระจากระเบียบที่ Core กำหนด ไม่ใช่ประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด หรือพัฒนาอาวุธอันตรายที่สุด ถ้าหลักการเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนหรืออาวุธอย่างที่ประกาศ เราจะต้องอธิบายได้ว่าทำไมพันธมิตรของ Core ที่ทำสิ่งเดียวกันถึงไม่ถูกลงโทษในระดับเดียวกัน

วอลเลอร์สไตน์ตอบว่า เพราะการคว่ำบาตรไม่ใช่กลไกทางกฎหมาย แต่คือกลไกทางระบบ หน้าที่ของมันคือส่งสัญญาณว่าการออกนอกลำดับชั้นของระบบมีราคา และราคานั้นถูกออกแบบให้สูงพอที่จะทำให้ประเทศอื่น ๆ ใน Semiperiphery คิดหนักก่อนจะทำเช่นเดียวกัน

ระยะเปลี่ยนผ่านกับการจัดแนวใหม่

สิ่งที่น่าจับตาในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจนำ คือพฤติกรรมของประเทศ Semiperiphery ในวัฏจักรของอำนาจนำ ประเทศเหล่านี้มักพยายาม “เดิมพัน” กับมหาอำนาจที่กำลังขึ้นมา ขณะเดียวกันก็รักษาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจเดิมเอาไว้บ้าง เพราะความผิดพลาดในการเลือกข้างในช่วงเปลี่ยนผ่านมีผลยาวนานหลายทศวรรษ

วอลเลอร์สไตน์จะอ่านการที่ประเทศใน Global South หลายประเทศปฏิเสธที่จะเข้าข้างสหรัฐในความขัดแย้งกับรัสเซียและจีน ไม่ใช่ว่าเพราะพวกเขา “ไม่มีหลักการ” อย่างที่สื่อตะวันตกมักกล่าวหา แต่เพราะพวกเขากำลังอ่านวัฏจักรอำนาจนำ และพยายามรักษาทางเลือกเอาไว้ให้มากที่สุด ในช่วงที่ไม่มีใครรู้ว่าระเบียบโลกใหม่จะหน้าตาเป็นอย่างไร

สิ่งที่วอลเลอร์สไตน์ให้เรา และไม่อาจหาจากที่ไหนได้คือแผนที่ แผนที่ที่บอกว่าประเทศต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ในโลกแบนราบที่เท่าเทียมกัน แต่อยู่ในระบบที่มีลำดับชั้น และการเข้าใจลำดับชั้นนั้น คือเงื่อนไขเบื้องต้นในการเข้าใจว่าความขัดแย้งใด ๆ กำลังเกิดขึ้นเพื่ออะไรและรับใช้ใคร

ที่มา : Immanuel Wallerstein, The Modern World-System (1974); World-Systems Analysis: An Introduction (2004)

Author
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
ชาวสังคมนิยมประชาธิปไตย ผู้ปรารถนาให้รัฐสวัสดิการเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนสามารถพูดถึง อธิบายและเรียกร้องได้
Author
Vanichaya D
เรามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นวาดรูปสีน้ำ ออกแบบกราฟิก เพราะศิลปะทำให้เรารู้จักตีความสิ่งใด สิ่งหนึ่งด้วยความละเอียดอ่อน