Reading Time: 4 minutes
หลังรับบิลค่าไฟเดือนที่ผ่านมา ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า อาจต้องกลับสู่ห้วงเวลา ‘ค่าไฟแพง’ อีกครั้ง
จากตัวเลข ‘ค่าไฟฟ้าผันแปร’ (Fuel Adjustment Charge : FT) สมการกำหนดราคาไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือนที่ปรับสูงขึ้น
ส่วนหนึ่งจากแรงกระแทกของสงครามตะวันออกกลาง กระทบการนำเข้าเชื้อเพลิง LNG ก๊าซธรรมชาติที่เป็นต้นทุนของกระบวนการผลิตไฟฟ้าในประเทศให้มีราคาสูงขึ้น
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะปรับราคาค่าไฟฟ้าผันแปรทุก 4 เดือนตามกลไกทางตลาดที่รัฐควบคุมไม่ได้ อย่างต้นทุนเชื้อเพลิงพลังงาน การนำเข้าไฟฟ้าจากแหล่งผลิตเอกชนและต่างประเทศ
หนึ่งเหตุผลของการปรับราคาค่าไฟจาก 3.88 บาทต่อหน่วย ที่อาจขึ้นไปสูงถึง 4.59 บาทต่อหน่วย เพราะนโยบายรัฐบาลก่อนหน้านี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงเป็นผู้จ่ายส่วนต่างของต้นทุนการผลิต จากการตรึงราคาความผันแปรของต้นทุนไม่ให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น กระทั่ง กกพ. มีหนี้สะสม ค้างชำระ กฟผ. อยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท การปรับค่า FT ครั้งนี้คือการสะท้อนราคาต้นทุนพลังงานที่แท้จริง และเร่งผ่อนชำระหนี้ด้วยการเรียกเก็บอัตราความผันแปรจากประชาชนเพิ่มขึ้น
หนึ่งในตัวเลขที่ถูกนำมาคำนวณความผันแปรนี้ คือ ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ (Avaibility Payment : AP) ที่รัฐบาลประมาณการสำรองไฟฟ้าในประเทศไว้ ไม่ว่าไฟฟ้าเหล่านั้นจะถูกใช้งานหรือไม่
หากเปรียบเทียบกับความสามารถในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ข้อมูลจาก JustPOW ระบุว่า ปีที่ผ่านมา (2568) ไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญารับซื้อและกำลังการผลิตของแต่ละโรงไฟฟ้า อยู่ที่ 51,991.80 เมกะวัตต์ ในขณะที่ตัวเลขการใช้ไฟฟ้าตามจริง อยู่ที่ 34,568.30 เมกะวัตต์
ส่วนต่างไฟฟ้าสำรองที่ไม่ถูกใช้ หากคำนวณเป็นมูลค่าเงิน จำนวน 5.5 หมื่นล้านบาทนั้น ถูกคำนวณเป็นค่าความพร้อมจ่ายในบิลค่าไฟฟ้า ที่ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับ
ความมั่นคงทางพลังงาน นิยามที่ไม่ใช่เพียงมองหาพลังงานฟอสซิลในสถานการณ์วิกฤต แต่คือหนึ่งทางเลือกให้ประชาชน ได้เข้าถึงแหล่งพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล สังคมต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาพลังงาน แนวโน้มของนานาประเทศลดสัดส่วนการใช้พลังงานฟอสซิลมาสู่พลังงานหมุนเวียน หากลงลึกไปถึงปัญหามากขึ้นคือไฟฟ้า ที่ไทยยังก้าวไม่ผ่านปัญหาต้นทุนทางพลังงานเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลยังคงสำรองไฟฟ้าล้นเกินความจำเป็น
หนึ่งในคำตอบของพลังงานเพื่อความยั่งยืน คือการปรับโครงสร้างพลังงานระดับประเทศ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ประชาชนได้มีทางเลือกใช้พลังงานที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและเปิดโอกาสให้ผู้เล่นหน้าใหม่
เพื่อปรับตัวกับความผันผวนของราคาพลังงาน สร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ประชาชนไม่ต้องเป็น ‘ผู้จ่าย’ ความเสี่ยงในสมการผันผวนทางพลังงานนี้
หนึ่งบทสนทนาที่เกิดขึ้น บนเวทีเสวนา ‘4 / 2 ทศวรรษที่สูญหาย เปลี่ยนที่ไม่ผ่านของพลังงานแบบไทย ๆ’ จัดขึ้นโดย JET in Thailand สัมฤทธิ์ สิทธิวรานุวงศ์ ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ CEO บริษัท โซลาร์ ดี คอร์ปอเรชัน จำกัด (Solar D) ได้ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นที่น่าสนใจ และชวนตั้งคำถามต่อถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานทางเลือก
ในฐานะผู้เล่นในตลาดพลังงานทางเลือกภาคเอกชน สัมฤทธิ์สะท้อนข้อเสนอไว้อย่างน่าสนใจว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่โซลาร์เซลล์เริ่มเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกทางพลังงานของผู้ใช้ไฟฟ้า วาทกรรมหนึ่งทางสังคมที่มีต่อพลังงานหมุนเวียน คือ ‘แพง ได้น้อย และไม่เสถียร’
วาทกรรมนี้อาจต้องย้อนกลับมามองที่ข้อเท็จจริง ณ ปัจจุบัน ที่ต้นทุนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงมาเหลือเพียง 2.20 บาทต่อหน่วย จากเมื่อสองทศวรรษก่อน ที่เคยมีต้นทุนอยู่ที่ 20 บาทต่อหน่วย ต้นทุนที่ปรับลดลงคือการพัฒนาทางเทคโนโลยีให้เท่าทันกับไฟฟ้ากระแสหลัก เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ใช้งาน เช่นเดียวกับเรื่องความไม่เสถียร ที่ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ได้พัฒนาความสามารถของแบตเตอรี่ ในการกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ในระยะเวลาจำเป็น เช่นหากต้องการลดสัดส่วนไฟฟ้ากระแสหลักในเวลากลางคืน ก็สามารถใช้ไฟฟ้าที่สำรองไว้ในแบตเตอรี่จากการผลิตในช่วงกลางวัน โดยไม่จำเป็นต้องดึงไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้ทันที
ส่วนสุดท้าย คือมายาคติเรื่องของการผลิตได้น้อย ที่มีคำถามถึงการใช้พื้นที่ในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในสัดส่วนพิ่มขึ้น หากต้องการผลิตพลังงานให้เพียงพอต่อการใช้งาน ซึ่งข้อเท็จจริงอีกมุมหนึ่งจากผู้ติตตั้งพลังงานหมุนเวียน ประเมินว่าหากต้องการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ให้เพียงพอต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ ตามจำนวนการใช้พลังงานในปัจจุบันที่ 2 แสนล้านหน่วย จะใช้พื้นที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์อยู่ที่ 700 ตารางกิโลเมตร เทียบเท่าได้กับพื้นที่ครึ่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ซึ่งวันนี้มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะทดแทนพลังงานกระแสหลักได้แล้ว
มายาคติพลังงานทางเลือกที่ ‘ยังไม่ถูกทำความเข้าใจร่วมกัน’ จากข้อเท็จจริงคนละด้านของรัฐ เอกชน และผู้ใช้ไฟฟ้า รวมไปถึงความพยายามที่รัฐจะเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันในตลาดพลังงาน กำหนดทิศทางให้ประชาชนเป็นผู้ผลิตและสามารถขายไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน และหันมาใช้พลังงานทางเลือก ทดแทนสัดส่วนการใช้พลังงานกระแสหลักจากฟอสซิล ในวันที่สังคมต้อง ‘เปลี่ยนให้ผ่าน’ ไปสู่โครงสร้างทางพลังงานที่มีความมั่นคง รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้ใช้ไฟฟ้า
ในวันที่ไม่ต้องถามถึงความคุ้มทุนอีกแล้ว
ย้อนกลับไปหลังอุทกภัยภาคใต้ตอนล่างในปี 2553 ผศ.ดร. สมพร ช่วยอารีย์ ภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เริ่มสำรวจตัวเลขความหนาแน่นของผู้ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในภูมิภาค จากความเปราะบางทางพลังงานหลังเผชิญเหตุภัยพิบัติ ที่กลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในมองหาพลังงานทางเลือก ทดแทนพลังงานกระแสหลัก
ผศ.ดร. สมพร ช่วยอารีย์
ในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีการพูดถึงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนจากเชื้อเพลิงชีวภาพ วางเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมาอยู่เดิม แต่เมื่อจะก้าวข้ามมาสู่พลังงานทางเลือกอย่างพลังงานแสงอาทิตย์นั้น ผศ.ดร. สมพร เล่าว่าในช่วงแรกของการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ข้อจำกัดประการแรก คือต้นทุนที่ยังมีราคาสูงอยู่มาก อ้างอิงจากราคาแผงโซลาร์เซลล์ที่กำลังผลิตพลังงานได้น้อยที่สุด คือ 120 วัตต์ ณ ขณะนั้น (ย้อนกลับในช่วงระยะเวลาสิบปี) มีราคาอยู่ที่ 4, 800 บาท หากต้องการกำลังการผลิตไฟมากขึ้นอย่าง 300 วัตต์ ผู้ใช้ไฟจำนวนหนึ่งจึงหันมาพิจารณาโซลาร์เซลล์มือสอง ซึ่งมีราคาลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งของแผงโซลาร์เซลล์ที่วางขายหน้าร้านในราคาหลักหมื่น
หลังจากนั้น เทคโนโลยีของแผงโซลาร์เซลล์พัฒนาไป จนถึงระดับที่สามารถลดต้นทุนของแผงโซลาร์ลงได้ ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าแสงอาทิตย์สามารถเข้าถึงแผงโซลาร์เซลล์ ที่พลังการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 650 วัตต์ ในราคา 2,500 บาท ราคาต้นทุนการติดตั้งที่ลดลง เกิดขึ้นพร้อมกับตัวเลือกทางพลังงานหมุนเวียน ที่เทคโนโลยีพัฒนาสูงขึ้นให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้ามีตัวเลือกในการตัดสินใจใช้พลังงานทางเลือกด้วยเช่นกัน
ภาพจาก : ผศ.ดร. สมพร ช่วยอารีย์
“ช่วงก่อนเกิดภาวะสงคราม เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะติดตั้งโซลาร์เซลล์ ถัดจากนี้ไป ราคาอาจปรับสูงขึ้นตามกลไกความต้องการของผู้ใช้งาน หากพลังงานกระแสหลักขาดแคลน การใช้พลังงานสะอาดก็เป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้น”
หลังมองเห็นทิศทางเติบโตของเทคโนโลยีพลังงานแสงแดด ผศ.ดร. สมพรเริ่มต้นทดลองใช้งานพลังงานแสงอาทิตย์ ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กับอุปกรณ์ส่วนตัว นอกเหนือจากหลังคาบ้าน ยังรวมไปถึง รถยนต์ จักรยานไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ กระทั่งมีนิยามที่บ่งบอกความสนใจส่วนตัวว่า ‘โซลาร์แมน’ จุดกำเนิดเครือข่าย ‘คนกินแดด’ ที่ประชาชนได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิธีการประยุกต์ใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์
แม้ความตั้งใจเริ่มแรก จะเกิดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจกับกระบวนการทำงานของพลังงานแสงอาทิตย์ แปลงไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์ไปใช้งานกับอุปกรณ์อื่น แต่อีกแง่มุมหนึ่ง ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องนำสิ่งที่ได้ทดลอง มาตอบคำถามเครือข่ายคนกินแดด ถึงความคุ้มค่าในการปรับมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์
‘ตอนเราเริ่มต้นทดลองประยุกต์แผงโซลาร์เซลล์มือสองมาใช้ในระยะแรก เราเริ่มต้นทดลองใช้งานเอง ลองประยุกต์ใช้งานโดยที่ตัดเรื่องทฤษฎีออกไปทั้งหมด เพื่อที่จะตอบคำถามประชาชนได้ถึงความคุ้มทุนในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ พอระยะเวลาผ่านไปที่เราเข้าไปสนับสนุน แลกเปลี่ยนแนวทางการติดตั้งให้เป็นเรื่องที่ง่ายดายขึ้น ข้อสงสัยของประชาชนที่ถามถึงความคุ้มค่าก็ลดน้อยลงไป’
“เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ถึงพร้อมหมดแล้วในตอนนี้ สามารถแข่งขันกับไฟฟ้ากระแสหลักได้ เหลือแค่ว่าเราจะสร้างแรงจูงใจ ในการใช้พลังงานทางเลือกของประชาชนได้อย่างไร”
ในทศวรรษที่ผ่านมานั้น การเข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประชาชน หากลงในรายละเอียดคือกระบวนการติดตั้งที่มีความซับซ้อน ส่วนหนึ่งต้องผ่านภาคเอกชนในการเป็นผู้เข้ามาวางแผงโซลาร์เซลล์ ทั้งยังติดกำแพงทางต้นทุน ที่ราคาโซลาร์เซลล์ยังสูงอยู่มาก รวมถึงมีการบำรุงซ่อมแซมแผงโซลาร์ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องแบกรับ นั่นจึงเป็นสาเหตุ ให้ผู้ที่สนใจใช้พลังงานทางเลือก จะมองหา ‘ความคุ้มค่า’
ในข้อสงสัยว่า หากครัวเรือนใดต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ด้วยตนเองและสอดคล้องกับความต้องการลดการใช้ไฟฟ้ากระแสหลัก ผศ.ดร. สมพร เสนอมุมมองที่ว่า ผู้ใช้ต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนตนเอง เพื่อเลือกใช้รูปแบบของโซลาร์เซลล์ให้เหมาะกับการใช้งาน
‘เวลาคำนวณว่า จะติดตั้งโซลาร์เซลล์กี่วัตต์ ถึงจะเพียงพอต่อการใช้งาน เราต้องคำนวณย้อนกลับไปว่า เราใช้ไฟในแต่ละเดือนเท่าใด ตัวเลขนั้นคือ กิโลวัตต์-ชั่วโมง (Kilowatt-hour : kWh) ที่ทำให้ทราบหน่วยการใช้ไฟฟ้าจากบิลค่าไฟในแต่ละเดือน’
การทราบเพียงหน่วยไฟที่ครัวเรือนใช้ อาจไม่เพียงพอต่อการประเมินความคุ้มค่าของการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพราะจำเป็นต้องดูพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า เทียบเคียงหน่วยการใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวันและเวลากลางคืน จากการบันทึกตัวเลขหน่วยการใช้ไฟฟ้าจากมิเตอร์ในช่วงเวลาเช้าเย็น เพื่อนำมาคำนวณหาช่วงเวลาที่ครัวเรือนต้องการนำไฟฟ้าแสงอาทิตย์ เข้ามาทดแทนพลังงานกระแสหลัก
‘ตอนนี้ระบบของโซลาร์เซลล์ พัฒนาเพื่อรองรับทุกระบบการใช้งาน ไม่ว่าผู้ใช้จะอยากให้โซลาร์จ่ายไฟในเวลากลางวันหรือกลางคืน ถ้าหากผลิตและจ่ายไฟฟ้าให้ใช้งานทันทีในตอนกลางวัน จะเรียกว่าระบบออนกริด (On-Grid) ปรับแรงดันให้ไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ให้พลังงานถูกจ่ายไปทดแทนไฟฟ้าสายส่งด้วยเครื่องอินเวอร์เตอร์ เมื่อไฟฟ้าผลิตได้น้อยลงในช่วงเวลากลางคืน ระบบจะสลับไปใช้ไฟสายส่งที่จ่ายโดยการไฟฟ้า หากใช้ไฟมากในช่วงเวลากลางวัน และต้องการใช้ไฟฟ้าทันทีหลังการผลิต ระบบออนกริดจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับผู้ใช้ไฟฟ้า ที่ต้องการลดสัดส่วนต่อหน่วยการใช้จากสายส่งกระแสหลัก
แต่หากต้องการกักเก็บไฟฟ้า อีกส่วนสำคัญของระบบโซลาร์เซลล์ คือแบตเตอรี่ เพื่อสำรองไฟฟ้าที่ผลิตในช่วงเวลากลางคืน หรือไฟฟ้ากระแสหลักงดจ่ายไฟ ซึ่งมีตัวเลือกสองประเภท คือระบบไฮบริด ที่ยังสามารถสลับไปใช้ไฟฟ้ากระแสหลักได้ และระบบออฟกริด ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากการผลิตในระบบโซลาร์เซลล์อย่างอิสระ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้ากระแสหลัก
แต่หากเลือกใช้ระบบโซลาร์ที่กักเก็บไฟฟ้า อาจมีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ ที่มีต้นทุนสูงกว่าระบบออนกริด อีกทั้งระยะเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่ มีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าการใช้งานแผงโซลาร์เซลล์ หากประเมินเฉพาะประเด็นความคุ้มค่า ระบบออนกริดอาจคืนทุนได้ในเวลารวดเร็วกว่าระบบโซลาร์ที่มีแบตเตอรี่ (เพราะระบบแบตเตอรี่มีต้นทุนสูง) ซึ่งโดยค่าเฉลี่ย ระบบโซลาร์จะคืนทุนในระยะเวลาตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟของแต่ละครัวเรือน และเป็นการลดต้นทุนค่าไฟฟ้ากระแสหลักในระยะยาว
ส่วนระบบแบตเตอรี่ ที่แม้จะมีต้นทุนที่สูงกว่า ในเรื่องของการติดตั้งและดูแลรักษาระบบต่อเนื่อง ทำให้การติดตั้งในสเกลขนาดใหญ่ ที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากเห็นความคุ้มค่าได้รวดเร็วกว่า ในระดับครัวเรือนที่ใช้ไฟในเวลากลางคืน จุดที่จะช่วยลดระยะเวลาความคุ้มทุนได้ คือการจำหน่ายไฟฟ้าและพัฒนาระบบการจัดเก็บกระแสไฟให้มีประสิทธิภาพ’
ประเด็นที่รัฐบาล พยายามผลักดันให้เกิดการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนที่เป็นรูปธรรม ระหว่างพิจารณาร่างกฎหมาย พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ คือการกำหนดให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์สามารถยื่นลดหย่อนภาษี ตามค่าใช้จ่ายจริง ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์และค่าติดตั้ง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท แต่ครอบคลุมเฉพาะผู้ติดตั้งระหว่างวันที่ 3 มีนาคม 2569 – 31 ธันวาคม 2571 ผู้ที่ติดตั้งในช่วงระยะเวลาก่อนหน้า ไม่สามารถแสดงสิทธิ์ขอลดหย่อนภาษีได้ และต้องเป็นระบบออนกริด ที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เป็นส่วนหนึ่งของอาคารที่อยู่อาศัย ต่อเข้ากับระบบไฟฟ้าของ กฟน. และ กฟภ.
“โซลาร์เซลล์ไม่ได้ตายตัวแค่เฉพาะเพียง 3 ระบบนี้ ยังมีระบบไฮโวลต์และ NVC ที่สามารถเชื่อมต่อกระแสไฟฟ้าตรงเข้ากับอุปกรณ์ได้ทันที ในกำลังไฟ 250 โวลต์ที่สามารถแปลงกระแสไฟให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงาน การแปลงพลังงานแสงอาทิตย์จึงมีทางออกอีกมาก ที่ไม่ใช่เพียงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา”
ตัวอย่างการผลิตของภาคเกษตร คือแนวทางประยุกต์ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ รศ.ดร. สมพรยกตัวอย่างระบบโซลาร์ฟาร์มในต่างประเทศ ที่วางโครงสร้างแผงโซลาร์เซลล์ไว้ด้านบนแปลงผัก นอกจากสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนภายในระบบการเพาะปลูกอย่างการผันน้ำ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในการเพาะปลูก พลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้มากกว่ากำลังการใช้ ก็นำไปจำหน่ายต่อ ผ่านการรับซื้อของรัฐและเอกชน
รศ.ดร. สมพร ยังแลกเปลี่ยนเรื่องราวการทดลอง ให้พลังงานแสงอาทิตย์ไปทดแทนการใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ ด้วยการใช้งานโซลาร์เซลล์พลังงานแสงอาทิตย์กับรถยนต์ เพื่อลดจำนวนการใช้น้ำมันต่อกิโลเมตรในการเคลื่อนที่ จากเดิมที่เคยใช้น้ำมัน 1 ลิตรในการขับระยะทาง 11 กิโลเมตร พลังงานแสงอาทิตย์ที่เข้าไปช่วยการขับเคลื่อนล้อรถยนต์ ช่วยให้รถยนต์เคลื่อนไปในระยะทาง 15 กิโลเมตร ในปริมาณน้ำมันเท่ากัน อีกทั้งยังสามารถทำระบบเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ ผ่านการติดตั้งแบตเตอรี่ในการสลับกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่รถยนต์และแบตเตอรี่พลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยให้แบตเตอรี่ของรถยนต์ถูกใช้งานน้อยลง
รัฐเฉื่อย เร่งไม่ทันกำลังผลิตไฟฟ้าภาคประชาชน
ในวันที่หลายประเทศเริ่มต้นเดินหน้าลดการใช้พลังงานธรรมชาติจากฟอสซิล มาสู่พลังงานหมุนเวียน ไทยกำลังเดินหน้าได้ช้ากว่าเป้าหมาย ด้วยสัดส่วนพลังงานทางเลือกที่ยังมีน้อย ทางเลือกที่ประชาชนจะได้เลือกใช้พลังงานหมุนเวียน ยังถูกปิดกั้นด้วยแรงสนับสนุนจากรัฐ ที่จะเข้าไปเพิ่มสัดส่วนจำนวนผู้ใช้พลังงานหมุนเวียน ส่งเสริมการแข่งขันในตลาดพลังงานหมุนเวียน ที่มีผู้ลงทุนภาคเอกชนเข้ามาร่วมเป็นผู้เล่นไปพร้อมกับภาครัฐ
เช่นเดียวกับการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทเป็นผู้ใช้ไฟฟ้า และผู้ขายไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียน ที่รัฐต้องเข้ามาประกันความมั่นคงในการซื้อขายพลังงานของประชาชน หลังโควตารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์เซลล์เต็มอัตรา 90 เมกะวัตต์ในปี 2567 (เป็นโควตารับซื้อระยะยาวถึงปี 2573 แต่ด้วยจำนวนไฟฟ้าที่ผลิตได้มาก และปัจจัยราคาไฟฟ้ากระแสหลักเพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีผู้สนใจติดตั้งพลังงานหมุนเวียน และจำหน่ายไฟฟ้าแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นในช่วงปี 2566) ทำให้ในระยะสองปีที่ผ่านมา ประชาชนต้องจำหน่ายไฟฟ้ากับภาคเอกชน โดยไม่มีภาครัฐเข้ามาช่วยประกันความเสี่ยง และยังต้องรอคอยความชัดเจนในการรับซื้อไฟฟ้าภาคประชาชนจากรัฐ จากแผนพัฒนาพลังไฟฟ้า PDP ที่มีข้อเรียกร้องให้ปรับแก้กฎเกณฑ์การซื้อขายที่ซับซ้อน กำหนดโควตารับซื้อพลังงานให้สอดคล้องกับความสามารถในการผลิต
และคงไม่อาจปฏิเสธได้ ที่รัฐบาลต้องเข้าไปรื้อโครงสร้างพลังงาน ภายใต้การคำนวณต้นทุนซ้ำซ้อน การเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำรองเกินความต้องการใช้ไฟฟ้า ที่ประชาชนเป็น ‘ผู้จ่าย’ และอยู่กับผลกระทบทางโครงสร้างพลังงานที่สะท้อนความไม่เป็นธรรม
ภาพจาก : ผศ.ดร. สมพร ช่วยอารีย์
วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ( 1 เม.ย. 69) กกพ. ประกาศปรับขึ้นค่าไฟอยู่ที่ 3.95 บาท ด้วยค่า Ft ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย (จากเดิม 9.72 สตางค์) โดยใช้วิธีการเรียกคืนคลอว์แบ็ก (Claw back) ที่หน่วยงานผู้ผลิตไฟฟ้าทั้งสาม ได้แก่ กฟผ. กฟน. และ กฟภ. ได้รับงบประมาณจากประชาชนเพื่อการลงทุนในอนาคต งบประมาณส่วนเกินที่ยังไม่ถูกใช้ ในวงเงิน 9,472 ล้านบาท จึงถูกนำมาตรึงราคาค่าไฟฟ้าไว้ชั่วคราว
แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ที่คลอว์แบ็กไม่เพียงพอที่จะช่วยกดราคาค่าไฟฟ้าไว้ได้ นั่นอาจเป็นระเบิดเวลา จากการที่รัฐกำลังปิดบังต้นทุนไฟฟ้าที่แท้จริงไว้ เลื่อนระยะเวลาการจ่ายส่วนต่างที่สะสมเป็นหนี้ค้างชำระ ซึ่งวันหนึ่งย่อมต้องมีผู้จ่าย และอาจเป็น ‘ประชาชน’ ที่ต้องรับภาระผ่านบิลค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือน
วันนี้ที่การปฏิรูปพลังงานระดับประเทศ ยังเดินหน้าในเส้นทางยาวนาน จุดตั้งต้นของครัวเรือนในแต่ละบ้าน อาจถูกนึกคิดมากขึ้น ที่จะนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ร่วมกับไฟฟ้าที่ถูกจ่ายผ่านมิเตอร์กระแสหลัก ที่ต้องอาศัยการเปิดตลาดพลังงานเสรีจากรัฐ นับรวมการลงทุนขนาดเล็กในระดับครัวเรือน ที่มีศักยภาพผลิตพลังงานหมุนเวียนเข้าไปมีส่วนร่วมแข่งขัน เพื่อขยับไปสู่โครงสร้างพลังงานหมุนเวียนในอนาคต สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ที่ไม่กีดกันผู้แข่งขันและผู้ใช้พลังงานบางกลุ่มไว้ข้างหลัง เช่นเดียวกับสิ่งที่ รศ.ดร. สมพร กล่าวทิ้งท้ายว่า
“บางที่สงคราม หรือการประสบปัญหาทางด้านพลังงาน ในอีกด้านหนึ่งอาจเป็นโอกาสดี ที่สังคมจะหันมาให้ความสนใจกับพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น”