วันแรงงานที่ ‘แรงงาน’ ไม่ได้หยุด และสิทธิที่เพิ่งมาถึงของอาชีพ รปภ.

Human & Society
Reading Time: 4 minutes

ฉากชีวิต รปภ. สูงวัย

“วันแรงงานนี้ลุงไม่ได้หยุด ต้องมาทำงาน แต่เขาก็ให้ลุง 2 แรงนะ”

ลุงสุทิน วัย 71 ปี พนักงานรักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. ของบริษัท A ที่ประจำอยู่ที่หอพักแห่งหนึ่งเล่าขึ้น

‘วันแรงงาน’ มีจุดกำเนิดมาจากการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานในสหราชอาณาจักร เพื่อเรียกร้องให้ใน 1 วันทำงานมีชั่วโมงการทำงานและชั่วโมงการพักผ่อนที่สมเหตุสมผล จากหลายประเทศในแถบตะวันตกก็เริ่มเคลื่อนไหว และให้ความสำคัญในลักษณะเดียวกัน หลังจากนั้นจึงมีการประกาศให้วันที่ 1 พฤษภาคม เป็นวันแรงงานสากล เพื่อระลึกถึงสิทธิแรงงานและการเรียกร้องเรื่องชั่วโมงการทำงาน 

สำหรับประเทศไทย เริ่มตื่นตัวเรื่องแรงงานขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่รัฐบาลคณะราษฎรเรื่อยมา และได้กำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันกรรมกรแห่งชาติตามมาตรฐานสากลเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2499 จนต่อมามีการเปลี่ยนชื่อเป็นวันแรงงานแห่งชาติ พร้อมกับกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิหยุดงานประจำปีจนถึงปัจจุบัน

แต่สำหรับแรงงานบางคน วันแรงงานกลับไม่ใช่วันหยุดอย่างที่ควรจะเป็น หากเป็นเพียงอีกหนึ่งวันทำงานที่ได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย แลกกับการไม่มีสิทธิเลือกจะหยุดพัก โดยเฉพาะสำหรับแรงงานที่รายได้ผูกติดอยู่กับจำนวนวันที่ได้เข้างาน การหยุดแม้เพียงวันเดียวอาจหมายถึงค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง หรือค่าอาหารบางมื้อหายไปทันที 

วันแรงงานซึ่งควรเป็นวันที่คนใช้แรงงานได้หยุดพัก จึงกลายเป็นวันที่หลายคนยังคงต้องออกจากบ้านมาทำงานเหมือนเดิม เพียงเพราะ ‘หยุดไม่ได้’ 

เช่นเดียวกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ขณะที่ผู้คนจำนวนมากเดินทางกลับบ้าน ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว หรือออกไปพักผ่อนตามต่างจังหวัด ลุงสุทินกลับยังคงต้องมาทำงานตามปกติ

“สงกรานต์ลุงไม่ได้ไปไหน ลุงก็มาทำงานนี่แหละ เป็น รปภ. หยุดไปก็เงินหาย ไม่ได้เงิน”

พื้นเพลุงสุทินเป็นคนจังหวัดนนทบุรี ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านเช่าแถวดอนเมือง ทุกวันจะเดินทางมาทำงานด้วยรถเมล์ กะเวลาให้มาถึงก่อนเวลาเข้างานช่วง 18:00 น. ราว 20-30 นาที หากมาถึงไวกว่านั้น แอร์เย็น ๆ ที่ซุปเปอร์มาเก็ตทางผ่านไปที่ทำงานจะเป็นสถานที่ที่ลุงสุทินเข้าไปหย่อนใจคลายร้อนรอเวลาเดินเข้าไปทำงานรักษาความปลอดภัยให้กับหอพัก

“ลุงเพิ่งเริ่มทำงาน รปภ. ตอนอายุประมาณ 60 นิด ๆ นับดูตอนนี้ก็ 9 ปี เกือบ 10 ปีแล้วที่ทำอาชีพ รปภ.”

ก่อนหน้านี้ลุงสุทินประกอบอาชีพค่อนข้างหลากหลาย ลุงสุทินเรียนจบจาก วิทยาลัยครู มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เคยสอบบรรจุครูแต่ไม่ได้ จึงไปสมัครเป็นครูสอนวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนเอกชน แต่ด้วยเงินเดือนที่ได้น้อย ไม่พอ กับภาระที่รับผิดชอบ จึงตัดสินใจลาออก

ย้อนไปเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว ช่วงเวลาที่มีแรงงานไทยจำนวนมากไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ลุงสุทินเล่าให้ฟังว่าตัวเองได้ยินหลายคนพูดคุยให้ฟังเรื่องการไปทำงานเก็บเงินที่ประเทศดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาต้องวางอาชีพครูลง เพื่อไปทำงานหวังหารายได้มาสร้างเนื้อสร้างตัว

“ลุงสมัครเป็นพนักงานขับรถ แต่เขาต้องการช่างเครื่อง เขาก็คิดเอาเองว่าลุงน่าจะทำงานได้ แต่พอไปถึงหน้างานจริงลุงทำไม่ได้ ลุงไม่มีความรู้ด้านนั้น ทีนี้ค่าแรงลุงเลยได้ไม่เหมือนคนอื่น เพราะเรากลายเป็นคนที่ทำงานไม่เป็น รู้สึกเหมือนเขาเอาเราไปทิ้ง ทำอยู่ได้ปีกว่าลุงก็เลยขอกลับ”

“กลับมาก็ผิดหวังอยู่นาน เพราะอยากไปทำงานหาเงินมาปลูกบ้าน กลายเป็นเราไม่ได้อะไรเลย” ลุงสุทินเล่า 

หลังจากนั้นลุงสุทินได้ทำงานเป็นพนักงานขับรถให้กับพนักงานญี่ปุ่นของบริษัทสัญชาติเดียวกันนี้ในประเทศไทย จนกระทั่งเจ้านายญี่ปุ่นกลับประเทศ ลุงสุทินจึงลาออก หลังจากนั้นจึงได้ยึดอาชีพขับแท็กซี่ในระยะสั้น ๆ ก่อนจะเลิกและทำงานรับจ้างทั่วไป หลากหลายแบบอยู่ราว 20 ปี กระทั่งมีคนรู้จักชวนไปสมัครบริษัท รปภ. จึงได้ยึดอาชีพนี้เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

“ลุงเข้าทำงานวันแรกเลย 12 ชั่วโมง ได้ค่าแรงวันละ 465 บาท อันนี้เมื่อประมาณ 10 ที่แล้ว ทุกวันนี้ลุงก็ยังได้ 465 บาทอยู่เลย”

“ลุงไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมทำงาน 10 ปี ก็ยังได้เงินเท่าเดิม”

ลุงสุทินเล่าต่อไปว่า บริษัท รปภ. จะให้เงิน 2 แรงเฉพาะวันหยุดนักขัตฤกษ์ แต่ก็ไม่ใช่ทุกวันนักขัตฤกษ์ตามปฏิทินจะได้ 2 แรง วันเสาร์-อาทิตย์ ก็ทำงานได้เพียงแค่แรงเดียว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับที่ทางบริษัทจะกำหนด

แน่นอนว่ามีวันลาป่วย ลากิจ ตามกฎหมายกำหนด แต่ลุงสุทินกลับไม่เคยใช้เลยแม้แต่วันเดียว เพราะการลาหยุด 1 วัน นั่นหมายถึงการที่รายได้หายไป 465 บาท ดังนั้นตลอด 10 ปี จึงมีแต่การทำงานวันแล้ววันเล่า 

นี่อาจเป็นคำอธิบายว่าเหตุใดวันสงกรานต์ของลุงสุทินจึงไม่อาจเป็นวันหยุดบูส ๆ เอเนอจี้เหมือนเราชาวออฟฟิศ…

“อีกอย่างหนึ่ง ลุงจะเล่าให้ฟัง ไม่ใช่ว่าจะลากันง่าย ๆ นะ เขาไม่ได้มีพนักงานสำรอง ถ้าลุงขาด ลุงป่วย เขาต้องวิ่งวุ่นกันให้ทั่ว เผลอ ๆ ระดับหัวหน้าอย่างพวกสายตรวจก็ต้องมาทำแทนลุง เขาหาคนยาก เพราะงั้นถ้าไม่เจ็บไม่ป่วยจริง ๆ เขาก็ไม่ลากันหรอก”

ภายใต้สภาพการทำงานเช่นนี้ สิทธิการลาหยุดที่กฎหมายรับรองไว้จึงดูคล้ายเป็นสิทธิที่มีอยู่ แต่ใช้ไม่ได้จริง เพราะสำหรับลุงสุทิน การลางานไม่ได้หมายถึงเพียงการพักผ่อนหรือดูแลตัวเอง หากยังหมายถึงการสูญเสียรายได้รายวัน และความรู้สึกผิดที่อาจทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนแทน

เมื่อระบบไม่มีพนักงานสำรองเพียงพอ ภาระจึงตกลงมาที่แรงงานแต่ละคนอย่างเงียบ ๆ จนในที่สุดการ ‘ไม่ลา’ กลายเป็นความรับผิดชอบที่คนทำงานที่รู้สึกว่าจำเป็นต้องแบกรับเอาไว้เอง แม้บางครั้งจะต้องแลกกับสุขภาพ เวลาพักผ่อน หรือแม้แต่สิทธิพื้นฐานของตัวเองก็ตาม

ทั้งนี้ ด้วยความที่การจ้างงาน รปภ. เป็นแบบซัพคอนแทรค (Subcontract) คือการที่หอพักจ้างบริษัท รปภ. ให้จัดหาคนมาทำงานให้ โดยตัว รปภ. เองจะมีสัญญาจ้างกับบริษัทซัพคอนแทรคโดยตรง ไม่ใช่สถานที่ที่ไปปฏิบัติงาน เช่นนั้นก็จะไม่ได้มีอำนาจต่อรองอะไรต่อมิอะไรมากนัก ทุกอย่างมักขึ้นอยู่กับการพูดคุยกันระหว่างผู้ว่าจ้างกับตัวบริษัทต้นทางเท่านั้น

อีกสถานการณ์ที่สะท้อนให้เห็นอำนาจการต่อรองอันน้อยนิด ถูกเล่าผ่านเรื่องราวของการต้องย้ายจุดประจำการในลักษณะที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ความเปลี่ยนแปลงไม่เคยอนุญาตให้ลุงสุทินได้เตรียมตัวแม้สักครั้งตลอดช่วงเวลาของการประกอบอาชีพนี้

“ผู้ว่าจ้างเขาจะโทรไปบอกกับบริษัทว่าเขาไม่เอาลุง หรืออยากเปลี่ยนคน แต่บริษัทก็ไม่ได้แจ้งเราล่วงหน้า สมมติลุงนั่งทำงานของลุงอยู่เฉย ๆ แบบนี้ อยู่ ๆ สายตรวจ (หัวหน้าในสายงาน) ก็จะขับมอเตอร์ไซค์มาแล้วบอกว่า “ไปลุง…ย้ายไปประจำตรงจุดอื่น เดี๋ยวผมไปส่ง” เขาก็จะพาลุงขึ้นมอเตอร์ไซค์ไปที่ใหม่เลย”

“ลุงเคยไปไกลที่สุดคือที่ไหน” ฉันถาม

“แถวนวมินทร์” ลุงสุทินตอบ

แกอธิบายต่อว่าบริษัทจะพยายามเลือกจุดประจำการที่ใกล้บ้าน หรือจุดที่เดินทางไม่ยากมากนักให้กับพนักงาน แต่ “ใกล้เขากับใกล้เราก็ไม่เหมือนกัน สะดวกเขากับสะดวกเราก็ไม่เหมือนกัน”

ช่วงที่ต้องไปเป็น รปภ. ประจำอยู่แถวนวมินทร์ ลุงสุทินต้องเผื่อเวลาเดินทางไปทำงานราว 3 ชั่วโมง เพราะต้องต่อรถประจำทางถึง 3 ต่อ กว่าจะถึงที่ทำงาน และการทำงานไกลบ้านมากขึ้น นั่นหมายความถึงเงินและเวลาที่สูญเสียไปก็มากขึ้นเช่นกัน ขณะเดียวกันเวลาในการพักผ่อนก็ต้องน้อยลง 

สิ่งเหล่านี้ทำให้การตัดสินใจจะทำอะไรเพื่อตัวเองก็ยากขึ้นไปด้วย เหตุผลใหญ่ของการตัดสินใจว่าจะไม่ลาหยุดแม้จะป่วยหรือมีธุระสำคัญ คือเรื่องของรายได้ที่จะหายไป แน่นอนว่ายังคงเป็นอย่างนั้นเช่นเดิม แต่นอกเหนือจากนี้ เดิมทีมีเหตุผลเรื่องความเกรงใจนายจ้างที่ต้องวิ่งวุ่นหาคนอื่นมาทำงานแทนพ่วงตามมาด้วย แต่เมื่อทำงานไกลบ้านขึ้นอีกหนึ่งเหตุผลที่มาพร้อมกันที่ลุงสุทินเล่าให้ฟังเพิ่มเติมคือ

“ถ้าลุงไปทำธุระหรือลาป่วย แปลว่าลุงจะไม่มีเวลาได้นอนเลย ไปไม่ได้หรอก เพราะต้องนอนเอาแรง ลุงเข้ากะช่วง 18:00 น. หรือไม่ก็ช่วง 19:00 น. อยู่จนเช้าตลอด” 

ชีวิตการทำงานของลุงสุทินดำเนินอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งรายได้ที่ไม่เคยขยับตลอดการทำงานเกือบสิบปี ลุงสุทินยังคงได้รับค่าแรงวันละ 465 บาท เท่าเดิม ทั้งที่ในความเป็นจริง ชั่วโมงการทำงานของ รปภ. จำนวนมากมักยาวนานเกินกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน และหลายคนต้องทำงานกะกลางคืนต่อเนื่องแทบทุกวัน แต่กลับไม่ได้รับค่าล่วงเวลาในมาตรฐานเดียวกับแรงงานทั่วไป

สำหรับแรงงานอย่างลุงสุทิน รายได้จึงกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ‘หยุดไม่ได้’ เพราะการลาป่วย ลากิจ หรือแม้แต่การพักผ่อนในวันเทศกาล ล้วนหมายถึงเงินที่หายไปทันที ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าเช่าบ้าน และค่าครองชีพกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับค่าตอบแทนที่แทบหยุดนิ่ง

ปัญหาเรื่องค่าจ้างและชั่วโมงการทำงานของอาชีพ รปภ. ที่เกิดขึ้น ได้นำไปสู่การออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อกำหนดให้แรงงานรักษาความปลอดภัยที่ทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาเช่นเดียวกับแรงงานในอาชีพอื่น ๆ


12 ชั่วโมง ภายใต้กฎหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิแรงงาน

กฎกระทรวงกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานที่เกินวันละ 8 ชั่วโมง ในงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินอันเป็นหน้าที่การทำงานปกติของลูกจ้าง พ.ศ. 2568 จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569  โดยแรงงานกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ รปภ. และผู้ปฏิบัติงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน ซึ่งที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในกลุ่มแรงงานที่มักต้องทำงานต่อเนื่องยาวนาน แต่กลับไม่ได้รับค่าล่วงเวลาเช่นเดียวกับแรงงานทั่วไป

ก่อนหน้านี้ ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2552 งานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินถูกจัดให้อยู่ในประเภทงานที่ได้รับ ‘ข้อยกเว้น’ เรื่องค่าล่วงเวลา ส่งผลให้ รปภ. จำนวนไม่น้อยต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น โดยได้รับเพียงค่าจ้างรายวันตามปกติ แม้ลักษณะงานจริงจะเป็นการทำงานเกินเวลามาโดยตลอด

กฎกระทรวงฉบับใหม่จึงเป็นการยกเลิกข้อยกเว้นดังกล่าว และทำให้แรงงาน รปภ. มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานล่วงเวลาในมาตรฐานเดียวกับลูกจ้างกลุ่มอื่น

ในความตั้งใจอันดีของรัฐที่จะยกระดับสิทธิแรงงาน ก็ยังต้องติดตามต่อไปว่ากฎหมายฉบับนี้จะถูกนำไปปฏิบัติจริงมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในระบบการจ้างงานแบบซัพคอนแทรคที่แรงงานจำนวนมากแทบไม่มีอำนาจต่อรอง และมักรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของตัวเองอย่างจำกัด

สำหรับลุงสุทินเอง แม้กฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว แต่เขากลับยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองจะได้รับค่าล่วงเวลาตามกฎหมายใหม่หรือไม่

“ลุงไม่รู้เลยว่าเขาจะมีให้โอที รปภ. ถ้าลุงจะรู้ว่าได้ค่าโอทีหรือเปล่าลุงจะต้องรอวันที่เงินเดือนออกถึงจะรู้ บริษัทเขายังไม่ได้บอกอะไร”

สำหรับแรงงาน รปภ. จำนวนไม่น้อย สิทธิที่กฎหมายประกาศรับรองแล้วในหน้าข่าว ยังอาจเป็นเพียงตัวหนังสือที่ต้องรอพิสูจน์อีกครั้งใน ‘บัญชีเงินเดือน’ ว่าท้ายที่สุดแล้วจะถูกนำมาคิดคำนวณจริงหรือไม่ เพราะในระบบการจ้างงานที่แรงงานแทบไม่มีอำนาจต่อรอง หลายคนจึงทำได้เพียงรอดูว่า เมื่อถึงวันเงินเดือนออก รายได้ที่เพิ่มขึ้นตามกฎหมายจะเกิดขึ้นจริง หรือจะเป็นเพียงความหวังที่ยังมาไม่ถึง 

ความไม่แน่นอนลักษณะเดียวกันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับแรงงานสูงวัยอย่างลุงสุทินเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับแรงงานวัยอื่นจำนวนมากเช่นกัน

อีกด้านหนึ่ง รุสนานี รปภ. หญิง วัย 21 ปี จากจังหวัดนราธิวาส เดิมทีทำงานรับจ้างทั่วไปอยู่ในจังหวัดบ้านเกิด แต่ด้วยค่าแรงอันน้อยนิดจึงได้ตัดสินใจเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ด้วยหวังว่าจะมีทางเลือกและสามารถเก็บเงินได้มากกว่าเดิม

เธอเล่าสำทับเพิ่มเติมถึงเรื่องการรับรู้กฎกระทรวงใหม่ที่ประกาศให้โอทีกับ รปภ. ว่า

“หนูดูจากข่าวมา เห็นว่าเขาจะให้โอทีกับคนทำอาชีพ รปภ. แต่บริษัทยังไม่ได้แจ้ง หนูเลยไม่รู้ว่าจะได้ยังไงบ้าง หรือจะได้หรือเปล่า แต่คิดว่ายังไงก็ควรได้ ต้องรอดูตอนเงินเดือนออกค่ะ”

รุสนานี ได้รับการจ้างงานแบบซัพคอนแทรค ทำงาน 12 ชั่วโมง และต้องทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ โดยที่การทำงานวันเสาร์-อาทิตย์ ได้ค่าแรงเพียงแค่แรงเดียวเช่นเดียวกันกับลุงสุทิน จะแตกต่างกันก็ตรงที่บริษัทต้นสังกัดของรุสนานี ให้ค่าจ้างอยู่ที่ 530 บาท

“เรื่องค่าแรง 2 แรง หนูก็ไม่รู้ว่าเขาจะให้วันไหนบ้าง บางวันหยุดก็ได้ บางวันหยุดก็ไม่ได้ ก็แล้วแต่เขาจะให้ค่ะ”

“เวลาทำงานถ้าเผลอหลับก็โดนหักเงินด้วยนะคะ 500-1,000 บาท บางวันที่ต้องควงกะ 24 ชั่วโมงก็ต้องฝืนเอาค่ะ กลัวโดนหักเงิน” รุสนานีเล่า

แม้ลุงสุทินและรุสนานีจะอยู่คนละช่วงวัย คนหนึ่งเป็นชายวัย 71 ปีที่ทำงานประคองชีวิตหลังเกษียณ ขณะที่อีกคนเป็นหญิงวัย 21 ปีที่เดินทางจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหาโอกาสและรายได้ที่ดีกว่าเดิม แต่สิ่งที่ทั้งคู่เผชิญกลับมีลักษณะไม่ต่างกันนัก

ทั้งสองต่าง ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ภายใต้ระบบจ้างงานที่แทบไม่มีอำนาจต่อรอง ต้องรอรับรู้สิทธิของตัวเองผ่าน ‘วันเงินเดือนออก’ มากกว่าการสื่อสารอย่างชัดเจนจากบริษัทต้นสังกัด และยังต้องอยู่กับสภาพการทำงานที่ความเหนื่อยล้าอาจกลายเป็นความผิดที่ถูกหักค่าแรงได้ทุกเมื่อ

เรื่องราวของคนทำงานสองรุ่นจึงสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาในอาชีพ รปภ. ไม่ได้ผูกอยู่กับวัยใดวัยหนึ่ง หากแต่เป็นเงื่อนไขของระบบการจ้างงานที่ทำให้ทั้งแรงงานสูงวัยและแรงงานรุ่นใหม่ ต่างต้องแบกรับความไม่มั่นคงในลักษณะแทบไม่ต่างกัน

ทั้งนี้ สาระสำคัญของกฎกระทรวงใหม่ กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1.25 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง สำหรับการทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมงในวันทำงานปกติ และไม่น้อยกว่า 2.5 เท่า สำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด รวมถึงกรณีที่มีการตกลงให้ทำงานเป็นกะเกินวันละ 8 ชั่วโมง แม้ชั่วโมงทำงานรวมทั้งสัปดาห์จะไม่เกิน 48 ชั่วโมง นายจ้างก็ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนในส่วนที่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวันอยู่เช่นเดิม

ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า… 

“กฎหมายฉบับนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานแรงงานไทย ให้สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริง โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานต่อเนื่องยาวนาน ให้ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม”

เป็นการอธิบายว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและสร้างความเป็นธรรมในการจ้างงาน ซึ่งเป็น ‘สิทธิขั้นพื้นฐาน’ ที่แรงงานควรได้รับกันมาตั้งนานแล้ว 

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับใหม่นี้จะช่วยขยับเรื่องรายได้และความเป็นธรรมด้านค่าตอบแทนขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง แม้ในอีกด้านหนึ่งยังแทบไม่ได้แตะไปถึงเงื่อนไขการทำงานที่กดทับคุณภาพชีวิตของแรงงาน รปภ. ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงทำงานอันยาวนาน การขาดคนสำรอง ความไม่แน่นอนของจุดประจำการ หรือสภาพที่ทำให้การใช้สิทธิขั้นพื้นฐานอย่างการลาหยุดนั้นยากเย็น แต่ก็นับได้ว่าเป็นสัญญาณดีของการยกระดับสิทธิแรงงานในประเทศ


อนาคต’ ของ ‘แรงงาน’ ในสังคมสูงวัยยังมีหวัง(?) จนกว่าจะไม่ไหว

จากเรื่องราวของลุงสุทินทำให้นึกไปถึงข้อเสนอเรื่องการจ้างงานผู้สูงอายุ หรือการขยายอายุเกษียณ หนึ่งในข้อเสนอที่หลายภาคส่วนพูดว่าต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นที่น่าถกเถียงว่า แท้จริงแล้วนี่คือการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังมีแรงและศักยภาพได้ทำงานต่ออย่างสมัครใจ หรือกำลังเป็นการผลักให้คนจำนวนมากต้องทำงานต่อไป ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจและระบบสวัสดิการที่ยังไม่เอื้อต่อการมีชีวิตหลังเกษียณอย่างมั่นคง

ภายใต้แนวคิดเรื่อง ‘เศรษฐกิจสูงวัย’ สังคมไทยกำลังถูกชวนให้มองการทำงานที่ยาวนานขึ้นเป็นเรื่องปกติ และเป็นเรื่องที่น่าสะท้อนใจที่ต้องกล่าวว่าในความเป็นจริงเราอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในวันที่ประเทศก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยการทำงานต่อในวัยสูงอายุนั้นควรเกิดขึ้นจาก ‘ทางเลือก’ มากกว่า ‘ความจำเป็น’ มิใช่หรือ

ในความเป็นจริง ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยยังคงทำงานต่อไม่ใช่เพราะอยากทำงานเสมอไป หากแต่เป็นเพราะรายได้หลังเกษียณไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ขณะที่รัฐเองก็ยังไม่สามารถสร้างระบบรองรับที่มั่นคงมากพอให้คนจำนวนมากหยุดทำงานได้อย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งลุงสุทินเองก็เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนเช่นกัน

“ลุงคงต้องทำงานนี้ไปจนกว่าจะไม่ไหว ใครจะไม่อยากหยุดงานบ้าง ลุงก็อยากหยุด แต่ทำไม่ได้ ภรรยาลุงเขาก็พึ่งพาลุง ลูก ๆ ต่างคนก็ต่างมีภาระของเขาด้วย” ลุงสุทินบอก

นอกจากนี้ การพูดถึงการจ้างงานผู้สูงอายุในหลายครั้ง ยังดูผูกติดอยู่กับภาพของ ‘งานในระบบ’ เป็นหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้สูงอายุจำนวนมากอยู่ในภาคแรงงานนอกระบบ รับจ้างรายวัน หรือประกอบอาชีพอิสระที่แทบไม่มีหลักประกันด้านรายได้และสวัสดิการรองรับ

ขณะเดียวกัน แม้รัฐจะมีนโยบายและสวัสดิการบางส่วนที่มีคำโฆษณาว่า ออกแบบมาเพื่อช่วยพยุงคุณภาพชีวิตของประชาชนและผู้สูงอายุ แต่ในทางปฏิบัติ หลายครั้งเกณฑ์การพิจารณากลับยังไม่สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริงของผู้คน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยังจำเป็นต้องทำงานหาเลี้ยงชีพต่อไปหลังวัยเกษียณ

ลุงสุทินเล่าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ก่อนหน้านี้ช่วยแบ่งเบารายจ่ายได้บ้าง แต่อยู่ ๆ ก็ถูกยกเลิกการใช้สิทธิจากเหตุผลที่ว่าเขามีรายได้ต่อปีเกินฐานที่กำหนด

“อย่างเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลุงไม่เข้าใจว่ามาตัดของลุงทำไม พูดไปลุงก็รู้สึกว่าเสียเปรียบ ถ้าเกิดลุงไม่ได้ทำงานตรงนี้ ลุงออกไปอยู่บ้านเลย ลุงไม่มีอะไรสักบาทเลย เพราะบัตรสวัสดิการลุงไม่ได้แล้ว”

“ที่จริงตอนสำรวจครั้งแรกลุงก็ได้นะ เสร็จแล้วพอมีการสำรวจอีกรอบเขาบอกว่าลุงทำงานได้เงินเกิน 120,000 บาทต่อปี เขาเลยไม่ทำให้ลุง รายได้ต่อปีลุงเกิน 120,000 บาทจริง ๆ แต่หลายเรื่องรัฐบาลทำไม่ถูก เพดานแสนสองนี่เกือบสิบปีแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังใช้เพดานแสนสองอยู่ ควรจะใช้เพดานสองแสนนู่น ลุงรายได้เกินแต่ค่าครองชีพมันก็สูง จะให้ลุงทำยังไง” ลุงสุทินกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

คำพูดของลุงสุทินอาจสะท้อนปัญหาได้มากกว่าการถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพียงอย่างเดียว หากยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างสำคัญของนโยบายรัฐที่มักใช้ตัวเลขรายได้เป็นเกณฑ์ตัดสิน โดยไม่ได้มองเงื่อนไขชีวิตจริงของผู้คนอย่างรอบด้าน

เพราะแม้ผู้สูงอายุบางคนจะมีรายได้ เกินเกณฑ์ตามที่รัฐกำหนด แต่รายได้นั้นก็อาจเกิดจากการทำงานหนักวันละ 12 ชั่วโมง แทบไม่มีวันหยุด และยังต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง

หากสังคมพูดถึงเพียงการ ‘ยืดอายุการทำงาน’ โดยไม่แตะเรื่องรัฐสวัสดิการที่จะช่วยหนุนเสริมคุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางรายได้ หรือสิทธิในการมีชีวิตหลังวัยทำงาน การทำงานที่ยาวนานขึ้นก็อาจกลายเป็นเพียงการนำร่างกาย และเวลาชีวิตของผู้สูงอายุมาแบกรับต้นทุนทางเศรษฐกิจแทนรัฐและสังคมเท่านั้น

Author
ศศิพร คุ้มเมือง
สนใจการเมือง สิทธิมนุษยชน และ gender มีผมทรงโปรดคือ 'เกล้า' ตลบไปข้างหลังสำหรับใส่หมวก คืนนี้ฉันบิน