Reading Time: 3 minutes
(Un) popular opinion
โตมร ศุขปรีชา
ปัจจุบันนี้ เราได้ยินคำว่า Quiet Luxury และออกจะ ‘ชื่นชม’ คำนี้อยู่กลาย ๆ ค่าที่เรามักจินตนาการถึง ‘คนมีเงิน’ ที่มีมากพอจะ ‘เลือก’ ได้ว่าไม่ต้องอวดรวย หลายแบรนด์เนมจึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อความเรียบง่าย ไร้โลโก้ แต่ราคาแพงแสนแพง
เราพูดได้ว่า นั่นคือ ‘ทางเลือก’ ที่คนเหล่านี้เลือกจะเป็นแสดงออกแบบ Quiet Luxury
แต่หลายคนอาจไม่เคยคิดถึง ‘ขั้วตรงข้าม’ ของ Quiet Luxury ทั้งที่มีคนจำนวนมากตกอยู่ใน ‘กับดัก’ ของสิ่งนี้
มันคือสิ่งที่เรียกว่า Quiet Poverty หรืออาการ ‘จนเงียบ’ ประเภทที่ ‘จน’ แต่ไม่มีใครมองออกว่าจน และในหลายกรณี กระทั่งตัวเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจน!
ถ้าคนที่อยู่ในสภาวะ Quiet Luxury ห่อหุ้มตัวเองด้วยสิ่งที่ดูไม่รู้ว่ารวย Quiet Poverty ก็เป็นตรงข้าม-นั่นคือ มักนิยมห่อหุ้มตัวเองด้วยสิ่งที่ดูไม่รู้ว่าจน, ซึ่งก็คือข้าวของที่พยายามให้ดู ‘หรูหรา’ ที่สุดเท่าที่จะทำได้
พูดแล้วอาจสะเทือนใจ แต่ต้องบอกคุณว่า คนที่ตกอยู่ในสภาวะ Quiet Poverty มากที่สุด, ก็คือ ‘คนส่วนใหญ่’ ในสังคม หรือคนชั้นกลางอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี่แหละครับ!
ลักษณะร่วมของคนที่อยู่ในสภาวะ Quiet Poverty นั้น ถ้าดูจากภายนอกแล้วคล้ายประสบความสำเร็จ หลายคนแต่งตัวดี อาจขับรถหรู อยู่คอนโดฯ ที่ดูดี ใช้โทรศัพท์รุ่นใหม่เอี่ยม มีของใช้เก๋ ๆ ที่เพิ่งออกล่าสุด ไปกินบุฟเฟต์ร้านแพง ๆ และไปเที่ยวต่างประเทศบ้างเป็นครั้งคราว
คนเหล่านี้มักจะมีงานประจำทำ อาจเป็นพนักงานออฟฟิศ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าราชการ หรือทำงานในบริษัทเอกชน และมีรายได้ที่ ‘ฟังดู’ พอใช้ได้ เช่น หลักหลาย ๆ หมื่นหรือแม้กระทั่งมากกว่านั้น คือพูดได้ว่าไม่ใช่คนที่รายได้น้อยเลย แต่ ‘อะไรบางอย่าง’ ในสังคม กลับบีบให้พวกเขาต้องมี ‘ไลฟ์สไตล์’ ในแบบที่ ‘แพง’ กว่ารายได้…เสมอ
แล้วรายจ่ายก็ดูดซับรายได้ออกไปเรื่อย ๆ จนหลายคนไม่มีเงินออมหรือมีน้อยมาก บางคนอาจมีเงินในบัญชีแค่หลักพัน บางคนอาจไม่มีเลย มีเพียงเงินหมุนเวียนในแต่ละเดือน มีชีวิตเพื่อรอวันเงินเดือนออก แล้วก็ต้องนำไปใช้หนี้ (โดยเฉพาะ ‘ค่าผ่อน’ ของต่าง ๆ ตั้งแต่คอนโดฯ รถยนต์ นาฬิกา กระเป๋า ทริปเดินทาง บัตรเครดิต และอื่น ๆ) จนเกือบหมด จากนั้นก็รอเดือนถัดไป
นี่คือชีวิตที่ ‘เครียด’ อย่างยิ่ง แต่เป็นความเครียดที่วางอยู่บนข้าวของเครื่องใช้และ ‘ไลฟ์สไตล์’ ที่คล้ายว่าจะผ่อนคลายความเครียดนั้นได้บ้าง แต่ที่จริงแล้วเป็นการพยายาม ‘บริโภค’ สิ่งเหล่านั้นนั่นแหละ ที่คือ ‘ต้นเหตุ’ ของความเครียด
Quiet Poverty ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ แต่มาจากหลายมิติผสมผสานกัน อย่างแรกสุดก็คือ ‘โครงสร้างเศรษฐกิจ’ ที่เป็นอยู่ เราพูดได้เลยครับ ว่าระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ พยายาม ‘กด’ ให้คนเข้าสู่ภาวะ Quiet Poverty โดยตรง เราจะเห็นได้เลยว่า รายได้ของคนในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ แม้จะมีเงินเดือนหลายหมื่นบาท แต่เมื่อหักค่าเช่า ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าสังคม ค่ามือถือ ฯลฯ แล้ว ก็แทบไม่เหลืออะไรเลย
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ พยายาม ‘จัดวาง’ ผู้คนให้ต้องมีชีวิตที่ขึ้นอยู่กับ ‘การผ่อน’ เป็นหลัก เพราะระบบการผ่อนทำให้คนที่ไม่มีเงินพอ สามารถ ‘มี’ ของหรือไลฟ์สไตล์ที่ ‘ดูดี’ ทัดเทียมคนอื่นขึ้นมาได้ในทันที
คนจำนวนมากไม่ได้ซื้อของที่ตัวเอง ‘ซื้อได้’ แต่เลือกซื้อของที่ตัวเอง ‘ผ่อนได้’ โดยไม่รู้ตัวว่านั่นเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสถานะทางการเงินของตัวเอง
‘ซื้อได้’ แปลว่า เรามีเงินพอที่จะจ่ายเต็มจำนวน เมื่อซื้อแล้ว เราอาจยังมีเงินเหลืออยู่ด้วยซ้ำ เช่น มีเงินอยู่หนึ่งหมื่นบาท ก็อาจเลือกซื้อโทรศัพท์คุณภาพกลาง ๆ ในราคาสักแปดพันบาท แล้วของชิ้นนั้นก็จะกลายเป็นของของเราในทันที
แต่ ‘ผ่อนได้’ แปลว่าเรายังไม่มีเงินพอในตอนนั้น แต่ ‘คาดว่า’ จะมี ‘เงินในอนาคต’ แน่ ๆ เช่น รู้ว่าจะมีเงินเดือนออกมาให้จับจ่ายทุกเดือน จึงอาจตัดสินใจเลือกซื้อโทรศัพท์ราคาสามหมื่นบาท โดยจ่ายค่างวดต่อเดือนเพียงหลักพัน ทำให้ ‘ดูเหมือน’ มีเงิน ‘เหลือ’ อยู่ในกระเป๋ามากกว่าควักเงินแปดพันบาทออกไปซื้อทั้งก้อน
แต่ฉับพลันทันใดนั้น เราก็กลายเป็นหนี้ เราดึงเงินในอนาคตมาใช้โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตจะเป็นไปอย่างที่เราคาดหวังหรือเปล่า แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เมื่อมี ‘เงินเฉพาะหน้า’ เหลืออยู่ในกระเป๋ามากพอ เราก็อาจเลือก ‘ผ่อน’ ของอื่น ๆ อีก จนในที่สุด เงินที่มีอยู่หนึ่งหมื่นบาทก็อาจหมดเกลี้ยง พร้อมกับหนี้ที่พอกพูน
ระบบผ่อนทำให้เราหลงลืมไปว่า เราทำให้การซื้อของกลายเป็นการ ‘แลกเวลา’ ในชีวิตของเรา ถ้าคุณทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ได้เงิน 1,500 บาท แปลว่าโทรศัพท์ราคาสามหมื่นบาท คุณต้องทำงาน 20 วัน เพื่อแลกมันมา แต่พอผ่อนเสียแล้ว คุณจะไม่รู้สึกถึงการแลกเปลี่ยนนี้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วคุณได้ตกเป็น ‘ทาสของระบบ’ ไปเรียบร้อยแล้ว
หลายคนมักบอกว่า ที่ต้องผ่อนก็เพราะ ‘ไม่มีเงินก้อน’ จะเอาไปซื้อ ซึ่งในหลายกรณีก็เป็นอย่างนั้นจริง ระบบการผ่อนจึงช่วย ‘ผ่อนคลาย’ ให้คนที่ขาดแคลนสามารถหาซื้อข้าวของต่าง ๆ มาใช้ได้ และในบางกรณี การผ่อน ‘ของใหญ่’ เช่น บ้านหรือรถยนต์ ก็อาจเป็นเรื่องจำเป็น
แต่กระนั้น ความแหลมคมของเรื่องนี้กลับไปตกอยู่ตรงคนที่พอจะมีเงินก้อนอยู่บ้าง ซึ่งสุดท้ายแล้วมักเลือกซื้อของที่ ‘แพง’ กว่าเงินที่มีเสมอ เพราะระบบการผ่อนเอื้อให้เราทำอย่างนั้นได้
ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าคุณมีเงินห้าแสนบาท แทนที่คุณจะผ่อนรถยนต์ราคาห้าแสนบาทเพื่อรักษาเงินก้อนเอาไว้แล้วค่อย ๆ ผ่อนชำระไป คุณอาจเลือกใช้เงินห้าแสนเพื่อ ‘วางดาวน์’ รถยนต์ที่ราคาเป็นล้านก็ได้ และต่อให้เป็นคนที่ ‘ดูรวย’ หรือมีรายได้มาก ๆ หลายคนก็เลือกจัดสรรเงินของตัวเองไปเป็น ‘ค่าผ่อน’ ในอัตราต่อเดือนสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ มากกว่าจะจัดสรรให้ ‘พอดี’ กับความเป็นจริง
ผมมีเพื่อนที่มีเงินเดือนราวหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท แต่แทนที่จะเลือกซื้อบ้านราคาสักห้าล้านบาทที่ทำให้ผ่อนชำระได้สบาย ๆ เขากลับเลือกซื้อบ้านที่ราคาเกินสิบล้านบาท ผลลัพธ์ก็คือเงินเดือนได้มาเท่าไหร่ก็ต้องถมไปกับบ้านจนเกือบหมด เขากลายเป็นทาสของบ้าน ไม่กล้าลาออก ไม่กล้าเปลี่ยนงาน ต้องทำงานหนักต่อเนื่องเพื่อจ่ายเงินค่าบ้าน ยังไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์เปราะบางอื่น ๆ เช่น ถ้ามีอาการเจ็บป่วยหรือถูกเลิกจ้างแล้วจะทำอย่างไร
การที่เราเลือก ‘ผ่อน’ สิ่งที่ ‘เหนือฐานะที่แท้จริง’ ของเรานั้น มันมีหลายกลไกในหัวเราที่ทำงานไปพร้อม ๆ กัน อย่างหนึ่งคือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมอย่าง ดาเนียล คาห์เนมาน เรียกว่า Temporal Discounting ก็คือเราจะเห็นคุณค่าของปัจจุบันมากกว่าอนาคตมาก เราจึงให้ความสำคัญกับ ‘ความสุข’ ที่จะได้รับ ‘ตอนนี้’ จากการได้ซื้อบ้านใหญ่ ๆ ชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่บ้าน หรือมีรถยนต์รุ่นล่าสุดและโทรศัพท์รุ่นล่าสุดใช้ ฯลฯ แต่ความเจ็บปวดที่จะต้องจ่ายเงินในอนาคตอีกไม่รู้กี่ปีนั้น สมองจะประมวลผลว่ามีคุณค่าน้อยกว่า เพราะอยู่ห่างไกลจนดูไม่จริง
นอกจากนี้ สมองเรายังมีแนวโน้มจะแยก ‘เงินก้อน’ กับ ‘เงินยิบย่อย’ ที่ใช้ผ่อนออกจากกัน เช่น ถ้าคุณต้องควักเงินแปดพันบาทซื้อโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง คุณจะรู้สึกว่ามันเป็นเงินก้อนใหญ่มาก แต่ถ้าผ่อนโทรศัพท์เครื่องละสามหมื่นเพียงเดือนละสองพันบาท คุณจะรู้สึกว่ามันน้อยกว่าเยอะ ทั้งที่เมื่อผ่อนหมดแล้วคุณอาจต้องจ่ายเงินมากกว่าสามหมื่นบาทด้วยซ้ำ เพราะต้องรวมค่าดอกเบี้ยเข้าไปอีก แต่เพราะความอยากได้ สมองของเราก็จะพยายาม ‘หาเหตุผล’ มาสนับสนุนการตัดสินใจโดยอัตโนมัติ
ผลจากกลไกทางจิตวิทยาเหล่านี้ ทำให้เมื่อมีตัวเลือกผ่อน เราจะซื้อของที่ ‘ราคาสูง’ กว่าที่เราควรซื้อเสมอ ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้ ไม่ใช่เพราะเราไม่มีวินัย แต่เพราะสมองเราถูกออกแบบมาให้ทำงานแบบนี้ และระบบการผ่อน ก็ถูกออกแบบมาให้ใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนในสมองเรา
การใช้ชีวิตผ่านการผ่อน จึงเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดสภาวะ Quiet Poverty
แต่นอกจากโครงสร้างเศรษฐกิจและเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ หรือระบบการผ่อนแล้ว โครงสร้างทางสังคมยังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ ‘ผลัก’ ให้เราตัดสินใจมีชีวิตแบบ Quiet Poverty หรือ ‘จนเงียบ’ ด้วย
เราจะเห็นว่า ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นเป็นส่วนสำคัญ ช่องว่างระหว่างคนที่มีมากกับมีน้อยกว้างขึ้นเรื่อย แต่กลายเป็น ‘มาตรฐานการใช้ชีวิต’ ที่สังคมคาดหวังกลับสูงขึ้น เราถูกสื่อต่าง ๆ ทั้งสื่อโฆษณาและสื่อสังคมกรอกหูว่าเรา ‘ต้อง’ มี ‘ชีวิตที่ดี’ แบบไหนบ้าง ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินซื้อทั้งนั้น สังคมสมัยใหม่จึงสร้างแรงกดดันที่ไม่เคยมีมาก่อน เราอาจเป็นคนทำงานออฟฟิศที่มีการศึกษาดี แต่รายได้กลับไม่มั่นคง ไม่มีทรัพย์สินสะสม ไม่มีมรดกจากครอบครัว จึงต้องสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง พร้อมกับที่สังคมได้สร้าง ‘เบ้าและแบบ’ เป็นโมเดลการใช้ชีวิตเป็นชนชั้นกลางที่มั่นคงเอาไว้ให้แล้วผ่านโฆษณาคอนโดฯ รถยนต์ และข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้ว เราไม่มีความมั่นคงอะไรเลย
ที่สำคัญก็คือ วัฒนธรรมการบริโภคสมัยใหม่ ผูกความสำเร็จเข้ากับการมีข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ คุณจะถูกมองว่าเป็นคนประสบความสำเร็จ ถ้ามีรถดี ๆ บ้านดี ๆ หรือไปเที่ยวต่างประเทศบ่อย ๆ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ หลายคนมองว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ
ต่อให้มีความสุข สุขภาพดี มีความสัมพันธ์ที่ดี มีความหมายในชีวิต แต่ถ้าไม่มี ’หลักฐานทางวัตถุ’ บ่อยครั้งสังคมก็ไม่ยอมรับว่าคุณประสบความสำเร็จ โซเชียลมีเดียทำให้วัฒนธรรมนี้รุนแรงขึ้น เราถูก ‘ทิ้งระเบิด’ ด้วยภาพของคนที่ดูมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบทุกวันหรือทุกชั่วโมง เราเห็นเพื่อนไปเที่ยว ซื้อของใหม่ กินอาหารดี ๆ อยู่ที่ดี ๆ แม้เราจะรู้ว่าโซเชียลมีเดียไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่สมองเราก็ยังเปรียบเทียบ ยังรู้สึกว่าตัวเองตามไม่ทัน ยังรู้สึกว่าต้องมีบ้าง ต้องทำบ้าง เพื่อไม่ให้ดูแตกต่างจากคนอื่น
Quiet Poverty จึงเกิดขึ้นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างมาบรรจบกัน ระบบเศรษฐกิจสร้างสถานการณ์ที่ค่าจ้างไม่พอ สังคมสร้างแรงกดดันให้ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี วัฒนธรรมผูกความสำเร็จเข้ากับการบริโภค การเลี้ยงดูปลูกฝังค่านิยมเหล่านี้ให้เราตั้งแต่เด็ก แถมระบบการเงินยังเอื้อให้เราก่อหนี้ได้ง่ายกว่าเก็บออม และสมองเราก็มีกลไกที่ทำให้เราตัดสินใจไปในทิศทางที่สร้าง Quiet Poverty ได้ง่ายกว่า
ที่สำคัญที่สุด Quiet Poverty ไม่ได้หมายความว่าต้อง ‘ดูจน’ เสมอไปนะครับ หลายคน ‘ดูรวย’ ด้วยซ้ำ เช่น อาจจะขับปอร์เช่ ใส่โรเล็กซ์ อยู่คอนโดฯ กลางเมือง แต่ทุกอย่าง ‘ผ่อน’ หมด ยิ่งเงินเดือนเยอะก็ยิ่งติดกับดักการผ่อนจนอาจไม่มีเงินออมและเงินฉุกเฉิน
ที่ร้ายกาจที่สุดก็คือ คนที่อยู่ในสภาวะนี้อาจไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าตัวเองจน เรารายล้อมไปด้วยของดีรอบตัว แต่ความจริงคือหลายคนอยู่ห่างจากหายนะทางการเงินแค่เดือนหรือสองเดือนเท่านั้น ถ้าเกิดเจ็บป่วย ว่างงาน ถ้าเกิดสิ่งไม่คาดคิด ระบบทั้งหมดในชีวิตอาจล่มสลายได้ง่าย ๆ
หลายคนที่อยู่ในสภาวะ Quiet Poverty มีสัญลักษณ์ทุกอย่างที่บอกถึง ‘ความมั่งคั่ง’ ทำให้สมองเผลอตีความไปว่าตัวเองประสบความสำเร็จ แต่ความจริงก็คือ ทุกอย่างที่มี ยังไม่ใช่ของที่พวกเขาเป็นเจ้าของจริง ๆ แต่นี่คือผลของการที่ระบบทำให้การผ่อนคือเรื่องธรรมดา เมื่อสังคมบอกว่าการมีหนี้ คือส่วนหนึ่งของชีวิตผู้ใหญ่ การจมอยู่กับหนี้จึงกลายเป็นเรื่องปกติ และทำให้คนจำนวนมาก ‘จน’ โดยไม่รู้ตัว
Quiet Poverty ไม่ได้แค่ทำให้จนโดยคนอื่นมองไม่เห็น แต่อาจทำให้จนโดยที่ตัวเองก็มองไม่เห็นด้วย
นี่จึงเป็นความโหดร้ายที่แท้จริง!