‘อิสระ’ ของร้านหนังสือขนาดเล็ก ในวันที่ใครต่างก็หาทางรอด 

Play Read
Reading Time: 2 minutes

วิกฤตของร้านหนังสือขนาดใหญ่ กำลังเป็นโอกาสของร้านหนังสือขนาดเล็กหรือเปล่า?

สุพัตรา สุขสวัสดิ์ บรรณาธิการเล่มหนังสือ ร้านหนังสือรอบโลก


เปิดคำถามง่าย ๆ แต่ตอบแสนยาก ในวงโคจรนักเขียน ธุรกิจร้านหนังสือ และนักอ่าน 

ถ้าหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปสิบกว่าปีก่อน ในยุคที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าเป็นยุคเติบโตของร้านหนังสือเชนสโตร์  เรียกให้เข้าใจง่ายกว่านั้น ก็คือร้านหนังสือที่เราเห็นผ่านตาตามห้างสรรพสินค้า เมโทรมอลล์ของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน หลายคนในนี้รวมถึงฉันเอง ก็เคยผ่านช่วงเวลาที่เดินเลือกซื้อหนังสือจากร้านเหล่านี้ นานวันก็แข่งขันเติบโตตามจำนวนการขยายสาขา ความตื่นตาตื่นใจในบรรยากาศของร้านที่จัดวางหนังสือไว้เป็นจำนวนมาก และเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เหล่านักอ่านอาจคิดภาพตามได้ไม่ยาก

แต่ภาพของร้านหนังสือเชนสโตร์วันนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบทิศ ส่วนหนึ่งก็เพราะวิถีการเลือกซื้อหนังสือของผู้อ่าน ที่มีตัวเลือกการซื้อหนังสือมีช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ความสำคัญของหน้าร้านอย่างอดีตจึงค่อย ๆ เลือนหายไป

ร้านหนังสือรอบโลก (Bookshops around the world) ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2545 แต่เล่มที่ฉันได้อ่าน เป็นการนำกลับมาตีพิมพ์อีกครั้งในปี 2558 จังหวะลงตัวที่ได้บันทึกความรุ่งโรจน์ของอุตสาหกรรมการพิมพ์ จนถึงคลื่นการปรับตัวครั้งสำคัญของเจ้าของร้านหนังสือ

เรื่องราวของร้านหนังสือน้อยใหญ่ และร้านหนังสืออิสระที่อยู่ขนานคู่กันไปกับประสบการณ์ของเหล่านักอ่าน ที่ได้เดินทางไปเยือนร้านหนังสือในหลากหลายประเทศ ที่ร้านหนังสือกลมกลืนไปเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์ของย่าน แม้แต่ในเมืองราตรีอย่างย่านโรปปงงิ ซึ่งห้อมล้อมไปด้วยแหล่งกินดื่มและสถานบันเทิงใจหลังเลิกงานของมนุษย์เงินเดิน ก็ยังมีร้านหนังสือ AOYAMA ที่ช่วงหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นร้านหนังสือปิดดึกถึงตีห้าครึ่ง หนึ่งหมุดหมายของนักอ่านยามดึก ที่อยากไปสัมผัสบรรยากาศอีกมุมหนึ่งที่ซุกซ่อนภายในเมือง

ร้านหนังสือขนาดเล็ก หรือร้านหนังสืออิสระไม่เคยหายไปจากเมือง ตราบเท่าที่ยังมีคนขายและคนซื้อหนังสือ

ในเมืองใหญ่ ประชากรหนาแน่นอย่างจีนและอินเดีย ก็ถือเป็นรากฐานของเมืองแห่งนักเขียนนักอ่าน ถนนคอลเลจสตรีตในโกลกาตาของอินเดีย ถูซูเฉิงและซีตันถูซูต้าซ่าในปักกิ่ง ก็เป็นทั้งร้านหนังสือที่อยู่ในตรอกขนาดเล็กเต็มสองข้างทาง ไปจนถึงตึกสูงใหญ่ที่เต็มไปด้วยหนังสือวางขายจนเต็มในทุกชั้นเหมือนกับห้างสรรพสินค้า ในวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็ง ดูเหมือนร้านหนังสืออิสระที่มีตัวตนและที่ทางของตนเอง ดึงดูดให้นักอ่านที่ชื่นชอบเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร้านได้อย่างไม่ยาก

แต่เมื่อได้หยิบร้านหนังสือรอบโลกมาอ่านในวันนี้อีกครั้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สายป่านสั้น’ ของร้านหนังสือขนาดเล็กจะยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นในวัฒนธรรมการอ่านของไทย ไม่ใช่เพียงร้านใหญ่อย่างเชนสโตร์ที่ต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง แต่หากจะเรียกได้ว่านี่เป็นโอกาสเติบโตของร้านหนังสืออิสระ ร้านขนาดเล็กเองก็จำเป็นต้องปรับตัวไปกับวิถีการอ่านของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

Third Place  – 
พื้นที่แห่งที่สามในนามร้านหนังสือ

Ray Oldenburg นักสังคมวิทยาอเมริกัน เคยให้นิยามความหมายพื้นที่ที่สามไว้อย่างลึกซึ้ง ว่าหากสถานที่แรกที่ผู้คนมีความผูกพันด้วยคือบ้าน สถานที่ต่อมาคือที่ทำงาน ทั้งสองเป็นพื้นที่ผูกโยงไปตามบทบาททางสังคม แต่พื้นที่ที่สามคือ ‘พื้นที่ตรงกลาง’ เปิดกว้างให้ผู้คนในสังคมได้มีโอกาสมาพบปะแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในบริบทที่เป็นทางการนัก

‘ผมไม่ได้อยากให้คนที่เข้ามาร้าน รู้สึกแค่ว่าเข้ามาเพื่อซื้อหนังสือ เขาอาจจะแค่เข้ามาหาที่นั่งทำงานหลบร้อน นั่งจิบกาแฟในวันหยุดและอ่านหนังสือไปด้วย เจอหนังสือที่ถูกใจก็ซื้อกลับไป’

เสียงเจ้าของร้านหนังสืออิสระแห่งหนึ่งใจกลางเมืองสงขลา บอกกับฉันในวันที่ได้มีโอกาสไปนั่งสูดบรรยากาศของที่ร้าน ตึกโครงสร้างชิโน-ยูโรเปียน ที่เป็นที่ตั้งของร้านยังคงความสวยงามในแบบเดิม แม้ด้านหน้าอาจไม่กว้าง แต่ก็โดดเด่นออกมาจากตึกกึ่งปูนเปลือยกึ่งไม้โดยรอบ จากชั้นล่างที่เป็นร้านหนังสือผสมผสานกลิ่นอายของกาแฟด้วยฝีมือเจ้าของร้าน หากเดินต่อขึ้นมาที่ชั้นสอง ห้องขนาดที่พอจุคนได้สามสิบคน ให้แต่ละเดือนเหล่านักอ่านได้มาใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรม book club ที่ทุกคนจะเลือกหนังสือหนึ่งเล่มมาสะท้อนมุมมองที่ได้จากหนังสือหลังอ่านเรื่องราวในหนังสือจบลง

ฉันค่อย ๆ มองการเปลี่ยนแปลงร้านหนังสืออิสระ ที่มีทั้งร้านเล็ก ๆ สร้างขึ้นมาใหม่ ร้านเดิมที่กำลังโต้คลื่นการเปลี่ยนแปลง บางร้านกำลังผ่านไปได้ บางร้านก็ต้องปิดตัวลงหรือเพียงขายทางออนไลน์ แต่ฉันนึกเอาในมุมของตัวเองว่า หนึ่งในแนวคิดของการทำร้านหนังสืออิสระในวันนี้ คือการทำให้ร้านเป็นพื้นที่ที่สามสำหรับทุกคน แม้บางคนที่แวะผ่านเข้ามาไม่ได้บอกว่าตนเองเป็นนักอ่านก็ตาม

นอกจาก book club แล้ว บางร้านยังจัดนิทรรศการตามจังหวะของสังคม มุมเล็ก ๆ มุมหนึ่งของร้านเป็นโปสเตอร์ ภาพวาด งานศิลปะที่ประดิษฐ์จากแนวคิดและฝีมือของคนในพื้นที่ บางร้านเปิดกว้างถึงขั้นจัดฉายภาพยนตร์ สารคดี งานเสวนาเล็ก ๆ ที่ใช้ความสนใจของผู้คนเข้ามาอยู่ร่วมกัน ชั้นหนังสือไม่ได้อยู่เพียงฉากหลังของกิจกรรมที่ดำเนินไปในพื้นที่ที่สามแต่กลับกลมกลืนอยู่ร่วมไปกับเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาพื้นที่แห่งนี้ 

ร้านหนังสือแห่งนี้เป็นเพียงหนึ่งร้าน และในอีกหลาย ๆ ร้านที่เราอาจยังไม่ได้เดินทางไปค้นพบ ว่าร้านหนังสือขนาดเล็กในวันนี้ ไม่ได้จำกัดพื้นที่ของร้านไว้เพียงการขายหนังสือ แต่เปิดพื้นที่ให้นักอ่าน นักเขียนหนังสือทำมือที่ยังต้องการที่ทางพัฒนาผลงาน รวมไปถึงเจ้าของร้านหนังสือเองที่ได้มีโอกาสพบเจอคนในแวดวงเดียวกันจากการเปิดพื้นที่ของตนเอง

การทำให้หนังสือยังถูกมองเห็น นักเขียนยังมีที่วางผลงานของตนเอง คนที่อยู่ในวงโคจรทำหนังสือได้มาเจอกัน นั่นคงเป็นหนึ่งในทางไปต่อของอุตสาหกรรมหนังสือ แม้อาจไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปแบบที่ทุกคนตามหาก็ตาม

อย่างในทุกวันนี้หนังสือทุกเล่มไม่ได้ผ่านมือกองบรรณาธิการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหนังสือทำมือที่นักเขียนนำต้นฉบับเข้ากระบวนการจัดพิมพ์ด้วยตนเอง จัดจำหน่ายในทุกขั้นตอนโดยไม่ผ่านสำนักพิมพ์ แม้บางคนจะเรียกหนังสือทำมือในอีกชื่อหนึ่งว่าเป็นงานเขียนนอกกระแส แต่งานเขียนเหล่านี้ก็มีที่ทางจากกลุ่มนักอ่านที่ชื่นชอบสิ่งที่สังคมให้ความหมายว่าอยู่นอกขนบการเขียนในรูปแบบเดิม ๆ

หนึ่งในพื้นที่เปิดรับหนังสือทำมือให้มาอยู่บนชั้นวาง ก็คือร้านหนังสืออิสระ แน่นอนว่าการเปิดร้านหนังสือขึ้นมาสักหนึ่งร้าน ต้องอาศัยความรู้จักเครือข่ายสำนักพิมพ์ในการติดต่อนำหนังสือมาวางจำหน่าย หรือแม้แต่นักเขียนผู้ทำหนังสือทำมือ พื้นที่ที่สามช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้ผลิตหนังสือกับเจ้าของร้านหนังสือ ให้ได้มีโอกาสมาพบกันในพื้นที่ ที่ไม่ต้องมีความเป็นทางการ แต่ดึงดูดเข้าหากันด้วยความชอบ ทัศนคติของการอ่านที่ไปในทิศทางเดียวกัน

ถ้าเรานิยามว่า ในคลื่นการเปลี่ยนแปลงของร้านอิสระคือ ‘พื้นที่ที่สาม’ หากหันกลับมามองการปรับตัวของร้านเชนสโตร์ ร้านเชนสโตร์ก็ไม่ได้เปลี่ยนฉับพลันทันทีเช่นเดียวกับร้านขนาดเล็ก ที่เหมือนว่าพื้นที่ของชั้นหนังสือจะหดเล็กลง และยังอยู่ในห้วงเวลาที่ยังต้องแข่งขันกันต่อไปหลังจากนี้เช่นเดียวกัน 

ในวันที่คนอ่านอาจไม่ได้มองว่า อยากเข้าร้านหนังสือเพียงเพื่อซื้อหนังสือสักหนึ่งเล่มแล้วเดินออกไปจากร้าน เพราะบางเล่มอาจเป็นหนังสือเก่าที่ไม่มีตีพิมพ์ใหม่ออกมา กลับถูกซ่อนอยู่ในร้านหนังสือมือสองเล็ก ๆ ที่ต้องใช้เวลาไปนั่งเลือกหา บางเล่มเป็นหนังสือสะสมที่ต้องอาศัยคนที่ตามหาให้ได้ช่วยสั่งซื้อมา ก็ได้เจ้าของร้านที่รู้จักแหล่งซื้อขายไปตามหามาให้

ในวันที่หนังสือเป็นสิ่งจำเป็นรองลงมาของโลกทุนนิยม น่าเสียดายที่ร้านหนังสือเหล่านี้ยังจำเป็นต้องอยู่ด้วยแรงสนับสนุนจากคนอ่านอยู่มาก เช่น ในกรุงเทพฯ ที่เคยชูย่านการท่องเที่ยว Book District ชวนคนเมืองเที่ยวร้านหนังสืออิสระเก่าแก่ของย่านพระนคร แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการเกิดย่านหนังสือขึ้นมานั้น เป็นเพราะความต้องการของร้านหนังสือหลายแห่งที่อยู่ในพื้นที่ในโอกาสที่คนผลักดันการเติบโตจากย่าน พื้นที่เล็ก ๆ ภายในเมือง ก่อนจะส่งเสียงไปถึงผู้ออกแบบนโยบายของเมืองว่า อยากให้ชีพจรของย่านกลับมาเต้นเป็นจังหวะแบบเดิมอีกครั้ง

เพราะหลายร้านหนังสือยังคงอยู่ เป็นเสน่ห์ในเมืองที่มีคนรักหนังสือ ไม่ต่างจากแหล่งพลังงานที่ไม่มีตัวตนของคนที่นั่น