ขนมรูปดอกดาวเรืองในร้านฮวาว็อลดัง

Play ReadYoung Spirit
Reading Time: 2 minutes

“ท่านอยากให้คุณมีความสุขตลอดไปนะคะ”

– ส่วนหนึ่งจากหนังสือปาฏิหาริย์ร้านขนนเที่ยงคืนฮวาว็อลดัง –

รถเข็นวีลแชร์ค่อย ๆ เคลื่อนที่ด้วยแรงมือหมุนปั่นล้อข้างด้วยจังหวะคงที่ ตะโกนบอกใครสักคน ใครก็ได้ที่อยู่ใกล้ ๆ

“เปิดน้ำให้หน่อย” ก่อนจะค่อย ๆ ก้มหยิบสายยาง เอานิ้วอุดรูให้น้ำกระจายแบบที่จะเรียกว่าเป็นสปริงเกอร์รุ่น old school ก็คงไม่ผิดอะไรนัก

สายน้ำตกกระทบบนพุ่มดอกดาวเรือง ที่บานสะพรั่งเต็มหน้าทางเข้าบ้าน ดอกไม้สีเหลืองแซมด้วยดอกสีส้ม สดใสด้วยตัวมันเองหรือเพราะตั้งอยู่ในจุดพอเหมาะพอดีกับการถูกอาบย้อมด้วยแสงอาทิตย์ก็แทบแยกไม่ได้ 

ชื่นใจน่าดู ก็จังหวัดอุตสาหกรรมมีแต่ฝุ่นควัน ไม่ได้มีที่ให้สำราญใจง่าย ๆ เช่นนี้

ความทรงจำที่มีร่วมกันวันสุดท้าย คุณโบกมือให้พร้อมกับคลี่ยิ้มจนสุดทั้งสองมุมปาก ฉันกับน้องชายเกาะขอบกระจกรถทัวร์คันสูง พยักหน้าตอบรับคำคุณบอก “ไว้มาหาอีกนะ”

“ทำไมไม่อยู่ด้วยกันที่บ้าน” ฉันถามในวันสุดท้ายก่อนกลับ หลังจากมาหาและนั่งมองคุณรดน้ำต้นไม้ทุกวันตลอดหนึ่งสัปดาห์เต็ม

“อยากมาอยู่กับยายน่ะ ก็มาหาบ่อย ๆ สิ ปิดเทอมก็มา พาน้องมาด้วย”

ฉันไม่รู้เหตุผลแน่ชัดนักในการตัดสินใจ ฉันมีหน้าที่แค่ตั้งตากับการประกาศผลมหาวิทยาลัยอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราต่างกอดลากันอย่างโหยหาและคลายไป

หลังจากกลับมาได้เกือบเดือนฉันใช้ชีวิตแบบที่เรียกว่าก็ใช้ไปวัน ๆ 

การประกาศผลมหาวิทยาลัยประกาศเร็วกว่าปกติ 1 วัน วันที่บอร์ดเกมกับเพื่อน ๆ คือสิ่งที่ฉันกำลังจดจ่ออย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวว่ามีอย่างน้อยสองสิ่งที่กำลังเปลี่ยนชีวิตฉันไปโดยสิ้นเชิง

สิ่งแรกคือผลสอบแน่ล่ะ

ส่วนอีกสิ่งน่ะเหรอ…

อยู่ ๆ โทรศัพท์ก็เข้าว่าคุณอยู่โรงพยาบาล ฉันรีบนั่งรถเมล์กลับบ้านพลางเปิดเช็กผลไปด้วย ฉันสอบติดคณะที่ฉันอยากเข้า ไม่ใช่คณะที่คุณอยากให้เข้า 

น่าเสียดายนิดหน่อย สิ่งที่เราเถียงกันมาเป็นปี ๆ เรากลับไม่ได้เห็นผลลัพธ์พร้อมกัน

ฉันถึงบ้านแต่ก็ไปหาคุณไม่ได้ในทันที

เราอยู่ไกลกันเกินไปหรือเปล่า…

ฉันเก็บเสื้อผ้าเตรียมไปหา พร้อมกดโทรศัพท์แจ้งข่าวดีกับคุณ 

คุณเองก็ดีใจไม่น้อยทีเดียว (ตีความจากน้ำเสียงน่ะนะ) ที่รู้ว่าฉันเลือกเรียนสิ่งที่ชอบ 

ฉันใจชื้นคิดเอาเองว่าคุณคงไม่เป็นอะไรมาก

เย็นวันถัดมาเราเดินทางกันกลางดึก ระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร ตลอดทางมีคนคอยโทรแจ้งข่าว ฉันเงี่ยหูฟังทุกครั้งหวังว่าจะได้รับข่าวดี แต่กลับได้ยินเสียงวางสายแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ฉันเคยชอบกลิ่นโรงพยาบาล คุณเองก็เคยบอกว่า “แปลกมากไอ้เด็กนี่” แต่เชื่อไหมฉันเกลียดทุกอย่างที่นั่น ภาพคุณที่กำลังนอนอยู่ตรงนั้นฉันเกลียดสิ้นดี ส่วนกลิ่นน่ะเหรอ มันเคยน่าภิรมย์ได้อย่างไรกัน

คุณไม่ไหวติง ลมหายใจแผ่วเบา 

“มาหานะ” ฉันกระซิบ

“…”

“ยังอยากมาหาอีก”

“…”

“…”

“ไม่ต้องห่วงนะ จะรักน้องชายให้มาก ๆ แต่จะเถียงกันทุกวัน ตีกันตุบตับเลยล่ะถ้าไม่มาห้าม”

วันสุดท้ายที่แท้จริงไม่ใช่ความทรงจำร่วมกันอีกแล้ว ฉันไม่เคยคุ้นชิน

ผ่านมาหลายปี ฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับรุ่นพี่คนหนึ่ง เราแชร์ประสบการณ์บางอย่างร่วมกัน 

เธอพูดกับฉันยามที่ฉันพูดถึงคุณ…

“ซึมเอ๋งเลยพี่ วันนึงเราจะอายุเท่าเขานะ อีกวันนึงเราก็จะแก่กว่าเขาด้วย”

“จิตวิญญาณเขาก็โตไปกับเราแหละ มันเป็นความสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่งเหมือนกันนะ”

ฉันคงใช้เวลาทำความรู้จักกับความสัมพันธ์รูปแบบใหม่นี้อีกสักพักใหญ่ ๆ แต่ฉันจะกอดเกี่ยวมันไว้อย่างดี

แล้วพบกันอีก…

รักและคิดถึงเสมอ

ลูกสาวเบอร์หนึ่ง พี่สาวของลูกชายเบอร์ศูนย์ของคุณ


หากตายไป เราจะหยิบคว้าความทรงจำแบบไหนไปด้วย แล้ว ‘คุณ’ หยิบความทรงจำไหนติดตัวไปในวันสุดท้ายกันนะ 

เรื่องราวของความรู้สึก ความปรารถนา ความรัก หรือกระทั่งความตาย ถูกโอบอุ้มเอาไว้ในความทรงจำ ที่พอนานเข้าก็เริ่มเลือนราง น้ำเสียงเลือนราง จังหวะการพูดเลือนราง เสียงหัวเราะเลือนราง มีแต่คลับคล้ายคลับคลาว่าน่าจะใช่ คงจะใช่ น่าจะเป็นอย่างนั้น

คงเป็นเรื่องปกติที่เราไม่อาจจำทุกอย่างได้ ธรรมชาติเป็นเช่นนั้น แต่ถึงอย่างไรเราทุกคนคงมีความทรงจำที่ไม่อาจลืมใช่ไหม 

ตลอดไทม์ไลน์ความยากลำบากกว่าจะถึงวันที่ปรากฏความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต ความทรงจำของฉันเป็นเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ขาดตอนเป็นช่วง ๆ แต่ห้วงสุดท้ายของจริงนั้นช่างแจ่มชัด วันที่เขาจากไปมันช่างสามัญ ไม่มีเมฆฝนมาท้าทายสีครามของท้องฟ้าเหมือนในหนัง ที่ตั้งใจบดขยี้อารมณ์หม่นหมองให้เรารู้สึกไปกับตัวละครหลัก อาจเป็นเพราะฉันเป็นตัวละครหลักในเรื่องราวของฉัน จึงไม่จำเป็นต้องจัดฉากก็หม่นหมองด้วยตัวเองอยู่แล้ว หรือไม่มันก็อาจจะง่ายดายแค่เพียงว่า แท้จริงแล้วความตายและการสูญเสียมักมาเยือนกันในวันธรรมดาแบบนี้เป็นปกติ

ร้านขายขนมญี่ปุ่นแห่งหนึ่งเปิดขายตั้งแต่สี่ทุ่มจนถึงเที่ยงคืน เพียงสองชั่วโมงต่อวัน มีลูกค้าที่แวะเวียนเป็นเหล่าวิญญาณ ย็อนฮวา ตัวละครหลักของเรื่อง ต้องรับช่วงต่อร้าน ‘ฮวาว็อลดัง’ จากยายผู้ล่วงลับ นี่คือฉากหลังของหนังสือ ปาฏิหาริย์ร้านขนมเที่ยงคืนฮวาว็อลดัง’ เขียนโดย อีอนฮวา และแปลโดย วิลาสินี ชวาลรติกุล

เนื้อเรื่องค่อย ๆ เชื่อมร้อยจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ด้วยเรื่องราวของวิญญาณแต่ละดวง ที่เข้ามาสั่งขนมซึ่งบรรจุแน่นไปด้วยความทรงจำ วินาทีที่กินไปหนึ่งคำปาฏิหาริย์พลันปรากฏตรงหน้า สิ่งที่ยังค้างคาในใจก็ถูกปลดล็อก ราวกับว่าได้รับการเปิดโอกาสให้พูดในสิ่งที่เก็บซ่อนไว้อย่างแน่นหนากับ ‘ใครบางคน’ ย็อนฮวาจะได้รับรู้เบื้องหลังก่อนตายของวิญญาณแต่ละดวง 

จุดเล็ก ๆ ที่น่าสนใจคือ การเปิดฉากเล่าถึงห้วงสุดท้ายของชีวิต จนกระทั่งวันสุดท้ายมาถึง ต่างก็เป็นวันธรรมดา ๆ ท้องฟ้าแจ่มใสกันทุกคน และสุดท้ายย็อนฮวาจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางนำขนมแบบเดียวกันไปให้กับ ‘ใครบางคน’ ของวิญญาณแต่ละดวง เหมือนเป็นการจบบทสนทนาที่แท้จริง

วิญญาณทุกดวงต่างมีห่วง ทั้งเรื่องราวของลูกค้าคนแรกที่ใช้ขนม ‘เซ็มเบช็อกโกแลต’ มาเล่าเป็นตัวแทนความคิดถึงในความสัมพันธ์แม่ลูก ที่ไม่มีใครเคยได้บอกความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองให้อีกฝ่ายได้รับรู้ 

ส่วนเรื่องราวของลูกค้าคนที่สองว่าด้วยขนม ‘วางาชิรูปดอกบ๊วย’ ความรักหนุ่มสาวก็ถูกนำมาเสิร์ฟเช่นเดียวกัน เป็นตอนที่วิญญาณไม่ได้ร้องขอว่าจะให้เจ้าของร้านทำขนมอะไร แต่เมื่อได้รับรู้เรื่องราว ย็อนฮวาเลือกที่จะทำขนมวางาชิ และปั้นเป็นรูปดอกบ๊วย เพราะคนทั้งคู่มีความทรงจำกับดอกบ๊วยร่วมกัน

ฉันเองก็พลันสงสัย…หากเป็นคุณที่ไปร้านขนมเที่ยงคืนนี้เข้า คุณจะได้ขนมรูปดอกดาวเรืองออกมาไหม หรือจะเป็นข้าวต้มมัดแบบไทย ๆ ที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณเคยเรียกว่า ‘ข้าวในใบไม้’ ตอนอายุได้ราว ๆ 4-5 ขวบ

เรื่องราวลำดับที่สามถ่ายทอดมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของเพื่อนสาวสองคน ที่มี ‘ดังโงะชาเขียว’ เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งความทรงจำและสายใยที่ผูกพันพวกเธอไว้ด้วยกัน

หลังจากอ่านเรื่องราวของลูกค้าวิญญาณทั้งสามจบไปแล้ว ฉันค่อนข้างมั่นใจทีเดียวว่าตัวเองมีภูมิคุ้มกันพอสมควร เรียกได้ว่า ‘มั่น’ ใส่ตัวหนังสือได้เชียวล่ะ แต่เรื่องราวของวิญญาณเด็กชายตัวน้อยเรื่องที่สี่กลับ ‘ดับมั่น’ กันอย่างซึ่งหน้า บทสนทนาที่เถียงกันไปมาของพี่สาวและน้องชายมันเกิดขึ้นจริงในชีวิต มันดูปกติ ไม่หวือหวา นักเขียนพาให้ความรู้สึกค่อย ๆ ไหลขึ้นไปสูงสุด และทิ้งดิ่งลงมาเหมือนกับเล่นเครื่องเล่น Giant Drop ไม่มีผิด

เขาพาผู้อ่านสำรวจความรู้สึกผิดที่พี่สาวเก็บซ่อนไว้ต่อน้องชาย ผ่าน ‘โมจิสตรอว์เบอร์รี’ ขนมหวานที่กลายเป็นสื่อกลางของการยอมรับความจริงและการเอ่ยคำขอโทษที่ค้างคาใจมาเนิ่นนาน ส่วนน้องชายตัวจ้อยต้องการบอกพี่สาวเพียงว่า

“วิธีพิชิตลาสต์บอสในด่านสุดท้าย….ผมขอโทษที่ไม่ได้หาวิธีมาให้เร็วกว่านี้ และขอโทษที่นอนตื่นสายในวันไปเที่ยวด้วยนะฮะ พี่อย่าเกลียดผมเลยนะ ความจริงผมมีเรื่องที่อยากบอกแต่ไม่กล้าพูดไปด้วยล่ะ จริง ๆ ผมดีใจมากที่มีพี่สาว….”

ส่วนเรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องราวของคุณยายเจ้าของร้านขนม ผู้เฝ้ารักษาความลับบางอย่างไว้ตลอดหลายปี โดยมี ‘โยกังเกาลัดสีแดง’ เป็นกุญแจสำคัญที่ค่อย ๆ เปิดเผยอดีตและที่มาของร้านขนมแห่งนี้ให้หลานสาวอย่างย็อนฮวา ตัวเอกของเรื่องได้รับรู้

ทั้งหมดทั้งมวลสะท้อนทั้งความคิดถึง ความปรารถนา มิตรภาพ  ความรู้สึกผิดในสายสัมพันธ์ และการค้นพบตัวตนอย่างมั่นคง

ปาฏิหาริย์ร้านขนมเที่ยงคืนฮวาว็อลดัง วางให้ร้านฮวาว็อลดังเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างโลกคนเป็นกับโลกคนตาย ช่วยให้เหล่าวิญญาณในเรื่องได้เยียวยาแผลในใจ ก่อนก้าวไปสู่ปรโลกด้วยใจหมดห่วง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฉันกลับคิดว่ามันทำหน้าที่ตบบ่า ‘คนอยู่’ ให้ก้าวไปสู่โลกความเป็นจริงด้วยใจหมดห่วงเช่นกัน

หนังสือเล่มนี้เล่าด้วยความอืดเอื่อยในบางจังหวะ แต่เมื่ออ่านจนสิ้นสุดถึงคำสุดท้ายกลับรู้สึกเหมือนได้คลี่คลายและจบบทสนทนาในใจอย่างน่าประหลาด 

หลังอ่านหนังสือจบฉันนึกถึงคำพูดที่ว่า “จิตวิญญาณเขาก็โตไปกับเราแหละ” ของรุ่นพี่คนนั้นอยู่อีกหลายวัน คนที่จากไปมักถูกจดจำอยู่ในอายุสุดท้ายของชีวิตเสมอ แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ฉันกลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำความรู้จักกับคุณในรูปแบบใหม่อยู่เรื่อย ๆ วันหนึ่งฉันจะเดินทางไปถึงวัยเดียวกับคุณในความทรงจำ และอีกวันหนึ่งฉันก็จะแก่กว่าคุณในความทรงจำนั้น บางทีความตายอาจไม่ใช่การหยุดเติบโตของความสัมพันธ์ หากเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่ง ที่คนหนึ่งจากไปแล้ว แต่อีกคนยังคงใช้ชีวิต เรียนรู้ และพาอีกฝ่ายเติบโตไปด้วยในความทรงจำ

เมื่อคิดถึงความสัมพันธ์รูปแบบใหม่นี้ไปเรื่อย ๆ บางทีสิ่งที่หลงเหลืออยู่หลังความตายอาจไม่ใช่เพียงความทรงจำ แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบของมันเอง 

และเมื่อเป็นเช่นนั้น ‘หากตายไป เราจะหยิบคว้าความทรงจำแบบไหนไปด้วย’ เห็นทีจะเป็นแค่คำถามที่มีแต่คนอยู่เท่านั้นที่ใคร่ครวญถามล่ะมั้ง

Author
ศศิพร คุ้มเมือง
สนใจการเมือง สิทธิมนุษยชน และ gender มีผมทรงโปรดคือ 'เกล้า' ตลบไปข้างหลังสำหรับใส่หมวก คืนนี้ฉันบิน
illustrator
ณิชกานต์ บุญไชย
นักรักผู้อกหักเป็นงานประจำมากกว่าการทำกราฟิก