ชาติที่เทคโนโลยีสร้าง

Crack PoliticsPlay Read
Reading Time: 2 minutes

ในความเคลื่อนไหว

ประจักษ์ ก้องกีรติ

ผมทิ้งท้ายในความที่แล้วว่าอยากจะเขียนถึงหนังสือของศรัญญู เทพสงเคราะห์ เรื่อง เรดิโอสร้างชาติ : จากเทคโนโลยีวิทยุ สู่กระบอกเสียงการปฏิวัติสมัยคณะราษฎร ซึ่งเป็นหนังสือที่เพิ่งตีพิมพ์ออกมาในช่วงครบรอบ 94 ปีของการปฏิวัติ 2475

ต้องสารภาพตามตรง ณ เบื้องต้นเลยว่าผมเป็นแฟนหนังสือของอาจารย์ศรัญญู ซื้อหามาอ่านตั้งแต่เล่ม ราษฎรธิปไตย ซึ่งทำให้เห็นความเคลื่อนไหวของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ในช่วงก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ได้อย่างมีชีวิตชีวา ต่อมาจนถึงเล่ม รัฐราชทัณฑ์ ซึ่งปรับปรุงมาจากงานค้นคว้าระดับปริญญาเอกที่ศึกษากำเนิดและพัฒนาการของการจัดการพื้นที่ “คุก” ในสังคมไทย

จุดเด่นของผลงานของนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ไฟแรงอย่างอาจารย์ศรัญญู คือการทำงานอย่างอุตสาหะในการเจาะลึกและขุดค้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างกว้างขวาง พร้อมกับมีสายตาที่แหลมคมในการมองเห็นคุณค่าของข้อมูลต่าง ๆ บวกกับการมีกรอบแนวคิดที่ชัดเจนในการวิเคราะห์ประมวลผลข้อมูลอันมากมายที่รวบรวม จนสามารถก่อรูปเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ถูกนำมาเล่าสู่ผู้คนอ่านได้อย่างน่าสนใจ

งานประวัติศาสตร์ที่ดีควรช่วยเปิดมุมมองผู้อ่านไปสู่พรมแดนความเข้าใจใหม่ ๆ เกี่ยวกับอดีตของสังคม และจะยิ่งดีขึ้นไปอีกหากเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์สามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างกาลเวลาที่ผ่านพ้นไปแล้วกับปัจจุบันสมัยที่เราอาศัยอยู่

หนังสือของศรัญญูในเล่มก่อนหน้ารวมถึงเล่มใหม่นี้ทำหน้าที่นี้ได้อย่างดี

หนังสือเรดิโอสร้างชาติ พาเราย้อนไปสำรวจบทบาทของเครื่องมือการสื่อสารอย่างวิทยุ ตั้งแต่สมัยการสร้างความทันสมัยของรัฐไทยในยุครัชกาลที่ 5 ต่อเนื่องมาจนถึงยุคแห่งสงครามและการสร้างชาติสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยดำเนินเรื่องผ่านการศึกษาบทบาทของเทคโนโลยีที่มีต่อสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองและความเป็นชาติ

ผมชอบหนังสือเล่มนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นการศึกษาในแนว “ประวัติศาสตร์เทคโนโลยี” ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ถูกศึกษาค่อนข้างน้อยในสังคมไทย หากเทียบกับประวัติศาสตร์สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ในปัจจุบันทุกคนย่อมตระหนักดีถึงพลังอันมหาศาลของเทคโนโลยีในการกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของทุกสังคม รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ซึ่งเกิดการปฏิวัติอย่างขนานใหญ่ในยุคปัจจุบันของเรา จนกระทั่งมีผลต่อรัฐ การเมือง พลวัตทางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่ถูกปรับเปลี่ยนโดยเทคโนโลยี แต่เทคโนโลยีการสื่อสารนั้นถือเกิดกำเนิดมานานแล้ว ก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ต แพล็ตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และ Generative AI โลกเราได้ผ่านยุคการปฏิวัติเทคโนโลยีมาหลายช่วงเวลาตั้งแต่ไปรษณีย์ โทรเลข วิทยุ และโทรทัศน์ การย้อนกลับไปทำความเข้าใจการเข้ามาของวิทยุ ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ในยุคสมัยต้นศตวรรษที่ 20 ว่าเมื่อมันถูกนำเข้ามาในสังคมไทยแล้วได้สร้างผลกระทบอย่างไรบ้าง จึงช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ ที่น่าสนใจหลายประการ

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ บทบาทของวิทยุกับการปฏิวัติ ซึ่งวิทยุถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปฐมบทของการเปลี่ยนระบอบใหม่ โดยในคืนวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งคณะราษฎรใช้วิทยุเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับการปฏิวัติ เนื้อหาประกาศคณะราษฎร และความมุ่งหมายในการเปลี่ยนประเทศให้ราษฎรรับทราบในวงกว้าง ซึ่งย่อมรวดเร็วและเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าการแจกใบปลิวแผ่นพับอย่างไม่ต้องสงสัย มีหลักฐานในหนังสือเล่มนี้ที่อาจารย์ศรัญญูค้นคว้ามาให้เห็นว่าประชาชนในเชียงใหม่และหลายจังหวัดได้รับรู้ข่าวการปฏิวัติตั้งแต่ค่ำคืนของวันที่ 24 มิถุนายน การที่บอกว่าราษฎรไม่ได้รับรู้กิจกรรมที่เกิดขึ้นในพระนครจึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ซึ่งบทบาทของวิทยุในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้แตกต่างจากในยุคแรกเริ่มสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่วิทยุถูกใช้ให้มีบทบาทหลักเพื่อความบันเทิงและในการเฉลิมพระเกียรติของสถาบันกษัตริย์ในฐานะศูนย์กลางของประเทศ

วิทยุมามีบทบาทเด่นชัดขึ้นอีกตอนปราบกบฏบวรเดช ในเดือนตุลาคม 2476 โดยเดิมทีฝ่ายรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับระบอบใหม่ก็ใช้วิทยุเป็นเครื่องมือเพื่อสนับสนุนการปกครองในระบอบเดิม ต่อมาเพื่อนกลุ่มนายทหารที่นิยมระบอบราชาธิปไตยเหนือรัฐธรรมนูญได้ก่อกบฏพยายามโค่นล้มระบอบรัฐธรรมนูญของคณะราษฎร ก็พบว่าคณะราษฎรใช้วิทยุเป็นสื่อรายงานสถานการณ์และระดมความสนับสนุนจากประชาชนให้ช่วยกันพิทักษ์ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่กำลังถูกโจมตี จนในที่สุดฝ่ายกบฏถูกปราบพ่ายแพ้

โดยภาพรวมในระยะตั้งต้นของการสถาปนาประชาธิปไตยขึ้นมาในสังคมไทย ศรัญญูชี้ให้เห็นว่าวิทยุมีบทบาทเป็นเครื่องมือช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในระบอบใหม่ อบรมและให้ความรู้สมัยใหม่ต่อพลเมือง รวมทั้งเผยแพร่อุดมการณ์รัฐธรรมนูญสู่สาธารณชน

ต่อเนื่องมาถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 วิทยุถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการสร้างชาติทางวัฒนธรรม ในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (2481–2487) ที่ผู้นำและกลไกรัฐชูอุดมการณ์ชาตินิยมอย่างหนักแน่น รัฐใช้วิทยุรณรงค์นโยบายสร้างชาติอย่างจริงจัง โดยมีกรมโฆษณาการเป็นหน่วยงานหลัก ผังรายการทางวิทยุนอกจากให้เวลากับรายการบันเทิงแล้ว ยังเน้นบรรยายความรู้และข่าวสารเกี่ยวกับการเมืองและกิจการระหว่างประเทศ รัฐบาลยังเผยแพร่บทเพลงปลุกใจที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างชาติ เช่น เพลงสวมหมวก เพลงก๋วยเตี๋ยวไทย เพลงเลิกกินหมาก รายการที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้นคือ “นายมั่น ชูชาติ กับ นายคง รักไทย” ที่ใช้รูปแบบบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง โดยสอดแทรกอุดมการณ์รัฐ และแนวคิดชาตินิยมอย่างแนบเนียนในช่วงเวลาที่ประชาชนนิยมฟังมากที่สุด ในห้วงสงคราม วิทยุในฐานะเทคโนโลยีจึงไม่ใช่สื่อบันเทิงหรือการแพร่กระจายข่าวสารแบบเป็นกลาง แต่เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อที่สำคัญยิ่งยวดของรัฐ ในยุคที่รัฐยังเป็นผู้ผูกขาดครอบงำการใช้เทคโนโลยีนี้

บทบาทของวิทยุในฐานะเครื่องมือปฏิบัติการสงครามจิตวิทยา (หรือที่ปัจจุบันนิยมเรียกกันว่าปฏิบัติการสงครามข้อมูลข่าวสาร หรือ information operation–io) ยิ่งเข้มข้นขึ้นเมื่อสถานการณ์การสู้รบทวีความรุนแรง ไทยเข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพาโดยเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น แต่ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับทิศทางนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล ก็รวมตัวกันเป็นขบวนการเสรีไทยภายใต้การนำของปรีดี พนมยงค์ เพื่อร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีอังกฤษและสหรัฐฯ เป็นแกนนำ วิทยุจึงกลายเป็นสนามรบทางจิตวิทยา ระหว่างฝ่ายรัฐบาล–ญี่ปุ่นที่ใช้วิทยุกระจายเสียงโจมตีฝ่ายสัมพันธมิตร กับฝ่ายขบวนการเสรีไทยที่ใช้วิทยุคลื่นสั้นท้าทายอำนาจ ส่งข่าวจากฝ่ายสัมพันธมิตร และปลุกใจคนไทยให้ต่อต้านญี่ปุ่น

หนังสือเล่มนี้จึงช่วยฉายภาพให้เห็นความเชื่อมโยงของเทคโนโลยีกับบริบทการเมืองตลอดช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบอบเก่าสู่ระบอบใหม่

สำหรับผมมีหลายแง่มุมที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของหนังสือเรื่อง เรดิโอสร้างชาติ

การใช้ “ประวัติศาสตร์เทคโนโลยี” มาเป็นแกนกลางของการเล่าเรื่องในหนังสือเล่มนี้ผู้อ่านจะไม่ได้รับรู้แค่บทบาททางการเมืองและสังคมของวิทยุ แต่จะได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับพัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สายตั้งแต่ถือกำเนิดในต่างประเทศ จนถูกนำเข้ามาในสังคมไทย การตั้งสถานีวิทยุแห่งแรกในประเทศไทย การขยายสัญญาณการส่งวิทยุกระจายเสียงไปสู่ต่างจังหวัด การปรับปรุงคลื่นสัญญาณ การส่งเสริมให้ประชาชนมีเครื่องรับวิทยุ ราคาของเครื่องรับวิทยุ ฯลฯ หนังสือเล่มนี้ ใช้ “ตัวเทคโนโลยีวิทยุ” เป็นตัวเอกของเรื่อง โดยตั้งคำถามง่าย ๆ ที่น่าสนใจว่าเทคโนโลยีนี้ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนอย่างไร ซึ่งผมหวังว่าจะมีงานที่ศึกษาประวัติศาสตร์เทคโนโลยีขยายไปสู่เครื่องมืออื่น ๆ หรือยุคสมัยอื่น ๆ ที่ต่างออกไปจากเรื่องนี้

เทคโนโลยีกับความเป็นชาติ เป็นเนื้อหาสำคัญของหนังสือเล่มนี้ ทำให้เราหันกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งนี้มากขึ้น เพราะหากชาติคือชุมชนของคนที่มีความผูกพันและมีจิตสำนึกร่วมกัน คำถามคือ สำนึกเช่นนี้ถูกสร้างขึ้นผ่านอะไร มีนักวิชาการหลากหลายสาขาตอบคำถามนี้ไว้มากมายแล้ว โดยชี้ให้เห็นบทบาทของเครื่องมืออันหลากหลายตั้งแต่แผนที่ พิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์แห่งชาติ ภาษา บทเพลง แบบเรียน ธงชาติ อาหาร พิธีกรรม และสัญลักษณ์ความเป็นชาติมากมายที่ถูกประดิษฐ์สร้างขึ้น สื่อสิ่งพิมพ์ก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างสำนึกร่วมของคนในชาติ งานของศรัญญูขยับมาเสนอว่า วิทยุซึ่งทำงานผ่านเสียง คือเทคโนโลยีที่หล่อหลอมและหลอมรวมสำนึกร่วมของชาติที่สำคัญ เพราะในสังคมไทยที่อัตราการอ่านออกเขียนได้ยังต่ำในช่วงทศวรรษ 2470-2480 เสียงเข้าถึงคนได้กว้างกว่าตัวอักษร  

การบอกเล่าความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองผ่านพลวัตของการสื่อสารเนื่องจากหนังสือเล่มนี้ครอบคลุมหลายยุคสมัยทางการเมืองและระบอบการปกครอง ตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผ่านยุคสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญของคณะราษฎร มาจนถึงยุคสร้างชาติทางวัฒนธรรมจอมพล ป. และสงครามโลกครั้งที่ 2 เราจึงได้ให้เห็นการทำหน้าที่ของวิทยุที่เปลี่ยนไปตามโจทย์การเมืองแต่ละช่วง ของผู้นำแต่ละยุค จากเครื่องมือเพื่อสร้างความจงรักภักดีต่อประมุขของประเทศ มาสู่การเผยแพร่แนวคิดการปกครองสมัยใหม่ที่คนไทยยังไม่คุ้นชิน เรื่อยมาถึงการเป็นกระบอกเสียงทางวัฒนธรรมและจิตวิทยาอย่างหนักหน่วงในยุค “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” มันจึงย้ำเตือนทางอ้อมให้เราตระหนักว่าเทคโนโลยีไม่เคยเป็นเครื่องมือที่เป็นกลาง แต่มันถูกกำกับและกำหนดด้วยสภาพแวดล้อมทางการเมืองและบริบทของยุคสมัยเสมอ ยิ่งเทคโนโลยีใดมีพลังในการกำหนดความรับรู้และสำนึกของผู้คนมากเท่าใด มันย่อมยิ่งถูกนำมาใช้โดยผู้มีอำนาจอย่างกว้างขวางเข้มข้นขึ้นตามนั้น 

อย่างไรก็ดี เหรียญอีกด้านของเทคโนโลยี คือมันไม่เคยเป็นเครื่องมือที่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายเดียวได้ตลอดไป มันมีพลวัตที่ลื่นไหลและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีการสื่อสารตั้งแต่ยุควิทยุถึงโซเชียลมีเดียจึงเป็นพื้นที่ของการช่วงชิงความหมายและประชันแข่งขันทางข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งอิทธิพลต่อสาธารณชน เทคโนโลยีเดียวกันจึงถูกใช้เพื่อรับใช้อำนาจและต่อต้านอำนาจได้ในเวลาเดียวกัน 

บทเรียนที่น่าสนใจอีกประการจากหนังสือเรื่องเรดิโอสร้างชาติ คือการกล่อมเกลาจิตสำนึกของประชาชนโดยรัฐ อาจจะไม่ได้กระทำผ่านการนำเสนอเนื้อหาหนัก ๆ หรือรายการข่าวซีเรียส ๆ เสมอไป แต่กระทำผ่านบทเพลง (ปลุกใจ) ละครวิทยุ และรายการสนทนาที่สนุกสนานฟังเพลิน ผ่านปฏิบัติการทางวัฒนธรรมที่ฟังดูไม่เป็นพิษเป็นภัย และไม่เป็นการเมืองเช่นนี้เอง ที่รัฐประสบความสำเร็จในการสอดแทรกปลูกฝังอุดมการณ์ลงในไปหัวของคน เพราะมันแนบเนียนชนิดที่คนรับสารก็ไม่ทันรู้ตัว

อ่าน เรดิโอสร้างชาติ จบ ก็ชวนให้คิดต่อไปว่าชาติที่เทคโนโลยีสร้างนั้น เป็นชาติที่มีหน้าตาอย่างไร และเป็นชาติที่ใครกำหนด อ่านบทความนี้แล้ว อยากชวนไปหาหนังสือฉบับเต็มอ่านกันต่อด้วยนะครับ

Author
รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ
สอนหนังสือที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รักการสอนและเขียนหนังสือ ติดตามความเป็นไปของโลกและสังคมไทย เวลาว่างอ่านนิยาย ดูหนังสืบสวนสอบสวน และเชียร์ลิเวอร์พูล เชื่อมั่นในพลังของการเปลี่ยนแปลงโลกด้วยสติปัญญาและพลังของคนหนุ่มสาว