ทนายปีศาจ: เราต่างถูกผลักไส ‘ไร้ที่ยืน’ ในระบบที่บิดเบี้ยว

Human & SocietyPlay Read
Reading Time: 2 minutes

ไม่มีซีรีส์เรื่องไหนที่อยู่ในกระแสเท่ากับ ทนายปีศาจ จาก Netflix Thailand อีกแล้ว นับเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความฮือฮา และชวนสังคมถกเถียงไปกับการดำเนินเรื่องและตัวละคร ภายใต้บริบทเนื้อหาและความขัดแย้งที่ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงกับเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

ถึงตรงนี้ผมต้องขออภัยอย่างยิ่งสำหรับผู้อ่านที่ยังไม่ได้ดู ‘ทนายปีศาจ‘ เพราะเนื้อหาหลังจากนี้จะมีการเปิดเผยเนื้อหาหลักของซีรีส์ (สปลอย) Play Read สัปดาห์นี้ชวนทุกท่านออกเดินทางจากโลกของหนังสือสู่ซีรีส์ที่ร้อนแรงแห่งยุคสมัย บทความชิ้นนี้ขอทำหน้าที่สร้างบทสนทนาของเรื่องราวและเหตุการณ์ทั้งเปิดเผยและซ่อนเร้นในมุมอับของสังคมไทย

ทนายปีศาจ เป็นเรื่องราวที่ดำเนินด้วยตัวละครสำคัญ อย่างจิตตรี นำแสดงโดย หญิง-รฐา โพธิ์งาม ที่ถือเป็นทนายที่ใช้กลอุบายและช่องโหว่ของกฎหมาย เพื่อพาลูกความของตัวเองเอาตัวรอดจากกระบวนการยุติธรรม ด้วยเล่ห์กล และทักษะที่เธอช่ำชอง แต่เมื่อทนายจิตตรี ต้องมาเป็นทนายให้กับเมฆ อดีตทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รับบทโดย ณัฏฐ์ กิจจริต ซึ่งถูกกล่าวหาด้วยข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 เรื่องราวต่าง ๆ ก็เริ่มต้นจากจุดนี้

เหตุผลหลัก ๆ ที่ทนายปีศาจกำลังเป็นที่ถูกพูดถึง เพราะแกนของเรื่องมีการหยิบยกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม (แม้ว่าผู้ผลิตจากกล่าวในตอนเริ่มว่า เหตุการณ์และตัวละครต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง เกิดจากเรื่องแต่งและสมมติ) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวกับการอุ้มหายและซ้อมทรมาน การจับแพะและสร้างหลักฐานเท็จ เจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอำนาจมีส่วนพัวพันกับทุนจีนและการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิก การค้ามนุษย์และแรงงานเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะแรงงานในภาคประมง ที่ถึงขั้นประเทศไทยต้องตกอยู่ในแบล็กลิสต์ของ IUU จนเกิดการปฏิรูปแรงงานภาคประมงครั้งยิ่งใหญ่ในสมัยรัฐบาลคสช. 

เมฆ ลูกความของจิตตรี ตกเป็นผู้ต้องหาฆาตกรรม ซึ่งผู้เสียชีวิตเป็นลูกของอนันต์ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่พัวพันกับเรื่องเทา ๆ โดยเฉพาะเรื่องค้ามนุษย์และเเรงงานเถื่อน  รวมถึงการอุ้มหายพ่อของทนายจิตตรี

หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์อันใกล้ คงไม่มีใครนึกไม่ออก ชายที่ชื่อพลโทมนัส คงแป้น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก หนึ่งในจำเลยคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ซึ่งถูกจับกุมโดยการนำของ พ.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ซึ่งต้องตกเป็นผู้ลี้ภัยในภายหลังเพราะรู้สึกว่าชีวิตอาจได้รับอันตรายหลังมีคำสั่งย้ายให้ไปประจำการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังการจับกุมพลโทมนัส แต่สุดท้ายพลโทมนัสก็เสียชีวิตขณะถูกคุมขัง ซึ่งสร้างข้อกังขาว่านี่เป็นการตัดตอนคดีที่อาจสืบไปถึงข้าราชการที่เบอร์ใหญ่กว่าพลโทมนัส 

แม้ไม่ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ว่าเนื้อหาของส่วนนี้อ้างอิงจากเหตุการณ์ใดในอดีต แต่เมื่อดูแล้วก็คงนึกเป็นกรณีอื่นได้ยาก ซึ่งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีบุคคลที่สูญหายและมีข้อกังขากับผู้มีอำนาจ หากย้อนกลับไป ยังมีกรณีของหะยีสุหลง โต๊ะมีนา ทนายสมชาย นีละไพจิตร สุรชัย แซ่ด่าน ผู้ลี้ภัยในคดีความ 112 หรืออย่าง ต้า-วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองหลังรัฐประหาร 2557 และคนอื่นอีกเกินกว่าจะกล่าวครบในที่นี้ นับเป็นจักรวาลหลุมดำของวงการผู้มีอำนาจและผู้เห็นต่างมาอย่างยาวนาน และคงยากที่จะลบความรู้สึกคิดไปเองของประชาชนว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย 

จิตตรี ใช้วิธีการมากมาย เพื่อต่อสู้กับอัยการซึ่งเป็นทนายให้ฝ่ายอนันต์ หนึ่งในนั้นคือการสร้างหลักฐานเท็จเพื่อต่อสู้คดี หนึ่งในทีมงานทนายกล่าวกับเมฆว่า “แต่ถ้าระบบมันบิดเบี้ยวอย่างนี้ เราก็ไม่ต้องรู้สึกผิด ถ้าจะหาประโยชน์จากมันบ้าง” ซึ่งประโยคนี้แทบที่จะเป็นประโยคหลักของเรื่อง ว่าการดำเนินการผ่านใต้ระบบที่บิดเบี้ยวโดยวิธีการที่บิดเบี้ยว เป็นสิ่งที่บางครั้ง เรายอมใช้บ้างก็ได้ เพราะในห้องพิจารณาศาลไม่ได้พิจารณาจากความจริง แต่พิจารณาจากข้อเท็จจริง 

ดูเหมือนว่า ทนายที่มีเล่ห์กลด้วยการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายต่าง ๆ เพื่อให้ลูกความฝ่ายตัวเองรอดพ้นผิดจากการกล่าวหา ยิ่งทำได้มากเท่าไรยิ่งถูกนับว่าเก่งในวงการนี้มากขึ้น ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ แท็คติกแบบนี้ไม่ได้มีใช้แค่วงการของทนายความเท่านั้น แต่ยังไกลออกไป อย่างเช่น วงการนักการเมืองท้องถิ่นที่สามารถตีสนิทชิดชอบกับนักการเมืองระดับชาติและจัดการงบประมาณให้กลับมาสู่พื้นที่ของตัวเองได้ วิธีการแบบนี้ก็ถูกเรียกว่า เก่งในวงการนี้เหมือนกัน 

คำถามของผมทั้งในฐานะผู้เขียนและผู้ดูซีรีส์ กลับตะขิดตะขวงใจว่า วิธีการและการถูกยอมรับแบบนี้ ไม่น่าจะใช่สิ่งที่เราควรปลูกฝัง หรือใฝ่หา หากแต่ว่าเราต้องการทั้งข้าราชการ นักการเมือง ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษาที่กล้าหาญยืนหยัด ซื่อตรงต่อหลักการ เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์และความยุติธรรมให้กับประชาชน หากย้อนไปไม่ไกลนัก คณากร เพียรชนะ อดีตผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจังหวัดยะลา ผู้กล่าวประโยคว่า “คืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา คืนความยุติธรรมให้ประชาชน” ซึ่งเลือกเส้นทางการจบชีวิต เพื่อเป็นประจักษ์พยานว่าตัวเองไม่ยอมตัดสินผู้ต้องหาตามใบสั่งของผู้มีอำนาจ 

หากเรายินดีกับวิธีการอันเลี้ยวลดคดเคี้ยว หากเราปรบมือให้กับความเก่งกาจของการบิดเบี้ยว เราจะมีคนที่กล้าหาญยืนหยัดอย่างคณากรอีกหรือ ซึ่งสุดท้ายก็มีทางเลือกอันน้อยนิด หรือไม่ก็ยอมยืนมองอย่างเงียบ ๆ และอาจโดนระบบกลืนกลายเข้าสักวัน

อีกบทหนึ่งของเรื่องที่ข้ามไม่ได้ คือคดีความที่ทนายจิตตรีเป็นทนายให้คุณหมอ จำเลยที่ถูกกล่าวหาในคดีข่มขืน ซึ่งฝ่ายโจทก์ (ผู้ถูกข่มขืน) เป็นผู้เข้ารับการตรวจในคลินิกของหมอเอง การซักค้านของทนายจิตตรีในชั้นศาล ซึ่งขอใช้คำศัพท์ว่า การสืบพยานคดีความรุนแรงทางเพศ 

ทำให้เห็นความอึดอัดและข้อจำกัดของวิธีการในกระบวนการยุติธรรมที่สร้างบาดแผลซ้ำเติมให้กับเหยื่อที่ต้องอธิบายความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทำให้เหยื่อต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่า ตัวเองถูกกระทำเช่นไร 

อีกตอนหนึ่งในเนื้อหาหลักของทนายปีศาจ กล่าวถึงเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานขยะ และเชื่อมโยงถึงกลุ่มทุนคนจีน แม้ผู้เขียนไม่ได้บอกอีกเช่นเคยว่าบทนี้ของซีรีส์หยิบยกมาจากเหตุการณ์ใด 


เหตุการณ์ในเรื่องทำให้ผมหวนนึกถึงเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานวิน โพรเสส จังหวัดระยอง ที่แม้ถูกตัดสินให้ยุติกิจการจากคำตัดสินของศาลจังหวัดระยองตั้งแต่ปี 2565 แต่พิษร้ายที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนรอบข้าง ยังดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน De/code เคยรายงานเหตุการณ์นี้ในบทความ ‘พิษหนองพะวา’ ไขปริศนาโกดังหมายเลข 5 ชำระประวัติศาสตร์อาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม ตีแผ่ขบวนการและความหละหลวมให้เกิดการนำเข้าขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และกากอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของภาคตะวันออกที่โรงงานประเภทนี้ยังคงเกิดขึ้นรายวัน เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ก็คงต้องกล่าวถึงคำสั่งคสช. ฉบับที่ 4/2559 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อระงับและแก้ไขข้อขัดข้องทางกฎหมายบางประการที่เป็นอุปสรรคต่อความพยายามของรัฐในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเรื่องความมั่นคงในการจัดหาพลังงานของประเทศไทย และปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการจัดการปัญหาขยะล้นเมือง ซึ่งถือเป็นต้นตอที่เปิดโอกาสให้ขยะประเภทต่าง ๆ ที่กล่าวไปก่อนหน้าทะลักล้นเมือง 

อีกวรรคทองของเรื่องที่ผู้เขียนคิดว่า ควรเป็นบทสนทนาหลักที่ส่งต่อให้สังคมคือคำพูดของ อัง อดีตแฟนสาวของเมฆ หมวกอีกใบเธอเป็นลูกสาวของนักการเมืองเบอร์ใหญ่ “เราเข้าใจหมดเลยว่าโลกนี้มันทำงานยังไง แต่เรากลืนมันไม่ลงจริง ๆ” เธอคือผู้อยู่ในเหตุการณ์และวงการเทา ๆ ของนักการเมืองและบิ๊กตำรวจอย่างอนันต์ เธอผู้ไม่ยอมกลืนเลือดภายใต้ระบอบที่บิดเบี้ยว เธอคือผู้ที่หาญกล้าประกาศความผิดของอนันต์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร อีกหนึ่งตัวละครที่คบค้าสมาคมกับอนันต์ เธอรู้ดีว่า การกระทำของเธอจะทำให้แม่ของเธอและเธอต้องตกที่นั่งลำบาก แต่เธอก็ไม่ยอมที่จะนิ่งเฉย

แม้ว่าการกระทำของอังจะเต็มไปด้วยต้นทุนมากมาย และยิ่งในชีวิตจริงทุกคนต่างก็มีต้นทุนที่ต่างกัน แต่ความกล้าหาญในลักษณะนี้ พวกเราทั้งหลายต้องร่วมด้วยช่วยกันปกป้อง ไม่อย่างนั้นเราก็จะมีคณากร เพียรชนะ มีพ.ต.ต. ปวีณ ที่ถูกบีบให้ไร้ที่ยืนภายใต้ระบบอันบิดเบี้ยวนี้

ท้ายที่สุดแล้ว ทนายปีศาจ อาจไม่ใช่ซีรีส์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในแง่การเล่าเรื่องหรือการดำเนินบท แต่สิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้โดดเด่น คือการกล้าหยิบยกประเด็นอ่อนไหวในสังคมไทยมาสร้างเป็นบทสนทนาร่วมกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยุติธรรม การใช้อำนาจรัฐ การบังคับสูญหาย ความรุนแรงทางเพศ หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวพันกับกลุ่มทุน และผู้มีอำนาจในบ้านเมือง

คุณค่าของซีรีส์เรื่องนี้ จึงอาจไม่ได้อยู่ที่การมอบคำตอบให้กับผู้ชม แต่อยู่ที่การชวนให้เรากลับมาตั้งคำถามกับสังคมที่เราอาศัยอยู่ ว่าความยุติธรรมควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร และเราจะยอมรับได้มากน้อยเพียงใด เมื่อระบบที่ควรยึดโยงอยู่กับความถูกต้อง กลับถูกทำให้บิดเบี้ยวจนกลายเป็นเรื่องปกติ

ในวันที่หลายคนอาจรู้สึกว่า ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ซีรีส์เรื่องนี้อย่างน้อยก็ทำหน้าที่สำคัญประการหนึ่ง นั่นคือการทำให้ผู้คนยังไม่หยุดตั้งคำถามและยังไม่หยุดเชื่อว่าความจริงและความยุติธรรมเป็นสิ่งที่ควรถูกเรียกร้องอยู่เสมอ

Author
ฟาห์เรนน์ นิยมเดชา
เป็นคนที่เฝ้าฝันสร้างสังคมประชาธิปไตย ร่วมลงทุนลงแรงเพื่อสร้างสังคมที่เทียมเท่าในทุกๆ วัน