Reading Time: 3 minutes
จากจุดตั้งต้นของวิถีการจัดการที่ดินชุมชน สู่การต่อสู้เพื่อให้รัฐคุ้มครองสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อทำกิน วันนี้กลับกลายเป็นความล้าสมัยและซ้ำซ้อนในสายตาของการจัดการที่ดินแบบรัฐ
‘ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไง’ เพราะรัฐบาลยกเลิกประกาศสำนักนายกฯ ว่าด้วยการรับรองโฉนดชุมชน โดยไม่มีการเจรจากับชุมชนที่รัฐได้รับรองสิทธิไปแล้ว และยังมีชุมชนอีกจำนวนมาก รอคอยให้รัฐบาลรับรองสิทธิที่สมาชิกในชุมชนจะสามารถจัดการที่ดินภายใต้ฐานคิดโฉนดชุมชน
สำหรับชาวบ้านแล้ว สัญญาณการหายไปของโฉนดชุมชนไม่ใช่การนับหนึ่งเพื่อกลับไปต่อสู้ใหม่อีกครั้ง แต่เป็นเงาสะท้อนว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลละเลยโอกาสที่จะรื้อถอนปัญหาสังคมเหลื่อมล้ำเรื่องการถือครองที่ดิน และละทิ้งโอกาสผลักดันสิทธิชุมชน ภายใต้การคุ้มครองให้ชุมชนมีสถานะเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน ออกแบบการใช้ประโยชน์ร่วมกัน
‘ (รัฐบาล) เขายกเลิกไปแล้วหรอ โฉนดชุมชนน่ะ ? ‘
เสียงตะโกนถามแข่งกับเสียงรถมอเตอร์ไซต์ หลังพักจากงานสวนเพื่อแวะไปจ่ายเงินค่าสมาชิกรายปีของสหกรณ์เหมือนอย่างเคย ก่อนจะได้ยินว่าแนวคิดโฉนดชุมชนบ้านคลองโยงที่เป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่น ๆ อาจถึงคราวเปลี่ยนแปลง ด้วยความสงสัยที่ว่าอนาคตของผืนดินที่สร้างรายได้ให้ตนมาจนถึงวันนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไป
‘ ของเราก็ยังอยู่ ไม่กระทบหรอก เดี๋ยวสมาชิกเรานัดประชุมกันนะ ’
น้ำเสียงที่หนักแน่นตอบกลับไป รศ.ดร. ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา ที่วันนี้ รศ.ดร. ประภาส ในฐานะสมาชิกของสหกรณ์คลองโยง ที่ร่วมผลักดันแนวทางการกระจายการถือครองที่ดินร่วมกับชุมชนมาตั้งแต่วันแรก
ความหมายการ ‘มีอยู่’ ของโฉนดชุมชนจากคำกล่าวของรศ.ดร. ประภาส เป็นเพราะภาพวิถีชีวิตในบ้านคลองโยงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปทันที หลัง ครม. มีมติยกเลิกโฉนดชุมชนในวันที่ 5 พ.ค. 69 และสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญอย่าง ระเบียบสหกรณ์ฯ ที่ชุมชนร่วมกันกำหนดแนวทางการจัดการพื้นที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้การจัดการที่ดินแบบมีส่วนร่วมระหว่างรัฐบาลกับชุมชน แตกต่างจากการจัดการที่ดินในรูปแบบอื่น ๆ และกลายมาเป็นเงื่อนไขสำคัญประการแรกสำหรับชุมชนที่ต้องการให้รัฐรับรองสิทธิการใช้ประโยชน์พื้นที่ ว่าพื้นที่นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของชุมชนที่สมาชิกถือครองร่วมกัน
สมาชิกทุกคนภายใต้ระบบสหกรณ์ จะร่วมกำหนดหลักเกณฑ์การใช้พื้นที่ โดยมุ่งเน้นไปที่การรักษาพื้นที่เกษตร หล่อเลี้ยงสายพานการผลิตอาหารจากแปลงไปสู่ผู้บริโภคในเมือง ที่ชุมชนต้องการส่งต่อกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินนี้ ต่อไปให้กับลูกหลาน ท่ามกลางสายตาของนักพัฒนาที่ดินและการถือครองที่ดินอย่างกระจุกตัวในกลุ่มนักลงทุน ที่ประเมินมูลค่าของที่ดินตรงนี้ผ่านการพัฒนา ว่าสามารถสร้างความคุ้มค่าจากที่ดินได้สูงกว่าอุตสาหกรรมเกษตรในระดับชุมชน
รัฐล้าหลัง ‘ไม่คุ้มครองสิทธิในที่ดิน‘
หลังปี 2553 ที่คณะรัฐมนตรี ฯ มีมติจัดตั้งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน และออกรายละเอียดฉบับที่ 2 ในปี 2555 กว่าสิบหกปีที่เปิดให้ชุมชนเข้าร่วมการจัดการสิทธิที่ดิน มีเพียง 4 ชุมชนเท่านั้นที่ได้รับการรับรองสถานะให้ชุมชนจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน ได้แก่ชุมชนบ้านคลองโยง จังหวัดนครปฐม ชุมชนบ้านแม่ตาว ชุมชนบ้านใหม่ป่าผาง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน และชุมชนบ้านธาตุขิงแกง จังหวัดพะเยา
ในขณะที่มีชุมชนที่แสดงเจตจำนงให้รัฐบาลรับรองสิทธิภายใต้โฉนดชุมชนกว่า 468 ชุมชน ซึ่งคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) รับรองการจัดสรรโฉนดชุมชนไปแล้ว 58 แห่ง เหลือเพียงการรับรองจากผู้ครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งชุมชนจำนวนหนึ่งอยู่ภายใต้สิทธิ์การถือครองที่ดินของรัฐ อย่าง กรมป่าไม้, กรมธนารักษ์, สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่มอบกรรมสิทธิ์ให้ชุมชนใช้ประโยชน์พื้นที่ได้เพียงระยะสั้น และกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐและชุมชนมาอย่างยาวนาน ในกรณีของการพิสูจน์สิทธิ์การใช้ประโยชน์ในที่ดิน
‘หากรัฐจะมองว่าโฉนดชุมชนเป็นเรื่องล้าสมัย การที่รัฐบาลไม่คุ้มครองสิทธิ ในที่ดินต่างหากคือความล้าสมัย ผมมองว่าการปฏิบัติของรัฐต่อชุมชนค่อนข้างชัดเจนว่ารัฐไม่เห็นความสำคัญ หรือไม่ก็คงไม่เห็นด้วยกับการมีอยู่ของโฉนดชุมชน’
รศ.ดร. ประภาส วิเคราะห์ว่าหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันให้มีการรับรองโฉนดชุมชน คือเจตนารมณ์ทางการเมืองที่รัฐบาลต้องการคุ้มครองสิทธิที่ดินในชุมชน ในทางกลับกัน การรับรองสิทธิโฉนดชุมชนถูกมองเป็นนโยบายของรัฐบาลในยุคก่อนหน้า ที่ไม่ถูกสานต่อในรัฐบาลชุดถัดไปที่ขึ้นมารับตำแหน่ง จากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สู่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย การผลักดันสิทธิที่ดินสะดุดลงอีกครั้งในห้วงเวลาของการรัฐประหารในช่วง 2557 พร้อมกับพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (พ.ร.บ. คทช.ฯ) 2562 ที่ตอกย้ำว่ารัฐบาลต้องการจัดสรรที่ดินโดยที่กรรมสิทธิ์ถือครองยังเป็นของรัฐ รัฐให้สิทธิ์การใช้ประโยชน์ที่ดินแก่ชุมชนในระยะสั้น แม้ชุมชนจะพยายามพิสูจน์หลักฐานการใช้ที่ดินมาก่อนหน้าการประการใช้กฎหมายที่ดินอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
‘ความยากลำบากของชุมชนที่อยู่กับ คทช. ไม่ใช่แค่ความยากลำบากตอนที่ต้องพิสูจน์สิทธิเพื่อให้รัฐคุ้มครองการใช้ประโยชน์ที่ดินเท่านั้น แต่มันคือรู้สึกไม่มั่นคงของชาวบ้านว่าที่ดินที่อยู่ตกทอดกันมาหลายรุ่นอายุคน รัฐบาลสามารถบอกให้ชาวบ้านยุติการใช้พื้นที่เมื่อใดก็ได้ เพราะถือเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ’ รศ.ดร. ประภาสกล่าวย้ำ
รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลรัฐประหารฝากไว้ให้กับสังคมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นการปลุกแนวคิด ‘รัฐราชการ’ ที่ฝังรากลึกให้กลับมามีพลังอำนาจอีกครั้งผ่านสายตาการวิเคราะห์ของ รศ.ดร. ประภาส ที่แม้โฉนดชุมชนเป็นเครื่องมือที่รัฐสามารถใช้รับรองสิทธิให้กับชุมชนได้ทันที แต่กลับถูกมองเป็นเพียงข้อกฎหมาย ที่ไม่ได้นำมาปฏิบัติใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ให้กับชุมชน
‘สิ่งนี้ค่อนข้างพิสูจน์ได้ตอนที่ผมมีโอกาสเข้าไปนั่งทำงานในสภาช่วงสองปีที่ผ่านมา พอย้อนไปดูการของบประมาณสำนักนายกฯ ตลอดสองปี กลับไม่มีการของบประมาณจากสำนักงานเรื่องจัดตั้งโฉนดชุมชน และเลี่ยงที่จะให้คำตอบ ด้วยการอธิบายว่าสามารถใช้งบประมาณกลางของสำนักนายกฯ ทดแทนได้ ทั้งที่การของบประมาณเพื่อรับรองโฉนดชุมชนโดยตรงสามารถทำได้ง่าย ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลให้เหตุผลว่า แนวคิดโฉนดชุมชนซ้ำซ้อนกับการจัดสรรที่ดินแบบ คทช. แม้สองรูปแบบจะเป็นการรับรองสิทธิในที่ดินที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง’ รศ.ดร. ประภาส เล่าประสบการณ์ที่เห็นการทำงานรัฐบาลเรื่องจัดตั้งโฉนดชุมชน
ปิดตายโฉนดชุมชน ธนาคารที่ดินยังมีหวัง (?)
นับตั้งแต่มีการรับรองสิทธิการใช้ประโยชน์ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) รวบรวมข้อมูลว่ามี 169 ชุมชนที่ต้องการให้รัฐรับรองสิทธิที่ดินทำกินในรูปแบบโฉนดชุมชน จำนวนหนึ่งมีเหตุผลว่าต้องการออกจากข้อจำกัดที่รัฐกำหนดไว้ภายใต้การจัดสรรที่ดินแบบ คทช. และพยายามพิสูจน์การใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินก่อนการประกาศให้เป็นพื้นที่ของรัฐ อย่างเช่นพื้นที่ป่าอุทยาน ที่ชุมชนถูกมองผ่านสายตาว่าเป็นผู้บุกรุกการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ โดยละเลยการมองเห็นวิถีชีวิตที่ชุมชนอยู่ร่วมกับความพยายามที่จะรักษาพื้นที่และสิ่งแวดล้อม
แนวคิดเส้นขนานสิทธิที่ดินระหว่าง คทช. และโฉนดชุมชน กำลังถูกพยายามทำให้เชื่อมร้อยกัน ด้วยการที่รัฐบาลมอบหมายให้ สคทช. จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางการจัดที่ดินทำกินในรูปแบบโฉนดชุมชน ทดแทนฉบับเดิมที่ได้มีการยกเลิกไปให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับตั้งแต่ 18 พ.ค. 2569 หนึ่งในแนวทางที่ได้มีการพูดถึง คือการยกระดับการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน ตามมาตรา 10 (4) ของ พ.ร.บ. คทช. ที่พูดถึงการจัดการที่ดินภายใต้กรรมสิทธิ์ของรัฐและรูปแบบการจัดการที่ดินรูปแบบอื่น ๆ ควบคู่ไปกับการนำระเบียบสำนักนายกฯ ในปี 2553 มาเป็นแนวทางจัดทำระเบียบโฉนดชุมชนภายใต้การดูแลของ สคทช. ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาแนวทางของคณะอนุกรรมการฯ เพื่อกำหนดแนวทางของโฉนดชุมชนให้ชัดเจนหลังจากนี้
แต่ รศ.ดร. ประภาส กล่าวในอีกมุมมองหนึ่งว่า หากรัฐบาลต้องการยกระดับโฉนดชุมชนและความมั่นคงในสิทธิที่ดิน ควรยกระดับโฉนดชุมชนควบคู่ไปกับแรงสนับสนุนจากสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ที่ทั้งสองต้องถูกระบุเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อดูแลด้านการเข้าถึงที่ดินและคุ้มครองสิทธิการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างเป็นธรรมและมั่นคง
“รัฐบาลกำลังทำตรงกันข้ามกับการมองว่าปัญหากระจุกตัวของที่ดิน เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะนอกจากโฉนดชุมชนที่ยกเลิกไปแล้ว ยังมีธนาคารที่ดิน ที่เป็นกลไกสนับสนุนชาวบ้านเรื่องการเข้าถึงสิทธิที่ดินทำกิน มีแนวโน้มว่าจะถูกยุบในเดือนกันยายนนี้ หากคณะกรรมการจะประเมินความสำคัญของโฉนดชุมชนในครั้งนี้ ก็ต้องมองเห็นการมีอยู่ของธนาคารที่ดินไปพร้อมกัน”
ระเบียบคุ้มครองสิทธิชุมชนที่ประกาศภายใต้สำนักงานนั้น มีอำนาจไม่เทียบเท่ากับกฎหมายที่ดินอื่นที่ถูกประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติ แต่ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่รัฐจะรับรองสิทธิโฉนดชุมชนให้แก่ชาวบ้าน แม้แนวคิดโฉนดชุมชนยังจำเป็นอยู่มากในฐานะหนึ่งในมาตรการถือครองที่ดิน ที่หากมองย้อนกลับไปยังเส้นทางจุดเริ่มต้นของโฉนดชุมชน ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากนโยบายภาครัฐ แต่คือวิถีการจัดการพื้นที่ของชุมชนที่ปฏิบัติมาอย่างยาวนาน ที่ชุมชนต้องการให้รัฐบาลรับรองสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมั่นคงให้กับชุมชน และหากรัฐบาลต้องการผลักดันแนวคิดการจัดการที่ดินนี้ให้เกิดความมั่นคงอย่างแท้จริง ครั้งนี้อาจเป็นโอกาสของการประเมินแนวทางจากอนุกรรมการฯ ศึกษาโฉนดชุมชน ที่จะยกระดับจากระเบียบภายใต้สำนักงานไปสู่การประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการรับรองสิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดิน
เพราะยังมี 241 ชุมชนที่ชาวบ้านยืนยันว่าต้องการให้รัฐบาลเดินหน้ารับรองสิทธิที่ดินทำกินภายใต้โฉนดชุมชน สำหรับชุมชนแล้ว รศ.ดร. ประภาส กล่าวว่าการเจรจาครั้งนี้ ไม่ใช่การกลับไปนับหนึ่งเริ่มต้นต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินสำหรับชุมชน แต่คือการนำปัญหาเรื่องการรับรองสิทธิที่ดินของชุมชน ที่รัฐบาลหลายยุคสมัยที่ผ่านมาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง กลับมาเดินหน้าพูดคุยทำความเข้าใจร่วมกันบนโต๊ะทำงานของภาครัฐ เพื่อเดินหน้ารับรองสิทธิจากเสียงสะท้อนความต้องการของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
การจัดการที่ดินข้ามรุ่น โฉนดชุมชนต้องได้ไปต่อ
‘พี่มองว่าโฉนดชุมชน มันคือจริตของชาวบ้าน’
นันทา ประสารวงษ์ ประธานสหกรณ์บ้านคลองโยง
ยามบ่ายแก่ที่ไร้ลมโชย โชคยังดีที่ชายคาบ้านของลุงหนุ่มและป้าแตนช่วยให้ความร้อนเบาลงไปมากโข เป็นเวลาเหมาะสำหรับสองสามีภรรยาที่มานั่งคัดผักชีใบเลื่อย หลังเก็บจากแปลงข้างบ้านมาตั้งแต่ตอนเช้า เพื่อเตรียมไว้รอคนมารับไปขายต่อในตลาดขายส่งของเช้าตรู่วันถัดไป
จากผักสวนครัวเรียบง่ายอย่างผักชีบนแปลงโฉนดชุมชน กลายมาเป็นเงินเก็บ และสิ่งที่ช่วยครอบครัวหนึ่งให้ปลดหนี้สินได้จากอาชีพเกษตรกรได้
‘แต่ก่อนตอนทำนา เป็นหนี้เยอะเลยแหละ ยิ่งทำยิ่งติดลบ พอมาปลูกผักชีอันนี้ขายถึงหมดหนี้ ได้มีเงินเก็บกับเขาบ้าง ปลูกห้าไร่ยังดีกว่าทำนายี่สิบไร่อีก ขายได้ราคาต่างกันครึ่งต่อครึ่งเลย ’
ที่ดินราวยี่สิบไร่ในรุ่นพ่อ ที่พี่น้องรวมถึงลุงหนุ่มได้รับกรรมสิทธิ์จากโฉนดชุมชนมาคนละ 5 ไร่ ลุงหนุ่มและป้าแตนตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่เดิมที่เคยเป็นแปลงนา ในช่วงระยะที่ต้นทุนการเป็นชาวนาเพิ่มสูงขึ้น มาปลูกพืชที่ตลาดกำลังต้องการและได้ราคาดีอย่างผักชีใบเลื่อย หนี้สินจากที่เคยทำนาแต่ก่อนจึงลดลงและหมดไป ลุงหนุ่มนั่งคำนวณให้ฟังแบบเห็นภาพตามได้ง่าย ว่าวันนี้ขายผักชีใบเลื่อยได้เงินกิโลกรัมละ 30 บาท ต่างกับราคาข้าวที่หล่นลงไปเหลือเพียงกิโลกรัมละ 10 บาท
‘ถ้านั่งทำเฉย ๆ นี่ง่วงนะ ดีว่าหลานปิดเทอม มีให้เลี้ยงอยู่สองคนก็ไม่เหงาดี’
พูดจบ ป้าแตนก็หันไปส่งเสียงสกัดความดื้อของหลานที่อยู่ในวัยกำลังซน แน่นอนว่าหลังจากนี้อีกหลายสิบปี เด็กน้อยตรงหน้าทั้งสองจะได้รับกรรมสิทธิที่ดิน ที่ส่งต่อจากปู่ย่าที่เลี้ยงดูเขาในวันนี้ ไปสู่พ่อแม่และตัวของเขาในอนาคต หากแนวคิดโฉนดชุมชนยังช่วยรักษากรรมสิทธิ์ไว้ให้กับชุมชนยังคงมีอยู่
จากไร่นาสู่แปลงผักสวนครัวผสมผสาน ผักผลไม้ที่เรียกได้ว่าปลูกทุกอย่างที่ขายได้ ไปจนถึงแปลงบัวเพื่อตัดส่งขายไปใช้ในการใช้ไหว้พระตามวัดต่าง ๆ ในจังหวัดนครปฐม ร่องรอยการใช้ประโยชน์ที่ดินเปลี่ยนไปตามห้วงเวลานั้น ไม่ได้ปรากฏชัดผ่านแปลงนาที่เหลือลดน้อยลงไปเพียงจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน แต่ยังอยู่ในความคิดที่ผ่านออกมาจากบทสนทนาของสมาชิกในชุมชนว่า รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินของโฉนดชุมชนจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใดในรุ่นลูกหลานของเขา ที่ในแง่หนึ่ง วันนี้โฉนดชุมชนยังระบุไว้ให้ใช้ประโยชน์เพียงด้านการเกษตร ซึ่งเป็นสิ่งที่ นันทา ประสารวงษ์ หรือพี่นัน ประธานสหกรณ์บ้านคลองโยง สะท้อนการใช้ประโยชน์ที่ดินโฉนดชุมชนในอนาคตว่า
‘พี่ไม่ได้มองให้ลูกพี่ต้องมาทำเกษตรนะ เขาอาจจะมาใช้พื้นที่เกษตรในแบบของเด็กรุ่นหลัง เพราะในอนาคตก็อาจมีรูปแบบของการใช้ประโยชน์ที่ดินอีกมากมายที่จะเกิดขึ้นมา เราไม่ได้มองว่าตรงนี้ต้องเป็นเกษตรเพียงเท่านั้น สิ่งที่เตรียมไว้ให้รุ่นต่อไปได้ คือกรรมสิทธิ์และวิถีการจัดการที่ดินที่เขาสามารถเอาไปเรียนรู้ต่อยอดในอนาคตได้’
เส้นทางชีวิตที่ลูกหลานเดินออกจากชุมชนเพื่อหาอาชีพในเมืองใหญ่ ถูกมองเป็นโอกาสการหารายได้ที่มั่นคง กำลังสวนทางกับชีวิตการเป็นเกษตรกร ที่ในวันนี้ต้องดิ้นรนทั้งเรื่องรายได้และความมั่นคงของที่ดินทำกิน เป็นมวลรวมความรู้สึกที่คนเป็นพ่อแม่ไม่อยากส่งมอบความยากลำบากนี้ต่อไปให้กับรุ่นต่อไป และอยากจะมองหาการใช้ประโยชน์ในพื้นที่โฉนดชุมชนเพื่อความมั่นคงในมิติอื่น ๆ นอกเหนือจากการใช้งานด้านเกษตรกรรม
ประธานสหกรณ์บ้านคลองโยงขยายมุมมองในประเด็นนี้ต่อว่า แม้ส่วนหนึ่งของโฉนดชุมชนคือการรักษาพื้นที่การเกษตรภายในชุมชนไว้ แต่ส่วนสำคัญที่จะทำให้เจตนารมณ์การส่งต่อพื้นที่เกิดขึ้นได้จริง คือการที่คนในรุ่นลูกหลานยังสามารถหวนกลับมาใช้ประโยชน์ในที่ดิน ผ่านแนวคิดที่ร่วมกันส่งต่อว่าเจ้าของที่ดิน คือสมาชิกในชุมชน
“ แม่พี่บอกว่ายังไงรู้ป่ะ รุ่นมึงไม่ต้องหาซื้อที่หรอก แค่มึงรักษาของที่มีอยู่ให้ได้ก็พอแล้ว เพราะที่ในอนาคตแม้แต่จะสร้างบ้านก็อาจจะไม่มี โฉนดชุมชนแลกมาด้วยการต่อสู้ของชาวบ้านเพื่อที่จะรักษาที่ดินตรงนี้ไว้ คนในรุ่นพ่อแม่ก็แค่หวังว่า ลูกหลานยังได้มีโอกาสมาเดินในที่ดินของตนเองอยู่ ”
จากสายตาที่มองเห็นนับตั้งแต่ก้าวแรกของโฉนดชุมชน รัฐรับรองสิทธิให้ชุมชนมีบทบาทจัดการกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ที่พี่นันทานิยามโฉนดชุมชนไว้อย่างเรียบง่าย ว่าการจัดการที่ดินแบบโฉนดชุมชน คือจริตแบบชาวบ้าน ก่อนทิ้งท้ายไว้ ที่ไม่ว่าหลังนี้รัฐบาลจะกำหนดแนวทางของโฉนดชุมชนว่าอย่างไร แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่อาจลบเลือนให้หายไปอย่างง่ายดาย เช่นตอนที่ยกเลิกการรับรองสิทธิในที่ดินของชุมชนได้ คือวิธีคิดที่ชุมชนมีต่อความยั่งยืนในการจัดการที่ดิน ซึ่งชุมชนร่วมกันสร้างและพยายามรักษาเพื่อส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป
“ ระเบียบตัวอื่น ๆ ที่ออกมาจัดการที่ดิน เป็นสิ่งที่รัฐบาลคิดและนำมาป้อนให้ชุมชน อาจมีทั้งตรงกับความต้องการ และสวนทางกับความต้องการในพื้นที่ แต่โฉนดชุมชนคือการออกแบบการจัดการที่ดินจากสมาชิกในชุมชน รัฐบาลเป็นคนประกาศและรับรองสิทธิให้กับชาวบ้าน ถ้าจะมองเป็นแค่ระเบียบหนึ่งของรัฐ ในอนาคตชื่อเรียกอาจไม่จำเป็นต้องเรียกว่าโฉนดชุมชนก็ได้ แต่แนวคิดการจัดการที่ดินผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนยังจำเป็นต้องมีอยู่ ”