‘คูเต่า’ ในภูมิศาสตร์รับมวลน้ำที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เป็นการพัฒนาของรัฐที่ทิ้ง ‘คนปลายน้ำ’

Conflict ResolutionEnvironment
Reading Time: 8 minutes

“ตอนนั้นปลาบ่อนี้อายุได้ 3 เดือน อีกประมาณครึ่งเดือนก็พร้อมจับแล้ว” เธอชี้ไปยังบ่อน้ำว่างเปล่า

“ปลาดุกบ่อนี้โตเต็มที่พร้อมจับเลย ติดต่อแม่ค้าไว้แล้ว อีก 2-3 วันจะจับ ทุนเกือบแสน” เธอเล่าต่อ

21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ถือว่าเป็นวันที่ขีดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของจังหวัดสงขลา เมื่อปริมาณน้ำฝนสะสมเพิ่มสูง 630 มิลลิเมตร ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่พวกเขาและคนภาคใต้อีก 6 จังหวัดต่างเคยประสบกับน้ำท่วมครั้งใหญ่มาแล้วในปี 2531, 2543 และ 2553 แม้รัฐบาลจะลงทุนหลายพันล้านบาทกับโครงสร้างแข็งมากมายเพื่อป้องกันมวลน้ำ แต่ก็ยังไม่อาจหยุดยั้งมหาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในงานเขียนชิ้นนี้ De/code จะพาสำรวจชีวิตคนปลายน้ำที่ยังตกค้างจากการเยียวยาของรัฐ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะมีความมั่นคงในชีวิต เมื่อฤดูมรสุมมาถึงอีกครั้ง

“ตอนน้ำมา ม๊ะกลั้นใจไม่ไหวเลย ม๊ะร้องไห้เลยทั้งคืน เพราะเอาไม่อยู่แล้ว”

“บ่อแรกคือม๊ะยอมไปเลย บ่อที่สองก็เอาไม่ไหว พอรุ่งเช้าสองบ่อนี้ก็ไปอีก
ได้แต่คิดว่าอย่างน้อยให้มันเหลือสักบ่อ ให้พอเป็นต้นทุนไปต่อได้” เธอน้ำตาคลอ

ความเครียดถาโถมใส่ มารีย๊ะ หลีอำดำ หญิงร่างเล็กวัย 48 ปี ไม่ต่างจากน้ำท่วม มารีย๊ะทำบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำร่วมกับสามีทั้งหมด 7 บ่อ ทั้งปลาดุก ปลานิล ปลาสวาย ปลาจะละเม็ด และปูดำเกือบหมื่นตัว ลงทุนเบ็ดเสร็จเกือบหนึ่งแสนบาท โดยหวังว่าทั้งเจ็ดบ่อนี้จะกลายมาเป็นต้นทุนการศึกษาให้กับลูก ๆ สิบคน

สถานการณ์ที่บ่อปลามารีย๊ะรุนแรงไม่ต่างกับตัวเมืองหาดใหญ่ บ่อปลาของมารีย๊ะอยู่ที่ชุมชนบ้านหัวสะพาน ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ ห่างจากตัวเมืองหาดใหญ่ราว 20 กิโลเมตร เธอเล่าว่าในวันที่ 21 พฤศจิกายน น้ำเข้าท่วมพื้นที่บ่อปลาและละแวกใกล้เคียงเร็วมาก เพียงอึดใจเดียวน้ำก็ขึ้นสูงเกือบถึงเอว สองสามวันผ่านไปก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลด มารีย๊ะประมาณการว่าน้ำน่าจะสูงเกือบสองเมตร หากวัดจากขยะที่ลอยขึ้นไปติดกิ่งของต้นไม้ใหญ่ข้างบ่อปลา

“พอรุ่งเช้า น้ำก็เต็มที่นี่แล้ว น้ำเข้าใต้ถุนบ้าน วันที่ 23-24 ก็มีเรือมารับ เข้ามารับม๊ะกลับบ้าน ให้ม๊ะกลับบ้าน บอกว่าอย่าอยู่เลย แต่ตอนนั้นแฟนก็ไม่ไป แฟนก็คิดว่าให้เหลือสัก 500 โลก็ยังดี เขาไม่อยากไป กลัวว่าถ้าเราไป มันจะกลายเป็นทะเลหมดเลย เดี๋ยวใครก็เข้ามาวางกัด (เครื่องมือประมง) ได้ เขาเสียดาย ก็เลยบอกว่าถ้าเขาไม่ไป พี่ก็ไม่ไป” เธอเสียงแข็ง

มารีย๊ะอพยพลูกที่ยังเล็กไปไว้ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ข้าวของเครื่องใช้หลายอย่างเสียหายเพราะขนย้ายขึ้นชั้นสองไม่ทัน ส่วนเธอ สามี และลูกสาววัยยี่สิบกว่าปีเดินทางกลับมายังบ่อปลาด้วยเรือ เดินฝ่าน้ำที่สูงเท่าอกเข้ามายังบ้านหลังน้อย ๆ ข้างบ่อปลา ฝนตกกระหน่ำถึงราว ๆ วันที่ 27 พฤศจิกายน มารีย๊ะและคนในครอบครัวได้แต่นั่งรอให้น้ำลดลง คาดหวังว่าเงินร่วมแสนที่ถมลงบ่อจะไม่หายไปกับน้ำหมด ขณะที่ความเครียดยังคงท่วมใจของมารีย๊ะอยู่เป็นเดือน ๆ แม้มวลน้ำครั้งนั้นจะเหือดแห้งลงไปแล้วก็ตาม 

“ตอนนั้นม๊ะไม่อยากให้ลูกเห็นว่าเราอ่อนแอ ถ้าจะร้องไห้ ม๊ะก็ไปร้องกลางคืน ม๊ะเครียดอยู่เป็นเดือนเลย หลังจากน้ำลดม๊ะก็ไปโรงพยาบาล หมอบอกว่าเป็นโรคเครียด แต่ตอนนี้สภาพจิตใจก็ดีขึ้นแล้ว” เธอยิ้ม

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มารีย๊ะเจอกับอุทกภัยครั้งใหญ่ ย้อนกลับไปเมื่อ 24 ปีก่อน ตอนนั้นลูกสาววัยยี่สิบกว่าปีของเธอยังเล็ก ๆ เธอต้องเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2543 ซึ่งเกิดขึ้นในระยะเวลาเดียวกันกับ 2568 คือปลายเดือนพฤศจิกายน ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง คืนนั้นบ่อกุ้ง 2 บ่อและบ่อปลาอีก 4 บ่อก็หายวับไปกับตาในคืนเดียวเช่นกัน เธอกับสามีต้องเป็นหนี้สินเกือบหนึ่งล้านบาท และเพิ่งผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดเสร็จสิ้นเมื่อปี 2568 ก่อนที่พวกเขาต้องประสบกับน้ำท่วมอีกครั้ง

มารีย๊ะกลับมายืนอยู่ในจุดเดิมเมื่อปี 25 ปีก่อน แม้ความเสียหายจะมากกว่า ก็ยังพอมีเรื่องที่แบ่งเบาภาระไปได้เยอะ คือลูกหลายคนเติบโตพอที่จะทำงานหาเลี้ยงชีพเองได้แล้ว แต่เธอและสามียังคงต้องหาเงินมาจ่ายค่าเทอมลูกเล็กที่ยังค้างโรงเรียนไว้อยู่ โดยโรงเรียนก็อนุโลมให้เรียนไปก่อนค่อยจ่ายทีหลัง ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ตอนนี้มาจากสัตว์น้ำที่เธอเพิ่งไปซื้อมาด้วยเงินหมื่นของผู้ใหญ่ใจดี และน้ำพักน้ำแรงของสามีวัย 59 ปีที่ต้องกลับไปออกเลอีกครั้ง หลังจากที่ตั้งใจเลิกหากินกับทะเล เพราะร่างกายไม่แข็งแรงเท่าเดิม

“สามีม๊ะก็เกือบหกสิบแล้ว จากที่คิดว่าจะไม่ไปเลแล้ว จะเลิกแล้ว ด้วยอายุของคน จะมาทำปลา ปลูกผักนิดหน่อย แต่ก็ต้องกลับไปเลอีก ถ้าไม่ไปก็ไม่ได้ ไปเลอย่างน้อยก็ได้มาเลย” เธอบอก

ครอบครัวของมารีย๊ะได้รับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 9,000 บาทต่อครัวเรือน และเงินเยียวยาซ่อมแซมที่อยู่อาศัยตามจริงไม่เกิน 49,500 บาทต่อครัวเรือน โดยครอบครัวมารีย๊ะได้รับเงินทั้งหมด 12,000 บาท ทว่าเงินเยียวยาทั้งหมดแทบเทียบไม่ได้เลยกับความเสียหายและเงินที่เธอต้องลงทุนใหม่ 

“ที่บ้านของเสียหายมากเลย ตอนนี้ประตูก็ยังไม่ซ่อมดี ต้องซื้อใหม่หมด ต้องเอาไปซื้อเครื่องชักน้ำ ไม่ได้ซื้อนะ ได้ผ่อน ผ่อนทุกอย่างเลย ถ้าเราผ่อน เราจะได้หลายอย่าง แต่ถ้าซื้อนี่ไม่ไหว นี่ยังไม่รวมต้นทุนในการทำบ่อ ถ้าเราไม่ทำ เราก็ไม่รู้จะทำอะไร” เธอหัวเราะ

ในส่วนการเยียวยาเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมงระบุว่าหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือจะเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 โดยผู้ที่เลี้ยงปลาหรือสัตว์น้ำอื่นในบ่อดินจะเยียวยาไร่ละ 4,682 บาท (ไม่เกิน 5 ไร่ต่อราย) โดยเกษตรกรที่มีความประสงค์ขอรับการเยียวยาช่วยเหลือ จะต้องขึ้นทะเบียนไว้ก่อนเกิดภัยพิบัติ มีพื้นที่เพาะเลี้ยงต้องอยู่ในพื้นที่ที่ได้มีการประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉิน และพื้นที่เพาะเลี้ยงต้องได้รับความเสียหายจริง

ซึ่งมารีย๊ะบอกว่า เธอเคยไปแจ้งหน่วยงานเพื่อขอรับการเยียวยา เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องนำโฉนดที่ดินมาด้วย แม้มารีย๊ะมีสิทธิ์ทำกินในพื้นที่ดังกล่าวแต่เธอไม่มีโฉนด จึงไม่ได้รับการเยียวยาดังกล่าว มีเพียงคนจากกรมประมงที่โทรมาแจ้งกับเธอส่วนตัวว่าจะนำปลานิลมาให้ 500 ตัวในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

แม้ตำบลคูเต่าจะเป็นพื้นที่รับน้ำถัดจากเมืองหาดใหญ่ จนกล่าวได้ว่า คนคูเต่านั้นไม่เคยตัวแห้ง มารีย๊ะบอกว่า แม้น้ำจะท่วมพื้นที่ละแวกนี้แทบทุกปี แต่ก็ไม่ได้รุนแรงมากนัก หนักสุดก็อาจจะน้ำล้นจากคลองเข้าท่วมสองบ่อแรกที่อยู่ใกล้คลองที่สุด เธอและสามีจึงทำการติดตั้งตาข่ายปิดด้านบนของทุกบ่อและกั้นด้วยกระสอบทรายอีกชั้นหนึ่งทุกฤดูมรสุม เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาว่ายไปตามน้ำ แต่ในปี 2568 มวลน้ำมหาศาลที่ไหลมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้เครื่องมือป้องกันและอุปกรณ์แทบทั้งหมดจนพังเสียหายและลอยไปกับน้ำ

ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่หายไปพร้อมกับน้ำ คือความเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะอยู่รอดปลอดภัยในฤดูมรสุมหน้า

“พอน้ำแห้ง ม๊ะนั่งกับลูก ม๊ะคิดในใจว่าเอาหน่าไม่เป็นไร ลูกเรายังมีชีวิต ของหายเราก็หาอย่างอื่นม๊ะเริ่มเลี้ยงปลาใหม่ใหม่ประมาณเดือนกว่าแล้ว แต่ปีนี้ฝนมาเร็ว กำลังรอดูอยู่ว่าจะไปได้ขนาดไหน มันก็เป็นอาชีพของม๊ะ เราก็ไม่รู้จะทำยังไง เราก็ต้องยอมรับความจริง มันมีหลายเรื่องให้คิด”

ต้นน้ำ-หาดใหญ่-ปลายน้ำ

ในแง่หนึ่ง เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้นับว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามปกติเมื่อเข้าสู่ฤดูมรสุม ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุของฝนตกหนักที่ทำให้ปริมาณฝนสะสมสูงขึ้นมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ หรือการที่น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างสุดขั้ว ชาวบ้านหลายพื้นที่ในตำบลคูเต่าสะท้อนด้วยน้ำเสียงคล้าย ๆ กันว่าพวกเขาคุ้นชินกับเหตุการณ์น้ำท่วมอยู่แล้ว หลายคนคิดว่ามวลน้ำในปี 2568 คงเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา กอปรกับการคาดการณ์และแจ้งเตือนของหน่วยงานรัฐที่ไม่ชัดเจนครอบคลุม ทำให้หลายพื้นที่ไม่สามารถเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่นี้ได้ทัน

ตำบลคูเต่า คือตำบลหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ เป็นพื้นที่ราบลุ่มตอนปลายของคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นคลองธรรมชาติสายหลักของทะเลสาบสงขลาตอนล่าง ด้านหนึ่งติดชายฝั่งทะเลสาบสงขลาตอนล่าง คนคูเต่ามักตั้งบ้านเรือนและทำมาหากินตามแนวคลองอู่ตะเภามาตั้งแต่อดีต  ปัจจุบันมีประชากรอยู่ราว ๆ 13,000 คนทั้งที่เป็นคนในพื้นที่เดิมผสมไปกับประชากรแฝง อาชีพของคนคูเต่าจึงแตกต่างหลากหลาย ตั้งแต่ทำเกษตร ประมง เลี้ยงวัวควาย ส่วนประชากรแฝงก็ทำอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง เป็นต้น

ด้วยภูมิศาสตร์ที่อยู่ปลายคลองอู่ตะเภา ทำให้พื้นที่คูเต่าต้องรับมวลน้ำจากตัวเมืองหาดใหญ่ทุกครั้งที่น้ำท่วม แต่การค้นคว้าของ สามารถ สาเร็ม พบว่า คูเต่าอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ต้องรองรับมวลน้ำทั้งหมด 3 ทาง ไม่ใช่แค่หาดใหญ่ ก่อนจะไหลลงที่ทะเลสาบสงขลา

ทางที่หนึ่งคือ มวลน้ำจากอำเภอสะเดาที่เป็นต้นน้ำของคลองอู่ตะเภา ที่ไหลผ่านคลองอู่ตะเภามาสู่อำเภอหาดใหญ่ที่เป็นกลางน้ำ ก่อนจะไหลเข้าสู่ตำบลคูเต่าที่เป็นปลายน้ำ โดยมวลน้ำทั้งหมดจะไหลต่อไปที่หาดแหลมโพธิ์ในคูเต่าก่อนจะไหลลงทะเลสาบสงขลา และออกสู่ทะเลอ่าวไทยที่ปากทะเลสาบ

ทางที่สองคือ มวลน้ำจากทุ่งน้ำน้อย พื้นที่รับน้ำแก้มลิงธรรมชาติที่กินพื้นที่ทั้งหมดสองตำบล คือ ตำบลคูเต่าและตำบลน้ำน้อย จ.สงขลา ซึ่งในทุ่งน้ำน้อยนี่ก็จะมีคลองสาขาต่าง ๆ เช่น คลองซ่อน คลองกำนัน คลองบางโหนด คลองไม่มีชื่ออีกสองสามคลอง และคลองระบายน้ำที่ 4 (คลอง ร.4) ที่เป็นที่ช่องทางผ่านของน้ำจากหาดใหญ่สู่ทุ่งน้ำน้อย โดยในเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ปริมาณน้ำนั้นสูงเกินศักยภาพการรับน้ำของทุ่งน้ำน้อยและคลองสาขาเหล่านี้ ทำให้เอ่อล้นและท่วมพื้นที่ของทั้งสองตำบล

และทางที่สามคือ มวลน้ำจากคลองระบายน้ำที่ขุดใหม่ เช่น คลองระบายน้ำที่ 3 (คลอง ร.3) ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับมวลน้ำจากเขาคอหงส์ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหาดใหญ่ ผ่านคลองระบายน้ำที่ 4 (คลอง ร.4) และคลองระบายน้ำที่ 5 (คลอง ร.5)

รวมถึงมวลน้ำจากคลองระบายน้ำที่ 1 (คลอง ร.1) ที่เป็นคลองสายสำคัญที่ใหญ่ที่สุดในหาดใหญ่ โดยหลักการของคลองระบายน้ำที่ 1 คือการตัดยอดน้ำก่อนที่มวลน้ำทั้งหมดจะไหลเข้าสู่หาดใหญ่ ซึ่งจะตัดยอดน้ำที่บริเวณบ้านหน้าควน ตำบลควนลัง อ.หาดใหญ่ โดยมีปากคลองระบายน้ำที่ 1 อยู่ในเขตตำบลบางกล่ำ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของตำบลคูเต่า

“แต่ก่อนเราคิดว่าเราเป็นคนปลายน้ำ เราก็ต้องอยู่กับน้ำ เราต้องรับน้ำ แต่พอปี 68 เราได้รู้ว่าเรารับน้ำก็จริง แต่การพัฒนาที่ผ่านมา ที่แค่ระบายน้ำออกจากหาดใหญ่ มันก็คือการสร้างผลกระทบที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นการพัฒนาของรัฐที่ไม่คำนึงและครอบคลุมคนทุกกลุ่มตั้งแต่ต้น”

เสียงสะท้อนจาก สามารถ สาเร็ม นักวิจัยท้องถิ่นชาวคูเต่า ต่อการแนวทางการพัฒนาและแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในหาดใหญ่ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กทางเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดสงขลา เขาอธิบายว่าที่ผ่านมา สาเหตุหลักของน้ำท่วมหาดใหญ่นั้นเกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำ หรือพายุหมุนเขตร้อนพัดเข้าทางภาคใต้ของประเทศไทยทำให้มีฝนตกหนัก หาดใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่คล้ายแอ่งกะทะจึงต้องรับน้ำจากทิศใต้คืออำเภอสะเดา ด้านตะวันออกจากเทือกเขาคอหงส์ และด้านตะวันตกที่อำเภอรัตภูมิ

วันที่ 21-25 พฤศจิกายน 2531 คลองอู่ตะเภาที่เป็นคลองสายหลักในการระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลาไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกต่อเนื่องติดต่อกันหลายวันได้ ทำให้เกิดมหาอุทกภัยครั้งแรกขึ้นในเมืองหาดใหญ่ สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือน อาชีพ และชีวิตของผู้คน ประมาณการมูลค่าความเสียหาย 4,000 ล้านบาท พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) จึงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2531

หลักการของโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ คือการขุดคลองระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อทำหน้าที่แบ่งน้ำจากคลองอู่ตะเภา หรือช่วยรับน้ำที่ไหลลงมาท่วมตัวอำเภอหาดใหญ่ เพื่อให้น้ำระบายสู่ทะเลสาบสงขลาโดยเร็ว ถัดมาในปี 2532 กรมชลประทานได้ดำเนินการขุดลอกคลองธรรมชาติจำนวน 4 สาย รวม 46 กิโลเมตร 900 เมตร ได้แก่ คลองอู่ตะเภา คลองอู่ตะเภาแยก 1 คลองอู่ตะเภาแยก 2 และคลองท่าช้าง-บางกล่ำ

ทว่าในปี 2543 คลองธรรมชาติทั้ง 4 สายก็ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนมหาศาลได้ และเกิดมหาอุทกภัยขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายมากถึง 14,000 ล้านบาท และมีผู้เสียชีวิต พระราชดำรัสเกี่ยวกับโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ถูกเน้นย้ำอีกครั้ง รัฐบาลในขณะนั้นจึงมีมติให้กรมชลประทานดำเนินการขุดคลองระบายน้ำเพิ่มจำนวน 7 สายในปี 2544 ใช้งบประมาณทั้งหมด 4,700 ล้านบาท ศักยภาพในการระบายน้ำรวมทั้งสิ้น 1,075 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หนึ่งในนั้นคือ คลองระบายน้ำที่ 1 (คลอง ร.1) หรือชื่อปัจจุบันคือ คลองภูมินาถดำริ ที่กลายมาเป็นคลองสายหลักคู่ขนานไปกับคลองอู่ตะเภาที่ใช้เพื่อป้องกันอุทกภัยในหาดใหญ่

มหันตภัยมาเยือนอีกครั้ง ในวันที่ 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2553 มีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้เกิดมหาอุทกภัยขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ปริมาณน้ำกว่า 1,623 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีไหลเข้าท่วมตัวเมืองหาดใหญ่ ซึ่งเกินศักยภาพการระบายน้ำของคลองระบายน้ำที่มีอยู่ กรมชลประทานจึงดำเนินการโครงการในระยะที่ 2 มีแนวทางการแก้ไขปัญหา 3 แนวทาง ได้แก่ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองระบายน้ำที่ 1 จากเดิม 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเป็น 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที การผันน้ำออกก่อนเข้าเมืองโดยขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ที่ระบายน้ำได้ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และการสร้างอ่างเก็บน้ำจำนวน 5 แห่ง สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 120 ลูกบาศก์เมตร โดยคาดหวังว่าจะช่วยลดระดับความเสียหายจากอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่ใกล้เคียง

“เราพูดได้เต็มปากว่า การแก้ปัญหาที่คิดแค่ป้องกันหาดใหญ่ย่านเศรษฐกิจ ผ่านการพัฒนาคลองระบายน้ำและแก้มลิงต่าง ๆ คิดแค่ว่าให้น้ำจากในเมืองลงอู่ตะเภาและทะเลสาบ หาดใหญ่รอดก็จริงนะ แต่มันเป็นการรอดที่รอดไม่ถาวร เป็นการรอดที่มีคนจม ซึ่งก็คือคนปลายน้ำและคนรอบทะเลสาบสงขลา” สามารถบอก

ยิ่งคลองระบายน้ำมีศักยภาพมากเท่าไหร่ พื้นที่เศรษฐกิจอย่างหาดใหญ่ก็ยิ่งปลอดภัยเท่านั้น แต่สำหรับสามารถ ความปลอดภัยของเหล่านั้นกำลังแลกมาด้วยทุกสิ่งอย่างของคนปลายน้ำ เขาพาทีมข่าว De/code พูดคุยกับคนปลายน้ำหลายตำบลของสงขลาเพื่อสะท้อนปัญหาต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับปัจเจกไปจนถึงโครงสร้างการจัดการน้ำบนลุ่มทะเลสาบสงขลา

ในแง่เศรษฐกิจของพื้นที่ De/code ได้พูดคุยกับ หัสบลเลาะ บิลหีม ชายชราอายุ 67 ปี ที่ทำอาชีพเลี้ยงควายอยู่ในชุมชนบ้านควนของตำบลคูเต่า เขาแทบจะเป็นคนแรกที่เลี้ยงควายในชุมชนนี้ ไม่นานนักคนในชุมชนก็หันมาเลี้ยงตามเขา เพราะขณะนั้นควายมีราคาสูงทีเดียว แต่เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาราคาควายตกลงอย่างน่าใจหาย แม่ควายตัวละสี่หมื่นบาทเหลือเพียงหนึ่งหมื่นกลาง ๆ ปัจจุบันชุมชนบ้านควน จึงเหลือคนเลี้ยงควายอยู่เพียง 6-7 คนเท่านั้น

เขาเล่าต่อว่า เมื่อถึงช่วงเวลามรสุม คนเลี้ยงควายจะอพยพควายไปยังสะพานข้ามคลอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สูงสุดในละแวกนั้น แต่ในปี 2568 น้ำมาเร็วกว่าที่เคยเป็น เจ้าของควายบางคนก็ไม่สามารถอพยพควายได้ทันท่วงที แม้ควายจะเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ทนน้ำท่วมขังได้ แต่ด้วยปริมาณน้ำที่มากแบบนั้น หัสบลเลาะบอกว่าควายเองก็คงรับไม่ไหว และถึงแม้ควายบางส่วนสามารถอพยพไปบนสะพานได้แล้ว พวกมันก็ต้องอดอาหารต่อเนื่องอีกเป็นเวลา 6 วัน กว่าเจ้าของควายจะสามารถฝ่ากระแสน้ำนำฟางมาให้ควายกินได้ ก็ปาเข้าไปวันที่ 6 แล้ว ซึ่งหลังจากน้ำลด หัสบลเลาะกับพวกก็พากันไปแจ้งหน่วยงานรัฐว่ามีควายตายและสูญหาย แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาแต่อย่างใด

“ตอนน้ำท่วมควายว๊ะก็ตายไป 4-5 ตัว ถ้าจะมาดูควายสักทีก็ต้องพาเรือมา มาวันละครั้ง เจ้าของควาย 4-5 คนก็พาควายว่ายไปรวมกันแห่งหนึ่ง เราจะไล่ให้มันไปอยู่บนสะพาน แต่ตอนมาดูเราก็ได้แต่ดูนั่นแหละ ไม่รู้ว่าควายขาดควายเหลือกี่ตัว พอน้ำลด เจ้าของแต่ละคนก็มาเช็กดู ปรากฏว่าขาดไปบ้าง ขาดทุนกันทุกเจ้า ก่อนหน้านี้ยังมีกระดูกอยู่ตรงนี้ แต่หายไปเสียแล้ว”

หรือสถานการณ์ของ จำสุดดิน บินอาสัน หรือ ช่างรุจน์ ช่างเรือวัย 67 ปีในชุมชนหัวสะพาน เขาเล่าว่าในเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2543 และ 2553 มวลน้ำเข้าท่วมมาถึงในบ้าน แต่ก็สูงสุดแค่ข้อเท้า สถานการณ์ไม่รุนแรงมากนักจนเขามักพายเรือออกไปช่วยคนหาดใหญ่ได้ แต่ในปีที่ผ่านมานั้นหนักหน่วงเกินกว่าจะเอากำลังไปช่วยคนอื่น

ในปี 2568 น้ำสูงเกินข้อเท้าและแตะอกของช่างรุจน์ หนำซ้ำกระแสน้ำยังมาเร็วและแรงเกินกว่าจะเก็บข้าวของสำคัญได้ทัน ขณะที่ผู้คนในชุมชนต่างต้องอพยพไปยังอาคารเรียนหรืออาคารสอนศาสนาของชุมชน ซึ่งมักเป็นอาคารที่สูงสุดของชุมชน แต่ด้วยจำนวนคนอพยพที่มหาศาล ทำให้อาคารค่อนข้างแน่นและแออัด ผู้ชายหลายคนจึงอาสากินนอนอยู่บนเรือ โดยให้ภายในอาคารเป็นที่อพยพของเด็ก คนชรา ผู้ป่วยติดเตียง และผู้หญิง ซึ่งครอบครัวของช่างรุจน์ก็มีผู้ป่วยติดเตียงเช่นกัน “เอาไปได้แค่คน เตียงไม่ได้เอาไป”

“เครื่องมือช่างไปหมดเลย อันไหนซ่อมได้ บำรุงได้ก็กองไว้ก่อน ลงทุนเป็นแสน ๆ เตรียมไว้แล้วที่จะไม่ให้มันโดนน้ำ แต่น้ำมันมาเยอะ ถ้าไม่ไหลไปกับน้ำก็จมน้ำเสียหาย หลังจากน้ำท่วมงานมันก็น้อยลง เพราะหลาย ๆ คนเขาก็ลำบากเหมือนกัน เราเสียหาย 2-3 หมื่น แต่เงินที่ทางการเยียวยาน้ำท่วมแค่ 9,000 บาท มันก็ไม่พอหรอก” ช่างรุจน์บอก

แม้มูลค่าความเสียหายของชุมชนที่อยู่ปลายน้ำอาจไม่สูงเท่าสินทรัพย์ต่าง ๆ ในเมืองหาดใหญ่ แต่ความเสียหายเหล่านั้นได้เกิดขึ้นกับ ‘ข้าวของเครื่องใช้’ ของคนปลายน้ำ แม้จะดูเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ทว่าการฟื้นฟูให้ ‘กลับมาเป็นปกติ’ นั้นยากกว่าที่คิด

ไรหม๊ะ แหละตี ชาวประมงพื้นบ้านอายุ 44 ปี จากชุมชนบ้านท่าเสา อำเภอสิงหนคร เล่าว่าปกติน้ำไม่เคยเข้าท่วมบ้านเธอเลย เพราะบ้านมีคันดินที่ยกสูงจากพื้นถนนอยู่เล็กน้อย ทำให้เธอและอีกหลายๆ บ้านไม่ได้เก็บของเลยแม้อย่างเดียว เธอเล่าว่าน้ำท่วมที่ผ่านมานั้นต่างจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547 ครั้งนั้นคือเรือหรืออุปกรณ์ประมงเสียหายทั้งหมดในทีเดียว แต่ในเหตุการณ์น้ำท่วม เธอและสามีต้องใช้แรงสายตัวแทบขาดเพื่อช่วยกันวิดน้ำออกจากเรือ เพื่อไม่ให้เรือแช่น้ำนานเกินไป ขณะที่ก็ต้องดูแลลูกเล็กทั้ง 3 คนที่ยังอยู่ในวัยที่ดูแลตัวเองไม่ได้

แม้จะผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมมาร่วมหลายเดือน ไรหม๊ะและครอบครัวก็ยังตั้งตัวไม่ได้เสียที ถึงจะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาล 9,000 บาท แต่เธอยืนยันเสียงแข็งว่านั่นไม่เพียงพอ เธอเล่าว่าตอนนี้มีรายได้หลักจากการหาปู แต่ทุกครั้งที่ปูติดอวน เธอจำเป็นต้องนำมีดตัดปูออกจากอวน ทำแบบนั้นได้เพียง 5 วัน อวนก็แทบใช้การไม่ได้แล้ว เธอจึงต้องลงทุนเงินราวสองหมื่นบาทเพื่อผ่อนอวนใหม่ “มันเหมือนทำไปพลางจ่ายไปพลาง มันไม่มีเหลือเก็บ ถ้าผ่อนไม่ดี เขาก็ไม่ให้ผ่อนอีกนะ จบเลย”

“ปกติน้ำไม่เคยเข้าบ้านเลย บางบ้านน้ำถึงตาตุ่ม เราก็ไม่ได้เก็บของ เพราะคิดว่าไม่ท่วม ประตูพังเราก็ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่าเรื่องเล็กน้อยให้ซ่อมเอง จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้ซ่อม เพราะเราไม่ได้ทำงาน ออกเลก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง ต้องเอาเงินไปซื้อแพมเพิส จ่ายให้ลูกไปโรงเรียน การใช้ชีวิตของเด็ก ๆ มันจำเป็นกว่า ส่วนพวกประตูถ้าเรามีเงินไหนก็ค่อยทำ” เธอบอก

ผศ.ดร. เกื้อ ฤทธิบูรณ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ (สาขาวิชานิเวศวิทยา) คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อธิบายว่า สิ่งที่คนปลายน้ำต้องเผชิญไม่ใช่เพียงแค่น้ำที่ไหลมาตามคลองสายหลักเท่านั้น แต่เป็น ‘น้ำที่ล้น’ มาจากคลองสายหลักและคลองสาขาต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ที่มีสาเหตุมาจาก การขุดลอกคลองที่ทำให้น้ำไหลเร็วขึ้นกว่าปกติ

อย่างที่ทราบกันว่าปริมาณน้ำที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้ว่าเกิดจากอิทธิพลลานีญาและฝนตกหนักในพื้นที่เดิมเป็นเวลานาน (Stationnary Heavy Rain) เมื่อผสมกับระบบน้ำที่พยายามผลักดันออกจากตัวเมืองให้เร็วที่สุด ทำให้กระแสน้ำรุนแรงและปริมาณน้ำในคลองระบายน้ำต่าง ๆ พุ่งสูงเกินศักยภาพที่รับไหว ซึ่งเธอบอกว่าไม่มีใครรู้เลยว่าคลองระบายน้ำเหล่านี้รองรับความดันน้ำได้เท่าใด ขณะที่การประเมินศักยภาพในการรองรับน้ำของคลองสาขาต่าง ๆ ก็ไม่ยังไม่เกิดขึ้น

อีกประเด็นที่มักไม่ถูกพูดถึงในกระแสการพัฒนา คือการที่คลองระบายน้ำที่ 1 นั้นถูกสร้างตัดผ่านทางน้ำเดิม เช่น บริเวณสองกิโลเมตรสุดท้ายของคลองระบายน้ำที่ 1 ก่อนจะถึงปากทะเลสาบสงขลา แต่เดิมจะมีหมู่บ้านหนึ่งที่ชื่อว่า หมู่บ้านเกาะน้ำรอบ เป็นหมู่บ้านที่รายล้อมด้วยคลองบางกล่ำและคลองสาขา แต่เมื่อสร้างคลองระบายน้ำที่ 1 ตัดผ่าน หมู่บ้านก็ได้ถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง คลองสายเดียวถูกแบ่งเป็นสองสาย และปากคลองทั้งสองถูกกั้นด้วยประตูระบายน้ำที่ชาวบ้านและอ. เกื้อบอกว่าไม่เคยถูกเปิด ซึ่งการสร้างคลองระบายน้ำทับคลองก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ศักยภาพในการระบายน้ำของคลองสาขาลดลง

ขณะเดียวกัน เราก็เห็นความพยายามในการระบายน้ำที่ชวนตั้งคำถามอีกหลายประการ เช่น บริเวณเดียวกับที่กล่าวเมื่อย่อหน้าที่แล้ว มีประตูระบายน้ำอยู่ประมาณ 10 ประตู แต่ก่อนที่น้ำจะไหลผ่านประตู พบการสร้าง ‘ทางเบี่ยงน้ำ’ เพิ่มอีกทางหนึ่ง ทีแรกอ. เกื้อคาดว่าคงสร้างทางเบี่ยงน้ำเข้าไปในชุมชน แต่เมื่อเข้าสำรวจพบว่า ทางเบี่ยงนั้นวกกลับเข้ามาสมทบที่คลองระบายน้ำที่ 1 ซึ่งเธอก็บอกว่านี่อาจสะท้อนถึงความพยายามในการระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลาให้เร็วที่สุด โดยไม่คำนึงที่สภาพพื้นที่หรือผลกระทบที่จะตามมา ซึ่งตอนสำรวจ เราพบถนนบนทางเบี่ยงนั้นทรุดตัวลงมาจนไม่อาจสัญจรได้

“ตอนน้ำท่วม คลอง ร.1 นี่น่ากลัวมากเลย มันกว้างมาก ถ้าคลองนี้พังนะ ชาวบ้านแถวนี้ไม่มีเหลือ สิ้นเนื้อประดาตัวเลย มันเปรียบเสมือนระเบิดเวลา ถ้ามันรองรับไม่ได้ น้ำจะทะลักออกอย่างรุนแรง ชุมชนแถวนี้ต่ำกว่าคลองอยู่แล้ว คลองนี้มันสูงที่สุด เป็นหายนะแน่นอน การมีคลองสายใหญ่แบบนี้มันเป็นความเสี่ยงของคนปลายน้ำ เพราะน้ำต้องถูกปล่อยเต็มศักยภาพ” อ. เกื้อบอก

แม้จะเป็นอีกครั้งที่มวลน้ำได้เข้าทำลายล้างพื้นที่ลุ่มทะเลสาบตอนล่างจนแทบตั้งตัวไม่ได้ และทุบสถิติเดิมที่ผ่าน แม้คนปลายน้ำอย่างสามารถ สาเร็ม และคนอื่น ๆ ในพื้นที่ปลายน้ำต่างสะท้อนว่าการบริหารจัดการน้ำแบบเดิมนั้นใช้การไม่ได้แล้ว แต่กลับยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาเก็บข้อมูลความเสียหาย สภาพพื้นที่ หรือคิดหาแนวทางร่วมกับชุมชนแต่อย่างใดแม้เวลาจะผ่านมาราว 7-8 เดือนแล้วก็ตาม ทั้งยังยึดมั่นในแนวทางเดิมอีกต่างหาก ดังที่ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ว่าการบริหารจัดการน้ำในอนาคตอาจจำเป็นต้องขุดลอกคลองระบายน้ำที่ 1 และคลองอู่ตะเภาให้ลึกขึ้น

หรืออย่างในวันที่ 6 ธันวาคม 2568 พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวในการประชุมวิชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติว่า แนวทางระยะสั้นที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ ขยายความกว้างและความลึกของคลองหลักรอบเมือง ได้แก่ คลองระบายน้ำที่ 1, 3, 5 คลองเตย และคลองหวะ ติดตั้งและปรับปรุงประตูระบายน้ำ-สถานีสูบน้ำ และเพิ่มทิศทางการระบายน้ำไม่ให้กระจุกอยู่ที่คลองอู่ตะเภาเพียงสายเดียว

และทิศทางล่าสุดของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชนจังหวัดสงขลา (กกร.) ที่นำเสนอโครงการป้องกัน-บรรเทาอุทกภัยหาดใหญ่ระยะเร่งด่วน งบประมาณ 99.50 ล้านบาท โดยพิพัฒน์ได้มอบหมายให้รวบรวมแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขอุทกภัยภายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมแผนโครงการ

ทั้งนี้ ไพโรจน์ ชัยจีระธิกุล รองประธานหอการค้าจังหวัดสงขลาและหนึ่งใน กกร. ระบุว่าเป้าประสงค์ของโครงการนี้ คือการแก้ไขปัญหาด้านตะวันออกของหาดใหญ่ที่ไม่สามารถรองรับน้ำได้ในปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการชะลอน้ำให้คนในหาดใหญ่มีเวลาเตรียมตัวรับมือ โดยรายละเอียดเบื้องต้นที่เปิดเผยมาแล้ว มีทั้งการขุดลอกท่อลอดคลองระบายน้ำที่ 6 ขุดลอกปลายคลองเตย-คลองแห เพิ่มความจุในการระบายน้ำของคลองหวะ รวมถึงการจัดหาครุภัณฑ์ป้องกันน้ำท่วม

“ถ้าการไหลของน้ำเร็วขึ้น ระยะเวลาที่คนปลายน้ำจะเตรียมตัวมันจะสั้นลง จากเมื่อก่อนบางสายน้ำ ต้นน้ำสามารถสื่อสารถึงปลายน้ำได้ ว่าตอนนี้ต้นน้ำฝนตกหนัก น้ำเยอะ คนปลายน้ำมีเวลาเตรียมตัว บางสายสามารถเตรียมตัวได้ประมาณ 1 สัปดาห์ อย่างน้อยก็สามสี่วัน แต่ตอนนี้บางสายแค่ 3 ชั่วโมง แต่ตอนนี้คนต้นน้ำกับคนปลายน้ำมันรู้พร้อมกัน แต่การรู้พร้อมกันจะทำให้คนปลายน้ำเสียเปรียบ” อ. เกื้อแสดงความกังวล

การไหลของน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นก็ส่งผลในแง่ของทรัพยากรและวิถีชีวิตด้วย ในแต่ละปีผู้คนในพื้นที่ปลายน้ำหาดใหญ่ที่ทำอาชีพประมงจะอาศัย ‘น้ำเค็ม’ ที่หนุนสูงขึ้นราวเดือนเมษายน-พฤษภาคมในการหาเลี้ยงชีพ เพราะความเค็มจะนำพามาซึ่งสัตว์น้ำต่าง ๆ ซึ่งสัตว์น้ำเหล่านั้นก็อาศัยน้ำเค็มในการเจริญเติบโตเช่นกัน แต่การขุดลอกคูคลองก็กำลังเปลี่ยนแปลงวัฏจักรตามธรรมชาติในพื้นที่ไปอย่างช้า ๆ

งับ ละอาหลี อดีตชาวประมงวัย 42 ปี แม้ปัจจุบันจะเปลี่ยนมาทำอาชีพดูแลร้านขายเครื่องประมงและอุปกรณ์ก่อสร้าง แต่ความทรงจำเกี่ยวกับลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลายังชัดเจน เขาเล่าว่าปกติฤดูน้ำเค็มจะเริ่มต้นตอนเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม และลากยาวไปจนถึงเดือนธันวาคม ก่อนที่น้ำจืดจะไหลเข้าคลองธรรมชาติต่าง ๆ กวาดเอาน้ำจืด และสิ่งต่าง ๆ ลงทะเล หรือที่คนในพื้นที่เรียกว่า ‘น้ำหัก’ โดยหลังจากนั้นชาวบ้านก็จะหยุดพัก และกลับมาหากินอีกครั้งหลังน้ำเค็มเข้า

ทว่าโครงสร้างการระบายน้ำที่ถูกติดตั้งอยู่ตลอดทางน้ำ ทำให้เกิด‘ปรากฏการณ์น้ำจืดสามสี่หน’ หรือปรากฏการณ์ที่น้ำจืดถูกระบายจากคลองระบายน้ำต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำจืดไหลผ่านคลองต่าง ๆ 4-5 ครั้งต่อปีจากปกติที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวต่อปี และสังเกตอีกว่าช่วงหลัง ๆ มานี้ น้ำจืดเริ่มไหลเข้ามาในคลองตั้งแต่เดือนสิงหาคมหรือกันยายน โดยน้ำจืดเหล่านั้นก็จะไหลมาทุกครั้งที่ฝนตก อีกทั้งยังมีน้ำเสียจากแหล่งเศรษฐกิจที่ไหลลงมาปะปนจนทำให้ระบบนิเวศเสียหาย

“สมัยนี้น้ำจืดสามสี่หน เดือนแปดเดือนเก้าน้ำจืดก็มาแล้ว ปีนี้น้ำเค็มก็เข้าเร็ว เหมือนฤดูกาลมันไม่เหมือนเดิม น้ำเสียก็ลงทะเลอีก ปลาตายเป็นเบือเลย ในทะเลก็มี แต่ก่อนมันมีปูดำ ปลาติดอวน แต่เดี๋ยวนี้ติดปั๊บตายปุ๊บเลย” เขาบอก

หรืออย่างที่พื้นที่บ้านควน ตำบลคูเต่า บ้านของสามารถ เขาเล่าว่า ในอดีตคนในคูเต่ามีอาชีพหา ‘หอยตาก’ ในคลองอู่ตะเภา บริเวณทิศตะวันตกของบ้านควน โดยส่วนใหญ่จะส่งไปขายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนที่พ่อค้าคนกลางจะส่งต่อไปขายยังรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ทว่าหลังจากมีการพัฒนาลำคลองและการเปลี่ยนแปลงของคลองอู่ตะเภา ทำให้อาชีพดังกล่าวแทบไม่หลงเหลืออยู่แล้วในบ้านควน

แม้พัฒนาการของคลองระบายน้ำต่าง ๆ จะถูกมองว่าเป็นความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำ แต่คนหาดใหญ่และคนปลายน้ำยังคงต้องเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่อยู่ดี ดังนั้น นอกเหนือจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ การตั้งคำถามถึง สิ่งกีดขวางบริเวณปากทะเลสาบสงขลา ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

สิ่งกีดขวางที่ปากทะเลสาบสงขลา

ในงานวิจัย ‘พลวัตการจัดการอุทกภัยในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา : จากการปกป้องเขตเศรษฐกิจหาดใหญ่สู่ข้อเสนอการบริหารจัดการน้ำเชิงระบบและเป็นธรรม’ ของสามารถ สาเร็ม เขาตั้งข้อสังเกตว่า ในปี 2531 ท่าเรือน้ำลึกสงขลา นั้นสร้างเสร็จอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม และหลังจากนั้นก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งแรกขึ้นที่หาดใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน เขาจึงตั้งข้อสังเกตว่าโครงสร้างดังกล่าวส่งผลต่อการไหลออกของน้ำบริเวณปากทะเลสาบหรือไม่

แนวคิดในการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาเริ่มต้นขึ้นในปี 2502 เพื่อนำเข้า ส่งออกสินค้า และกระตุ้นการเติบโตทางการค้าและอุตสาหกรรมในภาคใต้ โดยการก่อสร้างจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่หนึ่งคือการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างท่าเรือ (พ.ศ. 2505-2520) 15 ปีกับรัฐบาล 5 ชุด มีผลการศึกษาออกมาทั้งหมด 3 ฉบับ ฉบับแรกเกิดขึ้นในปี 2505 ของบริษัท Transportation Consultant Inc. บริษัทวิศวกรรมจากสหรัฐอเมริกาที่เสนอว่าให้มีการสร้างเขื่อนกันคลื่นยื่นต่อจากบริเวณแหลมทราย เพื่อให้เรือพาณิชย์ขนาดกลางสามารถผ่านเข้าออกได้ตลอดเวลา

ฉบับที่สองเกิดขึ้นในปี 2516 โดยบริษัท Overseas Technical Cooperation Agency จากประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ทำการศึกษาด้านเศรษฐกิจและวิศวกรรมของท่าเรือดังกล่าว ซึ่งปรากฏว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน และฉบับที่สามเกิดขึ้นในปี 2517 โดยบริษัท Hunting Team จากประเทศอังกฤษ ที่ทำการทบทวนผลการศึกษาของทั้งสองบริษัทข้างต้น และเสนอความเห็นว่า การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกบริเวณแหลมสน จะก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและทำลายธรรมชาติ จึงควรหาที่ตั้งใหม่ในจังหวัดสงขลา

ทว่าโครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลานั้นอยู่ในช่วงก่อนประกาศใช้พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2518 ที่มีการพัฒนาระบบ EIA ขึ้นเป็นครั้งแรก ทำให้โครงการดังกล่าวมีเพียงการศึกษาประเมินความเหมาะสมทางวิศวกรรมและเศรษฐกิจเพียงเท่านั้นในช่วงเริ่มต้น

โดยในการก่อสร้างระยะที่ 2 กรมเจ้าท่าได้ว่าจ้างบริษัท Sir William Halcrow and Partner, บริษัท Maunsell Consultants Ltd. และห้างหุ้นส่วนจำกัด สินธุ พูนศิริวงศ์และสหาย เพื่อดำเนินการออกแบบการก่อสร้างท่าเรือให้แล้วเสร็จ ซึ่งผลการศึกษาของบริษัทวิศวกรเห็นว่า พื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดในการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลา คือ บริเวณหมู่ 7 ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร (เขาหัวแดงด้านนอก) โดยให้เหตุผลหลายประการ เช่น ใกล้ศูนย์การค้า สามารถรองรับการจราจรของเรือได้ มีร่องน้ำทางเดินเรือที่ปลอดภัย รวมถึงมีผลกระทบต่อกายภาพของทะเลสาบน้อยที่สุด

จุดชมวิวป้อมเมืองสงขลาเก่า หมายเลข 8 เป็นจุดที่เราเห็นปากทะเลสาบสงขลาได้สวยงามที่สุดจุดหนึ่ง ด้านขวาของสายตาเราจะเห็นฝั่งหาดแหลมสน ตัวเลือกแรกของการสร้างท่าเรือน้ำลึก ส่วนด้านขวาคือท่าเรือน้ำลึกสงขลาที่กำลังดำเนินการอยู่ และถัดไปอีกหน่อยคือเขื่อนกันทรายและคลื่น (Jetty) ความยาวประมาณ 900 เมตรลึกเข้าไปในทะเลอ่าวไทย

“บริเวณปากอ่าวจะรองรับมวลน้ำจากสามจังหวัดไหลออกมา พอเราเอาอะไรไปกีดขวางทางน้ำ น้ำมันก็จะไหลออกจากปากอ่าวไม่ทัน เพราะน้ำมันเยอะมาก ในอดีตตอนที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง น้ำจากที่สูงมันก็จะไหลไปได้ตลอด โอกาสที่จะท่วมแบบปี 2568 มันน้อยมาก”

ความเห็นของ ยุทธนา จิตต์โต๊ะหลำ หรือ แบอี ประธานชมรมอนุรักษ์ป่าชายเลน ต่อการมีอยู่ของท่าเรือน้ำลึกสงขลา เขาเล่าว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา เขาได้มานั่งสังเกตน้ำที่ไหลออกทางปากทะเลสาบสงขลาแทบทั้งวันที่ป้อมหมายเลข 8 ปรากฏว่าเวลามวลน้ำจะไหลออกปากทะเลสาบ มันจะไปชนเขื่อนและท่าเรือน้ำลึก ทำให้มวลน้ำไหลย้อนกลับเข้ามายังด้านใน เกิดเป็นปรากฏการณ์น้ำท่วมยาวนาน เพราะน้ำระบายออกทางปากทะเลสาบได้ช้า

ความเห็นของแบอี คล้ายกับ บังหน่อ ชาวประมงบริเวณหาดปลาไก่ใกล้ ๆ กับท่าเรือน้ำลึกสงขลา เขาบอกว่าถ้ามีแค่ท่าเรือน้ำลึกก็อาจไม่ส่งผลกระทบมากนัก แต่พอมีการสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นร่วมด้วย ทำให้สภาพการไหลของน้ำเปลี่ยนไป คล้ายเอาหินไปตั้งกลางน้ำ น้ำมันก็จะเฉียงออกเป็นสองทาง

“เมื่อตอนที่ไม่มีเขื่อน มันจะออกไปทางนู้น (ขนานไปกับชายฝั่ง) ไปตามน้ำ แต่ตอนนี้มันต้องโค้งตามทาง เวลาเรือเลี้ยวโค้งตรงหัวพญานาค มันต้องใช้ประสบการณ์ ต้องบังคับเรือให้ดี เพราะน้ำมันหมุนและน้ำแรงด้วย เวลาเรือเล็กกับเรือใหญ่สวนกัน ก็ต้องระวัง” บังหน่ออธิบาย

แม้จะยังพอเลี้ยงชีพได้ แต่ความอุดมสมบูรณ์ในบริเวณดังกล่าวก็ลดน้อยมาก บังหน่อเล่าว่า แต่ก่อนปลาบางชนิดจะว่ายตามน้ำและเข้ามาวางไข่ตำแหน่งเดียวกับที่ตั้งท่าเรือน้ำลึก ทว่าพอทางน้ำเปลี่ยน ทางสัญจรของปลาก็เปลี่ยน และทำให้ปริมาณปลาลดน้อยลง ปัจจุบันบังหน่อและพวกจึงนิยมจ้างเรือเพื่อออกไปหาปลาบริเวณที่เลยจากเขื่อนกันทรายและคลื่นมากกว่า เมื่อก่อนความหลากหลายของปลาที่เราหามันมากกว่า พอมันมีเรือเข้า มันทำให้ปลาหนีไป แต่ก่อนเรือมันไม่มาก เดี๋ยวนี้เรือมันมาก เรือใหญ่บ้าง เรือเล็กบ้าง มันก็คงส่งผลกับปลาแหละ” เขาคาดเดา

หนึ่งในตัววัดของความอุดมสมบูรณ์ของทะเลสาบสงขลา คือแหล่งหญ้าทะเลและแหล่งปะการัง หรือที่ชาวหัวเขาเรียกว่าหญ้ายูน ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและแหล่งอาหารของสัตว์น้ำ เช่น พะยูนหรือเต่าทะเล แบอีเล่าว่าช่วงเดือนที่น้ำเค็มเข้าทะเลสาบสงขลา ชาวประมงก็อาศัยหากุ้งหอยปูปลาตามแหล่งหญ้ายูน หรือตรงที่เป็นหาดแหลมสนก็มีเต่าตนุขึ้นมาวางไข่บริเวณหาดทรายด้วย แต่หลังจากมีท่าเรือน้ำลึก สัตว์น้ำต่าง ๆ เหล่านี้ก็แทบไม่เข้ามาอาศัยในแหล่งหญ้าทะเลแล้ว บางคนไม่ต้องส่งลูกไปเรียนหนังสือให้สูง ๆ เพราะเรามีทะเลสาบสงขลาแบอีหัวเราะ

รายงาน ‘ผลกระทบของการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ต่อชายฝั่งทะเล : สิ่งที่ประชาชนควรรู้’ของ Beach for Life พบว่าการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่นั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยทะเลทำมาหากิน เช่น การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำและการกัดเซาะชายฝั่ง การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ท่องเที่ยวสู่พื้นที่อุตสาหกรรม และผลกระทบต่อสัตว์ทะเลและอาชีพประมง เพราะการสร้างท่าเรือน้ำลึกจำเป็นต้องขุดร่องน้ำลึก ซึ่งก่อให้เกิดตะกอนดินฟุ้งกระจายในน้ำ เกิดการทับถมของตะกอนดินจนทะเลตื้นเขิน ซึ่งล้วนส่งผลเสียต่อแหล่งอาหารของสัตว์น้ำและพืชทะเลหลายชนิด

รายงานดังกล่าว ศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบจากท่าเทียบเรือขนาดใหญ่โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ซึ่งพบว่าการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่มีผลกระทบทางกายภาพต่อพื้นที่หลายประเด็น เช่น ผลการวิเคราะห์ท่าเรือน้ำลึกบริเวณอ่าวอ่าง อ.เมืองระนอง จังหวัดระนอง พบว่าแม้กระแสน้ำจะยังคงเหมือนเดิม แต่กระแสน้ำในช่วงฤดูมรสุมด้านตะวันตกเฉียงใต้มีความเร็วลดลง ทว่ากระแสน้ำในฤดูมรสุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือกลับมีความเร็วเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของโครงสร้างแข็งที่สร้างยื่นเข้าทับเส้นทางน้ำ

“ตั้งแต่ดำเนินการก่อสร้างขยายท่าเทียบเรือน้ำลึกสงขลา สังเกตได้ว่าระบบนิเวศเริ่มเปลี่ยนไป ชาวประมงจับสัตว์น้ำได้น้อยลง ปลาที่เลี้ยงไว้ในกระชังเริ่มไม่กินอาหาร ลอยอยู่ผิวน้ำ เครื่องมือประมง บ้านเรือนชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงเริ่มชำรุดจากแรงสั่นสะเทือนของการตอกเสาเข็ม” นายดรหะหรีม บิลหมาน นายกสมาคมพื้นบ้านอำเภอสิงหนคร กล่าวในการชุมนุมเรียกร้องให้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขยายท่าเรือน้ำลึกสงขลา

แม้โครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลาจะไม่เคยผ่านการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในช่วงแรกของการก่อสร้าง แต่การที่ปากทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นทางออกเดียวของมวลน้ำจากทั้งสามจังหวัด โดยเฉพาะน้ำจากพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหาดใหญ่ การทบทวนโครงสร้างแข็งดังกล่าว อาจเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องมองกันใหม่ ก่อนจะที่ฤดูมรสุมจะกลับมาอีกครั้ง

: ความรู้สึกตอนกลับมาที่คูเต่าหลังน้ำท่วมเป็นยังไง?

เราเห็นแววตาของความสิ้นหวัง แววตาของคนที่ผ่านความกลัวมา ดูน่ากลัวเหมือนในหนังที่ผ่านภัยพิบัติรุนแรง ซึ่งเราไม่เคยพบเลยในชีวิตสามารถตอบระหว่างที่รถกำลังสัญจร

“มันพิสูจน์ไปแล้วเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ว่าถ้าเกิดคุณยังคิดแบบเดิม ขยายคลอง ขุดคลองเพิ่ม การคิดแค่นี้มันก็ทิ้งให้คนปลายน้ำจมอย่างเดียว น้ำมันต้องออกที่ทะเลอ่าวไทย ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่ามันมีท่าเรือน้ำลึกขวางทางออกเดียวของทะเลสาบสงขลาตอนล่าง จากปากที่กว้างมันกลับแคบลงเรื่อย ๆ แล้วมันจะไม่มีผลกระทบได้ยังไง” สามารถเสียงแข็ง

แต่เดิมคนปลายน้ำหาดใหญ่รับรู้ว่าพื้นที่ของตนต้องรับน้ำมาตลอด ทว่าจากเหตุการณ์ปี 2568 ที่มีความรุนแรงมากกระตุกให้คนปลายน้ำคิดว่าสถานการณ์เริ่มไม่ปกติแล้ว จากการลงพื้นที่พูดคุยของสามารถช่วงหลังน้ำท่วม รวมถึงในครั้งล่าสุดกับทีมข่าว De/code เราพบประชาชนหลายคนที่ตั้งคำถามถึงโครงข่ายการระบายน้ำจากเมืองหาดใหญ่ที่ไม่ได้แก้ปัญหาให้คนปลายน้ำ รวมถึงสิ่งกีดขวางบริเวณปากทะเลสาบสงขลาที่ส่งผลให้น้ำระบายลงสู่อ่าวไทยช้าลง

สามารถยืนยันว่า กระดุมเม็ดแรกที่ต้องติดคือการสร้างการรับรู้ว่าน้ำท่วมใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่หาดใหญ่ แต่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงทบทวนการพัฒนาของรัฐบนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยเฉพาะบริเวณปากทะเลสาบสงขลาที่ถูกขวางกั้นด้วยการพัฒนาของรัฐ

แบอีเสริมว่า การที่คนรอบทะเลสาบสงขลาจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำค่อนข้างเป็นเรื่องยาก บางครั้งอาจโยนความผิดให้ชาวบ้านมากกว่าว่าเป็นผู้รุกล้ำเข้าไปยังทะเลสาบสงขลา อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับประมงโพงพางตั้งแต่ช่วงปี 2567 โพงพางเป็นเครื่องมือประมงพื้นบ้าน พบมากในอ.สิงหนคร มีลักษณะเป็นถุงตาข่ายที่มีหน้ากว้าง 20-25 เมตร ผูกยึดกับเสาไม้ทั้งสองด้าน ปัจจุบันเป็นเครื่องมือประมงผิดกฎหมายตามพระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558 (แก้ไขเพิ่มเติม)

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขณะนั้น มองว่าโพงพางเป็นเครื่องมือที่ทำลายวงจรชีวิตของสัตว์น้ำเพราะสามารถจับสัตว์น้ำได้ทุกขนาด รวมถึงกีดขวางทางสัญจรของเรือบริเวณปากร่องน้ำทะเลสาบสงขลา ที่เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญของพื้นที่ จึงดำเนินการรื้อถอนโพงพางตั้งแต่บริเวณหัวพญานาคไปจนถึงท่าสะอ้าน ท่ามกลางเสียงด่าทอของชาวบ้านว่าทำเกินกว่าเหตุ เพราะโพงพางคือวิถีชีวิตของชาวบ้าน

“มันจะมีสักกี่คนที่ได้ประโยชน์จากท่าเรือน้ำลึก เมื่อก่อนเขาจะไปโทษที่เครื่องมือประมงของพี่น้องชาวหัวเขา โดยเฉพาะเรื่องโพงพาง ไปตำหนิว่าไอ้โพงพางเนี่ยกีดขวางทางน้ำ จริง ๆ โพงพางโดนรื้อก่อนจะน้ำท่วมอีก หลังจากเอาโพงพางออกทำไมน้ำยังท่วม ตอนน้ำท่วมโพงพางไม่มีสักช่องแล้วตรงนั้น มันเป็นเพราะอะไร นี่คือคำถามของพี่น้องพื้นที่อำเภอหัวเขา พอโดนรื้อเครื่องมือประมง เขาก็ไม่มีงานอะไรทำกัน ตรงนี้ก็ไม่มีคำตอบ” แบอีตั้งคำถาม

แม้จะยังไม่มีงานวิชาการรองรับ แต่ด้านอ. เกื้อมองว่า ปากทะเลสาบที่แคบลงและมวลน้ำปริมาณมากและไหลเร็ว มีนัยยะสำคัญต่อเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ดังนั้นการบรรเทาความรุนแรงของน้ำท่วมจึงไม่ใช่แค่การเปิดปากทะเลสาบสงขลาหรือเร่งน้ำออกจากเมืองให้เร็วที่สุด แต่ต้องทำทั้งสองอย่างไปพร้อม ๆ กัน ในเบื้องต้นเธอเสนอแนวคิดเรื่องการชะลอในจุดต่าง ๆ ที่น้ำไหลผ่าน หากแต่ไม่ใช่การชะลอด้วยอ่างเก็บน้ำหรือโครงสร้างแข็ง แต่เป็นการชะลอทางธรรมชาติด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีศักยภาพในการเก็บ ซับ กรอง ซึ่งการชะลอก็มีข้อดีหลายอย่าง เช่น การเติมน้ำผิวดิน หรือใช้ในการเกษตร

ซึ่งแนวนี้จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมพื้นที่ที่มีศักยภาพ เช่น อ.นาหม่อม และพื้นที่สนามกอล์ฟในค่ายทหารที่ตำบลคอหงส์ ที่อยู่ด้านตะวันออกของอ.หาดใหญ่ พื้นที่ป่าพรุแถว อ.บางกล่ำ ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา ที่เธอมองว่ามีศักยภาพในการทำเป็นแก้มลิง

“ถ้าเราไปใช้การทวงคืน Wetland เดี๋ยวมันก็ไปทวงคืนกับชาวบ้าน พอทวงคืนผืนป่า มันก็ไปทวงคืนจากชาวบ้าน” เธอแซว

เธอบอกว่า ขณะนี้เราจำเป็นต้องยอมรับว่าระบบน้ำในทะเลสาบเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ต้นน้ำไม่ได้เป็นต้นน้ำที่สมบูรณ์เหมือนเคย กลางน้ำไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ ทั้งยังกลายเป็นพื้นที่ท่วมยาวนาน ขณะที่ปลายน้ำก็ไม่สามารถปล่อยน้ำได้อย่างเสรี หลายพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมก็ต้องเผชิญมหันตภัยเป็นครั้งแรก ขณะที่แนวทางการพัฒนาของรัฐกลับกลายเป็นว่าหนุนเสริมให้สถานการณ์นั้นรุนแรงมากขึ้น

อ. เกื้อย้ำว่า เราเหลือเวลาไม่ถึง 5 เดือนก่อนจะเผชิญเหตุอีกครั้ง การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่เพื่อรองรับน้ำก็คงไม่ถูกต้องนัก ในระยะสั้นเธอมองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเป็นรายพื้นที่ไปก่อน ไม่ใช่การใช้ไม้บรรทัดเดียวแก้ไขทุกพื้นที่ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่บนปัญหาเดิม เช่น การสร้างถนนหรือการสร้างทางเบี่ยงน้ำ 

แต่ที่สำคัญที่สุด เธอมองว่าการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาจำเป็นต้องมองระยะยาว และองค์ประกอบที่จำเป็นในการบริหารจัดการเพื่อพัฒนา คือ การให้ชุมชนร่วมออกแบบ ที่ตั้งอยู่บนฐาน Natural-base Solution เพราะหากการพัฒนาไม่ตั้งอยู่บนฐานทรัพยากรธรรมชาติเดิม ความยั่งยืนในพื้นที่จะไม่เกิดขึ้น 

เธอยกตัวอย่าง การพัฒนาตามแนวคลองภูมี ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จังหวัดสงขลา ในอดีตคลองภูมีเป็นคลองที่อุดมสมบูรณ์มาก ตามแนวคลองเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และต้นไผ่ที่คอยยึดตลิ่งไว้ไม่ให้พังทลายลงตอนน้ำท่วม แต่ภายหลังมีการสร้างประตูระบายน้ำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และน้ำเค็มรุกในปี 2563 รวมถึงโครงการขุดลอกคูคลอง ชาวบ้านในพื้นที่สะท้อนว่าหลังจากมีการขุดลอกคูคลอง น้ำกลับท่วมหนักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อีกทั้งยังพัดพาเอาตะกอนทรายที่เกิดจากการดาดหินบริเวณตลิ่งที่ยังไม่เสร็จสิ้นดี ตะกอนทรายเหล่านั้นถูกพัดมาพร้อมกับมวลน้ำของปี 2568 ไหลเข้าท่วมที่อยู่อาศัยของประชาชน สวนยาง สวนไม้ยืนต้นของผู้คนตามแนวคลอง จนพวกเขาต้องสูญเสียเงินร่วมแสนเพื่อนำรถแมคโครมาขุดตะกอนทรายออกโดยไร้การช่วยเหลือจากรัฐ

“พี่คิดว่าถ้าเราร่วมกันคิด ชุมชนมีคำตอบ เพราะเขาอยู่กับระบบมานาน แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือ ชุมชนไม่เคยได้ร่วมออกแบบ แล้วชุมชนมาก็ในตอนที่มันถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง เพราะงั้นสิ่งที่น่าห่วงคือความเร่งรีบตัดสินใจของรัฐโดยชุมชนไม่มีส่วนร่วมต่างหาก” อ. เกื้อบอก

แม้จะมองหาความหวังในรัฐบาลนี้ไม่ได้เท่าไหร่นัก แต่อ. เกื้อยืนยันว่าประชาชนจำเป็นต้องหวัง และห้ามหมดหวังเด็ดขาด ความพยายามเดินเครื่องแลนด์บริดจ์ของรัฐบาลภูมิใจไทยที่ผ่านมา เป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้สนใจเสียงเรียกร้องของประชาชนเท่าไหร่นัก เธออธิบายเพิ่มว่า

แม้แลนด์บริดจ์จะนำร่องแค่ 4 จาก 14 จังหวัดภาคใต้ แต่จังหวัดที่เหลือก็ต้องเตรียมพร้อมรับคลื่นแห่งการพัฒนาลูกใหม่นี้ด้วยเช่นกัน โดยล่าสุดพรรคแกนนำรัฐบาลได้ประกาศถอยแลนด์บริดจ์แล้ว 

“เรามีรายชื่อเขื่อนในจังหวัดพัทลุง 20 กว่าเขื่อน สงขลาอีกไม่รู้กี่สิบเขื่อน นี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องรับรู้ มันจะพังทั้งภาคใต้และทั้งประเทศ ภาคอื่นทยอยพังกันมาแล้ว เราถอด EEC มาอยู่ใน SEC ความเป็นรัฐบาล ความเป็นผู้บริหารประเทศที่อยากพัฒนาประเทศ แต่พัฒนาประเทศโดยการใช้วิธีการแบบนี้ พัฒนาโดยการขายทรัพยากร ทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ทำลายวิถีผู้คน เรื่องแบบนี้มันไม่น่าจะมีอยู่ในนิยามของการพัฒนา” อ. เกื้อทิ้งท้าย