ข้อค้นพบ : การปฏิวัติและความสงบสันติสุข

ColumnistHuman & SocietyYoung Spirit
Reading Time: 4 minutes

คนทำงาน
ฉัตรชัย พุ่มพวง

เมื่อ 3 ปีก่อน Decode ชวนให้เราเขียนบทความเกี่ยวกับแรงงาน เราตอบตกลงและตัดสินใจเขียนเรื่องราวการเติบโตทางความคิดและความเป็นไปได้ที่จะทำให้ความคิดความฝันนั้นกลายเป็นจริง อ่านเรื่องราวที่เราเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ กระทั่งกลางปี 2567 การเดินทางของชีวิตก็นำพาให้พบเจออะไรมากมาย และแล้วก็เจอทางแยกที่ไม่รู้จะเลี้ยวไปทางไหนและมันก็เหนื่อย

เราผ่านการเคลื่อนไหวต่าง ๆ มาราว 10 ปี ตั้งแต่เรื่องโซตัสในมหาวิทยาลัยศิลปากร การร่วมเคลื่อนไหวกับนักศึกษาประชาชนตั้งแต่ปี 2563 จนถึงเมื่อกลางปี 68 ในนามสหภาพคนทำงาน ความเหนื่อยล้าและทางแยกของชีวิตทำให้เราเข้าสู่การพัก ฟื้นฟู และทบทวน 

31 ปี ทั้งหมดนี้มันคืออะไร? แล้วต่อจากนี้เราจะตัดสินใจยังไง ทั้งเรื่องชีวิตส่วนตัว การทำงานหาเลี้ยงชีพ และการเคลื่อนไหวกับสหภาพคนทำงาน 

การยืนยันตัวเองเรื่องโซตัส สำหรับเรามันคือ สงครามที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงในช่วงชีวิตนั้น ต้องปะทะกับการรุมประณามหยามเหยียดจากผู้คนที่ปกป้องระบบโซตัสในมหา’ลัยศิลปากรกว่า 6 ปี มีเพื่อนพี่น้องมากมายที่เราต้องห่างกันไป เพราะการตั้งคำถามเสียดสี ประชดประชัน ไปจนถึงด่าทอระบบโซตัส แน่นอนในสงคราม ไม่ตายก็บาดเจ็บ ไม่มีใครชนะหรือแพ้ มีแต่ “ผู้รอดชีวิต” ซึ่งในห้วงเวลาดังกล่าวมันเต็มไปด้วยภาวะของการเอาตัวรอดที่ฝังปมบาดแผลบางอย่างไว้ในจิตใจอย่างไม่ทันรู้ตัว

สภาวะต้องเอาตัวรอดตลอดเวลา ทำให้เราไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้ ไม่มีสมาธิกับการทำงานและทำให้เราไม่สามารถจบงานหลาย ๆ ชิ้นในชีวิต (งานเขียนชิ้นนี้ก็เกือบจะเป็นหนึ่งในนั้น) มันมีความหวาดระแวง วิตกกังวลอยู่ลึก ๆ “เรากลัวตัวเองดีไม่พอ เก่งไม่พอ ฉลาดไม่พอ” เพราะว่าถ้าเราไม่เก่ง ไม่ดี ไม่ฉลาด เราจะแพ้สงครามที่ว่านั่น จึงทำให้หลาย ๆ ครั้งตัดสินใจอะไรไม่ได้ และย่ำแย่ถึงขั้นที่ว่า “ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องการอะไร?”, “ฉันเป็นใครกันแน่?” และ “กำลังจะไปที่ไหน?” รู้แค่ว่า “กูต้องรอด” แบบที่ทั้งจิตใจ ความคิด ร่างกาย มันเป็นไปอัตโนมัติ และหลายครั้งอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า “กำลังทำอะไรอยู่?”

นอกจากการต่อสู้กับระบบโซตัส จริง ๆ มันก็ประกอบด้วยหลากหลายเรื่อง ทั้งวัยเด็ก เรื่องความรักความสัมพันธ์ การงาน และการเคลื่อนไหวรวมอยู่ด้วย แต่กำลังคิดอยู่ว่าจะเขียนยังไงให้มันไม่ส่วนตัวเกินไปจนไปกระทบคนอื่นในชีวิต พร้อม​ ๆ กับที่ยังสามารถแชร์ประสบการณ์-สิ่งที่ได้เรียนรู้มาได้อย่างลึกซึ้งในงานเขียนชิ้นสุดท้ายนี้ (ที่ติดหนี้พี่ ๆ Decode มานานแสนนาน)

เราหวังว่าจะทำมันเสร็จ หวังว่ามันจะลึกซึ้งอย่างที่ตั้งใจ และถ้ามันมีความหมายต่อใครสักคนก็คงจะดี

มีพื้นที่ปลอดภัย จึงกล้าสบตากับตัวเอง

1 ปี 9 เดือนที่ผ่านมา นับว่าเป็นช่วงชีวิตที่เรามีสติที่สุดแล้ว เป็นช่วงชีวิตที่ได้พบกับ “พื้นที่ปลอดภัย” และกล้าที่จะสบตากับตัวเองในกระจกแบบจริง ๆ จัง ๆ จนพบว่า

ที่ผ่านมา “พื้นที่ปลอดภัย” ในชีวิตตั้งแต่เกิดจนโตนั้นแทบไม่เคยมีอยู่ จนกระทั่งวัยมหา’ลัย-วัยทำงาน ก็เต็มไปด้วยการทำอะไรหลายอย่างด้วยความเกรงใจคนอื่น กลัวคนอื่นจะมองเราไม่ดี ไม่ฉลาด ไม่เก่ง หรือไม่รักไม่พึงพอใจในตัวเรา ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นจินตนาการของเราที่จินตนาการถึงความนึกคิดของคนอื่นไปเอง แต่การค้นพบพื้นที่ปลอดภัยทำให้เราสามารถยืนยันตัวเองได้ โดยไม่กลัวว่าคนอื่นจะมองหรือตัดสินเรายังไงอีกต่อไป เพราะเราได้สัมผัสกับ “ความสงบสันติสุข” และค่อย ๆ คิดออกอย่างเป็นรูปเป็นร่างว่า “ตัวเองต้องการอะไร?”, “ฉันเป็นใครกันแน่?”, “กำลังทำอะไรอยู่?” และ “กำลังจะไปที่ไหน?” 

และจริง ๆ แล้วสำหรับเรา “การปฏิวัติ” ที่ตัวเองใฝ่ฝันคืออะไร? การเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีกว่า ที่เราชอบใช้คำใหญ่ ๆ โต ๆ ทั้งหลายอธิบายอย่างคำว่า “ประชาธิปไตย”, “เท่าเทียม”, “เป็นธรรม” มันหน้าตาเป็นยังไงกันแน่? มันทำยังไงได้บ้างในกิจวัตรของชีวิตคนที่หลากหลายเหลือเกินในสังคมโลกนี้ ถ้ารู้จัก เคยพูดคุย เคยฟังความคิด หรือเคยอ่านงานเขียนชิ้นอื่น ๆ ของเราใน Decode เราจะพูดถึง “ประชาธิปไตยในที่ทำงาน”, “สหภาพแรงงาน” และตัวอย่างการต่อสู้ของขบวนแรงงานในประวัติศาสตร์หลายครั้ง หรือแม้แต่การทำพอดแคสต์ในซีรีส์มุมดาร์กคนทำงาน : รายการพูดคุยถึงชีวิตและประสบการณ์ในที่ทำงานของผู้คนหลากหลายอาชีพ การถูกกดขี่และกำหนดชีวิตตัวเองไม่ได้ 

เรามีอุดมการณ์เช่นนั้น ซ้ายแบบสหการ-อนาธิปไตย (Anarcho-Syndicalism) เพราะเราเชื่อเรื่อง​ “คนเท่ากัน” และปรารถนาที่จะลงมือทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในเชิงรูปธรรม เราทำมาหากินด้วยการเป็นส่วนนึงของบริษัทที่บริหารแบบสหกรณ์ ทุกคนเป็นเจ้าของร่วม แต่ภายในจิตใจของเรากลับมีความว่างเปล่าที่เราไม่เคยกล้าหันไปสบตากับมันมาก่อน ไม่รู้ว่าทำเป็นไม่รู้ หรือไม่รู้จริง ๆ ว่ามันมีอยู่ แต่ที่แน่ ๆ 1 ปี 9 เดือนที่ผ่านมาเราตระหนักรู้แล้วว่ามันมีอยู่ และได้ทำความรู้จักมันจากบททดสอบครั้งสำคัญในชีวิต 

พื้นที่ปลอดภัยและความกล้าที่จะสบตากับตัวเองทำให้พบว่า ความรักความสัมพันธ์ที่ดำเนินไปโดยที่เราไม่รู้จักตัวเองนั้น มันทั้งว่างเปล่าและหนักอึ้ง การใช้ชีวิตโดยมีจินตนาการถึงความคิดของคนอื่นอยู่ในการ กระทำของตัวเองเสมอโดยไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร มันทรมาน และยิ่งทรมานถ้าเรารู้ลึก ๆ ว่า เราไม่อยากทำ แต่ความเกรงใจในความต้องการ และเป้าหมายของคนอื่นที่เรารู้สึกกดดันจนพ่ายแพ้ ทำให้เราทำมันไปโดยที่เราไม่อยากทำอยู่ลึก ๆ 

และเมื่อมองย้อนกลับไปไกลกว่านั้น เราเติบโตมากับครอบครัวที่พ่อแม่เป็นข้าราชการ ตาเป็นไปรษณีย์ ยายค้าขาย ปู่ย่าเป็นชาวไร่ วิถีชีวิตส่วนใหญ่ถูกเลี้ยงดูมาโดยตายายและแม่ พ่อย้ายไปทำงานในจังหวัดต่าง ๆ ทั้งภาคตะวันตก ตะวันออก ภาคใต้ น่าจะมีแค่อีสานกับเหนือที่ไม่ได้ไป แม่เราเป็นคนขี้กังวล ย้ำคิดย้ำทำ พูดซ้ำ 18 รอบสำหรับแต่ละเรื่อง ยายขี้ตกใจ ขี้กังวล แต่ทำกับข้าวเร็วมาก ส่วนพ่อก็ไม่ค่อยพูด เจอกันเฉพาะวันหยุด ก็จะไปหาย่ากัน ย่าก็ชอบเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง ส่วนใหญ่ก็บ่นลูกและเหงา แต่ความจำเป็นเลิศ ยายก็เหมือนกันโดยเฉพาะเรื่องเงิน ถึงจุดนึงพอ ม.ปลายในความรู้สึกมันก็อยากออกจากสภาพแวดล้อมที่ถูกกำหนดทุกรายละเอียด มันรู้สึกเครียดและรำคาญอยู่เรื่อย ๆ มีแต่คนต้องการให้ฟังคำสั่งเขา แต่รู้สึกว่าไม่มีใครฟังเราจริง ๆ พอสอบติดมหา’ลัยได้ก็ดีใจมาก “ได้ออกจากบ้านแล้วเว้ยย ฮ่า ๆ” 

เราไม่เคยรู้เลยว่า การเติบโตมันเป็นยังไง? และโลกมันเป็นยังไง? พึ่งรู้ตอนนี้แหละ ที่กำลังเขียนงานชิ้นนี้เราไม่รู้เลยว่าถ้าออกจากบ้านมาเรียนต่อแล้วจะแทบไม่ได้กลับบ้านจนกระทั่งตาล้มป่วยและเสียชีวิต 

เราเคยฝันว่าอยากสร้างบ้านให้ตากับยาย แต่มันก็จางหายไป กว่าจะฝ่าฟันเรียนให้จบ มีความรักความสัมพันธ์ มีงานทำ ต้องเลี้ยงหมา รู้สึกกดดันว่าฉันต้องมีบ้านดี ๆ ให้ได้ ต้องไม่ใช้ชีวิตเหมือนเด็กมหา’ลัยแล้ว โดยที่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าบ้านคืออะไร และก็หลงคิดไปว่าเราต้องการสิ่งเหล่านี้ แต่เปล่าเลย เราแค่กลัวว่าตัวเองจะดีไม่พอและทำให้คนอื่นโกรธ 

และแล้วจักรวาลก็ทำงานอย่างน่าประหลาด เราได้พบกับนักเดินทางคนนึง ทำให้เราได้พูดคุย ฟังกันและกัน เค้าเล่าเรื่องความรักในอุดมคติให้ฟัง (เค้าคงคิดอยู่ในใจว่ารู้รึเปล่าว่าความรักคืออะไร?) แล้วเราก็พบว่า ที่ผ่านมาเราอยู่ในสถานการณ์ของการ “เอาตัวรอด” ตลอดเวลา และไม่เคยรู้สึกปลอดภัยมากพอที่จะเรียนรู้อะไรได้และไม่มีอำนาจภายในมากพอ เราจึงไม่สามารถกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนของตัวเองต่อคนอื่นได้ สภาวะอันซับซ้อนของโลกใบนี้ประกอบด้วยความต้องการของคนรอบตัวที่แผ่รังสีมาใส่ จึงเป็นมรสุมที่หัวใจอันหวาดหวั่นของเรารู้สึกกดดันอยู่ตลอดเวลา ยังไม่รวมเงื่อนไขมากมายอีกเป็นล้านล้านอย่างที่เราไม่สามารถกำหนดได้และไม่ได้ตระหนักถึงการมีอยู่ของสิ่งเหล่านั้น

มีพื้นที่ปลอดภัย จึงค้นพบอำนาจภายใน และนี่คือการปฏิวัติ

ในความรักครั้งใหม่นี้ (กับนักเดินทางคนนั้น) เราเริ่มได้สัมผัสความสงบสันติสุขในชีวิตที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจากการ “ฟัง” อำนาจภายในของเราที่เคยขาดพร่องและแหว่งวิ่นจึงฟื้นฟูขึ้นมาได้

เมื่อจิตวิญญาณหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งจินตนาการของเราเอง รังสีแรงกดดันจากคนอื่นและสังคม สิ่งเหล่านี้จึงไม่มีผลต่อการตัดสินใจจะทำหรือไม่ทำอะไร เรารู้สึกเข้าใจชีวิตมากขึ้น เริ่มรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ทำอะไรอยู่ อยากทำอะไร ต้องการอะไร และกำลังจะไปที่ไหน เราตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างมีอิสระและปลอดภัย ข้อค้นพบต่าง ๆ จึงเริ่มทยอยผลิบานในหัวใจ 

เรามองออกไปใหม่และเห็นระบบสังคมแนวตั้งบนลงล่างที่ดูใหญ่โตน่าหวาดหวั่นนี้อีกครั้ง มันมีรางวัลให้สำหรับคน “ทำดี” และมีบทลงโทษสำหรับคน “ทำชั่ว” เสมอ ตามที่ผู้มีอำนาจจะกำหนดและนิยามแต่ฝ่ายเดียวว่า “ดีชั่ว” คืออะไร? ระบบที่สามารถกักขังและสังหารคนได้เพราะความคิดเห็น ความเชื่อ การเลิกจ้าง ไล่ออก กำหนดโบนัส ขึ้นเงินเดือน หรือแม้แต่ผิดคำสัญญาได้ สุดแท้แต่บอร์ดบริหาร-นายทุนหุ้นส่วนจะเมตตา (อย่างกรณีไดกิ้นที่พึ่งผ่านพ้นไป) สังคมที่มีคนใช้อำนาจเหนือต่อคนอื่นอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ในบ้าน ในครอบครัว ในโรงเรียน ในมหา’ลัย ไปจนถึงที่ทำงาน หรือแม้แต่ในความรักความสัมพันธ์ เราเข้าใจมันลึกซึ้งขึ้นว่าทำไมมันจึงถูกเรียกว่า “ระบบอำนาจนิยม” 

การ “ฟัง” จึงเป็นสิ่งที่หาได้ยากในสังคมแนวตั้งบนลงล่างนี้ ทำให้ “พื้นที่ปลอดภัย” เป็นสถานที่ลึกลับที่ไม่แน่ใจว่ามีอยู่ และอาจจะทำให้ “อำนาจภายใน” ของผู้คนฟื้นฟูได้ลำบาก หลายครั้งคนเราจึงเลือกใช้แหล่งอำนาจต่าง ๆ ที่ตนเองมีแปลงไปเป็นการใช้อำนาจเหนือกดดันคนอื่นเพื่อสนองความต้องการของตนเองแม้ว่าจะล้ำเส้นคนอื่นต่อไปอีกไม่รู้จบสิ้นก็ตาม เราต่างเป็นทาสของระบบนี้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว และอาจจะอยู่ในสภาวะของการเอาตัวรอดอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นใครและกำลังทำอะไรอยู่ เผลอ ๆ เราอาจจะไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตัวเองในกระจกด้วยซ้ำ

พื้นที่ปลอดภัยเกิดขึ้นจากการ “ฟัง” ตั้งใจฟังอย่างไม่ด่วนตัดสิน ไม่คิดแทน ไม่ชี้แนะ ไม่ถามแทรก หรือเปลี่ยนประเด็น อยู่กับเรื่องราวที่คนพูดเค้าอยากเล่าออกมาจนจบ โดยระแวดระวังอคติของตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเราทุกคนต่างเคยถูกบังคับให้ฟังแต่ผู้มีอำนาจมาตั้งแต่เกิด และอาจจะไม่มีพื้นที่ที่เสียงของเราถูกรับฟังจริง ๆ มาก่อน เราจึงฟังพวกเดียวกันเองไม่ได้ ความน่ากลัวของระบบนี้มันจึงฝังลึกเป็นปมรัดแน่นอยู่ในประสบการณ์ของผู้คน ทำให้เราทุกคนฟังกันไม่เป็น หรือฟังแค่เพื่อตอบโต้เอาชนะเท่านั้น

การ “ฟัง” และ​ “พื้นที่ปลอดภัย” คือพื้นฐานของ “การใช้อำนาจร่วม” ซึ่งสำหรับเรามันเป็นรูปธรรมของคำใหญ่คำโตอย่าง “ประชาธิปไตย”, “เท่าเทียม” และ “เป็นธรรม” 

เราจึงสรุปได้ว่าการปฏิวัติมันจะค่อย ๆ เกิดขึ้นเมื่อเราฟังกัน และใช้อำนาจร่วมในการกำหนดสิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน และค่อย ๆ ปฏิเสธวิถีของระบบอำนาจนิยมบนลงล่างนี้ที่ “ไม่ฟังกัน” เต็มไปด้วยการปฏิสัมพันธ์ที่มุ่งใช้อำนาจตัดสิน กดดัน บีบบังคับ ช่วงชิง แทรกแซง แข่งขัน กดขี่ข่มเหงกัน ซึ่งหลอมรวมเป็นทั้งเหตุและผลวนเป็นเนื้อเดียวกันกับโครงสร้างแนวตั้งบนลงล่างของระบบส่วนใหญ่ในโลกนี้ เป็นวัฏจักรนรกไม่รู้จบสิ้น 

การ “ฟัง” คือพื้นฐานของการปฏิสัมพันธ์กันอย่างปลอดภัย เราสามารถเคารพตัวเองและเคารพคนอื่น ๆ ไปพร้อมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องมีใครแพ้หรือชนะ เราสามารถยืนยันตัวเองได้ โดยไม่ต้องทำสงคราม หรือทำร้ายคนอื่น

“เราจะไม่เป็นผู้กดขี่ และเราจะไม่ยอมให้ใครมากดขี่”

คือคำปฏิญาณที่เราได้จากข้อค้นพบทั้งหมดนี้ นี่แหละ “การปฏิวัติที่ฉันฝันใ่ฝ่” มันคือหลักที่เราอยากใช้กับทุกสถานการณ์ในชีวิตไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะอะไร มันทำให้การปฏิสัมพันธ์ของเราที่มีต่อผู้คน ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงวิถีและหลุดออกจากระบบอำนาจนิยมได้ และแน่นอนการเปลี่ยนแปลงสังคมโลก ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของเราคนเดียว หรืออาจจะไม่ใช่ภาระหน้าที่ของใครเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นอาจจะมีประโยชน์ก็ได้ ถ้าเราลองถามตัวเองว่าเราเป็นใคร ทำอะไรอยู่ อยากทำอะไร และกำลังจะไปที่ไหน เริ่มจากการฟังตัวเราเอง

ประสบการณ์อีกอย่างที่เราได้ไตร่ตรองคือ การพบเจอคนที่ชอบใช้อำนาจเหนือหรืออำนาจใต้1 ในการชักจูงหว่านล้อมผู้คน โดยทำเสมือนว่าตัวเองเข้าใจคนอื่น ปกป้องผลประโยชน์ของคนอื่น และทำเสมือนว่าตัวเองนั้นมีบุญคุณต่อคนอื่น แต่จริง ๆ แล้วทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น เมื่อเส้นขอบเขตของเราไม่ชัด เราจะสับสนและตกหลุมพรางนี้ 

เราค่อย ๆ ทำความเข้าใจว่า เราทำอะไรได้บ้างและเราอยากทำอะไร “เราอยากทำงานการเมือง แต่เราไม่อยากเล่นการเมือง” ที่ผ่านมาในใจเรามักจะมีความรู้สึกผิดลึก ๆ ที่คิดไปว่าไม่สามารถทำอะไรได้เมื่อเพื่อนพี่น้องถูกจองจำ กักขัง กดขี่ และถูกอุ้มฆ่า ความรู้สึกนั้นก็เป็นเงาที่กดดันเรา เพราะเรากลัวว่าจะถูกตัดสินว่าเป็นคนดีไม่พอ ซ้ายไม่พอ ก้าวหน้าไม่พอ ช่วยไม่มากพอ และความอ่อนแอนั้นกลายเป็นสิ่งที่อาจโชคร้ายถูกใครบางคนหยิบใช้เพื่อความก้าวหน้าในการงานของเขาก็เป็นได้ 

การปฏิวัติเป็นเรื่องที่ทั้งซับซ้อนและเรียบง่าย เพราะแม้ว่าการ “ฟัง” จะเป็นคำพูดที่ฟังดูง่าย แต่ก็เป็นสิ่งที่หาได้ยากในชีวิต กว่าเราจะเข้าใจอย่างที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็ใช้เวลาและประสบการณ์ในชีวิตมาทบทวนและคลี่คลายจนตกผลึก ถ้าเราค่อย ๆ ฟังกันและกันอย่างปลอดภัยมากพอ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นและนั่นแหละคือรูปธรรมของกระบวนการปฏิวัติแบบใช้อำนาจร่วมกัน 

“การปฏิวัติแบบที่เราจะไม่เป็นผู้กดขี่เสียเองและไม่ยอมให้ใครมากดขี่ จึงมีฐานอยู่ที่การฟัง” นั่นเอง

มีพื้นที่ปลอดภัย จึงค้นพบ “ความสงบสันติสุข” สภาวะที่ทุกชีวิตมีสิทธิได้สัมผัส

สภาวะของการเอาตัวรอดนั้นห่างไกลเหลือเกินกับคำว่า “สงบสุข” เมื่อมีพื้นที่ปลอดภัย เราจึงกล้าสบตากับตัวเอง เราจึงค้นพบอำนาจภายในและการปฏิวัติ และหลังจากนั้นเราจึงค้นพบความสงบสุขของชีวิต เรารู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้สัมผัสมัน โชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงอยากเริ่มแชร์ประสบการณ์การค้นพบด้วยเรื่องเล่านี้

เราก็ศิษย์มีอาจารย์

อาจารย์ชิบลีถูกถาม “ใครเป็นผู้อบรมหลักปฏิบัติธรรมให้แก่ท่าน”

เขาตอบ “หมาตัวหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งฉันเห็นมันยืนอยู่ริมตลิ่ง และจวนจะตายด้วยความกระหาย ทุกครั้งที่มองเห็นเงาตัวเองในน้ำ มันจะตกใจกลัวและถอยหนี เพราะคิดว่านั่นเป็นหมาอีกตัวหนึ่ง”

“ในที่สุด ด้วยความทรมานเหลือที่จะระงับ มันสลัดความกลัวและกระโดดลงน้ำ ปรากฏว่าหมาตัวอื่นหายลับไป”

“หมาตัวนั้นจึงรู้ว่า สิ่งที่ขัดขวางที่แท้คือตัวมันเอง เครื่องกั้นระหว่างมันกับสิ่งที่แสวงหาจึงถูกทำลายหมดสิ้น”

“ด้วยวิธีเดียวกันนี้ อุปสรรคของฉันก็ถูกขจัดเรียบ ฉันรู้ว่ามันคือสิ่งที่เรายึดถือเป็นตัวเป็นตน หลักปฏิบัติของฉันถูกเปิดเผยเป็นครั้งแรกโดยพฤติกรรมของหมาตัวหนึ่ง”

นี่คือเรื่องเล่าหนึ่งในหนังสือ ‘วิถีแห่งซูฟี’2 ที่มันเบิกเนตรคลายใจ เพราะคิดว่าเราคือหมาตัวนั้น มันเอาตัวรอดมาตลอด มันหวาดระแวง มันไม่เคยรู้สึกปลอดภัย จนกระทั่งมันจะตายแล้ว มันเลยต้องเสี่ยง และได้บังเอิญค้นพบว่าเงาสะท้อนของตัวเองคือเครื่องกั้นจากสิ่งที่แสวงหาอยู่

ถ้าหากว่าพุทธมีเซน อิสลามก็มีซูฟี และเราเป็นคนที่ไม่มีศาสนา ไม่นับถือพระเจ้าองค์ใด ฝักใฝ่ฝ่ายซ้ายอนาธิปไตย จะนับถือศาสนาได้ยังไง?

โดยเฉพาะอิสลาม เราสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ อิสลามกดขี่ผู้หญิงจริงหรือไม่? ดูมีแต่ความขัดแย้ง มีแต่ความรุนแรงและสุดโต่ง เช่นเดียวกับที่พุทธทำให้ผู้หญิงเป็นอุปสรรคของการตรัสรู้นิพพาน เพราะวัดบางแห่งไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าไปในอุโบสถ เพราะเหตุว่าเดี๋ยวเลือดประจำเดือนจะหยดใส่พื้นที่อันศักดิ์สิทธินั้น ภาพพระพุทธเจ้ากำลังนั่งสมาธิมีผู้หญิงเปลือยกายเต้นรำเพื่อหยุดยั้งการตรัสรู้ รวมถึงคริสต์คาทอลิกที่เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครองที่เราได้รับรู้จากยุคสงครามกลางเมืองในสเปน ทุกศาสนาถูกรัฐและทุนหยิบใช้เสมอ การใช้อำนาจเหนือมีอยู่ทั่วสังคมโลก ภาพเหล่านี้ทำให้เราเห็นความไม่เท่าเทียมในศาสนาต่าง ๆ และรู้สึกว่ามันมีความลำเอียงแบบชายเป็นใหญ่อยู่เยอะ ทำให้เราไม่สามารถยอมรับความเชื่อทางศาสนาใดได้

แต่เมื่อเรารู้สึกปลอดภัยมากพอและได้ลองทำแบบหมาตัวนั้น สลัดความกลัวและกระโดดลงน้ำ เราจึงได้ลองทำความเข้าใจศาสนาในฐานะพื้นที่แสวงหาและทำความเข้าใจชีวิตในโลกและจักรวาลนี้ ซึ่งทำให้เราได้รู้ว่า มนุษย์เป็นแค่สิ่งมีชีวิตหนึ่งท่ามกลางสรรพสิ่งอันซับซ้อนที่เรากำหนดอะไรทั้งหมดไม่ได้ ความโชคดีโชคร้ายที่อุบัติขึ้นในแต่ละช่วงชีวิต เป็นผลมาจากความโชคดีโชคร้ายมากมายมหาศาลในชีวิตที่ผ่านมาของเราและของคนอื่น การค้นพบเหล่านี้จึงทำให้อคติต่อศาสนาพังทลายลง

การปฏิวัติไม่ใช่การทำสงคราม แต่คือการเดินทางบนวิถีแห่งความสันติสุข

เมื่อนักเดินทางคนนั้นชวนเราดูซีรีส์ตุรกีเรื่อง Dirilis: Ertugrul หรือ “การฟื้นคืนชีพของเออร์ตูกรุล” ใน ซีรีส์มีตัวละครหนึ่งชื่อ “อิบนุ อาราบี (Ibn Arabi)” ซึ่งเป็นตัวละครที่มักจะเอ่ยถึงอัลกุรอานและเรื่องเล่าของโลกอิสลามมากมาย จึงทำให้ขบคิดถึงอัลกุรอาน ว่าข้างในมีคำสอนแบบใดอยู่?

ในช่วงต้นของซีรีส์เป็นเรื่องราวที่โลกอิสลามถูกแทรกแซงสั่นคลอนจากเทมพลาร์ มีการส่งสายลับและซื้อตัวแม่ทัพอะเลปโปและหัวหน้าในเผ่าคายึ (เติร์กเผ่านึง) ฉากหนึ่ง แม่ทัพแห่งอะเลปโปผู้ถูกเทมพลาร์ซื้อตัวไว้แล้ว เขากำลังตามล่าเออร์ตูกรุลในเมือง จึงบุกเข้าไปสังหารหมู่นักเรียนและลูกศิษย์ในโรงเรียนสอนศาสนาระหว่างที่อิบนุ อาราบี กำลังกลับจากมัสยิดอัล-อักซอ แห่งกรุงเยรูซาเลม 

เหตุการณ์นี้สร้างความเคียดแค้นแก่ลูกศิษย์ที่สูญเสียมิตรสหายถึงขั้นสาปแช่งแม่ทัพอะเลปโปผู้นั้นหลังการละหมาด อิบนุกลับมาถึงจึงล้อมวงฟัง เยียวยาบรรดาศิษย์ และได้เล่าว่า นบีมูฮัมหมัด ﷺ เองก็เคยก่นด่าหลังละหมาดเช่นกัน เพราะเคียดแค้นต่อการถูกกระทำย่ำยี จากนั้นจึงปรากฏเป็นซูเราะห์ ที่บอกประมาณว่า “เรา (อัลลอฮ์) ส่งเจ้ามาเพื่อให้เผยแผ่และดำรงไว้ซึ่งความเมตตา ไม่ใช่การก่นด่าและความเคียดแค้น” อิบนุบอกเหล่าศิษย์ของเขาว่า

“เราสามารถหยุดยั้งการกดขี่ได้ ไม่ให้มีใครถูกทำร้ายรวมถึงตัวเราเอง และพร้อมกันนั้นจงรักษาใจของเราไว้ ไม่ให้โหดร้ายอำมหิตไปตามผู้กดขี่เถิด”

สภาวะเคียดแค้นในจิตใจของศิษย์ทุกคนจึงคลี่คลาย

ฉากนี้เองที่ทำให้เราสนใจ – อยากเข้าใจโลกอิสลามมากขึ้นไปอีก จนเกิดบทสนทนามากมายเกี่ยวกับศาสนา การทำความรู้จักโลกและจักรวาล และบังเอิญ นักเดินทางก็มีทั้งหนังสือ “วิถีแห่งซูฟี” และคัมภีร์อัลกุรอานที่พกไว้มานานแสนนานแล้ว เราจึงได้ลองอ่านทั้ง 2 เล่ม และแม้ว่าอัลกุรอานจะอ่านค่อนข้างยาก แต่ทั้งหมดนี้ก็ทำให้เราพบเสน่ห์ของอิสลาม และพบว่า สิ่งที่อิบนุพูดในซีรีส์ก็คือ ซูเราะห์ อัล-อันบิยาอ์ (Al-Anbiya) อายะห์ที่ 107 ที่กล่าวว่า “และเรา (อัลลอฮ์) ไม่ได้ส่งเจ้ามา เพื่อเป็นอื่นใด นอกจากเป็นความเมตตาต่อประชาชาติทั้งหลาย” (وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا رَحْمَةً لِّلْعَالَمِينَ)) 

นอกจากนั้น ซีรีส์เรื่องนี้ยังทำให้เราได้ยินวลีที่น่าจดจำอีกเยอะอย่างเช่น “ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าอัลลอฮ์”, “มุสลิมไม่คุกเข่าให้ใครนอกจากอัลลอฮ์” และ “การต่อสู้เป็นของเรา ชัยชนะเป็นของอัลลอฮ์”

คำว่า “ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าอัลลอฮ์” เป็นคำที่สะท้อนใจ เพราะมันทำให้เรามองไปในสังคมแนวตั้งนี้และสบตาความเย่อหยิ่งโอหังลุแก่อำนาจของชนชั้นปกครองทั้งหลายได้อย่างไม่หวั่นเกรง หรือรวมถึงผู้กดขี่รอบตัวที่กระทำต่อเราด้วย และคำว่า “มุสลิมไม่คุกเข่าให้ใครนอกจากอัลลอฮ์” 2 วลีนี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นเรื่อง “ความเท่าเทียม” ซึ่งในมุมมองอิสลามนั้นมนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน

ส่วนวลี “การต่อสู้เป็นของเรา ชัยชนะเป็นของอัลลอฮ์” อยากขยายความด้วยเรื่องเล่าของซูฟีเรื่องหนึ่ง (จาก IG : Sufi.comics)

มีนักธนูคนหนึ่งถามชีค (Sheikh) ว่า 

“เรามีเจตจำนงเสรีหรือไม่? หรือทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วสำหรับเรา”

ชีค (Sheikh) จึงถามกลับ
“เป็นคำถามที่ลึกซึ้งมาก งั้นบอกข้าหน่อย เมื่อท่านปล่อยลูกศรออกจากคันธนูอะไรคือสิ่งที่กำหนดทิศทางของมัน?”

นักธนูตอบ

“ทักษะฝีมือของข้าเป็นตัวกำหนดว่าลูกศรจะพุ่งไปตกทางไหน”

ชีค (Sheikh) ว่า

“ใช่ ความพยายามของท่านมีบทบาทสำคัญ แต่… ลม แรงดึงดูดของโลก น้ำหนักของลูกศร… ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนกำหนดทิศทางของมันไม่ใช่หรือ?”

“ในทำนองเดียวกัน เจตจำนงเสรีของเราดำเนินไปภายในเจตจำนงที่ยิ่งใหญ่กว่าของจักรวาล (อัลลอฮ์)”


นักธนูถามต่อ
“แต่ถ้าการกำหนดของจักรวาล (อัลลอฮ์) เป็นที่สุด แล้วการเลือกของเราจะมีความสำคัญอะไรเล่า?”

ชีค (Sheikh) ตอบ
“แม้ว่าการกำหนดของจักรวาล (อัลลอฮ์) จะเป็นที่สุด แต่การเลือกของเราก็เป็นสิ่งที่สร้างเส้นทางเฉพาะตัวของเราเองภายในการกำหนดนั้น”

“ดังนั้นจงเลือกด้วยสติปัญญา และวางใจในการชี้ทางของจักรวาล (อัลลอฮ์)”

จะเห็นว่าเรื่องเล่าของซูฟีเรื่องนี้ แยกแยะสิ่งที่นักธนูซึ่งเป็นมนุษย์กำหนดได้คือการฝึกฝนพอกพูนทักษะฝีมือในการยิงธนู จากนั้นเมื่อเวลาที่ต้องยิงธนูมาถึง ก็เล็งแล้วปล่อยลูกศรออกไป แต่เมื่อลูกศรออกจากคันธนูไปเสียแล้ว ย่อมเป็นเรื่องของดินฟ้าอากาศและจักรวาลที่จะกำหนดว่า ลูกศรดอกนั้นสุดท้ายแล้วจะเป็นเช่นไร จะเข้าเป้าดังที่เราตั้งใจหรือไม่ หรืออาจจะพลาดเป้าและเป็นเหตุให้เราได้พบเจอกับเป้าหมายใหม่ที่อาจจะดีต่อเรามากกว่า

เปรียบดั่งชีวิตของเราที่ไม่อาจล่วงรู้อนาคต ไม่ว่าเราจะเตรียมตัวมาดีแค่ไหนในเรื่องใดก็ตาม ถึงที่สุดแล้วไม่มีมนุษย์คนใดล่วงรู้ได้ ชาวมุสลิมจึงมีวลีที่ใช้ร่วมกับการกล่าวถึงอนาคตหรือสิ่งที่คาดหวังว่า 

“อินชาอัลลอฮฺ”​ (หากอัลลอฮฺประสงค์)

ความเข้าใจเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกถ่อมตนต่อโลกและจักรวาลอันซับซ้อนนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่พยายามทำอะไรเลย มันกลับยิ่งทำให้เรากระทำการอย่างเข้าใจขีดจำกัดของตนเอง และเรียนรู้ว่าเพราะว่าเรามีขีดจำกัด เราจึงทำสิ่งมหัศจรรย์ได้ และเป็นส่วนนึงของการดำเนินไปในจักรวาลอันแสนยิ่งใหญ่นี้

เมื่อช่วงปี 2563 เราคิดว่าเรารู้วิธีเอาชนะซึ่งอาจจะจริง อิงตามประวัติศาสตร์ของขบวนการแรงงานที่เราเคยยกมามากมาย แต่ถ้าผู้คนในสังคมนี้เขาไม่ได้คิดอ่านอยากทำร่วมกัน มันก็ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ ดังนั้นภาระของการทำให้โลกดีขึ้น จึงไม่ใช่ของเราเพียงคนเดียว และไม่ได้มีวิธีการสำเร็จรูปแบบใดแบบหนึ่ง กว่าที่ความแปลงเปลี่ยนจะปรากฏเป็นรูปธรรม ต้องใช้พลังอำนาจภายในของผู้คนจำนวนมากมายมหาศาลในการร่วมกันทำ เมื่อเข้าใจเช่นนั้น ความสงบสันติสุขจึงหยั่งรากในหัวใจของเรา

สุดท้าย

ช่วงเวลากว่า 1 ปี 9 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เรารู้ว่า เราต้องการความสงบสันติสุข ไม่ได้แปลว่าโลกต้องเป็นอย่างที่เราหวังก่อนเราถึงจะสงบได้ โลกประกอบด้วยผู้คนและสรรพสิ่งเหลือคณานับที่เราไม่สามารถกำหนดได้ เราเป็นแค่คนคนหนึ่งที่ทำได้เพียงมีส่วนร่วมต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกนี้และหวังว่ามันจะดีกว่าเมื่อวาน 

และสุดท้ายเราได้รู้แล้วว่าบ้านคืออะไร? เรารู้มันอย่างเป็นรูปธรรมอยู่ในใจ ซึ่ง นะญีบ มะห์ฟูซ (Naguib Mahfouz) มีวลีที่อธิบายมันได้อย่างครบถ้วนนั่นคือ 

“บ้านไม่ใช่ที่ที่เราเกิด บ้านคือที่ที่ความพยายามจะหลบหนีทั้งหมดของเราสิ้นสุดลง”

ขอความสงบสันติสุขจงมีแด่ท่าน

  1. อำนาจเหนือ คือ การที่บุคคล / กลุ่ม ใช้แหล่งอำนาจที่ตนมีอยู่ในการควบคุม แสวงประโยชน์ นิยามหรือตัดสินประสบการณ์ของคนอื่น หรือตัดสินใจแทนบุคคลอื่น / กลุ่มอื่น ส่วนอำนาจใต้ คือการโยนความรับผิดชอบของตนเองให้ผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากอีกฝ่าย หรือใช้สถานะความเป็นเหยื่อเพื่อบีบบังคับผู้อื่นให้ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ควรเป็นภาระของพวกเขา
    ↩︎
  2. ชาห์, อิดริส, ค.ศ. 1924-1996. วิถีแห่งซูฟี (The Way of the Sufi). กรุงเทพฯ : สวนเงินมีมา, 2560. 296 หน้า
    ↩︎