เช็กพอยท์! จุดถดถอยของประชาธิปไตย
Reading Time: 2 minutesเรามาถึงจุดที่ประชาธิปไตยทั่วโลกถดถอย เหลือไว้เพียงพวกเขา/พวกเรา ผลักไสให้เลือกข้างมากกว่าเลือกปกป้องประชาธิปไตย
ใช่ไหมว่า สิ่งที่ถนัดคือเรามักเดินหนีความจริง
เหมือนอย่างที่เดินออกจากโรงหนังทั้งที่ยังดูไม่จบ
ใช่ไหมว่า เรากลัวจะเห็นมัน เพราะเรารู้ดีแก่ใจว่า
ความจริงบางเรื่อง มันน่ากลัวและน่าเศร้าเกินกว่าจะทนรู้
ทางกันดาร ความเรียงระหว่างทาง ระหว่างคน บนถนนอันเปลี่ยวดาย และกันดาร
บินหลา สันกาลาคีรี
ในครั้งแรกที่หยิบหนังสือ เราได้อ่านชื่อหนังสือ เรารู้สึกว่ามันต้องเป็นหนังสือที่สื่อถึงความกันดาร ชวนรันทด
ในครั้งสองที่หยิบหนังสือ เราอ่านเนื้อหาข้างในนั้น ‘‘กันดาร’’ คงไม่ได้หมายถึงความลำบากเชิงกายภาพเพียงอย่างเดียว
หากแต่เป็นความกันดารในเชิงท่าที ท่าทีของการเลือกตั้งคำถาม ในสถานการณ์ที่หากเราเลือกจะเงียบ เหตุการณ์นั้นก็จะจบไปอย่างง่ายดาย
หากเลือกจะปล่อยผ่าน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก หรือไม่อยากเสียเวลาไปกับมัน หลายเหตุการณ์ที่ถูกเล่าเป็นเรื่องที่เราคุ้นจนชินชาแทบไม่รู้สึกว่ามันควรถูกตั้งคำถามด้วยซ้ำ

หนังสือรวมเรื่องราวในชีวิตของผู้เขียนที่ไม่ได้พยายามจะเล่าเรื่องให้จบ แต่กำลังบันทึกวิธีคิด รวมเป็นเรื่องสั้น ให้ผู้เปิดอ่านได้อยู่บนพื้นที่เดียวกัน เรารู้สึกคุ้นชิน และคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี
หนังสือที่เล่าชีวิตไปวัน ๆ ไม่ได้ทำให้เห็นว่าในหมู่มวลความธรรมดาสิ่งใดกันแน่สำคัญ และก็ไม่มีทีท่าว่าสิ่งใดเล็กน้อย ในเรื่องธรรมดา ๆ ที่เราเจอในชีวิตประจำ เราชินกับภาพแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เราเคยหยุดมองมันว่าเป็นเรื่องผิดปกติไปแล้วหรือยัง…

นาทีนั้นมันไม่ใช่เรื่องของรองเท้าแล้ว
“คุณแต่งกายผิดระเบียบ แต่งตัวไม่สุภาพ”
ผมเห็นชาวชนบทออกจากบ้านด้วยชุดแต่งกาย ดีที่สุดเท่าที่มี เพื่อขึ้นไปถูกขู่ตะคอกจากข้าราชการบนศาลากลาง ผมเห็นภาพเจ้าหน้าที่ป่าไม้ข่มขู่ราษฎรที่ยกมือไหว้ปะหลก ๆ ผมเห็นภาพเจ้าหน้าที่ที่ดินโยกโย้งัดเกณฑ์ปลีกย่อยมากล่าวอ้างจนชาวบ้านเวียนหัว ผมเห็นภาพนางพยาบาลหน้ายักษ์ ตำรวจหน้าย่น ครูหน้าเจ้ายศเจ้าอย่าง เทศกิจ เทศบาล ที่มักทำตัวใหญ่กว่าประชาชน
ผมเห็นภาพ…
“ยังไงครับ ถึงจะเรียกว่าสุภาพ”
ผมย้อนถามเรียบ ๆ เธอไม่ตอบ กลับเลือกวิธีหนีจ้า ผมจึงเสียงดังไล่หลัง
“เอาสิ ถ้าสวมรองเท้าแบบนี้ถือว่าไม่สุภาพ บ่ายนี้ผมจะถอดรองเท้าเดินให้ดู’’

มือ
ด้วยความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ ขอมก็คือขะแมร์ กรอมก็คือขะแมร์ และคือเขมร คือเผ่าพันธุ์เดียวกันทั้งนั้นแม้นอิจฉาที่เพื่อนบ้านรุ่มรวยมรดก ก็หาควรออกนอกหน้า ด้วยอาการเสียดสีกันอย่างผิดหลักวิชาไม่
แต่ก็ด้วยความจริงเช่นกัน (แม้เป็นความจริงที่ค่อนข้าง คับแคบปริมาณกลุ่มตัวอย่างอยู่สักหน่อย) ใครบางคนเสนอหน้าตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้ไหมว่า ยุคสมัยและวิธีคิดของคนในสังคม ทำให้ผู้คนของเผ่าพันธุ์เดียวกันนี้มีความต่าง กันออกไป โดยเฉพาะเรื่องของมือ
ภาพของเมืองชายแดนอย่างปอยเปตเมืองซึ่งอัดแน่นไปด้วยรถบรรทุก รถเข็น คนใช้แรงงาน พ่อค้าแต่ในขณะเดียวกันก็มีคนจร คนสัปหงก มือแบขอทานตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้ชราโสเภณี หน้าม้า และเครือข่ายสินบนปะปนอยู่กับอาคารฉาบหน้าสวยงามท่ามกลางกลิ่นขยะเน่าโรคเอดส์ และยาเม็ดสีส้มราคาถูก
จำเป็นอีกหรือที่จะต้องพูดถึงประดาเหล่านักพนัน
อาจเป็นเพราะเงินว่อนสะพัดเกินไป อาจเป็นเพราะการได้เงินด้วยวิธีการง่ายดายและสบายกว่าประกอบสัมมาชีพอาจเพราะผู้คนบูชาเงินมากกว่าบูชามือ
มือ ที่เคยเปี่ยมพลังเพราะการชักลาก มือที่เคยช่ำชาญฉลักศิลาให้ไหวเอนอ่อนราวก้อนเนย มือที่เคยเสกสร้างงานซึ่งยิ่งยงที่สุดของโลก มือที่สูงค่าจึงกลายเป็นมืออ่อนแอปวกเปียก เป็นมือ ที่ฉกฉวยและหวังรวยลัด มือที่ไร้ค่า จนราวกับว่าไม่ใช่มือของคนพันธุ์เผ่าเดียวกัน
ความต่างระหว่างเมืองพระนครกับปอยเปตมิได้อยู่เฉพาะที่กาลเวลา หากแต่อยู่ที่คน….อยู่ที่มือของคน
“ชีวิตลงตัว” เป็นลมหายใจที่ใคร ๆ ใฝ่หา บางคนครวญว่าจิ๊กซอว์ของชีวิตขาดเพียงเศษหนึ่งใน ห้าร้อย หรือยิ่งกว่านั้น หนึ่งในพันเพียงชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นเดียว ทุกอย่างจะสมบูรณ์ เอาชีวิตใส่กรอบขึ้นผนังโชว์ได้ทันที
แต่ไอ้ชิ้นเล็กชิ้นเดียวนั่นแหละที่ยากเข็ญ ไอ้ตรงส่วนที่จะต้องเว้ารับกับชิ้นอื่น ๆ (ที่มีอยู่แล้ว)
ผมถามใครบางคนว่า ถ้าเห็นชีวิตเป็นเช่นจิ๊กซอว์ วันหนึ่งเมื่อต่อครบบริบูรณ์แล้ว บางชิ้นมีอันร่วงหลุดไปนิรันดร์กาล ชีวิตที่เคยลงตัวไยจะมิกลับกลายเป็นชีวิตที่มีแผลเป็น? เขาตอบ ก็อาจเป็นเช่นนั้น
แต่อย่าลืมว่า จิ๊กซอว์คือผลผลิตอุตสาหกรรม-อย่ามัวเสียเวลาเสียใจ แต่จงซื้อแผ่นใหม่สามสิบห้าบาทเท่านั้นเอง
เวลาที่พูดถึงจิ๊กซอว์กับควิล์ต (quilt) ผ้าต่อ เรามักพูดในความหมายของภาพต่อทั้งแผ่น ผ้าต่อทั้งผืน ขณะที่จิ๊กซอว์ดูออกง่าย ๆ ว่าเป็นภาพอะไร ควิล์ตกลับตรงข้าม ผ้าต่อจะเห็นเป็นรูปเป็นเรื่องราวก็ต่อเมื่อผู้ดูชมผสม จินตนาการลงไป กลายเป็นก้อนเมฆ เป็นทุ่งดอกไม้ เป็นภาพเขียนนามธรรม กระทั่งเป็นกองขยะ มิหนำซ้ำต่างคนก็ต่างเห็นเป็นคนละเรื่องราวผมลองใหม่ หลับตาเลือกเอาจิ๊กซอว์เล็ก ๆ เพียงชิ้นเดียว หยิบเศษผ้าที่จะเอาไปเย็บเป็นควิล์ตเพียงชิ้นเดียวมาวางตรงหน้า บนเศษผ้า ผมเห็นลายผืนนั้นชัดเจน มีเรื่องราวสีสันสมบูรณ์ในตัวเอง ตรงกันข้ามกับจิ๊กซอว์ กลับมองไม่ออก ดูไม่รู้ว่าเป็นรูปอะไร เป็นชิ้นส่วนตรงใดของภาพ ตรงนี้เองที่ผมคิดว่า มันคือความลับของจิ๊กซอว์ คือความลับของควิล์ต คือความลับของความสัมพันธ์ คือความลับของโลกที่เต็มไปด้วยรอยต่อ
ใช่ไหมว่า นโยบายรัฐตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มองเห็นคนเป็นเพียงตัวจิ๊กซอว์เท่านั้น คนแต่ละคนจึงไม่จำเป็นต้อง พัฒนาตัวเองให้เต็มคน ไม่จำเป็นต้องเติบโตสมบูรณ์ใน ตัวเอง แต่มีหน้าที่ต้องเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับระบบ อุตสาหกรรม ที่สวมหน้ากากคำว่า ‘ประเทศชาติ’
เมื่อ ‘ประเทศชาติ’ ขาดจิ๊กซอว์ช่องใด คนก็มีหน้าที่ต้องแย่งชิงกันไป กลึงไป เว้าไปให้เป็นชิ้นที่จะเข้าช่องนั้น ๆ ไปหลอมตัวเองในมหาวิทยาลัยให้เป็นชิ้นส่วน
ใช่ไหมว่า นโยบายรัฐตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
มองเห็นคนเป็นเพียงตัวจิ๊กซอว์เท่านั้นคนแต่ละคนจึงไม่จำเป็นต้องพัฒนาตัวเองให้เต็มคน
ไม่จำเป็นต้องเติบโตสมบูรณ์ในตัวเอง แต่มีหน้าที่ต้องเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับระบบอุตสาหกรรม
ที่สวมหน้ากากคำว่า ‘ ประเทศชาติ’

ถึงดิฉันและเพื่อนนักอ่านทุกคน
เราอาจใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อไล่ตามมัน
จนลืมถามว่า เรากำลังพยายาม “ลงตัว” กับอะไร และลงตัวเพื่อใคร
บางทีสิ่งที่ทำให้เราหายใจไม่ทั่วท้อง อาจไม่ใช่เพราะเรายังขาดชิ้นสำคัญ
แต่เพราะเราถูกสอนให้เชื่อว่าถ้าไม่พอดีกับช่องที่มีอยู่แล้ว เราก็ยังไม่ควรถูกเรียกว่า “สมบูรณ์”
และถ้าท่านรู้สึกว่าแรงกดนั้นคุ้นเคยเหลือเกิน
คุ้นเคยตั้งแต่ห้องเรียน คุ้นเคยตั้งแต่การเลือกคณะในมหาลัย คุ้นเคยตั้งแต่คำว่า “อนาคตที่ดี”
บางทีนี่อาจไม่ใช่การเลือกโดยเจตจำนงของเรา หากคือวิธีที่สังคมทั้งสังคมฝึก
ให้คนจำนวนมากยอมกลึงตัวเอง เว้าตัวเอง ยอมเสียส่วนเกินของตัวเองไปทีละนิด
เพื่อให้ “ภาพใหญ่” ดูสมบูรณ์ขึ้น
ถ้าวันหนึ่งทั้งท่าน หรือดิฉันเผลอเห็นรอยต่อของตัวเองชัดขึ้น
อย่าเพิ่งรีบซ่อมมันให้เรียบ อย่าเพิ่งรีบโทษตัวเองว่า ไม่พอดี เพราะบางทีรอยต่อนั้น
อาจเป็นหลักฐานเดียวที่เหลืออยู่ ว่าเรายังไม่ยอมให้ใคร ประกอบเราเสร็จสมบูรณ์
บางที ทางกันดาร ที่ว่านั้นคงเป็นการเลือกเดินบนความไม่ลงตัวนั่นเอง เพื่อไม่ยอมให้ใครได้ประกอบความเป็นคนของเราแทน
หนังสือ : ทางกันดาร
ผู้เขียน : บินหลา สันกาลาคีรี
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์ไรท์เตอร์
PlayRead : คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี